organic chemistry 10 biomolecules n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
เคมีอินทรีย์ (Organic Chemistry) บทที่ 10 สารชีวโมเลกุล PowerPoint Presentation
Download Presentation
เคมีอินทรีย์ (Organic Chemistry) บทที่ 10 สารชีวโมเลกุล

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 45

เคมีอินทรีย์ (Organic Chemistry) บทที่ 10 สารชีวโมเลกุล - PowerPoint PPT Presentation


  • 180 Views
  • Uploaded on

ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร ( Ph.D. Sci. & Tech. Education ) Email: ssaksri@sci.ubu.ac.th Office: SC 1381. เคมีอินทรีย์ (Organic Chemistry) บทที่ 10 สารชีวโมเลกุล ( Biomolecules ). รศ.ดร. โชติ จิตรังษี ( Ph.D. Organic Chemistry ) Email: jchote@sci.ubu.ac.th Office: Chem 1208.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'เคมีอินทรีย์ (Organic Chemistry) บทที่ 10 สารชีวโมเลกุล' - manchu


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
organic chemistry 10 biomolecules

ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร(Ph.D. Sci. & Tech. Education)

Email: ssaksri@sci.ubu.ac.thOffice: SC 1381

เคมีอินทรีย์ (Organic Chemistry) บทที่ 10สารชีวโมเลกุล (Biomolecules)

รศ.ดร. โชติ จิตรังษี(Ph.D. Organic Chemistry)Email: jchote@sci.ubu.ac.thOffice: Chem 1208

learning objectives
วัตถุประสงค์ (Learning Objectives)

นักศึกษาสามารถ ...

  • อธิบายลักษณะด้านต่างๆ ของสารชีวโมเลกุล ได้แก่ โครงสร้างทั่วไป หมู่ฟังก์ชัน การเขียนชื่อ การเรียกชื่อของสารชีวโมเลกุลได้
  • อธิบายสมบัติทางกายภาพ และสมบัติทางเคมีที่สำคัญ ที่นักศึกษาต้องนำไปใช้ในการเรียนวิชาขั้นสูงต่อไป (เช่น วิชาชีวเคมี เป็นต้น)
  • อธิบายปฏิกิริยาเคมีที่สำคัญของสารชีวโมเลกุล โดยเฉพาะที่จะต้องใช้ในวิชาที่ต้องเรียนต่อไป (เช่น วิชาชีวเคมี เคมีของสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เป็นต้น
slide3

สารชีวโมเลกุล(Biomolecules)

สารชีวโมเลกุล

- เป็นสารประเภทใดบ้าง ?

- มีความสำคัญอย่างไร ?

-มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นอย่างไร?

สารชีวโมเลกุล

- เป็นสารที่มีหน้าที่หรือบทบาทในการดำรงชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ

- อาจเป็นสารอาหารที่จำเป็น

- เป็น..............................ของร่างกาย

- เป็นองค์ประกอบของ................................ และหน้าที่อื่นๆ

- สารเหล่านี้สร้างขึ้นในสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ เช่น พืช สัตว์ จุลินทรีย์ ฯลฯ

slide4
สารชีวโมเลกุลแบ่งงออกเป็น4 ประเภท คือ

1......................................................... ได้แก่ แป้ง น้ำตาล ซึ่งเป็นสารอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆ และทำหน้าที่อื่นๆอีกมาก

2. ................................................เป็นสารที่เป็นสารโครงสร้าง เช่น ผิวหนัง ขน เล็บ เป็นเอนไซม์ และอื่นๆ

3.................................................................เป็นสารอาหาร ทำหน้าที่สะสมพลังงานในรูปแบบต่างๆ พบในพืช สัตว์

4. ...................................................... เป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตั้งแต่พืชและสัตว์ชั้นต่ำ จนถึงสัตว์ชั้นสูง มนุษย์

1 carbohydrates
1. คาร์โบไฮเดรต(Carbohydrates)
  • คาร์โบไฮเดรตเป็นสารชีวโมเลกุลที่พืชสังเคราะห์ในกระบวนการ..................... ........................................... ที่สำคัญมากและรู้จักกันดีได้แก่ กลูโคส (glucose) ฟรุกโตส (fructose) แลคโตส (lactose) ฯลฯ
  • มักเรียกคาร์โบไฮเดรตว่า.....................................
  • แป้งและน้ำตาลนี้ มีโมเลกุลที่มีตั้งแต่โมเลกุลขนาดเล็ก (มีคาร์บอน 3 อะตอม ได้แก่ กลีเซอรัลดีไฮด์ เป็นต้น) จนถึงโมเลกุลขนาดใหญ่ เช่น แป้งชนิดต่างๆ ไกลโคเจน เซลลูโลส ไคติน เป็นต้น
  • โมเลกุลเหล่านี้จะมีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน คือ มีหน่วยย่อยมาต่อกันด้วยพันธะที่เรียกว่า ...................................................................
slide6

แบ่งคาร์โบไฮเดรตออกเป็นหลายกลุ่ม ตามลักษณะของจำนวนหน่วยย่อยที่เล็กที่สุด ได้แก่

1. ........แซคคาไรด์ (………saccharide) มีจำนวนหน่วยย่อย 1 หน่วย เช่น .............. และ ............... เป็นต้น น้ำตาลเหล่าเป็นหน่วยที่ไม่สามารถทำให้เล็กลงได้อีก มันจะสามารถต่อกันเป็นโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น

2. …….แซคคาไรด์ (….saccharides)เป็นโมเลกุลที่มีหน่วยมอโนแซคคาไรด์

ต่อกัน 2 หน่วย เช่น …………………………………………… เป็นต้น

3. .......แซคคาไรด์ (……saccharides)เป็นโมเลกุลที่มีหน่วยมอโนแซคคาไรด์

ต่อกัน 3 หน่วย

4. ........แซคคาไรด์ (…….saccharides)เป็นโมเลกุลที่มีหน่วยมอโนแซคคาไรด์ต่อกันจำนวนมาก ได้แก่ ..............................................................

slide7
1.1 โครงสร้างของคาร์โบไฮเดรต (หรือแป้งและน้ำตาล)

มีโครงสร้างเป็น พอลิไฮดรอกซีแอลดีไฮด์ (polyhydroxyaldehydes)

หรือพอลิไฮดรอกซีคีโตน (polyhydroxyketone) เช่น กลูโคสเป็นน้ำตาล............... (………………) เพราะมีจำนวนคาร์บอน 6 อะตอมในโมเลกุล

มีหมู่ฟอร์มิลหรือหมู่แอลดีไฮด์ (formyl group; ______)

มีหมู่ไฮดรอกซิล (Hydroxyl group; -OH) หลายหมู่

  • โครงสร้างแบบนี้เรียกว่า โครงสร้างเปิด (open-

chain structure)

  • นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างวง (cyclic หรือ ring structure) ที่เกิดจากการปิดวงของโครงสร้างเปิด
slide8

กลูโคสมีโครงสร้างวง ที่มีขนาดของวง 6 อะตอม(เรียกว่า six-membered ring) ซึ่งเกิดจากการปิดวง โดยหมู่ไฮดรอกซิลทำปฏิกิริยากับหมู่คาร์บอนิลของแอลดีไฮด์ ให้อะซิตัล (acetal)

......................ของกลูโคส

........................ของกลูโคส

โครงสร้างเปิดและวงของกลูโคส

....................................................

slide9

น้ำตาลฟรุกโตส เกิดโครงสร้างที่เป็นวงเช่นเดียวกัน

จงสังเกตว่าโครงสร้างของฟรุกโตสแตกต่างจากกลูโคสตรงคาร์บอนที่ …………..(เป็นหมู่คาร์บอนิลทั้งคู่ แต่เป็นหมู่คาร์บอนิลคนละชนิด)

โครงสร้างวง

(Cyclic structure)

โครงสร้างเปิด

(Open-chain structure)

โครงสร้างเปิดและโครงสร้างวงจะ

อยู่ในสมดุล (equilibriumm) กัน

slide10
1.2 ปฏิกิริยาเคมีของคาร์โบไฮเดรต
  • คาร์โบไฮเดรตเกิดปฏิกิริยาผ่านโครงสร้างเปิด เช่น กลูโคสมีสมบัติเป็นตัวรีดิวส์ เพราะมี................................................ในโครงสร้างเปิด จะเกิดปฏิกิริยาต่างๆ เช่น Tollens’ reaction, Fehling’s reaction เป็นต้น
  • หมู่แอลดีไฮด์อิสระทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ (ในกรด) .....................
  • ปฏิกิริยาระหว่างหมู่คาร์บอนิลของแอลดีไฮด์หรือคีโตนกับแอลกอฮอล์จะ...............

พันธะไกลโคซิดิก

(Glycosidic linkage)

slide11

หมู่ไฮดรอกซิลเกิดปฏิกิริยากับรีเอเจนต์ต่างๆ (เหมือนแอลกอฮอล์ทั่วไป) เช่น ปฏิกิริยาอะเซทิเลชัน ให้ ....................

slide12
Mutarotation เป็นปรากฏการณ์ที่โมเลกุลของแป้งหรือน้ำตาลที่มีหมู่แอลดีไฮด์อิสระสามารถเปลี่ยนโครงสร้างหมู่ไฮดรอกซิลของอะซิทัลได้ 2 แบบ ซึ่งอยู่ในสมดุลกันระหว่างโครงสร้างเปิดกับโครงสร้างวง

(36 %)

(64 %)

โครงสร้างเปิดของ D-(+)-glucose

monosacharides
มอโนแซคคาไรด์(monosacharides) ที่สำคัญและใช้มากในชีวิตประจำวันโครงสร้างของสารประกอบแป้งและน้ำตาลบางชนิด

D-glucose

D-fructose

slide15

แป้งเป็นพอลิแซคคาไรด์ มีโครงสร้างที่หลากหลาย ขึ้นกับแหล่งกำเนิด แต่มีโครงสร้างพื้นฐาน 2 ส่วน คือ

  • (i) หน่วยที่เป็นโครงสร้างเส้นตรง (linear structure) เรียกว่า
  • ....................................................
  • (ii) หน่วยที่มีโครงสร้างเป็นแขนง (branch-chain structure) เรียกว่า
  • ……………………………………..
slide16
สูตรโครงสร้างของอะไมโลเพกทินมีลักษณะเป็นแขนงระหว่างสายของกลูโคสสูตรโครงสร้างของอะไมโลเพกทินมีลักษณะเป็นแขนงระหว่างสายของกลูโคส

อะไมโลเพกทิน (amylopectin)

แป้งจากแหล่งกำเนิดที่แตกต่าง จะมีองค์ประกอบที่เป็นอะไมโลสและอะไมโลเพกทินที่แตกต่างกัน ทำให้..................................................

slide17

เซลลูโลส(Cellulose)

  • เป็นพอลิแซคคาไรด์ที่เป็นส่วนโครงสร้างของพืชชั้นสูง เป็นเนื้อไม้ (มีเซลลูโลสประมาณ 50%) ใยฝ้าย (มีเซลลูโลสประมาณ 90%)
  • เซลลูโลสจะมี intermolecular hydrogen bonding ทำให้มีสายที่เป็น.................. ................. ในอุตสาหกรรม มีการผลิตเป็นเรยอง (rayon) และเป็นพอลิเมอร์อื่นๆ
slide18
ไคติน (chitin)

มีโครงสร้างคล้ายเซลลูโลส แต่มีหมู่ N-acetylamino ที่คาร์บอนที่ 2 ของหน่วยกลูโคส

พบไคตินเป็นองค์ประกอบของ ....................................................................................

2 amino acids proteins
2. กรดอะมิโน (Amino acids) และโปรตีน (Proteins)
  • กรดอะมิโนเป็นสารประกอบที่สำคัญมาก มันเป็นองค์ประกอบของโปรตีนที่นับว่ามีความสำคัญที่สุดอีกชนิดหนึ่งของสิ่งมีชีวิต
  • คำว่า โปรตีน ภาษาอังกฤษคือ protein มารากศัพท์มาจากภาษากรีก proteos แปลว่า ...................................... (ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของสารกลุ่มนี้)
slide20

ในธรรมชาติ จะพบกรดอะมิโนในรูปของพอลิเมอร์ต่างๆ ที่เรียกว่า เพปไทด์ (Peptides) และโปรตีน (Proteins)

  • แบ่งพอลิเมอร์เหล่านี้ตามจำนวนของหน่วยพื้นฐาน (monomer) ของ
  • กรดอะมิโน และเรียกชื่อของกลุ่ม ดังนี้
  • ….peptides มีกรดอะมิโน 2 หน่วย
  • …..peptide มีกรดอะมิโน 3 หน่วย
  • ……….peptide มีกรดอะมิโน 4-10 หน่วย
  • ……….peptide มีกรดอะมิโนจำนวนมาก
  • Proteins เป็น............................................. มีกรดอะมิโน 40-400 หน่วย
slide21

a

2.1 โครงสร้างทั่วไปของกรดอะมิโนและเพปไทด์
  • กรดอะมิโนมีโครงสร้างเป็น a – aminocarboxylic acid
  • ในธรรมชาติมักพบในรูปของไอออน เรียกว่า …………………..
  • กรดอะมิโนจะยึดกันด้วยพันธะเอไมด์ หรือ ....................................................
slide22
2.2 โครงสร้างของกรดอะมิโนและการเรียกชื่อ
  • สิ่งที่มีชีวิต (จุลินทรีย์ พืช และสัตว์) สามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนต่างๆ ได้
  • แต่สัตว์ชั้นสูงบางชนิดอาจไม่สามารถสร้างกรดอะมิโนบางตัวได้ (เป็นกลุ่มที่เรียกว่า.....................................ซึ่งต้องได้มาจากสารอาหาร)
  • กรดอะมิโนมีโครงสร้างทั่วไปเป็น L-a-amino acid

L-a– Amino acid

สูตรโครงสร้างแบบ

Fischer Projection Formula

สูตรโครงสร้างที่แสดง

ทิศทางที่อะตอมหรือหมู่ต่างๆ ต่อที่ C

slide23

กรดอะมิโน (amino acid)

ประกอบด้วยหมู่aminoและหมู่ carboxyl

slide24

มีกรดอะมิโนที่พบมากในธรรมชาติ 20 ชนิด (ยังมีชนิดอื่นๆ แต่จะพบน้อย)

  • กรดอะมิโนมีลักษณะแตกต่างกันที่........... (ที่ต่อกับ a –carbon) ซึ่งมีโครงสร้างที่หลากหลายและใช้ในการจัดกลุ่มของกรดอะมิโน
  • มักเรียกชื่อสามัญ (common) ของกรดอะมิโน ซึ่งมักได้จากภาษากรีกที่บอกสมบัติบางอย่างของกรดนั้น เช่น glycine มาจาก glykos แปลว่า .................. tyrosine มาจากคำว่า tyros แปลว่า ………….
  • มีการใช้สัญลักษณ์แทนชื่อของกรด โดยใช้อักษร 3 ตัวแรก เช่น gly แทน ................. (ยังมีสัญลักษณ์แบบอื่น เช่น ใช้อักษร 1 ตัวแรก)
slide25
ตัวอย่างของกรดอะมิโนบางชนิดตัวอย่างของกรดอะมิโนบางชนิด
slide27
2.3 โครงสร้างแบบต่างๆ ของกรดอะมิโนและโปรตีน
  • กรดอะมิโนเกิดพันธะไฮโดรเจนได้ เพราะมีหมู่ที่มีขั้ว 2 หมู่ คือ ........................... .............................
  • โครงสร้างของกรดอะมิโนที่เป็น L
    • ลักษณะการเกิดพันธะไฮโดรเจนมีความสำคัญต่อโครงสร้าง 3 มิติของ เพปไทด์และโปรตีน
    • ทำให้มีโครงสร้างเป็นสายที่เป็น................................ และเป็นสายคู่ที่เรียกว่า ...........................
    • ซึ่งจะพบในสารพันธุกรรม คือ ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acids) และ อาร์เอ็นเอ (ribo-nucleic acids) และโปรตีนต่างๆ
slide28
กรดอะมิโนจะต่อกันเป็นเพปไทด์หรือโปรตีนในรูปแบบต่างๆกรดอะมิโนจะต่อกันเป็นเพปไทด์หรือโปรตีนในรูปแบบต่างๆ

(1) โครงสร้างแผ่นแบน (Flat-sheet structure)

มีลักษณะเป็นสายตรง มีพันธะไฮโดรเจนระหว่าหมู่อะมิโนกับหมู่คาร์บอนิลของแต่ละสายที่เรียงตัวขนานกัน แต่จะมีหมู่ขนาดใหญ่ของ …………………. มาเบียดกัน ทำให้...........................................

หมู่ขนาดใหญ่ของ sidechain มาเบียดกัน

slide29
(2) โครงสร้างแบบพับจีบ(Pleated-sheet structure)

เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการบิดของพันธะต่างๆ ของสายเพปไทด์หรือโปรตีนเพื่อ............................................................ (ที่ต่อที่สายของโปรตีน) ทำให้ได้ลักษณะเป็นแผ่นที่ทบไปมา

สังเกตการเกิดพันธะไฮโดรเจนระหว่างหมู่คาร์บอนิลกับหมู่อะมิโนระหว่างสาย

slide30
(3) โครงสร้างแบบเกลียว (Helix structure)

เป็นโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นเกลียวเวียนขวา มีพันธะ.........................ยึดสายของเพปไทด์หรือโปรตีนไว้พบในโปรตีนทั่วไป

slide31

โครงสร้างของสายโปรตีน โครงสร้างของสายโปรตีน

เนื่องจากหน่วยของกรดอะมิโน มี

L–configuration จะทำให้โมเลกุลของโปรตีนมีสายเป็น.....................................

(มองจากด้านบนของเกลียว)

มีพันธะไฮโดรเจนระหว่างหมู่คาร์บอนิลกับหมู่อะมิโนบนสายของโปรตีนเป็นระยะๆ และเกิดเป็น................................ ซึ่งพบใน DNA RNA และโปรตีนอื่นๆ

slide32

สายของเคอราทิน (keratin) ซึ่งเป็นโปรตีนของ................. มีทั้งที่เป็นผมหยิกหรือหยักศก (curly hair) และที่เส้นผมตรง (straight hair)

  • ซึ่งเกิดจากพันธะ…………………………….………. ระหว่างสายของเคอราทิน มีลักษณะการจับที่แตกต่างกัน
slide33

โครงสร้างของเอนไซม์ human carbonic anhydrase

  • มีโครงสร้างหลายแบบในโปรตีนนี้

b -Pleated sheets ได้แก่ ........................

  • -helix ได้แก่ ...................
slide34
2.4 สมบัติทางเคมี

2.4.1 ความเป็นกรด-เบสของกรดอะมิโน

  • หมู่ทั้งสองของกรดอะมิโนสามารถอยู่ในโครงสร้างกรด (acidic form) และโครงสร้างเบส (basic form) ได้ ส่วนจะอยู่ในรูปแบบใด จะขึ้นกับ pH ของสารละลาย
    • ในสารละลายกรดแก่(very acidic solution) ซึ่ง pH เข้าใกล้ 0หมู่อะมิโนและหมู่คาร์บอกซิลจะอยู่ในโครงสร้าง…………………
    • ในสารละลายที่เป็นกลางpH = 7 หมู่คาร์บอกซิลจะอยู่ในโครงสร้างเบส ส่วนหมู่อะมิโนจะอยู่ในโครงสร้าง.......... เรียกว่าเป็นโครงสร้างแบบ…………………. ……………………….
    • ในสารละลายเบสแก่(very basic solution) ซึ่ง pH เกือบเท่ากับ 11 หมู่อะมิโนและหมู่คาร์บอกซิลจะอยู่ในโครงสร้าง............
slide35
โครงสร้างไอออนขั้วคู่ (Dipolar ion หรือ Zwitterion)
  • กรดอะมิโนใดๆ จะมีโครงสร้างที่มีประจุแบบใดแบบหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสารละลายที่มี pH เท่าใดก็ตาม
  • ในร่างกายของมนุษย์ จะมีค่า physiological pH เท่ากับ 7.3 ดังนั้น กรดอะมิโน ต่างๆ จะมีโครงสร้างเป็น …………………..
2 4 2 isoelectric point pi
2.4.2 Isoelectric Point (pI) ของกรดอะมิโน

Isoelectric Point (pI)คือ ค่า pH ที่กรดอะมิโนมีโครงสร้างที่ไม่มีประจุใดๆ สามารถคำนวณได้จากค่า pH ของหมู่อะมิโนและหมู่คาร์บอกซิลของกรดแต่ละชนิด

คำนวณค่า pI ได้ :

pI = (2.34 + 9.69) / 2 = ………………… = …………

(กรดอะมิโนแต่ละชนิดมีค่า pKaของหมู่อะมิโนและของหมู่คาร์บอกซิลิกไม่เท่ากันทำให้มีค่า pI ไม่เท่ากันด้วย)

3 lipids
3. ไลปิด (Lipids)
  • ไลปิด หมายถึงสารประกอบอินทรีย์ที่พบในสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ ที่มีสมบัติอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ..................................................................(nonpolar organic solvents)
  • ไลปิดประกอบด้วยสารหลายประเภท จะยกตัวอย่างเพียงประเภทเดียว คือ
    • ไตรเอซิลกลีเซอรอล (Triacylglycerols) หรือไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ซึ่งจะมีสารที่รู้จักกันดี คือ ............................................................
  • พบไขมันและน้ำมันได้ในแหล่งต่างๆ ทั้งพืช สัตว์ แมลง และสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ
slide38

ตัวอย่างของไลปิด ได้แก่

- ไขมันและน้ำมัน (Fats and Oils)

- ขี้ผึ้ง (Waxes)

- วิตามินที่ละลายในไขมัน(Fat-soluble vitamins)

- ฟอสโฟไลปิด(Phospholipids)

- เทอร์พีน (Terpenes)

สารประกอบในแต่ละกลุ่มนี้ ต่างทำหน้าที่แตกต่างกัน และมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต เช่น

  • ไขมันทำหน้าที่ด้าน..................
  • เป็น..............................ในสัตว์ต่างๆ เช่น แมวน้ำ เพนกวิน สิงโตทะเล แม้แต่บนผิวของใบไม้ต่างๆ ฯลฯ
slide39

(......................)

(.....................................)

วิตามิน เอ

(............................................)

(......................)

ตัวอย่างของไลปิดบางชนิด

จงสังเกตโครงสร้างที่ค่อนข้างซับซ้อน และมีความแตกต่างกัน

3 1 triglycerides
3.1 ไตรกลีเซอไรด์(Triglycerides)
  • ไตรกลีเซอไรด์เป็นกลุ่มของสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน คือ มีโครงสร้างเป็นเอสเทอร์ระหว่าง............................................................................. ...........................................................
  • กลีเซอรอลเป็นแอลกอฮอล์ที่มี......................... 3 หมู่ ในไตรกลีเซอไรด์ จะมีหน่วยของกรดไขมัน 3 หน่วยต่ออยู่
  • หน่วยของกรดไขมันแต่ละหน่วยอาจไม่เหมือนกันก็ได้
  • ไขมันเป็นของแข็ง (ส่วนมากได้จากสัตว์) น้ำมันเป็นของเหลว (ได้จากพืชต่างๆ)
slide41
โครงสร้างของกรดไขมันในไตรกลีเซอไรด์โครงสร้างของกรดไขมันในไตรกลีเซอไรด์
  • กรดไขมันอาจเป็นกรดไขมัน.................. (saturated fatty acid)
    • ไม่มี >C=C< ในโครงสร้างโมเลกุล
    • กรดเหล่านี้จะมีจุดเดือด........
  • กรดไขมัน.................... (unsaturated fatty acid)
    • มี >C=C< ในโครงสร้างโมเลกุล
    • กรดไขมันที่มีพันธะคู่มากกว่าหนึ่งพันธะ เรียกว่า polyunsaturated fatty acids
    • กรดเหล่านี้มีจุดเดือด.......
  • ไตรกลีเซอไรด์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก จะเป็น......................................... ได้แก่ไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู หรือไขสัตว์ต่างๆ เป็นต้น
  • ไตรกลีเซอไรด์ที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก ........................................ เรียกว่าน้ำมัน ได้จากพืชน้ำมันต่างๆ เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ
slide45

ไขมัน (Fats)

โครงสร้างของไตรกลีเซอร์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวจะเรียงตัวกันได้..........................................................................................................

น้ำมัน (Oils)

ไตรกลีเซอไรด์ที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงจะเป็น……………… เรียกว่าน้ำมัน (Oils) ส่วนที่เป็นสายของไฮโดรคาร์บอน.............. ....................................................