slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
การอนุรักษ์ดินและน้ำ (Soil Conservation) ผู้ช่วยศาสตรา PowerPoint Presentation
Download Presentation
การอนุรักษ์ดินและน้ำ (Soil Conservation) ผู้ช่วยศาสตรา

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 145

การอนุรักษ์ดินและน้ำ (Soil Conservation) ผู้ช่วยศาสตรา - PowerPoint PPT Presentation


  • 338 Views
  • Uploaded on

การอนุรักษ์ดินและน้ำ (Soil Conservation) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาญชัย แสงชโยสวัสดิ์ ภาควิชาปฐพีศาสตร์และอนุรักษ์ศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 944621 ต่อ 230 หรือ 09-6374341. บทที่ 5 ความคงทนของดินต่อการพังทลาย (Erodibility). ความยากง่ายในการพังทลายของดิน.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'การอนุรักษ์ดินและน้ำ (Soil Conservation) ผู้ช่วยศาสตรา' - tanaya


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

การอนุรักษ์ดินและน้ำ

(Soil Conservation)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาญชัย แสงชโยสวัสดิ์

ภาควิชาปฐพีศาสตร์และอนุรักษ์ศาสตร์

คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

944621 ต่อ 230 หรือ 09-6374341

slide2

บทที่ 5

ความคงทนของดินต่อการพังทลาย (Erodibility)

slide3

ความยากง่ายในการพังทลายของดินความยากง่ายในการพังทลายของดิน

  • Cook => วัดเป็นความต้านทาน หรือความง่ายในการเกิดการพังทลายของดินก็ได้
  • ดัชนีความยากง่ายในการพังทลายของดิน (Erodibility index) --> ปริมาณการเกิดการพังทลายดินที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพที่มีการควบคุม
  • Hudson => ความยากง่ายของดินในการเกิดการพังทลายดิน ซึ่งขึ้นกับสมบัติทางกายภาพและทางเคมี ตลอดจนการจัดการดิน
slide4

Wishmeier และSmith => การสูญเสียดินภายใต้สภาพพื้นที่มาตรฐาน คือ

  • - มีความลาดเท 9 เปอร์เซ็นต์
  • - มีความยาว 72.6 ฟุต
  • - มีการไถพรวนตามแนวลาดเทและปล่อยทิ้งไว้

ความสำคัญของ Soil Erodibility

  • วางแผนการควบคุมการพังทลายดินที่มีประสิทธิภาพ
  • เป็นปัจจัยเชิงปริมาณ (Quantitative factor) สำหรับการคำนวณการสูญเสียดิน
slide5

Erosivity

Erodibility

และ

Physical

Characteristic

Management

Rainfall

Crop

Management

Land

Management

Energy

การชะล้างพังทลายดิน

A = R x K x LS x P x C

slide6

ปัจจัยที่มีผลต่อ Soil Erodibility

  • สมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน
  • การปฏิบัติต่าง ๆ ที่กระทำต่อดินนั้น
  • สภาพภูมิประเทศ
slide7

สมบัติทางกายภาพของดินสมบัติทางกายภาพของดิน

  • โครงสร้างดิน (Soil Structure) มีผลต่อ detachment, infiltration และ permeability
  • การซึมซับของน้ำในดิน
  • การเกาะกันของดิน
  • การขยายตัวและการหดตัวของดิน
  • ความชื้นของดิน
  • สภาพของผิวดิน
slide8

เนื้อดิน (Soil Texture)

  • High clay -->detachment ต่ำ
  • K = 0.05 - 0.15
  • Coarse textured soil --> runoff ต่ำ, detachment สูง
  • (Sandy soil)
  • K = 0.05 - 0.2
  • Medium textured soil --> detachment and runoff
  • (Silt loam) ปานกลาง
  • K = 0.25 - 0.4
  • High silt --> detachment สูง, มี Crust และ runoff สูง
  • K > 0.4
slide9

สมบัติทางเคมีของดิน

  • ปริมาณอินทรียวัตถุในดินลด detachment, เพิ่ม infiltration แต่ OM ต้องไม่เกิน 4%
  • ชนิดและปริมาณของประจุบวกที่ถูกดูดซับ
  • ปริมาณของ SiO2 และ Sesquioxite ในดิน
slide10

การปฏิบัติต่าง ๆ ที่กระทำต่อดินนั้น

  • การจัดการดิน (Land management) --> Runoff
  • การใช้ที่ดินอย่างเข้มข้นและให้ผลดีที่สุดโดยไม่ทำให้ดินนั้นเสื่อมคุณภาพลง
  • การจัดการพืช (Crop management) --> Detachment
    • ธรรมชาติการเจริญเติบโต การหาอาหารในดิน การให้การคุ้มกันดิน และปรับปรุงคุณภาพดินของพืช
    • การเลือกชนิดของพืชที่ปลูกให้เหมาะสมกับเวลา
slide11

พืชแต่ละชนิดมีผลต่อ Erodibility ขึ้นกับ

  • การเตรียมดิน
  • วิธีการปลูกพืช
  • การปฏิบัติต่าง ๆ ในขณะที่พืชเจริญเติบโต
  • ธรรมชาติของการเจริญเติบโต
  • วิธีการเก็บเกี่ยว
  • ปริมาณเศษเหลือของพืชภายหลังการเก็บเกี่ยว
slide12

สภาพภูมิประเทศ

  • พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง การพังทลายดินจะมากกว่าพื้นที่ที่มีความลาดชันต่ำ เนื่องจาก Erosive force, Splash และ Transportation
    • ความต่างของระดับความสูงตามทางน้ำ
    • ความต่างของระดับความสูงในพื้นที่
    • ลักษณะการจัดเรียงตัวของ Slope
  • ปริมาตรและความเร็วของน้ำไหลบ่ามักเกิดขึ้นที่ส่วนล่างสุดของ Slope (bottom of end slope)
slide14

วิธีการประเมิน Erodibility Index

  • การวัดการสูญเสียดินโดยตรงในสภาพที่มีการควบคุม
    • - เสียค่าใช้จ่ายแพง
    • - ใช้อุปกรณ์พิเศษในการเก็บรวบรวมข้อมูล
    • - ใช้ระยะเวลานาน
  • แยกคุณสมบัติบางประการของดินออกมาแล้วประเมินค่าดัชนี
    • - วิเคราะห์ดินตามวิธีปกติ
    • - ใช้อุปกรณ์ทั่ว ๆ ไป
    • - วัดได้รวดเร็ว
    • - เหมาะสมในการทำแผนที่ Soil erodibility
slide15

ศึกษาสมบัติของดินต่อ Erodibility Index

  • Middleton, 1934
    • erosion ratio = dispersion ratio
    • colloid contend
    • dispersion ratio = อัตราส่วนระหว่างปริมาณ siltและ clay ในสภาพที่แตกกระจายกับ silt และ clay ในสภาพที่ไม่แตกกระจาย
  • Bouyoucos, 1935
  • Clay ratio = % sand + % silt
  • % Clay
slide16

Wishmeier และคณะ, 1971

  • พัฒนา Soil erodibility nomograph
  • โดยมีคุณสมบัติของดิน 5 ตัวที่เกี่ยวข้อง
  • - % Silt
  • - % Sand
  • - % Organic Matter
  • - Soil Structure (โครงสร้างดิน)
  • - Permeability (การซึมซาบของน้ำในดิน)
slide17

การประเมิน Erodibility Index ในปัจจุบัน

  • ค่าที่ดัดแปลงมาจากค่าที่วัดการสูญเสียดิน ซึ่งกำหนดโดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐ โดยมีการศึกษาดินจริงเพียง 20 ตัวอย่างเท่านั้น
  • ค่าที่ได้จาก Nomograph ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Wishmeier และคณะ
  • ค่าที่ได้จากการวัดปริมาณการสูญเสียดินจริงในสภาพไร่นา และคำนวณหาค่า K
slide18

สมการการสูญเสียดิน (Soil Loss Equation)

  • ปริมาณดินที่สูญเสียจากขบวนการพังทลายดิน
      • ธรรมชาติของฝน
      • ชนิดดิน
      • ความลาดเทของพื้นที่
      • พืชที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่
      • วิธีการไถพรวน
      • ปฏิกิริยาร่วมระหว่างตัวแปรดังกล่าว
slide19

Baver (1933)

  • E = f(R, G, V, S)
  • E = การพังทลายของดิน
  • R = ปัจจัยเกี่ยวกับปริมาณและความเข้มของฝน
  • G = ปัจจัยเกี่ยวกับความลาดเทของพื้นที่
  • V = ปัจจัยเกี่ยวกับปริมาณและธรรมชาติของพืชที่ขึ้นอยู่
  • S = ปัจจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของดิน
  • ประเมินทางด้านปริมาณได้ยาก
  • ใช้อธิบายขบวนการพังทลายของดินด้านคุณภาพเท่านั้น
slide20

Zingg (1940)

คำนวณการสูญเสียดินในไร่นา

X = C S1.4 L1.6

X = ปริมาณการสูญเสียดินทั้งหมด (ตัน/เอเคอร์)

C = ค่าคงที่

S = เปอร์เซ็นต์ความลาดเท

L = ความยาวของความลาดเท (ฟุต)

slide21

Smith (1941)

  • เพิ่มปัจจัยทางด้านพืชและการปฏิบัติในการอนุรักษ์ดิน
  • แนะนำปริมาณดินที่ยอมให้สูญเสียในแต่ละปีเนื่องจากการเกิดการพังทลายของดินเพื่อใช้กับดินชุด Shelby

X = CS1.4 L0.6 P

slide22

USDA (1954 - 1960)

  • วิเคราะห์และสรุปการศึกษา และใช้เทคนิคการวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อปรับปรุงสมการการสูญเสียดิน
  • ปรับปรุงดัชนีการพังทลายของฝน
  • วิธีการประเมินการจัดการพืช
  • ประเมิน Erodibility เชิงปริมาณ
  • ประเมินผลของปฏิกริยาร่วมระหว่างตัวแปร
    • ระดับความสามารถในการให้ผลผลิตของดิน
    • การจัดลำดับพืช
    • การจัดการเศษเหลือของพืช เป็นต้น
slide23

บทที่ 6

สมการการสูญเสียดินสากล

(Universal Soil Loss Equation: USLE)

slide24

Universal Soil Loss Equation

(Wishmeier และ Smith, 1965)

A = R K L S C P

A = ปริมาณการสูญเสียดินต่อหน่วยพื้นที่

R = ปัจจัยเกี่ยวกับฝนและน้ำที่ไหลบ่าบนดิน

K = ความยากง่ายของการเกิดการพังทลายของดิน

L = ความยาวของความลาดเท

S = ปัจจัยความลาดชัน

C = ปัจจัยการจัดการพืช

P = ปัจจัยการปฏิบัติควบคุมการพังทลายของดิน

slide25

ปัจจัยเกี่ยวกับฝนและน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดินปัจจัยเกี่ยวกับฝนและน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดิน

ประเมินจากผลของการปะทะของเม็ดฝนที่กระทำต่อดิน และรวมถึงปริมาณและอัตราน้ำที่ไหลบ่าซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ฝนตกด้วย

R = Ei I30i

100

R = ปัจจัยเกี่ยวกับฝนและน้ำที่ไหลบ่าบนดิน

EiI30= ดัชนีการพังทลายของดินที่เกิดจากฝนแต่ละครั้ง

n = จำนวนพายุในระยะเวลานั้น ๆ ที่ต้องการ

n

i = 1

slide26

- หา R จาก EI30

- หาความสัมพันธ์ระหว่าง R กับปริมาณน้ำฝน

-ใช้ Isoerodent Map

slide27

ปัจจัยเกี่ยวกับความยากง่ายในการพังทลายดินปัจจัยเกี่ยวกับความยากง่ายในการพังทลายดิน

  • ประเมินจากข้อมูลที่ได้จากแปลงมาตรฐาน
    • ยาว 72.6 ฟุต
    • กว้าง 6 ฟุต
    • ลาดเทสม่ำเสมอ 9%
    • ไถพรวนแล้วปล่อยทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่มีพืชปกคลุม
  • K = A / EI
  • ในประเทศไทย
  • หาค่า K ตามชุดดินนั้น ๆ ในที่ต่าง ๆ กันแล้ว นำมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อเป็นตัวแทนของชุดดินนั้น ๆ เช่น ชุดดิน บุรีรัม มีค่า K ระหว่าง 0.21 - 0.65 เป็นต้น
slide28

การประเมินค่า K จากคุณสมบัติของดิน

จากสูตร

K = 2.87 x 10-7 M1.14 (12-a) + 4.3 x 10-3 (b-2) + 3.3 x 10-3 (c-3)

K = Erodibility

M = Particle size parameter

(%Silt + %very fine sand) x (100 - %clay)

a = % OM

b = Soil structure code; 1 – 4

c = Profile permeability code; 1 – 6

slide30

ปัจจัยเกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ

หาได้จากแผนภาพผลของความลาดเท หรือ

จากสูตร

LS = ( /72.6)m(65.41sin2 +4.56sin + 0.065)

 = ความยาวของความลาดเท (ฟุต)

= มุมของความลาดเท

m = 0.5 เมื่อ slope >= 5.0%

0.4 เมื่อ slope = 3.5 - 4.5%

0.3 เมื่อ slope = 1.0 - 3.0%

0.2 เมื่อ slope < 1.0%

slide31

ข้อสังเกตุของการใช้ค่า LS

  • พื้นที่ลาดเทนูน (Convex slope), ลาดเทเว้า (Concave slope) หรือ ลาดเทซับซ้อน (Complex slope) ต้องมีการปรับค่า LS ใหม่
  • พื้นที่มีความลาดเท 3 - 18%
  • ความยาวของความลาดเท 30 - 300 ฟุต
slide32

ปัจจัยเกี่ยวกับการจัดการพืชปัจจัยเกี่ยวกับการจัดการพืช

  • เป็นการรวมอิทธิพลของตัวแปรหลายชนิด
  • ชนิดของพืชที่ปลูก
  • ชนิดของวัชพืช
  • การปฏิบัติปลูกพืชหมุนเวียน
  • ปริมาณอินทรียวัตถุที่มีอยู่ขณะนั้น
  • การใส่ปุ๋ย
  • การจัดการเศษเหลือของพืช
  • การปฏิบัติการไถพรวน
  • ไม่สามารถแยกประเมินผลได้
slide33

C = อัตราส่วนของการสูญเสียดินระหว่างดินที่มีการปลูกพืชนั้นภายใต้สภาพที่จำกัดกับดินที่มีการไถพรวน

  • การสูญเสียดินในไร่นาจริง < ค่าที่คำนวณได้
  • - การจัดลำดับพืช
  • - การปฏิบัติการจัดการต่าง ๆ
  • - สภาพการเจริญเติบโต
  • - การพัฒนาของพืชที่ขึ้นปกคลุม
  • การจัดลำดับพืช
  • ระยะเวลาของร่มใบของพืชที่จะปลูกต่อมา
  • ผลตกค้างของพืชและการจัดการพืช
  • ลดความเร็วในการไหลของน้ำไหลบ่าบนผิวดิน
slide34

การ Weight ค่า C

Weight ตามสัดส่วนของความสามารถที่ก่อให้เกิดการพังทลายของฝนทั้งปี

Cw = Ci %R

100

Cw = ค่า C ที่ถูก weight

Ci = ปัจจัยเกี่ยวกับพืชในระยะเวลาของพืช i

%R = เปอร์เซ็นต์ของหน่วยของความสามารถ

ก่อให้เกิดการพังทลายของฝนซึ่งเกิดขึ้น

ในระยะของพืช i

slide35

ปัจจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์ปัจจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์

  • การไถตามแนวระดับ (Contour Cultivation)
  • การปลูกพืชเป็นแถบสลับ (Strip cropping)
  • การไถพรวนตามแนวระดับร่วมกับการปลูกพืชแถบสลับ (Contoure strip cropping)
  • การทำขั้นบันได (Terracing)
slide36

การใช้สมการการสูญเสียดินสากลการใช้สมการการสูญเสียดินสากล

  • คาดคะเนหรือทำนายการสูญเสียดินเนื่องจากการเกิดการพังทลายของดินจากการใช้ที่ดินทำการเพาะปลูกระบบต่าง ๆ
  • เลือกใช้ที่ดินและการปฏิบัติการเกษตร
  • เพื่อใช้ในการทำนายการสูญเสียดินจากบริเวณที่มีการก่อสร้าง
  • เพื่อใช้ในการคาดคะเนการเกิดตะกอนบนพื้นที่สูงภายในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำ
slide37

สมการในการขนย้ายตะกอนสมการในการขนย้ายตะกอน

y = E(SD)/Ws

y = ปริมาณของตะกอนต่อหน่วยพื้นที่

E = การเกิดการพังทลายทั้งหมด ; Interrill, rill, Gully, Streambed, Streambank erosion เป็นต้น

SD = Sediment Delivery Ratio, อัตราส่วนระหว่างปริมาณของตะกอนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในพื้นที่ลุ่มน้ำนั้น กับปริมาณตะกอนที่วัดตรงจุดที่เก็บตัวอย่างตะกอน

Ws = พื้นที่ลุ่มน้ำซึ่งอยู่เหนือจุดที่ทำการประเมินปริมาณตะกอน

slide38

Permissible erosion หรือ Soil loss tolerance

  • การสูญเสียดินซึ่งมีปริมาณมากที่สุดที่ทำให้ผลผลิตของพืชยังคงอยู่ในระดับสูง และได้ผลกำไรเป็นระยะเวลานานตลอดไป
  • โดยทั่วไป 1 - 5 ตัน/เอเคอร์/ปี ขึ้นกับ
  • Soil permeability
  • Soil profile
  • ความมากน้อยของการพังทลายที่เกิดขึ้นแล้วของดินนั้น
  • ดินตื้นและดินทราย --> 2 - 3 ตัน/เอเคอร์/ปี
  • ดินลึกและดินร่วน --> 6 - 7 ตัน/เอเคอร์/ปี
slide39

ตัวอย่างการใช้สมการการสูญเสียดินสากลตัวอย่างการใช้สมการการสูญเสียดินสากล

  • ทำนายหรือคาดคะเนการสูญเสียดินจากพื้นที่
  • จงคำนวณหาปริมาณดินที่จะสูญเสียไปจากบริเวณซึ่งอยู่ใกล้กับตัวเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งมีค่าปัจจัยเกี่ยวกับฝนและน้ำไหลบ่าตามผิวดิน (R-factor) = 600 และ ดินในบริเวณนี้เป็นดินชุดน้ำพอง มีค่า K-factor = 0.40 พื้นที่นี้มีความลาดเท 8% และมีความยาวของความลาดเท 400 ฟุต มันสำปะหลังถูกปลูกเป็นปีแรกของการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดินแปลงนี้มีการไถพรวนขึ้นลงขนานกับทิศทางของความลาดเท
slide40

เลือกการปฏิบัติการอนุรักษ์และการใช้ที่ดิน เลือกการปฏิบัติการอนุรักษ์และการใช้ที่ดิน

  • จากตัวอย่างที่แล้ว
  • R-factor, K-factor และ LS factor คงที่ Permissible erosion = 5 ตัน/เอเคอร์/ปี
  • ทำนายการเกิดการพังทลายดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ
  • ใช้ประโยชน์ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน
  • อย่างถูกต้อง โดยการทำ Soil Erosion Map
slide41

ทำนายปริมาณของตะกอนในพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำนายปริมาณของตะกอนในพื้นที่ลุ่มน้ำ

  • Y = 11.5 (Q x qp)0.56 KCPLS
  • Y = ปริมาณตะกอนที่เกิดขึ้นจากแต่ละพายุฝน (ตัน)
  • Q = ปริมาณน้ำที่ไหลบ่าของแต่ละพายุฝน (m3)
  • qp = อัตราสูงสุดของน้ำไหลบ่า (m3/sec)
slide42

ความถูกต้องของการทำนายของสมการความถูกต้องของการทำนายของสมการ

  • เนื้อดิน Clay < 35% และ Sand < 65% จะได้ผลถูกต้องมากที่สุด
  • Slope 3 - 18%
  • Slope length < 400 ฟุต
  • กราฟและแผนภาพต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการประเมินปัจจัยต่าง ๆ ได้จากค่าเฉลี่ยของระยะเวลายาวนานของการสูญเสียดินจากแปลงทดลอง
slide43

บทที่ 7

แนวทางการอนุรักษ์ดินและน้ำ

(Soil and Water Conservation

Measurement)

slide44

การอนุรักษ์ดิน (Soil Conservation)

  • การอนุรักษ์ดินและการพังทลายดินเป็นขบวนการสะสม(Cumulative process) => ดินที่เกิดการพังทลายไปแล้วมีแนวโน้มที่จะเกิดการพังทลายมากขึ้น
  • ต้องการวิธีการต่างๆในการอนุรักษ์มากขึ้นด้วยและจะต้องใช้เวลานาน
  • ป้องกันดินโดยให้เกิดการพังทลายน้อยที่สุด
  • ไม่มีการอนุรักษ์ดินที่สามารถใช้วิธีลัด
  • จำเป็นต้องวิเคราะห์แต่ละกรณีไปแล้วใช้วิธีการอนุรักษ์หลายๆวิธีกระทำร่วมกัน
slide45

เป้าหมายของการอนุรักษ์ดินเป้าหมายของการอนุรักษ์ดิน

  • ลดการพังทลายของดินเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสูญเสียและความสามารถในการให้ผลผลิตของดิน
  • เพิ่มปริมาณธาตุอาหารพืชในดินป้องกันการสูญหายของธาตุอาหารพืชและทดแทนธาตุอาหารพืชที่สูญหายไป
  • รักษาปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
  • รักษาและปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน
  • เพื่อให้น้ำที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้มากที่สุด
slide46

แนวทางของการอนุรักษ์ดินและน้ำแนวทางของการอนุรักษ์ดินและน้ำ

  • ลดการลงทุนโดยหน่วยงานของรัฐ
  • เน้นงานที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน
  • เห็นผลในระยะเวลาสั้น เช่น เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่หรือหน่วยแรงงาน
  • จัดตั้งกลุ่มเพื่อทำงานเป็นทีม
    • ทำงานใหญ่และหนักได้
    • เพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมในการอนุรักษ์ดินและน้ำ
    • พัฒนาวิธีการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนในพื้นที่
slide47

แนวทางการออกแบบระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแนวทางการออกแบบระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

  • เน้น Cost-effectiveดังนั้นการลดการพังทลายโดยสิ้นเชิงอาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่วางไว้
  • ระดับการพังทลายดินที่ยอมรับได้ต้องมีการกำหนดไว้
  • ความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของมาตรการอนุรักษ์ต้องมีการประเมิน
slide48

หลักการในการอนุรักษ์ดินหลักการในการอนุรักษ์ดิน

  • ปรับปรุงดินให้มีความต้านทานต่อการแตกกระจายและการเคลื่อนที่ของดินและทำให้ผิวดินมีการแทรกซึมของน้ำมากขึ้น
  • ลดการแตกกระจายของการเคลื่อนย้ายอนุภาคดินทำได้โดยสร้างสิ่งกีดขวางบนผิวดิน
  • ปรับปรุงโครงสร้างดินให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช
    • ปรับปรุงความชื้นดินให้มีอยู่ปานกลาง
    • ปกคลุมดินให้พ้นจากการปะทะของเม็ดฝนที่ตกลงมา
    • ปกคลุมด้วยการปลูกพืชหรือเศษเหลือของพืช
    • การทำให้น้ำที่ไหลบ่าบนผิวดินช้าลง
  • ทำการเคลื่อนย้ายน้ำที่ไหลบ่าไปยังแหล่งสะสมน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้มีการพังทลายของดินเกิดขึ้น
slide49

วิธีการทำการเกษตรที่ดีวิธีการทำการเกษตรที่ดี

  • รักษาความสามารถในการให้ผลผลิตของดินให้คงอยู่หรือดีกว่าเดิมเพื่อใช้ในการเพาะปลูก
      • การใช้ที่ดิน
      • การไถพรวน
      • การจัดการธาตุอาหารพืชในดิน
      • การจัดการน้ำ
      • การจัดการอินทรียวัตถุ
slide50

การใช้ที่ดิน(Land Use)

  • การใช้ที่ดินแต่ละแบบจะมีผลต่อความสามารถของดินในการให้ผลผลิตและการเกิดการพังทลายของดินเนื่องจาก ดินแต่ละบริเวณมีความสามารถในการให้ผลผลิตแตกต่างกัน
    • สมบัติทางด้านกายภาพเคมีและชีวะของดิน
    • สภาพภูมิประเทศ
    • ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
    • ความสัมพันธ์ของน้ำในดิน
    • การเกิดการพังทลายของดิน
slide51

การใช้ที่ดินเพื่อเพาะปลูกพืชจำเป็นต้องรู้การใช้ที่ดินเพื่อเพาะปลูกพืชจำเป็นต้องรู้

  • ความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน
  • ปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหารพืชในดิน
  • ความลึกของรากพืชที่จะเจริญเติบโตได้
  • ความลึกของดินล่าง
  • การระบายน้ำของดิน
  • วิธีการจัดการพิเศษที่ต้องปฏิบัติกับดินนั้น
slide52

การจัดการที่ดิน (Land Management)

  • การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องจะเป็นรากฐานในการอนุรักษ์ดินโดยวิธีการต่าง ๆ เพื่อควบคุมการพังทลายดิน
  • มุ่งหมายเพื่อเพิ่มผลผิตอย่างมีกำไรเป็นระยะเวลายาวนานหรือตลอดไป
  • เทคนิคที่ใช้ในการวัดความเหมาะสมได้แก่การจำแนกที่ดิน (Land Classification)
  • เช่น การจำแนกดินตามความเหมาะสมของที่ดินกับการใช้ที่ดินทำการเกษตร
slide53

ลักษณะการจำแนกที่ดิน

  • จำแนกตามลักษณะที่เกิดจากสมบัติดั้งเดิมของดิน
    • จำแนกตามความสูงเหนือระดับน้ำทะเล
    • จำแนกตามชนิดดิน เป็นต้น
  • จำแนกตามการใช้ที่ดินปัจจุบัน
    • แบ่งที่ดินออกเป็นบริเวณต่าง ๆ ตามแบบหรือชนิดของการใช้ที่ดินปัจจุบัน
  • เช่น บริเวณทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม ป่าไม้ พืชไร่ เป็นต้น
slide54

จำแนกตามสมรรถนะการใช้ที่ดินเป็นหลักจำแนกตามสมรรถนะการใช้ที่ดินเป็นหลัก

    • เน้นลักษณะทางฟิสิกส์ของที่ดินที่จำกัดการใช้ที่ดิน รวมทั้งความมากน้อยของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ที่ดินนั้น ๆ
    • สำคัญในการป้องกันการพังทลายดิน
  • จำแนกตามคำแนะนำการใช้ที่ดินเป็นหลัก
    • ต้องจำแนกตามระบบที่กล่าวมาก่อนเสมอ
    • พิจารณาด้านเศรษฐกิจ และสังคมในไร่นา
  • เช่น ขนาดของไร่นา แรงงานที่ใช้ รายได้ที่มีอยู่เป็นต้น
slide55

จำแนกโดยยึดเอาการใช้ที่ดินเป็นหลัก โดยรวมที่ดินที่มีลักษณะที่สำคัญและเหมือนกัน และไม่ได้รับอิทธิพลจากมนุษย์

    • อาศัยธรณีวิทยาของหินพื้นและผิวหน้าดิน
  • ได้แก่การกำเนิด โครงสร้าง และส่วนประกอบหิน
    • ตามลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา
    • ตามลักษณะดินฟ้าอากาศ
    • ตามลักษณะดินเป็นหลัก
    • อาศัยนิเวศวิทยาและพืชเป็นหลัก
    • ยึดถือการใช้เป็นหลัก
  • เพาะปลูก ป่าไม้ แหล่งน้ำ เหมืองแร่ ที่พักผ่อน เป็นต้น
slide56

การจำแนกสมรรถนะที่ดินการจำแนกสมรรถนะที่ดิน

  • รวมเอาหน่วยแผนที่ดิน (Mapping Unit)หลาย ๆ หน่วยมารวมกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการเลือกใช้ประโยชน์ที่ดินที่ใช้เพาะปลูกจะนำมารวมเป็นกลุ่มตามความสามารถและข้อจำกัดต่าง ๆ
    • ช่วยในการตีความหมายของแผนที่ดินแก่เจ้าของที่ดิน
    • แนะนำผู้ใช้ที่ดินให้ทราบรายละเอียดของแผนที่ดิน
    • เป็นการแนะนำอย่างกว้าง เกี่ยวกับความสามารถของดินข้อจำกัดการใช้ที่ดิน และปัญหาการจัดการต่าง ๆ
slide57

ลำดับขั้นของการจำแนกสมรรถนะที่ดินลำดับขั้นของการจำแนกสมรรถนะที่ดิน

  • Capability Unitกลุ่มดินซึ่งแสดงการตอบสนองที่เหมือนกันต่อระบบการจัดการต่าง ๆ ในการปลูกพืชทั่วไป
  • Capability Subclassกลุ่มของ Capability Unitที่มีข้อจำกัดและอันตรายคล้ายคลึงกัน
  • - อันตรายจากการพังทลายดิน
  • - อันตรายจากการเปียกของดิน
  • Capability Classแบ่งออกเป็น 8 classesโดยมีความเสี่ยงในการทำให้เกิดความเสียหายกับดินหรือข้อจำกัดในการใช้ที่ดินมากขึ้น
slide58

การจำแนกดินตามชั้นสมรรถนะที่ดินการจำแนกดินตามชั้นสมรรถนะที่ดิน

ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชทั่วไป

  • Class I
    • พื้นที่เกือบราบ
    • ดินเป็นดินลึก มีการระบายน้ำดี อุ้มน้ำดี
    • ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี หรือตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยดี
    • ภูมิอากาศเหมาะสมกับการปลูกพืชทั่วไป
  • เหมาะแก่การปลูกพืชหลายชนิด ไม่มีความเสียหายจากน้ำที่ไหลบ่าตามผิวดิน
slide59

Class II

    • มีข้อจำกัดทำให้ปลูกพืชได้น้อยชนิด
    • ต้องการวิธีอนุรักษ์ดินบางวิธี
  • ข้อจำกัดของดินชั้นนี้
    • ความลาดเทเล็กน้อย
    • เกิดการพังทลายโดยลมและน้ำได้ปานกลาง
    • โครงสร้างของดินไม่ดี
    • มีความเค็มน้อย – ปานกลาง
    • เสียหายจากน้ำไหลบ่าบางครั้งบางคราว
slide60

Class III

  • เลือกพืชปลูกได้น้อยชนิดลง และต้องการวิธีการดูแลรักษาที่เป็นวิธีพิเศษเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ
  • ข้อจำกัดของดินชั้นนี้
    • ความลาดเทปานกลาง
    • เกิดการพังทลายโดยลมและน้ำได้ง่าย
    • เกิดน้ำไหลบ่าบ่อยครั้ง
    • ดินล่างมีการซึมซับน้ำต่ำมาก
    • ชั้น Hard pan อยู่ใกล้ผิวดิน
    • สามารถอุ้มน้ำได้ต่ำ
    • ความอุดมสมบูรณ์ดินต่ำ
slide61

ดินที่เหมาะกับการปลูกพืชที่จำกัดดินที่เหมาะกับการปลูกพืชที่จำกัด

  • Class IV
    • พื้นที่ลาดเทมาก
    • เกิดการพังทลายดินโดยลมและน้ำง่ายมาก
    • มีการพังทลายดินมาต่อเนื่อง
    • ดินตื้น อุ้มน้ำต่ำ
    • มีน้ำไหลบ่าเสมอ
    • มีน้ำขังตลอดเวลา ภายหลังที่มีการระบายน้ำ
    • เป็นเกลือโซเดียมมาก
slide62

ดินที่ไม่เหมาะกับการปลูกพืชดินที่ไม่เหมาะกับการปลูกพืช

  • Class V
    • พื้นที่ต่ำ มีการไหลบ่าบนดินบ่อย
    • พื้นที่เกือบราบ ฤดูการเพาะปลูกสั้นมาก
    • ผิวดินมีก้อนหินระเกะ ระกะ
    • น้ำขัง ไม่สามารถระบายน้ำได้ง่าย
  • ไม่มีข้อจำกัดด้านการพังทลายดิน หรือมีน้อยมาก แต่ดินแฉะ มีน้ำท่วมบ่อย
slide63

Class VI

    • พื้นที่ลาดเทมาก
    • เกิดการพังทลายดินอย่างรุนแรง
    • มีก้อนหินระเกะระกะบนดินมาก
    • ดินบริเวณรากจะตื้น
    • ดินเปียกแฉะมาก หรือมีน้ำไหลบ่า
    • ดินอุ้มน้ำต่ำ
    • มีเกลือโซเดียมมาก
slide64

Class VII

    • พื้นที่ลาดเทมาก
    • เกิดการพังทลายดินอย่างรุนแรง
    • มีก้อนหินระเกะระกะบนดินมาก
    • ดินบริเวณรากจะตื้น
    • ดินเปียกแฉะมาก หรือมีน้ำไหลบ่า
    • ดินอุ้มน้ำต่ำ
    • มีเกลือโซเดียมมาก
    • ภูมิอากาศเลว
slide65

Class VIII

    • เกิดการพังทลายดินอย่างรุนแรง
    • มีก้อนหินระเกะระกะบนดินมาก
    • ดินบริเวณรากจะตื้น
    • ดินเปียกแฉะมาก หรือมีน้ำไหลบ่า
    • ดินอุ้มน้ำต่ำ
    • มีเกลือโซเดียมมาก
    • ภูมิอากาศเลว
    • ดินมีความชื้นต่ำ
slide66

การกำจัดสิ่งปกคลุมดินและการรบกวนดินการกำจัดสิ่งปกคลุมดินและการรบกวนดิน

I

II

III

IV

V

VI

VII

VIII

ข้อจำกัดการใช้ที่ดิน

  • ดินชั้น V, VI, VII, และ VIII ใช้เพาะปลูกได้แต่ต้องมีการเคลื่อนย้ายดิน และปรับปรุงดินไปพร้อมกัน
  • ชั้นสมรรถนะดินสูงขึ้น ข้อจำกัดและอันตรายจากการใช้ที่ดินจะมากขึ้น แต่อิสระในการเลือกใช้ประโยชน์จากที่ดินจะน้อยลง
slide67

การจำแนกดินตามการใช้ประโยชน์ที่ดินการจำแนกดินตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน

การแบ่งดินตามบริเวณต่างๆ เป็น3กลุ่มใหญ่

กลุ่มที่1 => สามารถใช้ในการปลูกพืชได้หลายประเภท

เช่นพืชไร่ต่างๆทำสวนไม้ผลทำป่าไม้และปลูกพืชอาหารสัตว์ได้ด้วย

กลุ่มนี้ดีมาก สามารถใช้เพาะปลูกพืชได้อย่างปลอดภัยและง่ายในการปฏิบัติการปลูกพืชธรรมดา

slide68

กลุ่มที่2 => มีข้อจำกัดในการใช้บางประการ

เหมาะสมกับการปลูกพืชไร่แต่มีข้อจำกัดหากใช้ในการปลูกไม้ยืนต้นต่างๆหรือปลูกพืชอาหารสัตว์เนื่องจากเกิดการพังทลายได้ง่ายหรือมีปัญหาทางด้านน้ำหรือภูมิอากาศ

กลุ่มที่3 => มีข้อจำกัดในการใช้ที่ดินมากขึ้นและหลากหลาย

เหมาะสมในการปลูกพืชถาวร

slide69

การจำแนกสมรรถนะดินในประเทศไทยการจำแนกสมรรถนะดินในประเทศไทย

  • ดำเนินการโดยกองสำรวจดิน กรมพัฒนาที่ดิน โดยดัดแปลงมาจากวิธีการจำแนกสมรรถนะดินของ USA
    • การจำแนกชั้นสมรรถนะที่ดินสำหรับพืชไร่
      • ชั้นU-I เหมาะสมที่สุด ไม่มีข้อจำกัดในการปลูกพืช
      • ชั้นU-II เหมาะสมดี มีข้อจำกัดเล็กน้อย
      • ชั้นU-III เหมาะสม มีข้อจำกัดปานกลาง ต้องการการจัดการดินพิเศษ
      • ชั้นU-IV ไม่เหมาะสม มีข้อจำกัดมาก ต้องมีการจัดการดินอย่างพิถีพิถัน
slide70

ชั้นU-V มีข้อจำกัดบางประการซึ่งยากในการแก้ไข ไม่มีผลกระทบต่อการพังทลายดิน

  • ชั้นU-VI มีข้อจำกัดรุนแรงและมากจนไม่สามารถปลูกพืชไร่ได้ เหมาะสำหรับการทำทุ่งหญ้า หรือสวนป่า
  • ชั้นU-VII มีข้อจำกัดรุนแรงและมากจนไม่สามารถปลูกพืชไร่ได้ ไม่เหมาะสำหรับการทำสวนป่า
  • ชั้นU-VIII ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช มักใช้เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า และแหล่งน้ำ
slide71

การจำแนกชั้นสมรรถนะที่ดินสำหรับนาข้าว การจำแนกชั้นสมรรถนะที่ดินสำหรับนาข้าว

      • ชั้นP-I เหมาะสมมากที่สุด ไม่มีข้อจำกัดในการปลูกพืช
      • ชั้นP-II เหมาะสมดี มีข้อจำกัดเล็กน้อย
      • ชั้นP-III เหมาะสมปานกลาง มีข้อจำกัดปานกลาง ต้องการการจัดการดินพิเศษ
      • ชั้นP-IV ไม่เหมาะสม มีข้อจำกัดมาก ต้องมีการจัดการดินอย่างพิถีพิถัน
      • ชั้นP-V ไม่สามารถนำมาใช้ในการปลูกข้าวได้
slide72

การจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน

  • การใช้ที่ดินไม่ถูกต้องเป็นการทำลายคุณภาพ(Quality)และความสามารถในการให้ผลผลิต(Productivity) ของดินให้ลดลง
  • การใช้ที่ดินที่ถูกต้องและเหมาะสมทำได้โดย การวางแผนการจัดการที่ดินที่ดี(Land Use planning) ซึ่งต้องยึดหลักการประเมินที่ดิน(Land evaluation) เป็นหลักโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจดิน (Soil survey)
slide73

การวางแผนการใช้ที่ดิน(Land Use Planning)

  • การวางแผนใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และไม่ทำลายทรัพยากรดินและน้ำ และไม่ทำให้คุณภาพของสิ่งแวดล้อมเลวลง
  • ใช้ที่ดินอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ
slide74

หลักการวางแผนการใช้ที่ดินหลักการวางแผนการใช้ที่ดิน

  • รวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในการใช้ที่ดิน
  • วิเคราะห์ข้อเท็จจริงเหล่านั้น
  • ตัดสินใจที่จะปฏิบัติ
  • ปฏิบัติตามที่ตัดสินใจ
  • ประเมินผลการปฏิบัติที่ได้ดำเนินการแล้ว
slide75

การวางแผนอนุรักษ์ในไร่นาการวางแผนอนุรักษ์ในไร่นา

  • คิดให้รอบคอบและใช้เวลานานพอสมควร
  • ใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • ป้องกันการเสื่อมโทรมของที่ดิน
  • เป็นแผนที่ปฏิบัติได้ง่าย
slide76

วิธีการวางแผนอนุรักษ์ในไร่นาวิธีการวางแผนอนุรักษ์ในไร่นา

  • เลือกวิธีการไถพรวนที่เหมาะสมที่สุดตามชั้นสมรรถนะของที่ดิน
  • เลือกใช้วิธีการทำไร่นาที่ประหยัดและให้ผลผลิตมากที่สุด
  • รักษาและปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน
  • ป้องกันและควบคุมการพังทลายดิน
  • สะดวกในการไถพรวนและการเข้าถึงแปลงเพาะปลูก
  • ใช้น้ำที่มีอยู่ในไร่นาอย่างมีประสิทธิภาพ
slide77

การไถพรวน

  • เป็นการทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช
  • สภาพแวดล้อมของดินเป็นสิ่งที่ไม่ถาวรทำให้สภาพดินเลวลงซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ดินขณะที่จะไถพรวน
slide78

วิธีการไถพรวนที่เป็นการอนุรักษ์ดินวิธีการไถพรวนที่เป็นการอนุรักษ์ดิน

  • การไถพรวนตามแนวระดับ(Contour tillage)
  • การไถพรวนโดยปล่อยให้เศษเหลือพืชอยู่ที่ผิวดินและอยู่ใต้ผิวดิน
      • Sod plant
      • Till plant
      • Chisel and plant
      • Disc and plant
      • Strip tillage
slide79

วิธีการไถพรวนที่เป็นการอนุรักษ์ดิน (ต่อ)

  • การไถพรวนน้อยที่สุด(Minimum tillage)
    • ทำให้ปริมาณน้ำไหลบ่าบนผิวดินลดลง
    • เกิดการเก็บกักน้ำที่ผิวดิน
    • น้ำซึมลงไปในดินได้มาก
  • การไถพรวนทำลายชั้นดินที่แน่นทึบ (SubSoiling)
    • ทำลายอุปสรรคที่ทำให้น้ำไหลซึมลงในดินได้ช้า
    • ลดข้อจำกัดการเจริญเติบโตของรากพืช
slide80

การจัดการธาตุอาหารพืชการจัดการธาตุอาหารพืช

  • คลุมดินได้มากกว่า=> ลดการไหลบ่าของน้ำบนผิวดินและแรงปะทะของเม็ดฝน
  • เศษเหลือของพืชมาก
  • ซึมน้ำได้ดีเนื่องจากพืชใช้น้ำจากดินมากและคุณสมบัติทางกายภาพของดิน
  • ป้องกันการพังทลายที่เกิดจากน้ำได้
  • รากพืชลดการพังทลายดิน
slide81

การจัดการน้ำ(Water Management)

  • ลดปริมาณน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดิน
  • ลดความเร็วของน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดิน
  • ปรับความชื้นดินให้อยู่ในระดับที่ทำให้อนุภาคดินถูกพัดพาไปโดยน้ำได้น้อยที่สุด
  • ปรับความชื้นของดินเพื่อให้รากพืชและจุลินทรีย์ดินเจริญเติบโตดีที่สุด
  • ทำให้ความชื้นที่มีอยู่ในดินเป็นประโยชน์มากที่สุด
slide82

การป้องกันไม่ให้ดินเปียกมากเกินไปการป้องกันไม่ให้ดินเปียกมากเกินไป

  • ปรับปรุงโครงสร้างดินเพื่อให้การระบายน้ำในดินดี
  • ทำทางระบายน้ำเพื่อลดระดับน้ำใต้ดิน
  • เพิ่มการคายน้ำของพืช => ปลูกพืชมาก
  • ลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ
slide83

การป้องกันไม่ให้ดินแห้งเกินไปการป้องกันไม่ให้ดินแห้งเกินไป

  • ปรับปรุงโครงสร้างดินเพื่อลดการซึมน้ำ
  • เพื่อความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน
  • เพิ่มความลึกของการไชชอนของราก
  • อย่าปลูกพืชมากเกินไป
  • ควบคุมวัชพืช
  • ลดการระเหยน้ำโดยการคลุมดิน
  • ป้องกันการไหลบ่าของน้ำที่มารวมกันเป็นร่อง
slide84

การจัดการอินทรียวัตถุการจัดการอินทรียวัตถุ

  • เป็นแหล่งพลังงานและคาร์บอนแก่จุลินทรีย์ดิน
  • เพิ่มปริมาณเม็ดดินที่มีเสถียรภาพต่อน้ำ
  • เพิ่มความพรุนของดินและการถ่ายเทอากาศของดิน
  • เพิ่มการแทรกซึมของน้ำ(Infiltration)
  • เพิ่มการซาบซึมของน้ำ(Percolation)
  • วัสดุคลุมดิน
  • เพิ่มธาตุอาหารพืชในดิน
slide85

การเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดินการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน

  • ใส่เศษเหลือของพืชลงในดิน
  • ใส่ปุ๋ยพืชสด
  • ใส่ปุ๋ยคอก
  • ใส่ปุ๋ยหมัก
  • ใส่PeatและMuck
  • เศษเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมเช่นSludge
slide86

การพังทลายดินที่ยอมให้เกิดขึ้นได้การพังทลายดินที่ยอมให้เกิดขึ้นได้

  • ยึดถือเอาจำนวนดินที่สูญเสียไป แต่ความสามารถในการให้ผลผลิตของดินนั้น ยังคงรักษาให้อยู่ได้ในระดับเดิมตลอดไป
  • ข้อควรคำนึง
  • อัตราการพังทลายไม่ควรเกินอัตราการเกิดดิน
  • ดินต้องมีความลึกมากพอเพื่อให้เป็นที่เก็บกักน้ำ
  • ธาตุอาหารและอินทรียวัตถุไม่ควรถูกเคลื่อนย้ายไปในอัตราส่วนที่มากกว่าอัตราที่ใส่ทดแทนลงไปในดิน
slide87

การกำหนดขีดจำกัดให้แน่นอนค่อนข้างการกำหนดขีดจำกัดให้แน่นอนค่อนข้าง

จะลำบากเนื่องจากปัจจัยหลายอย่างที่เป็น

ตัวกำหนดขีดจำกัดที่ยอมให้เกิดการพังทลายนี้

ไม่สามารถวัดได้ทางปริมาณตัวเลข

slide88

วิธีการอนุรักษ์ดิน

  • วิธีเกษตรกรรม (Agronomic Methods)
  • วิธีพืช(Vegetative Methods)
    • พืชคลุมดิน
    • พืชหมุนเวียน
    • พืชตามแนวระดับ
    • วัสดุคลุมดิน
  • วิธีกล (Mechanical Methods)
    • การไถพรวนดินตามแนวระดับ
    • สร้างคันดินกั้นน้ำ (Terrace)
    • คูรับน้ำรอบเขา (Hillside ditch)
    • คันดินเบนน้ำ
slide89

พืชคลุมดิน(Cover crops)

พืชคลุมดิน => พืชที่ปลูกหรือหว่านให้มีการเจริญเติบโตหนาแน่นเพื่อให้การคุ้มกันดินและทำให้ดินมีสภาพเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช

ความสำคัญของพืชคลุมดิน

  • สกัดกั้นฝนที่ตกลงมาด้วยร่มใบของพืช
  • ลดความเร็วของน้ำที่ไหลบ่าและลดการกัดเซาะของน้ำ
  • รากพืชทำให้ดินแตกเป็นก้อนเล็กๆ
  • การคายน้ำของพืชมีผลทำให้ดินแห้งลง
slide90

ประสิทธิภาพการคลุมดิน (E)

ขึ้นกับปริมาณพืชและการกระจายของพืชนั้นในพื้นที่

ปริมาณของพืช (W) = น้ำหนักของพืชต่อหน่วยพื้นที่

การกระจายของพืช (D) = เปอร์เซ็นต์ของผิวดินที่ได้รับการ ปกคลุมดิน

E = W x D

Sreenivas (1947)

E = B – C x 100

B

E = ประสิทธิภาพการคลุมดินของพืช

B = น.น. ของดินที่กระเด็นจากแปลงที่ไม่มีพืชขึ้นปกคลุม

C = น.น. ของดินที่กระเด็นจากแปลงที่มีพืชขึ้นปกคลุม

slide91

ประสิทธิภาพการคลุมดินของพืชคลุมดินประสิทธิภาพการคลุมดินของพืชคลุมดิน

พืชที่คลุมดินดีเลิศ 75 - 100 %

พืชที่คลุมดินดี 50 - 75 %

พืชที่คลุมดินปานกลาง 25 - 50 %

พืชที่คลุมดินน้อย 0 - 25 %

slide92

การปลูกพืชคลุมดิน (Cover Cropping)

  • ปลูกในระยะเวลาที่ไม่มีพืชหลัก
  • อาจใช้เป็นพืชกึ่งถาวรได้ (Semi-permanent)
  • อาจจะปลูกบนแปลงพืชหรือบนดินตามขั้นบันได

พืชที่มีผลต่อประสิทธิภาพการคลุมดิน

  • การปกคลุมดินของพืช
  • ปริมาณและน้ำหนักของพืชที่ปกคลุมดิน
  • ความหนาแน่นของการเจริญเติบโตของกิ่งก้านใบ
  • ความสูงเฉลี่ย
slide93

ผลของการใช้พืชคลุมดินที่มีต่อการพังทลายของดินผลของการใช้พืชคลุมดินที่มีต่อการพังทลายของดิน

  • ฝนกับพืชคลุมดิน (Rainfall and plant cover)
  • - บางส่วนของน้ำจะระเหยไปก่อนที่จะเคลื่อนที่ลงสู่ผิวดิน
  • - ลดพลังงานจลน์ของเม็ดฝนที่ตกลงมาปริมาณและน้ำหนักของพืชที่ปกคลุมดิน
slide94

เปอร์เซ็นต์ของปริมาณฝนทั้งหมดที่ทะลุฝ่าร่มใบของพืชเปอร์เซ็นต์ของปริมาณฝนทั้งหมดที่ทะลุฝ่าร่มใบของพืช

ความหนาแน่นของพืช ถั่วเหลือง ข้าวโพด

(จำนวนต้น/ตร.ม.)

0 100.0 100.0

9 62.9 88.4

16 60.7 78.2

25 57.0 65.9

36 44.5 64.3

slide95

พืชคลุมดินกับดิน (Plant cover and soil)

    • ความสูงของพืชคลุมดิน (Height of plant cover) เปอร์เซ็นต์การคลุมดินจะไม่มีประสิทธิภาพในการลดพลังงานของเม็ดฝนถ้าหากว่าร่มใบอยู่สูงจากพื้นดินมาก
    • การเกิดก้อนดิน (Soil aggregation)
  • ต้องการก้อนดินที่มีการจับกันของอนุภาคดิน เกิดเป็น ก้อนดินเล็กๆพืชคลุมดินต้นเตี้ยจะทำให้เสถียรภาพ ของดินมีมากขึ้น
    • รักษาความชื้นในดินให้มากขึ้น
    • สภาพทางฟิสิกส์ของดินแปรปรวนน้อยลงตลอดระยะเวลาในรอบปี
    • ต้านทานการพังทลาย
slide96

ลดการแตกระแหงของผิวดินและเพิ่มการซึมน้ำ (Soil crusting and infiltration)

  • อากาศในดิน (Soil air) พืชปกคลุมดินอยู่จะทำให้ดินมีความพรุนมากกว่าดินที่ไม่มีพืชปกคลุมประมาณ 34 – 53% มีผลทำให้ปริมาตรของอากาศในดินลดลง
  • รากพืชและลำต้นพืช (Plant roots and stems) รากพืชทำให้อนุภาคของดินเกาะกันและการซึมน้ำของดินดีขึ้น
slide97

พืชคลุมดินกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน (Plant cover and fertility)

  • ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง => การพังทลายดินน้อยลง
  • ทำลายความอุดมสมบูรณ์ => ความเป็นกรดของดินเพิ่มขึ้นและโครงสร้างดินถูกทำลาย
  • การมีพืชคลุมดินเป็นสิ่งสำคัญต่อความอุดมสมบูรณ์ดิน
  • พืชคลุมดินสามารถนำธาตุอาหารพืชที่ถูกชะล้างลงไปสู่ส่วนลึกของดินกลับขึ้นมาบนผิวดินได้อีก
  • เน้นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินตามธรรมชาติมากกว่าการใส่ปุ๋ย
slide98

จุดประสงค์ของการปลูกพืชคลุมดินจุดประสงค์ของการปลูกพืชคลุมดิน

  • สกัดกั้นพลังงานที่ติดมากับเม็ดฝนที่ตกลงมาสู่ผิวดิน
  • ลดความเร็วและกระจายการไหลของของน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดิน
  • นำเอาธาตุอาหารพืชที่ถูกชะล้างลงไปสู่ดินชั้นลึกๆกลับขึ้นมาสู่ผิวดิน
  • เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน
  • เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
  • ปรับปรุงโครงสร้างทางฟิสิกส์ของดิน
slide99

หลักในการคัดเลือกชนิดของพืชคลุมดินหลักในการคัดเลือกชนิดของพืชคลุมดิน

  • การเจริญเติบโตดี
  • สามารถเจริญเติบโตร่วมกับพืชอื่นได้ดี
  • ลักษณะการเจริญเติบโตแบบเลื้อยไปบนผิวดิน
  • เมล็ดร่วงหล่นได้เองเมื่อสุกแก่
  • ทนทานต่อความแห้งแล้ง
  • ให้อินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืชแก่ดินได้ดี
  • ต้นเตี้ยและสามารถเจริญเติบโตได้ดีบนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
  • มีความทนทานต่อการเหยียบย่ำหรือการไถพรวน
  • มีรากเจริญเติบโตน้อยหรือบางกรณีควรมีรากตื้น
  • ควรเป็นพืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้
slide100

ชนิดของพืชคลุมดิน

  • จำแนกตามนิสัยการเจริญเติบโตของพืชเป็นหลัก
  • ลำต้นตั้งตรง (Erect type) => ถั่วเขียวเม็ดเล็กโสนปอเทืองอัญชันถั่วพร้าเป็นต้น
  • เลื้อยไปตามผิวดิน (Creeping type) => ถั่วลายถั่วเสี้ยนป่าไมยราบไร้หนามหญ้าขนหญ้าแพรกเป็นต้น
  • จำแนกตามการปรับปรุงดินเป็นหลัก
  • พืชตระกูลถั่ว (Legumes) => ถั่วลายถั่วผีไมยราบไร้หนามและถั่วเสี้ยนป่าเป็นต้น
  • - คลุมดินและเพิ่มปริมาณไนโตรเจนให้แก่ดิน
  • - มักใช้ในสวนยางปาล์มน้ำมันมะพร้าวและสวนผลไม้อื่นๆ
slide101

พืชอื่นๆ (Non-legumes)

  • - คลุมดินและปรับปรุงโครงสร้างทางฟิสิกส์ดิน
  • - มักนิยมปลูกปกคลุมทางน้ำไหล (Waterways)
  • จำแนกตามระยะเวลาการเจริญเติบโตเป็นหลัก
  • พืชอายุสั้น => อายุระหว่าง 3 – 6 เดือนเช่นอัญชันถั่วข้าวถั่วเขียวเม็ดดำและถั่วขอเป็นต้น
  • พืชอายุยาว => อายุมากกว่า 1 ปีเป็นต้นไปเช่นถั่วลายถั่วเสี้ยนป่าและไมยราบไร้หนามเป็นต้น
slide102

ข้อเสียของการปลูกพืชคลุมดินข้อเสียของการปลูกพืชคลุมดิน

  • ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชคลุมดิน เมล็ดพันธุ์และแรงงาน
  • พืชคลุมดินที่เป็นเถาเลื้อยถ้าไม่มีการระวังอาจจะเลื้อยพันธุ์หลักได้
  • ใบของพืชคลุมดินเมื่อแห้งเป็นเชื้อไฟที่ดี
  • เป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลง
  • เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆที่ทำลายพืช
  • อาจเกิดการแย่งน้ำและธาตุอาหารกับพืชหลัก
slide103

พืชหมุนเวียน (Crop Rotation)

การปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่า ลงบนพื้นที่เดียวกันแต่ปลูกไม่พร้อมกันโดยมีการจัดลำดับพืชที่ปลูกอย่างมีระเบียบ (Regular sequence)

หลักการของการปลูกพืชหมุนเวียน

  • พืชต่างชนิดกันมีความต้องการธาตุอาหารแตกต่างกันทั้งชนิดและปริมาณของแต่ละธาตุ
  • พืชมีความสามารถในการหาอาหารในดินแตกต่างกัน
  • พืชแต่ละชนิดมีส่วนประกอบและนิสัยของการเจริญเติบโตต่างกัน
slide104

รากพืชแต่ละชนิดอาจปล่อยสารที่เป็นพิษออกมาแตกต่างกันรากพืชแต่ละชนิดอาจปล่อยสารที่เป็นพิษออกมาแตกต่างกัน

  • พืชแต่ละชนิดจะมีธรรมชาติของๆเสียและเศษเหลือของพืชแตกต่างกัน
  • พืชแต่ละชนิดมีผลต่อปฎิกริยาของดินและการมีปริมาณประจุที่เป็นพิษของดินโดยอ้อมแตกต่างกัน
slide105

ชนิดของพืชในระบบพืชหมุนเวียนชนิดของพืชในระบบพืชหมุนเวียน

  • พืชที่ช่วยสร้างดิน (Soil building crops) => เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและป้องกันการพังทลายดิน
    • ให้การคลุมดินแม้ในขณะที่พืชยังมีอายุน้อย
    • ต้องการการพรวนดินน้อย
    • มีระยะเวลาการเจริญเติบโตสูงสุดพอดีกับเวลาที่มีฝนตกมาก
    • มีการเจริญเติบโตแบบใกล้ชิดและหนาแน่น
    • เศษเหลือของพืชสามารถใช้ปกคลุมดินได้ด้วย
    • มีระบบรากพอสมควร

ใช้บนที่มีความลาดเทปานกลางถึงลาดเทมาก

slide106

พืชที่ช่วยอนุรักษ์ดิน (Soil conserving crops) => มีปริมาณอินทรียวัตถุสูงและป้องกันการพังทลายดินปลูกแล้วมีการรบกวนน้อยและไม่ต้องการการพรวนดินเช่นพืชอาหารสัตว์และธัญพืชเป็นต้น

  • พืชผลาญดิน (Soil depleting crops) => พืชที่ใช้อินทรียวัตถุในดินหมดไปอย่างรวดเร็วรวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆในดินด้วยต้องการการพรวนดินเช่นข้าวโพดฝ้ายยาสูบและอ้อยเป็นต้น
    • ลักษณะลำต้นตั้งตรง
    • มีรากที่ผิวดินน้อยไม่สามารถยึดดินได้มากนัก
    • ต้องการการพรวนดินบ่อยครั้งและมักพรวนในช่วงที่มีการพังทลายดินเกิดขึ้นมาก
    • มักจะปลูกเป็นแถวกว้างๆ
slide107

ประโยชน์ของพืชหมุนเวียนประโยชน์ของพืชหมุนเวียน

  • เพิ่มผลผลิตของพืชที่ปลูก
  • ทำให้ดินมีสภาพทางฟิสิกส์ดีอยู่เสมอ
  • การเพิ่มปริมาณไนโตรเจนในดิน
  • ธาตุอาหารพืชในดินถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ลดการสูญเสียดินจากการพังทลายของดิน
  • การควบคุมวัชพืชแมลงและโรคพืช
  • การกระจายแรงงานมีความสม่ำเสมอมากขึ้น
  • ลดอันตรายกับพืชที่ปลูก
  • ทำให้การใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์และปุ๋ยคอกมีประสิทธิภาพมากขึ้น
slide108

การเพิ่มประสิทธิภาพในระบบพืชหมุนเวียนการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบพืชหมุนเวียน

  • เพิ่มจำนวนครั้งที่ปลูกมากขึ้น
  • ใช้เมล็ดหญ้าผสมถั่ว ซึ่งสามารถปรับตัวได้ดี
    • ดินได้รับการคุ้มกันที่ดี
    • ดินมีสภาพทางฟิสิกส์ที่ดีเพิ่ม N
  • ใส่ปุ๋ยให้กับระบบการปลูกพืชหมุนเวียนอย่างเพียงพอ
  • เพิ่มพืชคลุมดินเข้าในระบบ ฯ
    • ปกคลุมดินตลอดปี
    • เพิ่มปริมาณอินทรีวัตถุ
  • ใช้เศษเหลือของพืชหรือปุ๋ยคอก
  • ปลูกพืชหมุนเวียนร่วมกับวิธีการอนุรักษ์ดินอื่น
    • การทำขั้นบันได
slide109

ผลการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ กับการพังทลายดิน

ระบบการปลูกพืช ค่าเฉลี่ยการสูญเสียดิน

น้ำฝน ดิน

(%) (ตัน/เอเคอร์)

ปล่อยดินว่างเปล่า 30.3 41.1

ปลูกข้าวโพดติดต่อกัน 29.4 19.7

ปลูกข้าวสาลีติดต่อกัน 23.3 10.1

ข้าวโพด-ข้าวสาลี-โคลเวอร์ 13.8 2.8

ปลูก Blue grass ติดต่อกัน 12.0 0.3

slide110

พืชหมุนเวียนตามการป้องกันการพังทลายดินพืชหมุนเวียนตามการป้องกันการพังทลายดิน

  • ทำให้เกิดการพังทลายดินมาก
    • ต้องการการไถพรวนมาก
    • ดินได้รับการปกคลุมน้อยระหว่างฤดูปลูก
    • รากพืชไม่ประสานกันแน่นที่ผิวดิน
    • ปลูกพืชเป็นแถวกว้าง
  • ข้าวโพด ฝ้าย ยาสูบ ถั่วเหลือง และ มันฝรั่ง
  • ทำให้เกิดการพังทลายดินปานกลาง
    • ปกคลุมดินและยึดดินดีกว่ากลุ่มแรก
    • ซากพืชหลังเก็บเกี่ยวจะปกคลุมดินอย่างดี
    • ระยะเวลาเตรียมดินปลูก กำหนดการพังทลาย
  • ข้าวไร่ ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เล่ย์
slide111

พืชหมุนเวียนตามการป้องกันการพังทลายดินพืชหมุนเวียนตามการป้องกันการพังทลายดิน

  • ทำให้เกิดการพังทลายดินน้อย
    • ปกคลุมดินเป็นระยะเวลานานทั้งปี
    • ต้องใช้ปูนเนื่องจากต้องการ pH ปานกลาง
  • แอลฟัลฟา
  • ทำให้เกิดการพังทลายดินน้อยมาก
    • ผิวดินได้รับการปกคลุมดี
    • รากพืชประสานกันแน่นมาก
    • ให้อินทรียวัตถุที่มีความพรุน
slide112

การปฏิบัติในการปลูกพืชหมุนเวียนการปฏิบัติในการปลูกพืชหมุนเวียน

  • เลือกพืชให้เหมาะสมกับดิน ภูมิประเทศ และภูมิอากาศ
  • ต้องมีพืชตระกูลถั่วหรือหญ้าในระบบพืชหมุนเวียน
    • รักษาหรือเพิ่มปริมาณ N และ OM
  • การเลือกลำดับพืช
    • ผลผลิตสูงสุด
    • ควบคุมวัชพืช แมลง และโรค
  • ใช้เป็นอาหารสัตว์ในไร่อย่างเพียงพอ
  • การกระจายแรงงานที่ดี
  • ปลูกในเนื้อที่มาก ๆ
slide113

ชนิดของพืชหมุนเวียน

  • แบ่งตามความสามารถในการปรับปรุงดิน
    • พืชผลาญดิน (Destructive Crop Rotation)
    • พืชคุ้มกันดิน (Constructive Crop Rotation)
  • แบ่งตามเวลาที่ใช้ในการปลูกพืชหมุนเวียน
    • ระยะสั้น (1 – 3 ปี)
    • ระยะยาว (มากกว่า 3 ปี)

พืชหมุนเวียนในประเทศไทย

มีการปฏิบัติกันน้อยมาก ความอุดมสมบูรณ์ดิน ลักษณะภูมิประเทศ ดิน การตลาด ปริมาณน้ำฝน ชนิดวัชพืช โรคและแมลงและความยาวของฤดูปลูก

slide114

การปลูกพืชเป็นแถบสลับ (Strip Cropping)

  • การปลูกพืชหมุนเวียน
    • ปลูกพืชทีมีการเจริญเติบโตอย่างใกล้ชิดกัน
    • ข้างแถบปลูกพืชที่ไม่ให้การคุ้มกันดิน
  • ความกว้างของแถบที่ปลูกพืช
    • ความมากน้อยของความลาดเท
    • ความยาวของความลาดเท
    • การซึมน้ำของดิน
    • ปริมาณและความเข้มของฝน
    • ชนิดและการจัดเรียงชนิดของพืช
    • ขนาดของไร่นา
    • ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
slide115

ความกว้างของแถบอยู่ระหว่าง 60 – 150 ฟุต Cook, 1962

เปอร์เซ็นต์ความลาดเท ความกว้างของแถบ (ฟุต)

2.1 – 7.0 88 – 100

7.1 – 12.0 74 – 88

12.1 – 18.0 60 – 44

18.1 – 24.0 50 - 60

แถบตะวันออกเฉียงเหนือของ USA

W = 168 – 7S

W = ความกว้างของแถบปลูกพืช

S = ความมากน้อยของความลาดเท (%)

ใช้กับความลาดเท 3 – 8 %

slide116

แถบตะวันตกกลางของ USA

เปอร์เซ็นต์ความลาดเท ความกว้างของแถบ (ฟุต)

ดินดี ปานกลาง เลว

4.0 – 10.0 125 100 75

10.0 – 15.0 100 75 60

15.0 – 20.0 60 60 60

slide117

การคลุมดิน (Mulching)

  • การคลุมดินด้วยวัสดุต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ
    • เศษเหลือของพืช
    • ขี้เลื่อย
    • มูลสัตว์ต่าง ๆ
    • วัสดุที่สังเคราะห์ขึ้น
slide118

วัตถุประสงค์ของการคลุมดินวัตถุประสงค์ของการคลุมดิน

  • ป้องกันการพังทลายดินที่เกิดจากฝน
  • เพื่อเป็นการอนุรักษ์น้ำในดิน
  • รักษาอุณหภูมิของดิน
  • ลดการเจริญเติบโตของวัชพืช
  • รักษาโครงสร้างของดิน
slide119

ข้อควรพิจารณาในการใช้วัสดุคลุมดินข้อควรพิจารณาในการใช้วัสดุคลุมดิน

  • ชนิดของพืชที่ต้องการคลุมดิน
  • วัสดุคลุมดินหาได้จากที่ใด
  • วัสดุคลุมดินจะปล่อยไว้บนผิวดินหรือคลุกเคล้า
  • ควรใช้อัตราเท่าใด
  • เวลาในการคลุมดิน
  • การคลุมดินจะเป็นอุปสรรคต่อการพรวนดินหรือไม่
  • มีผลกระทบต่อพืชปลูกหรือไม่
  • วิธีการใส่ปุ๋ยจะทำอย่างไร
slide120

ผลของวัสดุคลุมดินและความลาดเทต่อการไหลบ่าผลของวัสดุคลุมดินและความลาดเทต่อการไหลบ่า

ความลาดเท การสูญเสียน้ำจากการไหลบ่า (มม.)

(%) อัตราของวัสดุคลุมดิน

0 2 4 6

1 128.5 30.2 2.5 0.0

5 137.1 64.9 18.2 4.0

10 87.4 28.3 13.8 8.8

15 80.4 39.9 30.6 7.8

เฉลี่ย 107.6 40.8 16.3 5.1

slide121

ผลการคลุมดินที่มีต่อคุณสมบัติดินผลการคลุมดินที่มีต่อคุณสมบัติดิน

  • สภาพทางฟิสิกส์ของดิน
    • การเปลี่ยนแปลงความชื้นและอุณหภูมิดินน้อยลง
    • ดินมีความต้านทานต่อการแตกกระจาย
    • ดินมีความพรุนมากขึ้น
    • เพิ่มความสามารถในการซึมน้ำของดิน
    • น้ำไม่ถูกขังบนผิวดินนานเกินไป
    • ปรับปรุงโครงสร้างของดิน
    • ลดปริมาณน้ำที่ไหลบ่าและการพังทลายดินที่เกิดจากน้ำ
slide122

ผลการคลุมดินที่มีต่อคุณสมบัติดิน (ต่อ)

  • สภาพทางเคมีของดิน
    • ตรึง N ให้อยู่ในรูปอินทรีย์ในระยะสั้น
    • มีการตรึง P ชั่วคราว
    • ลดความเป็นประโยชน์ของ K
    • การสูญเสียธาตุอาหารพืช
  • สภาพทางชีวภาพของดิน
    • เพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน
    • เพิ่มจำนวนแมลง ศัตรูพืช
    • พืชพรรณต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ง่าย
    • มีผลต่อผลผลิตพืช
slide123

ข้อเสียของการคลุมดิน

  • วัชพืชมาก
  • โรคและแมลงรบกวน
  • เป็นพิษกับพืช
  • เกิดน้ำไหลบ่า พัดพาเอาวัสดุคลุมดินไป
slide124

การป้องกันการพังทลายดินโดยวิธีกลการป้องกันการพังทลายดินโดยวิธีกล

  • เกี่ยวกับงานดิน (Earth Work) และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
  • ดัดแปลงลักษณะภูมิประเทศของผิวดิน
    • ทำให้ความยาวความลาดเทลดลง
    • ลดความลาดเทลง
    • การสร้างสิ่งกีดกั้นการไหลของน้ำไหลบ่า
    • การสร้างที่เก็บกักน้ำบนผิวดิน
  • เสียค่าใช้จ่ายสูงและต้องการการออกแบบถูกต้อง
  • ปฏิบัติร่วมกับวิธีพืช
slide125

การไถพรวนและปลูกพืชตามแนวระดับการไถพรวนและปลูกพืชตามแนวระดับ

  • เป็นการปลูกพืชตามแนวระดับ โดยมีการไถพรวนเพื่อให้เกิดแนวสันดิน ขนาดของแนวแตกต่างกัน ขึ้นกับสภาพความลาดชัน และความยาวความลาดเทของพื้นที่นั้น ๆ
    • ลดความเร็วและปริมาณของน้ำไหลบ่า
    • เพิ่มเนื้อที่ในการเก็บน้ำ (ลดปริมาณน้ำไหลบ่า)
    • เบนน้ำที่มีปริมาณมากให้ออกจากพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
slide126

การออกแบบ Contouring

  • ทำเส้นระดับเส้นแรก
    • เริ่มจากบริเวณที่สูงสุดในบริเวณไร่นา
    • เดินลงมาทางทิศที่ชันที่สุด ประมาณ 50 เมตรแล้วปักหลักแรก
    • หาเส้นระดับหลัก (Contour guide line)
  • พื้นที่ระยะความยาวความลาดเทเกิน 100 ม. ให้ทำเส้นระดับเส้นที่ 2
  • ไถพรวน
  • ปลูกพืชตามแนวระดับ
slide127

จุดสูงสุด

50 เมตร

100 เมตร

การวางเส้นระดับ

การไถพรวน

slide128

ความยาวความลาดเทกับความลาดเท

ความลาดเท (%) ความยาวความลาดเท (ฟุต)

2 400

4 – 6 300

8 200

10 100

12 80

12 – 14 60

slide129

ข้อดีของ Contouring

  • ป้องกันดินที่ถูกชะล้างได้ประมาณ 0.12 – 17.62 ตัน/ไร่/ปี
  • สงวนน้ำในดินได้ประมาณ 12.7 – 482.6 มม./ปี
  • ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 10%
  • ป้องกันไม่ให้กล้าพืช เมล็ดพืช และปุ๋ยถูกน้ำพัดพาไปได้
slide130

ข้อเสียของ Contouring

  • น้ำไหลบ่าข้ามคันดิน ถ้าระยะความยาวความลาดเทไกลเกินไป
  • สภาพพื้นที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มากเป็นการยากในการไถพรวน
slide131

การทำขั้นบันได (Terracing)

  • เป็นการก่อสร้างคันดินหรือหิน หรือการทำให้เกิดร่องน้ำขึ้นโดยการวางตัวขวางกั้นทิศทางของความลาดเทของพื้นที่
    • ควบคุมการพังทลายดิน
    • อนุรักษ์น้ำ
    • ปรับสภาพพื้นที่ให้ทำการเกษตรได้
slide132

ผลของการทำขั้นบันได

  • แบ่งพื้นที่ในไร่นาออกเป็นพื้นที่ระบายน้ำ โดยแยกออกเป็นส่วน ๆ ไป
  • ลดความลาดชันและความยาวความลาดเท
  • ลดความต้องการการระบายน้ำและการปรับปรุงความสามารถในการให้ผลผลิตของพื้นที่
  • ลดน้ำท่วมที่เกิดจากน้ำไหลบ่า
  • แก้ปัญหาร่วมระหว่างการระบายน้ำและการควบคุมการพังทลายดิน
slide133

การจำแนกขั้นบันได

  • ยึดเอาการทิ้งหรือรวบรวมน้ำไหลบ่า
    • Graded terrace
    • สร้างขึ้นโดยมีร่องน้ำที่มีความลาดเทน้อย
    • ทำในบริเวณที่มีฝนและสภาพดินที่ทำให้เกิดการไหลบ่ามาก
    • นำน้ำที่มากเกินไปออกจากไร่
    • Level terrace
    • สร้างเพื่อขังน้ำให้อยู่บนผิวดินนาน
    • ทำในบริเวณที่มีฝนตกน้อยถึงปานกลาง
    • ยึดน้ำที่ไหลบ่าบนดินให้อยู่กับที่จนกระทั่งซึมลงในดินจนหมด
slide134

ยึดเอารูปร่างและหน้าตัดของขั้นบันได ยึดเอารูปร่างและหน้าตัดของขั้นบันได

    • Bench terrace
    • พื้นที่ที่มีความลาดเทมากกว่า 15 %
    • ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่ใช้เครื่องทุ่นแรงขนาดใหญ่ในการปลูกพืช
    • ค่าใช้จ่ายในการสร้างและบำรุงรักษาสูง
    • ไม่เหมาะกับดินชนิดที่มีดินชั้นบนตื้น
    • Broadbase terrace
    • สามารถใช้เครื่องทุ่นแรงได้
    • แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
    • 1) Channel type และ 2) Level หรือ Ridge type
slide135

14 – 30 นิ้ว

ขึ้นกับขนาดของเครื่องปลูก

10 –18 นิ้ว

ขึ้นกับ ความลาดเทของพื้นที่

ความยาวของความลาดชัน

Level หรือ Ridge type

ต้องกว้างพอสำหรับใช้เครื่องหยอดเมล็ดวิ่งได้ 1 เที่ยว

อย่างน้อย 7 ฟุต

อย่างน้อย 7 ฟุต

Channel type

slide136

การวางผังระบบ Terrace ในไร่นา

  • สำรวจพื้นที่ => ทำ Topographic map
  • จัดระบบ Terrace ให้เข้าและกลมกลืนกับแผนผังของไร่นา
  • จัดระบบทางรถ และทางรถให้สัมพันธ์กับระบบ Terrace
  • จัดวางผังทางระบายน้ำของระบบ Terrace
slide137

cutting

embarking

มาตรฐานของ Terrace ชนิดต่าง ๆ

Bench Terrace

  • Level type => เหมาะกับพื้นที่ที่มีฝนตกปานกลาง
  • Sloping Outward type => เหมาะกับพื้นที่ฝนน้อย
slide138

Sloping Inward type =>เหมาะกับพื้นที่ฝนชุก

  • - ความกว้างขึ้นกับชนิดพืชที่ปลูก
  • - ความยาว=> Level terraceไม่จำกัด
  • => Gradedประมาณ 304 – 548 ม.
  • - ทางระบายน้ำ จำเป็นสำหรับ Sloping inward
  • => ปริมาณน้ำฝน
  • => ความกว้างของคันดิน
  • => ชนิดดิน
slide139

Broadbase Terrace

  • ความยาวของคันดินขึ้นกับลักษณะของฝน คุณสมบัติของดิน (อัตราการซึมน้ำ) และขนาดร่องน้ำ
  • ลักษณะการวางแนวมี 2 ลักษณะ
  • Level terrace
    • มีร่องน้ำอยู่ตามแนวระดับของพื้นที่
    • พื้นที่ที่มีฝนน้อยกว่า 25 นิ้ว/ปี
    • ดินมีการซึมน้ำปานกลาง
    • ดินลึกไม่น้อยกว่า 5 ฟุต มี Clay < 35%
    • ใช้คู่กับวิธีการปฏิบัติบำรุงดิน
slide140

Graded terrace

  • มีการลดหลั่นระดับในร่องน้ำของคันดิน
  • ต้องมีทางระบายน้ำตามธรรมชาติ
  • ร่องน้ำของคันดินลดระดับไปตามทิศทางของทางระบายน้ำ
  • ต้องมีมากพอ เพื่อป้องกันน้ำล้นคันดิน
  • Grade ของร่องน้ำจัดทำได้ 2 ลักษณะ
  • Uniform grade => ร่องน้ำมี Grade ขนาดเดียวกันตลอดความยาว
  • Variable grade => grade ของร่องน้ำเปลี่ยนแปลงตามความยาวของร่องน้ำ
slide141

การกำหนดช่วงห่างระหว่าง Terrace

  • Vertical Interval ความแตกต่างระหว่างระดับของร่องน้ำ 2 ร่องที่อยู่ติดต่อกัน
  • VI = a + S
  • b
  • a และ b = Constant
  • S = land slope above the terrace in present
slide142

Horizontal Interval ระยะทางตามแนวราบระหว่างแนวระดับที่อยู่ติดต่อกัน

  • HI = V.I. x 100 ft.
  • S
slide143

ทางน้ำ (Waterway)

  • Mechanical waterway ปูแต่งร่องน้ำด้วยคอนกรีดอันเป็นการถาวร
  • Vegetated waterwayปูแต่งร่องน้ำด้วยหญ้าหรือพืชอื่นใด
slide144

คูรับน้ำรอบเขา (Hillside Ditch)

  • ร่องน้ำที่จัดทำขึ้น มีขนาดร่องแคบ ๆ ขวางพื้นที่ลาดเทเป็นระยะโดยที่ระดับของร่องลาดไปทางหนึ่ง
  • ประโยชน์
  • เบนน้ำที่ไหลท่วมพื้นที่ให้ออกไปทางที่เตรียมไว้
  • ลดความยาวพื้นที่ลาดเท
slide145

ความเหมาะสมกับพื้นที่ความเหมาะสมกับพื้นที่

  • ใช้ได้บนที่ดินที่มีการไถพรวน
  • ดินมีความลึกเพียงพอ และไม่มีหินหรือทรายมาก
  • ความลาดเทของพื้นที่ไม่ควรเกิน 40 %
  • ความยาวไม่ควรเกิน 400 ฟุต
  • ระดับลดหลั่นลงเป็นระยะของร่องน้ำไม่ควรเกิน 3 %
  • ความลาดเอียงข้างคูไม่ควรเกิน 1:1