544454 illumination engineering l.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
544454 วิศวกรรมส่องสว่าง (Illumination Engineering) PowerPoint Presentation
Download Presentation
544454 วิศวกรรมส่องสว่าง (Illumination Engineering)

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 144

544454 วิศวกรรมส่องสว่าง (Illumination Engineering) - PowerPoint PPT Presentation


  • 391 Views
  • Uploaded on

544454 วิศวกรรมส่องสว่าง (Illumination Engineering). แหล่งกำเนิดแสง แสงละสี ควงโคม การส่อง สว่างมูลฐาน การคำนวณวิธีลูเมน และวิธีจุด - จุด เทคนิคการให้แสงสว่างภายในอาคาร เช่นที่พัก อาศัย สำนักงานโรงงาน เป็นต้น เทคนิคการให้ แสงสว่างนอกอาศัย เช่น การให้แสงสว่างถนน ไฟสาดส่องเป็นต้น.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about '544454 วิศวกรรมส่องสว่าง (Illumination Engineering)' - andrew


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
544454 illumination engineering
544454 วิศวกรรมส่องสว่าง(Illumination Engineering)

แหล่งกำเนิดแสง แสงละสี ควงโคม การส่อง

สว่างมูลฐาน การคำนวณวิธีลูเมน และวิธีจุด-จุด

เทคนิคการให้แสงสว่างภายในอาคาร เช่นที่พัก

อาศัย สำนักงานโรงงาน เป็นต้น เทคนิคการให้

แสงสว่างนอกอาศัย เช่น การให้แสงสว่างถนน

ไฟสาดส่องเป็นต้น

topic
หัวข้อ (Topic)
  • แหล่งกำเนิดแสง
  • แสงและสี
  • ดวงโคม
  • การส่องสว่างมูลฐาน
  • การคำนวณวิธีลูเมน
  • การคำนวณวิธีจุด-จุด
topic3
หัวข้อ (Topic)
  • เทคนิคการให้แสงสว่างภายในอาคาร
    • ที่พักอาศัย
    • อาคารสำนักงาน
    • อาคารพานิชย์
    • อาคารโรงงาน
topic4
หัวข้อ (Topic)
  • เทคนิคการให้แสงสว่างนอกที่อาศัยหรือนอกอาคาร
    • การให้แสงสว่างถนน
    • การให้แสงสว่างสนามกีฬา
    • การให้แสงสว่างไฟสาดส่อง
      • ป้ายโฆษณา
      • บริเวณการทำงานกลางแจ้ง
      • แนวบริเวณการป้องกันความปลอดภัย
illumination engineering for energy efficient luminous environments
Illumination engineeringFor energy efficient luminous environments
  • Ronald N.Helms
    • University of Colorado Boulder,Colorado
    • Prentice-Hall Inc. Englewood Ciffs,NJ 07632
    • Copyrights 1980
slide6

พื้นฐานความรู้ด้านแสงสว่างพื้นฐานความรู้ด้านแสงสว่าง

ธีระยุทธ นุ้ยนุ่น

slide7
การศึกษาด้านแสงสว่างเพื่อการออกแบบระบบแสงสว่างที่มี การศึกษาด้านแสงสว่างเพื่อการออกแบบระบบแสงสว่างที่มี

ประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานที่สำคัญ

1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

2. สี (Color)

3. ศัพท์เฉพาะด้านแสงสว่าง (Terminology)

4. หลอดไฟ (Light Source)

5. ดวงโคม (Luminaire)

1 light eye vision
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)
  • แสงเป็นพลังงานที่ทำให้เกิดการมองเห็น
  • ทางฟิสิกส์ถือว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง
  • เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ประมาณ 300,000 กม./วินาที
  • มีคุณสมบัติในการกระจายพลังงานออกมาที่ความยาวคลื่นต่างๆกัน
  • แหล่งกำเนิดแสงธรรมชาติ ที่รู้จักกันดีคือดวงอาทิตย์ซึ่งให้พลังงานออกมาที่ความยาวคลื่นต่างๆ กว้างมากตั้งแต่รังสีคอสมิกจนถึงคลื่นวิทยุ
1 light eye vision10
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)
  • แต่แถบพลังงานที่มีอิทธิพลต่อตาคนเราและทำให้เกิดการมองเห็นเป็นเพียงช่วงแคบๆ ระหว่าง 380 - 780 นาโนเมตร เราเรียกช่วงของการกระจายนี้ว่า Visible spectrum
1 light eye vision11
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

ช่วงความยาวคลื่นเหล่านี้เราสามารถแยกให้เห็นแถบของ

การกระจายพลังงานอย่างกว้างๆได้ 7 แถบ แต่ละแถบของ

การกระจาย พลังงานเรียกว่า Spectrum ช่วงการ

กระจายที่ต่างกันทำให้เรามองเห็นสีต่างกันดังตารางข้างล่าง

1 light eye vision13
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

แถบสีแต่ละแถบในช่วง Visible Spectrum ซึ่งให้แสงสี

ต่างกันเราไม่สามารถแยกให้เห็นส่วนประกอบของแต่ละแถบสีได้ ไม่ว่า

ด้วยวิธีใดๆและเราเรียกแถบสีนี้ว่า แสงเอกพันธ์ (Homogeneous

Light) แต่เมื่อนำแสงเหล่านี้มารวมกันจะทำให้เกิด แสงสีใหม่เราเรียกแสงสีที่

เกิดขึ้นใหม่นี้ว่าแสงวิวิธพันธ์ (Non-Homogeneous Light)

เช่น

แสงจากดวงอาทิตย์เกิดจาก การรวมกันของแสงทั้ง 7 สีในช่วง Visible

Spectrum เป็นต้น

1 light eye vision14
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)
  • ตา และองค์ประกอบของตา
1 light eye vision15
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

ตาคนเราแต่ละข้างจะมีโครงสร้างดังรูปซึ่งประกอบด้วย

  • Sclera เป็นส่วนของตาขาวทั้งหมดทำหน้าที่ห่อหุ้มลูกตาเอาไว้

2. Cornea กระจกตา เป็นเยื่อบางใส อยู่ด้านนอกของลูกตา ทำหน้าที่หักเหแสงให้ตกลงบน Retina โดยแสงจะส่องผ่านรูม่านตา (Pupil) ซึ่งจะรับแสงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการบีบรัดตัวของม่านตา (Iris) ทั้งนี้แสงส่วนใหญ่จะถูกหักเหด้วย Cornea ส่วนที่เหลือจะถูกปรับละเอียดอีกครั้งด้วยเลนซ์

1 light eye vision16
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

ตาคนเราแต่ละข้างจะมีโครงสร้างดังรูปซึ่งประกอบด้วย

3. Choroid ประกอบด้วยเส้นเลือดต่างๆ มากมายเพื่อหล่อเลี้ยงดวงตา

4. Iris ม่านตา ทำหน้าที่ปรับปริมาณแสงให้เข้าสู่ retina อย่างเหมาะสม

5. Ciliary Body หรือ Ciliary Muscle เป็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่บีบบังคับเลนซ์ให้พองหรือแฟบเข้า เพื่อรับภาพเข้าสู่จุดโฟกัส

1 light eye vision17
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

6. Ciliary Zonules หรือ Ciliary Fibers เป็นเอ็นยึดระหว่าง Ciliary Body กับเลนซ์

เมื่อตาได้รับภาพวัตถุ กล้ามเนื้อของ Ciliary Body จะกระทำต่อ Zonules

เป็นเหตุให้เลนซ์ขยายตัวขึ้นและรับภาพนั้นเข้าสู่จุดโฟกัสโดยทำงานสัมพันธ์กับม่านตา

และขณะที่วัตถุเคลื่อนห่างจากดวงตา กล้ามเนื้อจะคลายตัวออกทำให้เลนซ์แฟบลง กระบวนการที่เกิดขึ้นเรียกว่า Accommodation

1 light eye vision18
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

ค่า Magnitude ของ Accommodation จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น

ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน

การลดลงของค่า Magnitude เชื่อว่าเป็นเพราะการแข็งตัวของเลนซ์

ภาวะอย่างนี้เรียกว่า Presbyopia ซึ่งจะเริ่มเป็นเมื่ออายุราว 40 ปีขึ้นไป

1 light eye vision19
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

7. Fovea เป็นจุดเล็กๆ บนเรตินา ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นชัดที่สุด

8. Optic nerves ประสาทตาซึ่งต่อเชื่อมกับเซลรับแสงบนเรตินามีจำนวนนับล้านเส้น

1 light eye vision20
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

9. Retina เป็นส่วนของเซลรับแสง ประกอบด้วยเซลไวแสง 2 ชนิดคือ Cones กับ Rods

1 light eye vision21
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)
  • Cones เซลรับแสงที่มีลักษณะเป็นแท่งทู่ๆ รวมกันอยู่อย่างหนาแน่นบริเวณรอบๆ Fovea มีจำนวน 6-7 ล้านอันแบ่งเป็น 3 กลุ่มมีความไวต่อแสงสีต่างกันคือไวต่อแสงสีแดง, เขียวและน้ำเงิน
1 light eye vision22
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

Cones จะมีผลต่อการมองเห็นแบบ daylight เท่านั้น

จะเริ่มทำงานเมื่อได้รับแสงประมาณ 1 fl. (foot-Lambert)ขึ้นไป

การมองเห็นสีต่างๆ ขึ้นอยู่กับการทำงานของ Cones

ถ้า Cones ทั้ง 3 กลุ่มทำงานพร้อมกันเท่าๆ กันจะมองเห็นเป็นแสงสีขาว

หรือไม่มีสี

ถ้า Cones ตัวใดตัวหนึ่งเสียไปจะทำให้เกิดตาบอดสี

1 light eye vision23
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

Rods เซลรับแสงที่มีลักษณะเป็นแท่งยาวๆ ไวแสงมาก

กระจายอยู่บริเวณรอบนอก Fovea มีจำนวนประมาณ 100 ล้านอัน

rods จำนวนหลายพันตัวถูกต่ออยู่กับเส้นประสาท 1 เส้นจึงทำให้ความ

คมชัดของการมองเห็นต่ำมาก จะไม่ปรากฏสีต่างๆ ในระบบของ rods จะ

เห็นเป็นเพียงขาว-ดำเท่านั้น

1 light eye vision24
1. แสง, ตาและการมองเห็น (Light , eye & Vision)

rods จะทำงานเมื่อได้รับแสงสว่างน้อยๆ คือระหว่าง - 1 fl.

การกระจายตัวของเซลรับแสงบนเรตินาแสดงดังรูป

slide25
จากการทำงานของ Cones และ Rods ก็พอจะแบ่งระดับการมองเห็นออกเป็น 3 ระดับ

คือ

  • Scotopic Vision เป็นช่วงที่ Rods ทำงานเพียงอย่างเดียวจะมองเห็นวัตถุ

ต่างๆเป็นสีขาว-ดำเท่านั้น โดยแสงที่ได้รับมีค่าระหว่าง – fl.

2. Mesopic Vision เป็นช่วงที่ Rods และCones ทำงานร่วมกันทำให้มองเห็น

วัตถุเป็นสีปนขาว-ดำ แต่ไม่สามารถระบุให้แน่ชัดได้ว่าเป็นสีใด เป็นภาวะแสง

สลัวที่มีความสว่างประมาณ - 1 fl.

3. Photopic Vision เป็นช่วงที่ Cones ทำงานเพียงอย่างเดียวจะมองเห็นวัตถุ

ต่างๆ เป็นสีถูกต้องและบอกรายละเอียดของวัตถุได้ชัดเจน เมื่อได้รับแสงสว่าง

ตั้งแต่ 1 fl. ขึ้นไป

slide26
การมองเห็นทั้ง 3 ระดับเมื่อทำการทดสอบกับตาคนปกติโดย

การวัดจุดเริ่มตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ความยาวคลื่นต่างๆ ในย่าน

Scotopic และ Photopic พบว่าตาคนเรามี

ความไวต่อแสงสีที่ความยาวคลื่น 510 nM. (ในย่าน

Scotopic) และ 555 nM. (ในย่าน

Photopic) มากที่สุด ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเลือกใช้

แหล่งกำเนิดแสงที่ให้แสงสีเหมาะสมกับการนำไปใช้งาน

slide27
ความชัดเจนแม่นยำของการมองเห็น (Visual Acuity)

ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก 4 ตัวคือ

  • ขนาดของวัตถุ (Size) เป็นขนาดที่ตกกระทบบนเรตินาซึ่งวัดอยู่

ในรูปของมุมแห่งการมอง (Visual angle) ที่ถูกกำหนดด้วย

ระยะทางกับขนาดทางกายภาพของวัตถุ และพบว่าคนเราจะมองเห็นภาพ

ชัดเจนที่สุดที่มุมประมาณ 1.4 – 2 องศา

2. ความสว่าง (Luminance) ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่ตกกระทบ

พื้นผิวใดๆ แล้วสะท้อนเข้าสู่ตาเราในปริมาณที่เหมาะสม

slide28
3. ความแตกต่างของสีวัตถุกับพื้นผิวโดยรอบ (Contrast)

เป็นความแตกต่างระหว่างวัตถุกับฉากหลัง เกิดขึ้นโดยการสะท้อนแสงจาก

พื้นผิววัตถุนั้นๆ เข้าตาเรา โดยพื้นผิวเหล่านั้นอาจมีสีหรือความสว่าง

แตกต่างกัน ถ้าความแตกต่างยิ่งมากก็จะยิ่งมองเห็นวัตถุชัดเจนขึ้น

4. เวลา (Time) เวลาที่ใช้มองต้องมากพอที่จะระบุรายละเอียดของวัตถุนั้นๆ ได้

2 color
2. สี (Color)

สีเป็นผลตอบสนองทางใจของคนเราต่อความยาวคลื่นในย่านต่างๆ ของ

พลังงานแสงที่ตกกระทบบนชั้นเรตินาในลูกตา ซึ่งคุณสมบัติการกระจาย

ทางสเปกตรัมของวัตถุ จะทำให้เกิดสีเฉพาะของวัตถุขึ้นมาเช่น แดง ,

เขียว ฯลฯ

ถ้าวัตถุถูกส่องด้วย แหล่งกำเนิดแสงที่มีคุณสมบัติต่างกันก็จะทำให้เรา

มองเห็นสีวัตถุต่างกันด้วยดังรูป

slide31
ทฤษฎีสี

ในศตวรรษที่ 17 นิวตันพบว่าลำแสงสีขาวของแสงแดดประกอบด้วย

รังสีแสงสว่างที่มีสีต่างกันหลายสี เพราะเมื่อให้แสงแดด ส่องผ่านแท่ง

ปริซึม แสงจะกระจายออกเป็นสีรุ้ง (เรียกว่าสเปกตรัม) แต่เมื่อนำเอา

สเปกตรัมเหล่านั้นมาผ่านแท่งปริซึมอันที่ 2 แสงที่ได้จะกลายเป็นสีขาว

เหมือนเดิม เขาจึงสรุปว่าสีรุ้งทั้ง 7 ในสเปกตรัมเป็นสีปฐมภูมิ

slide32
ถ้าปล่อยแสงที่มีความยาวคลื่นเดียวเช่น 650 nM. ที่มี

ปริมาณมากพอ กระทบเรตินาในลูกตาความรู้สึกถึงสีที่ต่างจากสี

อื่น จะเกิดขึ้น และสิ่งเร้านั้นจะบอกว่าเรากำลังมองเห็นเป็นสี

"แดง"

ดังนั้นสีจึงแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกหรือเรื่องราว ของ

การมองเห็น ซึ่งเกิดจากการกระทำของพลังงานที่ความยาวคลื่น

ใดๆ ที่กระทำต่อเรตินาของตาคนปกติ

slide33
ความแตกต่างของความยาวคลื่น จะทำให้เกิดความรู้สึกที่

ต่างกันของการมองเห็นสี

วัตถุจะมองดูแตกต่างกันเมื่ออยู่ภายใต้แสงสี ที่ต่างกัน สีของ

วัตถุจะขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแสงที่ตกกระทบวัตถุนั้น

การสะท้อนแสงของวัตถุและคุณสมบัติในการตอบสนอง ของ

ตาผู้สังเกต สีของวัตถุจึงขึ้นอยู่กับปรากฏารณ์ที่เรียกว่า การ

ดูดกลืนแบบเลือก (Selective absorbtion)

ดังรูป

slide35
การดูดกลืนแบบเลือกเป็นผลของสีวัตถุที่แยกอนุภาคของแสงที่ การดูดกลืนแบบเลือกเป็นผลของสีวัตถุที่แยกอนุภาคของแสงที่

ส่องสว่างวัตถุนั้น ส่วนหนึ่งของรังสีจะถูกดูดกลืนไว้ แล้วสะท้อน

ส่วนที่เหลือออกไป เช่น

วัตถุที่มีสีเขียวเมื่อถูกส่องด้วยแสงแดด วัตถุนั้นจะดูดกลืน

พลังงานในช่วงอื่นไว้ยกเว้นสีเขียวและสะท้อน แสงสีเขียวเข้าตา

เรา จึงมองเห็นวัตถุนั้นเป็นสีเขียวเป็นต้น

slide36
ทฤษฎีการผสมสีแบบลบ

บริวสเตอร์ได้ทดลองเกี่ยวกับสีต่างๆ และพบว่ามีสีหลักอยู่ 3 สี ที่

สามารถนำมาผสมกันเพื่อทำให้เกิดสีรุ้งทั้ง 7 ที่นิวตันได้พบ ในสเปกตรัม

ของแสงแดด สีทั้ง 3 ที่บริวสเตอร์เรียกว่าสีปฐมภูมิหรือแม่สีของวัตถุคือ

สีแดงเข้ม (Magenta) , สีเหลือง (Yellow) และสีน้ำเงิน

เขียว (Cyan) สีเหล่านี้เรียกว่า สีปฐมภูมิแบบลบ

slide38
ถ้าเอาสีปฐมภูมิแบบลบคู่ใดคู่หนึ่งมาผสมกัน จะเกิดสีทุติยภูมิ

แบบลบขึ้นมาอีก 3 สี คือสีแดง (Red) , เขียว

(Green) และน้ำเงิน (Blue) ดังรูป แต่เมื่อเอาสี

ปฐมภูมิทั้ง 3 มาผสมรวมกันในสัดส่วนที่เท่ากันจะได้สีดำ การ

ผสมสีแบบนี้พบได้ในสีน้ำ-สีย้อมทั่วไป

slide39
ทฤษฎีการผสมสีแบบบวก

     ในศตวรรษที่ 19 โธมัส ยัง ได้บัญญัติทฤษฎีที่ว่าแสงสี

ขาวประกอบด้วยสีปฐมภูมิ 3 สีคือ สีแดง , เขียวและน้ำเงิน

กล่าวว่า สีปฐมภูมิเหล่านี้สามารถผสมกันเพื่อทำให้เกิดสีรุ้งทั้ง

7 ในสเปกตรัมได้ ทฤษฎีนี้ได้รับการยืนยันจากเฮลมโอซ์ และ

แมกซ์เวล

slide40
เฮลมโฮลซ์ได้ขยายงานทดลองของยัง โดยระบุว่า ภายในลูกตาคนเรามี

ใยประสาทเกี่ยวกับการมองเห็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีความรู้สึกไวต่อ

แสงปฐมภูมิในแต่ละช่วงต่างกันคือ

  • กลุ่มที่ 1 ไวต่อแสงสีแดง
  • กลุ่มที่ 2 ไวต่อแสงสีเขียว
  • กลุ่มที่ 3 ไวต่อแสงสีน้ำเงิน

โดยคิดว่าแสงที่มีสีอยู่ระหว่างสีปฐมภูมิเหล่านี้สมองจะตีความหมาย

ออกมาว่าเป็นสีอะไร ตามทฤษฎีนี้แสงสีขาวจะเกิดจากการเร้าความรู้สึก

ของใยประสาททั้ง 3 กลุ่มเท่าๆ กันในเวลาเดียวกัน ซึ่งสามารถใช้อธิบาย การรวมกันของสีทางสเปกตรัมได้อีกด้วย การรวมกันของสีของแสง

เรียกว่า ขบวนการผสมสีแบบบวก ซึ่งตรงข้ามกับทฤษฎีสี ของบริว

สเตอร์

slide41
โดยคิดว่าแสงที่มีสีอยู่ระหว่างสีปฐมภูมิเหล่านี้สมองจะโดยคิดว่าแสงที่มีสีอยู่ระหว่างสีปฐมภูมิเหล่านี้สมองจะ

ตีความหมายออกมาว่าเป็นสีอะไร ตามทฤษฎีนี้แสงสีขาวจะเกิด

จากการเร้าความรู้สึกของใยประสาททั้ง 3 กลุ่มเท่าๆ กันในเวลา

เดียวกัน

สามารถใช้อธิบายการรวมกันของสีทางสเปกตรัมได้อีกด้วย

การรวมกันของสีของแสงเรียกว่า ขบวนการผสมสีแบบบวก ซึ่ง

ตรงข้ามกับทฤษฎีสี ของบริวสเตอร์

slide43
ระบบการเรียกชื่อสี  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. ระบบการจัดสีแบบ Monochromatic

2. ระบบการจัดสีแบบ Trichromatic

slide44
กลุ่มแรกเป็นระบบการจัดสีที่มีตัวแปรที่ใช้กำหนดสีอยู่ 3 ตัวคือ
  • ความยาวคลื่นเด่น (Dominant wavelength)

หรือชื่อสี (hue)

  • ความอิ่มตัวหรือความบริสุทธิ์ (Saturation)
  • ความสว่าง (Brightness)
slide45
ระบบนี้จะมีแผ่นตัวอย่างสีมาตรฐาน ที่มีการจัดระเบียบและตั้งชื่อ

เพื่อให้ง่ายต่อการระบุสี

การเลือกสีก็ทำได้โดยการเทียบกับตัวอย่างสีมาตรฐานที่มีให้ ระบบที่

มีชื่อเสียงมากคือ ระบบสีของมุนเซล (Munsell color

system) ซึ่งใช้สำหรับเรียกชื่อสีของวัตถุจำพวกสีน้ำ , สีย้อม ,

สีหมึกต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขการส่องสว่างมาตรฐาน

slide46
กลุ่มหลังเป็นระบบการจัดสีที่เกี่ยวกับงานวิจัยการผลิตและจำหน่าย มี

ข้อดีคือได้รวมเอาผลของคุณสมบัติการสะท้อนแสง หรือการส่งผ่านแสง

(สีของวัตถุ)

คุณสมบัติทางสเปกตรัมของแหล่งกำเนิดแสง (สีของแสง)

คุณสมบัติการมองเห็น เพื่อใช้สังเกตเห็นสีอันแท้จริงภายใต้เงื่อนไขที่

กำหนด

ระบบที่มีชื่อเสียงมากคือระบบสี CIE (CIE color system) โดย CIE ได้

สร้างสามเหลี่ยมสีขึ้นมาเพื่อใช้กำหนดสีได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยผลการ

คำนวณทางคณิตศาสตร์

3 terminology
3. ศัพท์เฉพาะด้านแสงสว่าง (Terminology)

1. มุมตัน (Solid angle) หมายถึงมุมยอดที่ถูกรองรับ

ด้วยพื้นผิวใดๆ แทนด้วยสัญญลักษณ์ มีหน่วยเป็นสเตอเรเดียน

(steradian) ใช้อักษรย่อ Sr. และสามารถหาได้จากสูตร

เมื่อ A = พื้นที่ที่รองรับมุม  r  = รัศมี หรือระยะทางจากจุดยอดมุมถึงพื้นที่ที่รองรับมุม

slide48
แสดงทรงกลมที่มีรัศมี 1 เมตร หากเราเจาะพื้นที่ทรงกลมลงไป ดังรูป

โดยให้ผิวทรงกลมมีพื้นที่ขนาด 1 ตารางเมตรก็จะได้ มุมตัน 1 Sr.

พอดี ถ้าพิจารณาพื้นที่ผิวทรงกลมทั้งหมด ซึ่งมีค่าเท่ากับ ก็อาจกล่าวได้ว่า

มุมตันรอบทรงกลม มีค่าเท่ากับ หรือเท่ากับ สเตอเรเดียน

slide49
2. ปริมาณแสงหรือฟลักซ์ส่องสว่าง (Luminous Flux)

หมายถึงฟลักซ์การส่องสว่างของแหล่งกำเนิดแสงในมุม solid

angle ใดๆ แทนด้วยสัญลักษณ์ มีหน่วยเป็น lumen หรือ

ใช้อักษรย่อ lm.

ปริมาณแสง 1 ลูเมน หมายถึงปริมาณแสงที่เปล่งออกไปในมุม

solid angle 1 Sr. ด้วย Point source ที่มี

ความเข้มแห่งการส่องสว่าง 1 candela

หรือหมายถึง ปริมาณแสงที่เปล่งจาก Point source 1

candela ไปตกบนพื้นที่ 1 ตารางฟุตบนพื้นผิววัตถุซึ่งวางห่าง 1

ฟุต

slide50
Point source คือแหล่งกำเนิดแสง ที่เป็นจุดมี

ความจ้ามาก เช่น

  • ดวงอาทิตย์
  • เทียนไข
  • หลอดอินแคนเดสเซนต์ เป็นต้น
slide51
จากนิยามของปริมาณแสงสามารถเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้คือ

เมื่อ = ปริมาณแสงย่อยใดๆ หน่วยเป็น lumen          I = ความเข้มแห่งการส่องสว่าง หน่วยเป็น candela = มุม solid angle ย่อยใดๆ หน่วยเป็น steradian

ปริมาณแสงมีความสัมพันธ์กับปริมาณอื่นๆ ทางด้านแสงสว่างหลายตัว

เช่น ความเข้มแห่งการส่องสว่าง , ความส่องสว่าง , ความสว่างเป็นต้น

slide52
3. ความเข้มแห่งการส่องสว่าง (Luminous intensity)

หมายถึงความหนาแน่นของปริมาณแสงภายในมุม solid angle ที่

กำหนดให้ ความเข้มแสงจะชี้ให้เห็นถึงความสามารถของแหล่งกำเนิดแสง

ในการให้ค่าการส่องสว่างในทิศทางที่กำหนด แทนด้วยสัญญลักษณ์ I

หน่วยเป็น candela หรือใช้อักษรย่อ cd. สามารถหาได้จากสูตร

โดย 1 cd = 1  lm/Sr.

slide53
4. ความส่องสว่าง (illuminance)

หมายถึง ความหนาแน่นของฟลักซ์ส่องสว่าง (ปริมาณแสง) ที่ตก

กระทบบนพื้นผิวใดๆ แทนด้วยสัญญลักษณ์ E โดย

สมการที่ 1 เป็นความส่องสว่างเฉลี่ยที่เกิดบนพื้นที่ใดๆสมการที่ 2 เป็นความส่องสว่างเฉพาะจุดใดๆ

slide55
หน่วยของความส่องสว่างที่นิยมใช้มี 2 ระบบคือ

ระบบอังกฤษ มีหน่วยเป็น foot - candle เขียนย่อ fc. โดย   

ระบบ SI มีหน่วยเป็น lux เขียนย่อ lx โดย   

หมายเหตุ      1 fc = 10.76 lux

slide56
5. ความสว่าง (luminance)

หมายถึงปริมาณแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุต่อพื้นที่ มี

หน่วยเป็น แคนเดลาต่อตารางเมตร ในระบบ SI หรือ

เป็น foot - lambert (fl.) ในระบบ

อังกฤษ

slide57
ปริมาณแสงที่เท่ากันเมื่อตกกระทบลงมาบนวัตถุที่มี ปริมาณแสงที่เท่ากันเมื่อตกกระทบลงมาบนวัตถุที่มี

สีต่างกัน จะมีปริมาณแสงสะท้อนกลับต่างกัน นั่นคือ

ลูมิแนนซ์ ต่างกัน สาเหตุที่ต่างกันก็เนื่องมาจาก

สัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงของวัสดุ ต่างกัน

slide58
6. ประสิทธิผลการส่องสว่าง (luminous efficacy)

หมายถึงอัตราส่วนระหว่างฟลักซ์การส่องสว่าง (ปริมาณแสง) กับ

กำลังงานทีทำให้เกิดฟลักซ์การส่องสว่าง

มีหน่วยเป็น lumen / watt อักษรย่อ lm/w

slide59
7. อุณหภูมิสี (color temperature)

ในการกล่าวถึงอุณหภูมิสีมักพาดพิงถึงการแผ่รังสีของวัตถุดำ (black body radiation) เสมอ

วัตถุดำหมายถึงวัตถุที่มีคุณสมบัติในการดูดกลืนพลังงานที่จ่ายให้แก่ตัว

มันไว้ได้ทั้งหมด ไม่มีพลังงานส่วนใด พุ่งผ่านหรือสะท้อนกลับออกมาได้

เลย

เมื่อคิดในแง่ของการจ่ายพลังงานวัตถุดำจึงเป็นตัวที่สามารถให้พลังงาน

ออกมา ที่ทุกความยาวคลื่นมากกว่าแหล่งกำเนิดแสงชนิดอื่นๆ

slide60
คุณลักษณะในการแผ่รังสีของวัตถุดำของ unknown

area จะแสดงในรูปปริมาณ 2 ตัวคือ

  • ค่า magnetude ของการแผ่รังสีที่ความยาวคลื่นใดๆ
  • ค่า absolute temperature

ปกติใช้อธิบายได้อย่างแม่นยำใน visible region ของ

สเปกตรัมสำหรับหลอดไส้ทังสเตน โดยวัตถุดำจะเปลี่ยนสีไปตาม

อุณหภูมิ ที่เพิ่มขึ้นจากแดงเป็น ส้ม เหลือง ฟ้า และขาวตามลำดับ

slide61
ดังนั้นอุณหภูมิสีจึงถูกนำมาใช้ในการอธิบายสีของดังนั้นอุณหภูมิสีจึงถูกนำมาใช้ในการอธิบายสีของ

แหล่งกำเนิดแสง โดยเทียบกับสีของวัตถุดำเช่น สีที่ปรากฏให้

เห็นของหลอดอินแคนเดสเซนต์คล้ายกับสีของวัตถุดำเมื่อถูก

เผาที่อุณหภูมิประมาณ 3000 องศาเคลวิน (kelvin ,

K) เราจึงบอกว่าหลอดอินแคนเดสเซนต์มีอุณหภูมิสี 3000

องศาเคลวินเป็นต้น

slide62
8. Color rendering เป็นดัชนีแสดงค่าความเพี้ยนของสี

สำหรับแหล่งกำเนิดแสงแต่ละตัวสามารถเปรียบเทียบ คุณลักษณะทางแสงสีของ

แหล่งกำเนิดแสงต่างๆ ได้จากการนำแหล่งกำเนิดแสงแต่ละตัวมาทดสอบเทียบกับ

แหล่งกำเนิด แสงมาตรฐาน โดยฉายแสงของแหล่งกำเนิดที่ต้องการทดสอบและแสง

มาตรฐานสลับกันลงไปแผ่นตัวอย่างสี 8 ตัวตามที่ CIE กำหนดไว้ในระบบมุน

เซลคือ P, RP, R, Y, GY, G, BG, PB

ทำการวิเคราะห์หาค่า

  • ความยาวคลื่นเด่น (dominant wavelength)
  • ความบริสุทธิ์ของการกระตุ้น (excitation purity)
slide63
นำค่าทั้งหมดมาเฉลี่ยและเทียบกับแหล่งกำเนิดแสง

มาตรฐาน หากตำแหน่งสีของแผ่นตัวอย่างสีเมื่อถูกส่องสว่าง

ด้วยแหล่งกำเนิดทั้งสองไม่ต่างกันเลย แสดงว่าไม่มีความเพี้ยน

ของสี เกิดขึ้นและค่า color rendering

index ของแหล่งกำเนิดนั้นจะมีค่าสูงสุดเท่ากับ 100

ถ้าแหล่งกำเนิดที่ถูกทดสอบใด ทำให้ตำแหน่งสีเปลี่ยนไปจะทำให้เกิดความ

เพี้ยนของสีขึ้น ตำแหน่งสียิ่งเปลี่ยนไปมากยิ่งทำให้ค่า color

rendering index ลดลงค่านี้ขึ้นอยู่กับ

slide64
ค่านี้ขึ้นอยู่กับ

8.1 คุณลักษณะการสะท้อนแสงทางสเปกตรัมของแผ่นตัวอย่างสี8.2 การกระจายพลังงานทางสเปกตรัมของแหล่งกำเนิดแสงที่ถูกทดสอบ8.3 การกระจายพลังงานทางสเปกตรัมของแหล่งกำเนิดแสงมาตรฐาน8.4 การปรับตัวของตา

slide65
9. Beam axis หมายถึงตำแหน่งของแนวแสงซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างมุมเงย (elevation angle) 2 มุม ที่มีค่าความเข้มแห่งการส่องสว่างเป็น 90% ของความเข้มสูงสุดของดวงโคม

10. Beam efficiency หมายถึงอัตราส่วนของปริมาณแสงที่แผ่ออกไปในมุม solid angle ที่ถูกกำหนดด้วย Beam spread ต่อปริมาณแสงทั้งหมดของหลอดเปลือย (bare lamp)

slide66
11. Beam spread เป็นความกว้างของลำแสงในระนาบของ Beam axis ซึ่งคิดระหว่างมุมที่มีค่าความเข้มแห่งการ ส่องสว่างเป็น 10% ของความเข้มสูงสุดของดวงโคม ปกติจะแยกระบุ beam spread ทั้งในแนวดิ่งและแนวระนาบ

12. Beam lumen เป็นปริมาณแสงในโซนซึ่งถูกล้อมรอบด้วยส่วนของลำแสงที่มีค่าความเข้มเป็น 10% ของความเข้มสูงสุด

slide67
13. Max Beam candle power เป็นค่าความเข้มสูงสุดของดวงโคม ณ จุดใดจุดหนึ่งซึ่งไม่ได้แสดงไว้ในแผ่นรายงานผล การทดสอบข้อมูลแสงสว่าง (Photometric test report)

14. Average Max candle power (AVG. Max candle power) เป็นค่าความเข้มสูงสุดโดยเฉลี่ยซึ่งคิดจาก ค่าความเข้มสูงสุดของดวงโคม ณ จุดใดๆ 10 จุดเพื่อแสดงไว้ในแผ่นรายงานผลการทดสอบข้อมูลแสงสว่าง

4 light source
4. หลอดไฟ (Light Source)

หลอดไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • หลอดมีไส้ (Incandescent Lamp)

2. หลอดปล่อยประจุ (Gas Discharge Lamp)

slide69
หลอดมีไส้ ประกอบด้วย

1. หลอด Incandescent

2. หลอด Tungsten Halogen

slide70
หลอดปล่อยประจุ ประกอบด้วย
  • หลอดความดันไอต่ำ ได้แก่     1.1 หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp)     1.2 หลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์ (Compact Fluorescent Lamp)     1.3 หลอดโซเดียมความดันไอต่ำ (Low Pressure Sodium Lamp)

2. หลอดความดันไอสูง ได้แก่     2.1 หลอดไอปรอท (Mercury Vapor Lamp)     2.2 หลอดโซเดียมความดันไอสูง (High Pressure Sodium Lamp)     2.3 หลอดเมทัลฮาไลด์ (Metal Halide Lamp)

slide71
ข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้หลอดไฟฟ้าข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้หลอดไฟฟ้า
  • ฟลั๊กการส่องสว่าง (Luminous Flux) หมายถึงปริมาณแสงของหลอด หน่วยเป็น lumen
  • ประสิทธิผล (Luminous Efficacy) หมายถึงจำนวนปริมาณแสงต่อวัตต์ หน่วยเป็น lumen/watt (lm/w)
  • ความถูกต้องของสี (Color Rendering) หมายถึงความถูกต้องของสีวัตถุเมื่อถูกส่องด้วยแสงจากหลอดไฟ ว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด หน่วยเป็นเปอร์เซนต์
  • อุณหภูมิสี (Color Temperature) ของหลอด มีหน่วยเป็นองศาเคลวิน (Kelvin)
  • มุมองศาการใช้งาน (Burning Position) เป็นองศาในการติดตั้งหลอดตามที่ผู้ผลิตกำหนด ซึ่งมีผลต่อหลอดบางชนิด
slide72
ข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้หลอดไฟฟ้าข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้หลอดไฟฟ้า

6. อายุการใช้งาน (Life) เป็นอายุโดยเฉลี่ยของหลอด หน่วยเป็นชั่วโมง

7. สถานที่ โดยหลอดไฟต้องเหมาะสมกับสถานที่นั้นๆ เช่น ห้องเรียน และสนามกีฬาต้องการใช้หลอดไฟต่างกัน

8. อุณหภูมิ (Temperature) เนื่องจากหลอดบางชนิดอาจทำงานไม่ได้เลยที่อุณหภูมิต่ำมากๆ หรือให้ปริมาณแสงน้อยลง

9. คุณลักษณะการทำงาน (Operaing Characteristic) ได้แก่เวลาในการจุดหลอด (start) , การติดใหม่อีกครั้ง (restart) และความต้องการในการหรี่ไฟ เนื่องจากหลอดต่างชนิดกันใช้เวลาจุดไส้หลอดต่างกัน และบางชนิดไม่สามารถหรี่ได้

10. ราคา (Cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการลงทุนติดตั้งครั้งแรก รวมถึงค่าบำรุงรักษาหลังติดตั้ง

slide73
5. ดวงโคม (Luminaire)

โคมไฟฟ้าทำหน้าที่บังคับแสงของหลอดให้ไปในทิศทางที่ต้องการ โคม

ไฟฟ้ามีใช้กันมากมายหลายชนิดขึ้นอยู่กับการใช้งาน ทั้งภายในและนอก

อาคาร จึงจำเป็นต้องเลือกใช้โคมที่สามารถประหยัดพลังงานและมีคุณภาพ

ที่ดี

slide74
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกโคมไฟฟ้าปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกโคมไฟฟ้า
  • ความปลอดภัยของโคม
  • ประสิทธิภาพของโคมไฟฟ้า (Luminaire efficiency)
  • ค่าสัมประสิทธิ์การใช้งานของโคมไฟฟ้า (Coefficients of Utilization)
  • แสงบาดตาของโคม (Glare)
  • กราฟการกระจายแสงของโคม (Distribution Curve)
  • การระบายความร้อนของโคม
  • อายุการใช้งาน
  • สถานที่ติดตั้ง
slide75
ประเภทของดวงโคม มีทั้งแบบใช้งานในอาคารและนอกอาคาร ที่พบ

เห็นทั่วไปได้แก่

  • โคมไฟส่องลง
  • โคมไฟส่องขึ้น
  • โคมฟลูออเรสเซนต์
  • โคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง
  • โคมไฟสาด
slide76
1. โคมไฟส่องลง (Downlight) หมายถึง โคมไฟที่ให้แสงลงด้านล่าง เหมาะสำหรับใช้งานส่องสว่างทั่วไปอาจจะเป็น ชนิดฝัง ติดลอย แขวน หรือกึ่งฝังกึ่งลอย มีทั้งแบบที่ใช้กับหลอดอินแคนเดสเซนต์ , หลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์ และหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง
slide78
โคมไฟส่องลงหลอดอินแคนเดสเซนต์โคมไฟส่องลงหลอดอินแคนเดสเซนต์

1. ใช้กับงานเฉพาะที่ต้องการความสวยงาม หรือเปิดใช้เป็นครั้งคราว

2. ใช้กับงานที่ต้องการปรับหรี่แสง

slide79
โคมไฟส่องลงหลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์โคมไฟส่องลงหลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์

1. ใช้กับงานที่ต้องการเปิดใช้งานนานๆ

2. โคมไฟที่ใช้เป็นชนิดที่ถูกออกแบบมาสำหรับหลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์โดยเฉพาะ

3. โคมไฟส่องลงหลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์ มี 2 แบบ คือหลอดติดตั้งในแนวนอน และหลอดติดตั้งในแนวตั้ง

slide81
หลอดติดตั้งในแนวนอน ข้อดีคือแสงกระจายออกจากโคมมากกว่า แต่ต้องระวังเรื่องการระบายความร้อนและการเปลี่ยนหลอด
  • หลอดติดตั้งในแนวตั้ง ข้อดีคือไม่มีปัญหาเรื่องการระบายความร้อนแต่ต้องระวังเรื่องแสงบาดตา
slide82
โคมไฟส่องลงหลอดปล่อยประจุความเข้มสูงโคมไฟส่องลงหลอดปล่อยประจุความเข้มสูง

1. ใช้กับงานที่มีความส่องสว่างสูง หรือบริเวณที่มีเพดานสูง

2. ใช้กับงานที่ต้องการเปิดใช้งานนานๆ

3. ใช้เวลาในการจุดหลอดนานประมาณ 3-10 นาที

slide83
ข้อควรระวัง การเปลี่ยนไปใช้หลอดประหยัดพลังงานแทนหลอดอินแคนเดสเซนต์ภายในโคมเดิม ให้ระวัง

1. แสงบาดตาและการระบายความร้อน ถ้าระบายความร้อนไม่ดีปริมาณแสงอาจลดลงถึง 40% และอายุหลอดสั้นลง2. การกระจายแสงและประสิทธิภาพของโคมโดยทั่วไปลดลง

slide84
2. โคมไฟส่องขึ้น หมายถึง โคมไฟที่ให้แสงขึ้นไปด้านบนเพื่อให้แสงสะท้อนที่เพดานและตกกระทบมายังพื้นที่ทำงาน

เหมาะสำหรับ งานเพดานสูงและเพดานมีสีอ่อน ใช้กับบริเวณที่ต้องการ

ความสม่ำเสมอของแสงสำหรับบริเวณที่ความส่องสว่างน้อยประมาณ 200-

300 ลักซ์ และสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ต้องการแสงสะท้อนเนื่องจาก

โคมไฟส่องลง

slide85
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมไฟส่องขึ้นคุณสมบัติและการใช้งานของโคมไฟส่องขึ้น

1. มีความสม่ำเสมอของแสงและทำให้ห้องที่แคบมีความรู้สึกกว้างและมีบรรยากาศดี2. โคมไฟส่องขึ้นโดยทั่วไปให้ประสิทธิภาพต่ำ แต่มีคุณภาพแสงสูงคือไม่มีแสงบาดทำให้เหมาะกับงานที่ต้องการคุณภาพ แสงสูงเช่น ห้องคอมพิวเตอร์ , ศูนย์ควบคุม3. การใช้โคมไฟดังกล่าวเพดานต้องสูงมากกว่า 2.7 เมตรขึ้นไป เพื่อให้ไม่เกิดความร้อนที่เพดาน และไม่สว่างจ้าเกินไป

slide86
3. โคมฟลูออเรสเซนต์

หลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นหลอดไฟที่ใช้กันมากเพราะมีค่า

ประสิทธิผลการส่องสว่างสูง (Luminous Efficacy) โคมไฟ

สำหรับ หลอดฟลูออเรสเซนต์จึงมีหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละชนิดแตกต่างกันไป ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

1. โคมฟลูออเรสเซนต์เปลือย (Bare Type Luminaires)

2. โคมฟลูออเรสเซนต์โรงงาน (Industrial Luminaire)

3. โคมฟลูออเรสเซนต์กรองแสง (Diffuser Luminaire)

4. โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรง (Louver Luminaire)

slide87
โคมฟลูออเรสเซนต์เปลือย (Bare Type Luminaires) ใช้กับงานที่ต้องการแสงออกด้านข้างที่ติดตั้งสำหรับเพดานที่ไม่สูงมากนักโดยทั่วไปไม่เกิน 4 เมตร และไม่พิถีพิถันมากนักกับ แสงบาดตาเช่น ห้องเก็บของ ที่จอดรถ พื้นที่ที่มีชั้นวางของ ในพื้นที่ใช้งานไม่บ่อย และไม่ต้องการความสวยงามมาก
slide89
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์เปลือยคุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์เปลือย

1. โคมดังกล่าวมีราคาถูก ทำความสะอาดง่าย และให้แสงสว่างในทุกทิศทาง

2. โคมดังกล่าวไม่มีตัวครอบ วัตถุภายนอกสามารถมากระแทกกับหลอดทำให้หลอดหลุดร่วงลงมาได้

3. โคมดังกล่าวมีแสงบาดตาจากหลอด

slide90
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์เปลือยคุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์เปลือย

1. โคมดังกล่าวมีราคาถูก ทำความสะอาดง่าย และให้แสงสว่างในทุกทิศทาง

2. โคมดังกล่าวไม่มีตัวครอบ วัตถุภายนอกสามารถมากระแทกกับหลอดทำให้หลอดหลุดร่วงลงมาได้

3. โคมดังกล่าวมีแสงบาดตาจากหลอด

slide91
โคมฟลูออเรสเซนต์โรงงาน

เป็นโคมที่มีแผ่นสะท้อนแสงเพื่อควบคุมแสงให้ไปในทิศทางที่ต้องการ แผ่นสะท้อนแสงอาจทำจากแผ่นอลูมิเนียม, แผ่นเหล็กพ่น สีขาว หรือวัสดุอื่นที่มีการสะท้อนแสงสูง

slide93
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์โรงงานคุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์โรงงาน

1. โคมดังกล่าวมีราคาถูกกว่าโคมหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเปลือย ทำความสะอาดง่ายและให้แสงสว่างมากในทิศทางที่ส่องไป2. โคมดังกล่าวไม่มีตัวครอบวัตถุภายนอกสามารถมากระแทกกับหลอดทำให้หลอดสามารถหลุดร่วงลงมาได้3. โคมดังกล่าวไม่เน้นความสวยงาม และมีแสงบาดตาจากหลอด

diffuser luminaire
โคมฟลูออเรสเซนต์กรองแสง (Diffuser luminaire)

โดยทั่วไปแผ่นกรองแสงมี 3 แบบด้วยกันคือ

1. แบบเกล็ดแก้ว (Prismatic diffuser)

2. แบบขาวขุ่น (Opal diffuser)

3. แบบผิวส้ม (Stipple diffuser)

slide96
โคมไฟดังกล่าวมีแผ่นกรองแสงปิดหลอดทั้งหมดเพื่อลดแสงบาด โคมไฟดังกล่าวมีแผ่นกรองแสงปิดหลอดทั้งหมดเพื่อลดแสงบาด

ตาจากหลอด โคมประเภทนี้มี

  • ทั้งแบบติดฝังฝ้า
  • แบบติดลอย
  • แบบตัวยู (U-shape) อาจเพิ่มแผ่นสะท้อนแสงอลูมิเนียมแบบเงา (Specular surface)
  • แบบกระจายแสง (Diffuser surface) ที่ด้านหลังหลอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโคมไฟ
slide97
โดยทั่วไปจะแนะนำเป็นแบบกระจายแสงที่มีค่าการสะท้อนแสง โดยทั่วไปจะแนะนำเป็นแบบกระจายแสงที่มีค่าการสะท้อนแสง

โดยรวมสูงเท่ากับแบบเงา โคมประเภทนี้เหมาะกับงานที่ต้องการแสงบาด

ตาจากหลอดต่ำและไม่ต้องการความเข้มส่องสว่างสูงมาก

นัก เช่น

  • ในโรงพยาบาลที่ไม่ให้แสงรบกวนคนไข้
  • ห้องประชุมที่ไม่ต้องการแสงบาดตาและแสงสว่างมาก
slide98
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์กรองแสงคุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์กรองแสง

1. โคมดังกล่าวมีราคาไม่สูงมากและแสงบาดตาจากหลอดน้อย

2. โคมดังกล่าวมีประสิทธิภาพต่ำไม่เหมาะกับการประหยัดพลังงาน

3. โคมดังกล่าวเหมาะกับงานที่ไม่ต้องการแสงบาดตาจากหลอด เช่น โรงพยาบาล

4. โคมดังกล่าวเหมาะใช้กับงานกับห้อง Clean room และห้องเพดานต่ำ เช่น ห้องที่มีความสูงประมาณ 2.3 เมตร เป็นต้น

louver luminaire
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรง (Louver luminaire)

มี

  • แบบติดลอย
  • แบบฝังฝ้า

ลักษณะของโคมไฟประกอบด้วยแผ่นสะท้อนแสงด้านข้างและอาจมีแผ่น

สะท้อนแสงด้านหลังหลอด เพิ่มเข้ามาเพื่อสะท้อนแสงและควบคุมแสงให้ไปใน

ทิศทางที่ต้องการ ส่วนตัวขวางจะสามารถลดแสงบาดตาเช่น ในมุมที่เลย มุมตัด

แสง

louver luminaire100
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรง (Louver luminaire)

โดยทั่วไปแผ่นสะท้อนแสงและตัวขวางจะทำจากอลูมิเนียม

(Anodized) ซึ่งมีทั้งแบบเงา (Specular Surface)

และแบบกระจาย (Diffuser Surface) ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบและ

ลักษณะการใช้งานของโคมไฟนั้น ซึ่งโคมฟลูออเรสเซนต์ ตะแกรงมี

ส่วนประกอบต่างๆดังแสดงในรูป

slide101
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงจำแนกออกได้เป็น 3 ชนิด

1. โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวาง (Profile Mirror Louver Luminaire)

2. โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบพาราโบลิกจตุรัส (Square Parabolic Louver Luminaire)

3. โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบช่องถี่ (Mesh Louver Luminaire)

slide102
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวาง

มีตัวขวาง 3 แบบด้วยกันคือ

  • ตัวขวางริ้ว
  • ตัวขวางเรียบ
  • ตัวขวางพาราโบลิกคู่

ซึ่งเมื่อพิจารณาคุณภาพแสงตามแนวยาว ของโคมดังกล่าว แบบตัวขวางพาราโบ

ลิกคู่จะมีแสงบาดตาน้อยกว่าแบบตัวขวางริ้วหรือแบบตัวขวางเรียบ และแสงบาด

ตาของ แบบตัวขวางริ้วใกล้เคียงกับแบบตัวขวางเรียบซึ่งโคมดังกล่าวทั้ง 3 แบบ

มีรายละเอียดดังนี้

slide103
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้วโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้ว

เป็นโคมไฟที่มีตะแกรงทำขึ้นจากแผ่นสะท้อนแสง

อลูมิเนียมตามแนวยาวของหลอด โดยจะแบ่งช่องตามแนว

ยาวให้เท่ากับจำนวน หลอด ส่วนตามแนวขวางของหลอด

จะมีตัวขวางแบ่งเป็นช่องๆ

slide104
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้วโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้ว

โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งโดยประมาณเป็น 14 ช่องสำหรับโคม ยาว 1.2

เมตร และ 7 ช่อง สำหรับโคมยาว 0.6 เมตร ซึ่งจำนวนช่องนี้ขึ้นอยู่กับ

ผู้ออกแบบและผู้ผลิตแต่ละราย ซึ่งตัวขวางของ โคมทำหน้าที่หักเหแสง

และจัดมุมภาพของหลอดเพื่อลดแสงบาดตา โคมไฟชนิดนี้โดยทั่วไปนิยม

ใช้ในพื้นที่สำนักงานที่มีการใช้ จอคอมพิวเตอร์น้อย

slide105
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้วโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้ว
slide106
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้วคุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้ว

1. เป็นโคมไฟที่มีประสิทธิภาพสูง 60-80% (ขึ้นอยู่กับการออกแบบและวัสดุที่ใช้ในการผลิต)2. โดยทั่วไปค่า S/H สูง จึงสามารถทำให้ใช้จำนวนโคมน้อยสำหรับความส่องสว่างที่สม่ำเสมอโดยทั่วพื้นที่3. เหมาะสมกับการใช้ในพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ทำงานทั่วไป4. ห้องทำงานที่มีจอคอมพิวเตอร์ หรือ ห้องควบคุมที่มีจอมอนิเตอร์ ให้ระวังการใช้โคม ประเภทนี้เพราะแสงบาดตาจากโคม อาจจะปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ หรือ จอมอนิเตอร์ได้5. ถ้าใช้วัสดุในการผลิตแผ่นสะท้อนแสงที่มีคุณภาพสูงจะสามารถลดแสงสีรุ้งที่เกิดจากหลอดฟลูออเรสเซนต์

slide107
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางเรียบโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางเรียบ

โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางเรียบ เป็นโคมไฟที่มี

คุณสมบัติเหมือนโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางริ้ว

slide109
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางพาราโบลิกคู่โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางพาราโบลิกคู่

เป็นโคมไฟที่มีตัวสะท้อนแสงทั้งตามแนวยาวและแนวขวางกับหลอดขึ้น

เป็นรูปโค้งพาราโบลิก (Parabolic curve) โดยจะแบ่งช่อง

ตามแนวยาวให้เท่ากับจำนวนหลอด ส่วนตามแนวขวางของหลอดจะมีตัว

ขวางแบ่งเป็นช่องๆซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะแบ่งโดยประมาณเป็น 14 ช่อง

สำหรับโคมยาว 1.2 เมตร และ 7 ช่อง สำหรับโคมยาว 0.6 เมตร ซึ่ง

จำนวนช่องนี้ขึ้นอยู่กับ ผู้ออกแบบและผู้ผลิตแต่ละราย

slide110
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางพาราโบลิกคู่โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางพาราโบลิกคู่

โคมไฟนี้โดยส่วนมากมีแสงบาดตาน้อยกว่าแบบตัวขวางริ้ว จึงเหมาะ

สำหรับการใช้งานในพื้นที่ สำนักงานที่มีจอคอมพิวเตอร์อยู่เกือบทั่ว

พื้นที่ที่ต้องการแสงบาดตาน้อย เช่น ห้องประชุม ห้างสรรพสินค้า เป็น

ต้น

slide111
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางพาราโบลิกคู่คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบตัวขวางพาราโบลิกคู่

1. เป็นโคมไฟที่มีประสิทธิภาพสูง 60-80% (ขึ้นอยู่กับการออกแบบและวัสดุที่ใช้ในการผลิต)2. โดยทั่วไปค่า S/H สูงพอประมาณ จึงสามารถทำให้ใช้จำนวนโคมน้อยสำหรับความส่องสว่างที่สม่ำเสมอโดยทั่วพื้นที่3. แสงบาดตาจากโคมไฟน้อยเหมาะกับการใช้ในพื้นที่สำนักงานที่มีจอคอมพิวเตอร์ทำงานอยู่ทั่วพื้นที่4. ถ้าใช้วัสดุในการผลิตแผ่นสะท้อนแสงที่มีคุณภาพสูงจะสามารถลดแสงสีรุ้งที่เกิดจากหลอดฟลูออเรสเซนต์

slide113
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบพาราโบลิกจตุรัส
  • เป็นโคมตะแกรงที่ประกอบจากแผ่นสะท้อนแสงทั้งตามแนวหลอดและ

แนวขวางหลอดเป็นส่วนโค้ง (Parabolic) ประกอบการขึ้นเป็นช่อง

สี่เหลี่ยมจัตุรัสเพื่อลดแสงบาดตาจากหลอด

  • วัสดุที่ใช้ส่วนมากจะเป็นแบบเงา (Specular surface)

หรือ แบบกระจายแสง (Diffuser surface) เป็นโคมไฟที่

นิยมใช้ในพื้นที่ที่ต้องการแสงนุ่มและแสงบาดตาน้อย เช่น ในห้องประชุม

ระดับผู้บริหาร ห้องผู้บริหาร ห้องประมวลผลข้อมูล ห้องแสดงสินค้า

slide114
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบพาราโบลิกจตุรัสคุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบพาราโบลิกจตุรัส

1. เป็นโคมไฟที่ให้แสงนุ่ม และแสงบาดตาน้อย

2. พื้นที่ระดับเพดานหรือผนังที่ใกล้เพดานจะมืดเพราะ มุมตัดแสง ของโคมไฟแคบจึงควรระวังในการวางตำแหน่งโคมไฟ

3. โคมไฟชนิดนี้ให้ประสิทธิภาพแสงต่ำกว่าแบบตัวขวางน้อย แต่คุณภาพแสงดีกว่า

slide115
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบช่องถี่
  • เป็นโคมฟลูออเรสเซนต์ที่มีตะแกรงถี่มาก อยู่ในเกณฑ์ประมาณ

หนึ่งนิ้วหรือน้อยกว่า ตะแกรงดังกล่าวอาจทำจากวัสดุที่เป็น

อลูมิเนียมหรือวัสดุอย่างอื่น ซึ่งมีทั้งแบบตะแกรงขาวธรรมดาหรือ

เป็นสีเงินเพื่อความสวยงาม ลายตะแกรงอาจเป็นสีเหลี่ยม หรือ

วงกลม หรือหกเหลี่ยม หรือลายสวยงามอย่างอื่น

slide116
โคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบช่องถี่
  • โคมฟลูออเรสเซนต์แบบนี้ไม่ประหยัดพลังงาน แต่เน้นทางด้าน

ความ สวยงามหรือไม่ก็เน้นทางด้านคุณภาพแสง เพราะให้แสง

บาดตาน้อย ใช้ในพื้นที่จำเป็นที่ไม่ต้องการแสงบาดตา หรือบริเวณ

ที่ ต้องการความสวยงาม เช่น เคาน์เตอร์ต้อนรับ หรือ

ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

slide118
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบช่องถี่คุณสมบัติและการใช้งานของโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงแบบช่องถี่

1. เป็นโคมไฟที่มีประสิทธิภาพไม่สูงเมื่อเทียบกับโคมฟลูออเรสเซนต์ตะแกรงอย่างอื่นโดยทั่วไป ค่าระยะห่างระหว่างโคมไฟ ต่อ ความสูงเหนือระนาบทำงาน (S/H) มีค่าต่ำจึงใช้จำนวนโคมมากสำหรับความสว่างที่สม่ำเสมอโดยทั่วพื้นที่

2. ไม่เหมาะกับพื้นที่เพดานต่ำเพราะเมื่อใช้โคมไฟชนิดนี้จะทำให้เพดานมืด

3. โคมไฟชนิดนี้ให้แสงบาดตาน้อยเหมาะใช้กับพื้นที่ที่มีจอคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ประหยัดพลังงานและบำรุงรักษายาก

slide119
4.โคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง4.โคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง

โคมไฟประเภทนี้โดยส่วนมากจะมีตัวสะท้อนแสงเป็นแบบ

อลูมิเนียม (Aluminium Reflector) หรือ ตัว

หักเหแสงพลาสติก (Plastic Reflactor) อาจจะมี

เลนส์ ปิดหน้าหลอดก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการใช้งานในแต่ละ

อุตสาหกรรม ความสูง การกระจายแสงของโคมไฟที่ต้องการ

slide120
4.โคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง4.โคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง

การกระจายแสงของโคมไฟมี 2 ลักษณะดังนี้

1. โคมแบบลำแสงกว้าง (Wide Beam) เหมาะสำหรับการติดตั้งที่ความสูงระดับ 4-7 เมตร

2. โคมแบบลำแสงแคบ (Narrow Beam) เหมาะสำหรับการติดตั้งที่ความสูงประมาณ 6 เมตรขึ้นไป

slide121
โคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูงโคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง
slide122
นอกจากนี้โคมดังกล่าวจะมีรูปแบบแสงต่างๆ เช่นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมเป็นต้น ซึ่งลักษณะรูปแบบของโคมจะเป็นดังรูป
slide123
โคมแบบการกระจายแสงวงกลมเหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ โคมแบบการกระจายแสงวงกลมเหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่

ที่ไม่กว้างมาก หรือพื้นที่ที่ไม่พิถีพิถันกับความสม่ำเสมอ

ของแสง ส่วนโคมแบบกระจายแสงสี่เหลี่ยมเหมาะสำหรับ

ใช้พื้นที่ที่กว้างและต้องการความสม่ำเสมอของแสงโดยทั่ว

พื้นที่ ซึ่งจะทำให้ สามารถประหยัดโคมไฟและจำนวน

หลอดได้ดีกว่า

slide124
การเลือกโคมไฟแบบการกระจายแสงแบบวงกลมการเลือกใช้กำลังไฟฟ้า ของหลอดปล่อยประจุความดันไอสูงนั้น
  • จะต้องคำนึงถึง ความสูงในการติดตั้งตารางข้างล่างนี้เป็นตารางที่แนะนำให้ใช้เท่านั้น เพื่อความละเอียดและถูกต้องควรจะเลือกและคำนวณจาก ข้อมูลและกราฟของโคมไฟแต่ละชนิด
slide126
คุณสมบัติและการใช้งานของโคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูงคุณสมบัติและการใช้งานของโคมไฟโรงงานหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง

1. โคมไฟชนิดนี้มีน้ำหนักมาก ต้องติดตั้งให้มั่นคงแข็งแรงเหมาะสำหรับติดตั้งบริเวณเพดานสูง แทนหลอดฟลูออเรสเซนต์ 2. โคมต้องมีครอบแก้วปิดในกรณีที่ใช้ในพื้นที่ที่เกิดอันตรายมากเมื่อหลอดแตกที่ผู้ผลิตแนะนำ3. การใช้วัตต์ต่างกันในพื้นที่เดียวกันให้ระวังสีของหลอดที่แตกต่างกัน4. การเลือกใช้หลอด ชุดควบคุมให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพราะมิฉะนั้นอาจจะทำให้อายุการใช้งานสั้น แสงไม่ได้ตาม ที่ต้องการ สีเพี้ยน และไม่ประหยัดพลังงาน

slide127
5. โคมไฟสาด
  • โคมไฟสาดโดยทั่วไปใช้สำหรับงานส่องเน้นสถาปัตยกรรมตัว

อาคาร หรือเพื่อการส่องสว่างสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น

สนามกีฬา ลานจอดรถ สถานที่ก่อสร้าง บริเวณขนถ่ายสินค้า

เป็นต้น

slide128
คุณลักษณะทางกลศาสตร์

เนื่องจากโคมไฟสาดติดตั้งอยู่ภายนอกอาคาร ดังนั้นสิ่งที่ควร คำนึงถึงคือ

1. ความสามารถในการป้องกันน้ำและฝุ่นผง อย่างน้อยควรมีค่า IP542. วัสดุที่ใช้ทำตัวโคม ต้องเป็นวัสดุที่ทนการสึกกร่อนได้ดี มีความแข็งแรงและทนทานต่อการกระแทก โดยทั่วไปโครงสร้าง ของโคมทำจากอะลูมิเนียมหล่อ ขึ้นรูปโดยใช้แม่พิมพ์ (Die-Cast Aluminium)3. กระจกที่ปิดหน้าโคมไฟสาด ต้องเป็นกระจกนิรภัยทนความร้อนที่เหมาะกับการใช้งานภายนอกอาคาร4. น้ำหนักของโคมกับสถานที่ติดตั้ง โคมไฟสาดที่ติดตั้งในที่สูง-โล่ง ควรคำนึงถึงแรงปะทะของลม

slide129
คุณลักษณะทางแสง
  • 1. การกระจายแสงของโคม แบ่งประเภทของโคมไฟสาดได้ ตามกราฟการกระจายแสงของโคมตามที่ CIE 43 (TC-2.4) 1979 กำหนดคือ
slide130

การกระจายแสงสมมาตรสมบูรณ์ (Rotationally Symmetric distribution) โคมแบบนี้มีโครงสร้างง่ายเหมาะสำหรับ งานไฟสาดทั่วไปที่ไม่ได้เน้นความสม่ำเสมอของแสงมาก

2 distribution symmetrical about two planes
การกระจายแสงสมมาตร 2 ระนาบ (Distribution symmetrical about two planes) เหมาะกับงานที่ต้องการความ ส่องสว่างสม่ำเสมอดีกว่าแบบแรก
1 distribution symmetrical about one plane
การกระจายแสงสมมาตร 1 ระนาบ (Distribution symmetrical about one plane) เหมาะกับงานที่ต้องการความ ส่องสว่างสม่ำเสมอและมีการสาดไประยะไกล
slide133

การกระจายแสงไม่สมมาตร (Asymmetric Distribution) การเลือกใช้โคมที่มีการกระจายแสงไม่สมมาตรขึ้นอยู่กับลักษณะ งานซึ่งกราฟกระจายแสงของโคมอาจมีรูปร่างต่างกันไป

2 nema
2. มุมลำแสง แบ่งประเภทของโคมไฟสาดได้ ตามมุมลำแสงตามที่ NEMA กำหนด คือ
  • มุมกว้าง เหมาะสำหรับสาดอาคารที่ไม่สูง มีพื้นที่ด้านข้างมากๆ มีระยะที่สาดไม่ไกลนัก
  • มุมปานกลาง เหมาะสำหรับระยะสาดปานกลาง
  • มุมแคบ เหมาะสำหรับสาดอาคารสูง มีระยะที่สาดไกล
slide136
ตารางแสดงมุมลำแสงกับระยะที่สาดตารางแสดงมุมลำแสงกับระยะที่สาด
slide137
รูปทรงของโคมไฟสาด

1. โคมไฟสาดทรงสี่เหลี่ยม

มักมีตัวถังห่อหุ้มที่มีความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระแทกได้

ดีกว่าแบบทรงกลม จึงเหมาะกับการติดตั้งในที่ที่ผู้คนสามารถ

ผ่านไปมาและอาจจะทำให้ตัวโคมเสียหายได้ โดยทั่วไปโคมรูปทรง

นี้จะมีน้ำหนักมากและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ไม่เหมาะที่ติดตั้ง ใน

ที่สูง-โล่ง เพราะจะได้รับแรงปะทะจากลมสูงมาก

slide138
รูปทรงของโคมไฟสาด

2. โคมไฟสาดทรงกลม

มักมีตัวถังห่อหุ้มเฉพาะอุปกรณ์ควบคุมและขั้วหลอดเท่านั้น แต่

ในส่วนของตัวสะท้อนแสงจะไม่มีตัวถังห่อหุ้ม โดยทั่วไปจะ มี

เลนส์ปิดข้างหน้าเพื่อป้องกันหลอดอีกชั้นหนึ่ง โคมไฟสาดทรง

กลมมีรูปร่างกะทัดรัดและมีน้ำหนักไม่มาก เหมาะสำหรับติดตั้ง

ในที่สูง-โล่ง เช่น บนเสาสูงสำหรับสนามกีฬา

slide139
โคมและหลอดกับการเลือกใช้

โคมไฟสาดอาจใช้หลอดทังสเตนฮาโลเจน หรือหลอด

ปล่อยประจุความดันไอสูงก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน การ

เลือกใช้โคมและ หลอดให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการ

ใช้งานจะช่วยประหยัดพลังงานได้

slide140
โคมและหลอดกับการเลือกใช้

1. การส่องป้ายโฆษณา หรือสถานที่ก่อสร้าง ที่ใช้โคมไฟสาดหลอดทังสเตนฮาโลเจน เนื่องจากโคมมีราคาถูก แต่มีปัญหาเรื่องอายุ การใช้งานของหลอดสั้นและต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูง ไม่ประหยัดพลังงาน (งานที่ต้องการให้เปิดไฟแสงสว่างได้ทันที ต้องใช้ หลอดและโคมประเภทนี้ ถึงแม้จะไม่ประหยัดพลังงานก็ตาม)

slide141
โคมและหลอดกับการเลือกใช้

2. การส่องเน้นสถาปัตยกรรมตัวอาคาร ต้องพิจารณาความส่องสว่างรอบข้างเพื่อเลือกขนาดวัตต์และจำนวนของโคม การใช้โคม ไฟสาดหลอดปล่อยประจุความดันไอสูง ต้องเลื่อกสีของแสงที่ได้จากหลอดให้เหมาะสมกับสีของสถาปัตยกรรมที่ต้องการส่องเน้น เช่น หลอดเมทัลฮาไลด์ ให้แสงสีขาว หลอดโซเดียมความดันสูง ให้แสงสีเหลืองทอง

slide142
โคมและหลอดกับการเลือกใช้

3. การส่องสว่างสนามกีฬาที่ต้องการความถูกต้องของสีสูงเพื่อการถ่ายทอดโทรทัศน์ ควรใช้หลอดเมทัลฮาไลด์

4. การส่องสว่างสนาม ลานจอดรถ บริเวณขนถ่ายสินค้าที่ไม่ต้องการความถูกต้องของสีมาก ให้ใช้หลอดโซเดียมความดันสูง

slide143
ข้อควรระวัง

1. เนื่องจากหลอดที่ใช้กับโคมไฟสาดที่ให้ความเข้มแสงสูงมากอาจเป็นอันตรายต่อสายตาได้ จึงต้องเลือกตำแหน่งในการติดตั้ง ให้เหมาะสมหรือเลือกใช้โคมไฟสาดที่ออกแบบให้โคมสามารถบังแสง (Shield Type) เพื่อไม่ให้มองเห็นแสงหรือภาพของ หลอดปรากฏโดยตรงในมุมที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยลดแสงบาดตาที่เกิดจากหลอดและตัวสะท้อนแสงให้มีน้อยที่สุด หรืออาจมีตัวกรองแสงปิดที่หน้าโคมซึ่งอาจเป็นเลนส์ หรือกระจกที่ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต

slide144
ข้อควรระวัง

2. โคมที่ใช้หลอดเมทัลฮาไลด์ที่มีขนาดวัตต์สูง ตัวโคมควรมีสวิตช์ตัดตอน (Disconnecting Switch) ในการซ่อม เพื่อให้ปลอดภัยและป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต