History of landscaping
Download
1 / 22

History of Landscaping - PowerPoint PPT Presentation


  • 122 Views
  • Updated On :

ประวัติการจัดสวน (History of Landscaping). อียิปต์. มีตั้งแต่ก่อน 2200 BC เป็นชาติแรกที่พัฒนาทางด้านการจัดสวน สวนมีลักษณะปิด มีรั้วล้อมรอบ ปลูกต้นปาล์มให้ร่มเงา และปลูกไม้เลื้อยคลุมแผงไม้ เช่น องุ่น ไอวี่ สวนอียิปต์มีเฉพาะในพระราชวังของกษัตริย์ บ้านนายทหาร และสถานที่ทางศาสนาเท่านั้น.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' History of Landscaping' - trynt


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

Slide2 l.jpg
อียิปต์

  • มีตั้งแต่ก่อน2200 BCเป็นชาติแรกที่พัฒนาทางด้านการจัดสวน

  • สวนมีลักษณะปิด มีรั้วล้อมรอบ ปลูกต้นปาล์มให้ร่มเงา และปลูกไม้เลื้อยคลุมแผงไม้ เช่น องุ่น ไอวี่

  • สวนอียิปต์มีเฉพาะในพระราชวังของกษัตริย์ บ้านนายทหาร และสถานที่ทางศาสนาเท่านั้น


Slide3 l.jpg
เปอร์เซีย

  • พัฒนามาจากสวนอียิปต์

  • เลียนแบบรูปร่างของพวกเพชร-พลอย เป็นรูปแบบเรขาคณิต เช่นมีคลองอยู่ตรงกลางเป็นรูปกากบาท และมีต้นไม้ล้อมรอบ

  • สวนที่มีชื่อเสียงและเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกคือ The Hanging Garden of Babylon


Slide4 l.jpg
กรีก

  • ส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ และสวนครัว ได้รับอิทธิพลมาจากสวนอียิปต์และสวนเปอร์เชีย

  • นิยมทำเป็นสวนเล็ก ๆ หลังบ้าน


Slide5 l.jpg
โรมัน

  • การจัดสวนจะอยู่ที่จุดศูนย์กลางของบ้านโดยมีเสาซึ่งยึดชายคาบ้านล้อมรอบ

  • สวนส่วนมากจะเป็นบ่อน้ำหรือสระน้ำ

  • Green House ได้สร้างขึ้นในสมัยนี้ ทำด้วยกระจกโปร่งแสง เพื่อปลูกไม้ที่นำมากจากประเทศทางตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ ช่วยให้มีดอกนอกฤดู และเก็บรักษาไม้ที่บอบบางดูแลรักษายาก

  • มีการตกแต่งต้นไม้ (plant sculpture) เป็นรูปปิรามิด สี่เหลี่ยม รูปสัตว์ต่าง ๆ


Slide6 l.jpg
สเปน

  • ได้รับอิทธิพลการจัดสวนของชาวโรมันและชาวมัวร์

  • เป็นสวนแบบผสม มีสวนทั้งอยู่ภายในอาคารและนอกอาคารผสมกัน มีน้ำล้อมรอบเพื่อให้ความร่มเย็น

  • ใช้สวนเป็นสิ่งเชื่อมระหว่างจุต่าง ๆ ของตัวอาคาร

  • แปลนสวนค่อนข้างจะยุ่งยากมาก เน้นสถาปัตยกรรมมากกว่าการออกแบบตกแต่งสวน มีศาลานั่งพักในสวนเพื่อความสะดวกสบายและสวยงาม


Slide7 l.jpg
อิตาลี

  • ส่วนใหญ่จัดอยู่บนเนินเขา ที่ลาดชัน และอยู่ในลักษณะที่คนผ่านไปมาจะมองเห็นได้ง่าย

  • แบ่งเป็น 3-4 ระดับ

    • ชั้นล่างสุดของพื้นที่เป็นทางเข้าสู่ตัวบ้าน จะจัดสวนดอกไม้โชว์แบบ Formal

    • ชั้นสองเป็นที่ตั้งของตัวอาคารแยกจากตัวบ้าน เพื่อใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์

    • ชั้นที่สามปลูกเป็นป่าหนาแน่นเพื่อเป็นการกั้นตัวบ้านออกจากสิ่งอื่น ๆ

    • ชั้นสุดท้ายเป็นที่ตั้งของตัวบ้านหรือคฤหาสน์


Slide8 l.jpg

  • นิยมให้มีซุ้มไม้เลื้อย หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข 3 ด้าน

  • ใช้ต้นไม้ที่ตัดเป็นรูปร่างต่าง ๆ (topiary) และตัดต้นไม้ให้เป็นลักษณะแบนแทนผนังหรือรั้ว (espalier)

  • นิยมประดับสวนด้วยรูปปั้น และน้ำ ทำให้สวนมีลักษณะคล้ายพิพิธภัณฑ์


Slide9 l.jpg
ฝรั่งเศส หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

  • นิยมตัดแต่งต้นไม้เป็นรูปทรงต่าง ๆ (topiary) มากที่สุดเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ

  • นิยมปลูกเรือนพักผ่อน ศาลาในสวน และมีแปลงดอกไม้ประกอบทางเท้า

  • เป็นสวนที่มีระเบียบแบแผน เช่นแบ่งสวนออกเป็นส่วนต่าง ๆ มีสวนผัก ผลไม้ น้ำตก และน้ำพุ และที่พักผ่อนหย่อนใจ

  • Andre ’Le Notre(1613-1700) ออกแบบ Vaux Le Vicomte และ Versailles สวนในพระราชวังแวร์ซายส์ สร้างในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

  • อิทธิพลของการออกแบบของ Andre มีผลในอังกฤษ ฮอลแลนด์ ออสเตรีย เยอรมัน รัสเซีย


Slide10 l.jpg
อังกฤษ หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

  • ได้รับอิทธิพลจากสวนฝรั่งเศสและอิตาลี นิยมจัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

  • การจัดสวนที่มีลักษณะหรูหรา ฟุ่มเฟือยและใช้เนื้อที่ในการจัดสวนมาก

  • ไม้ดอกตกแต่งเป็นลดลายเรขาคณิตล้อมรอบด้วยต้นไม้ หรือไม้พุ่มเตี้ย

    มีซุ้มไม้เลื้อย รูปปั้น น้ำ และอื่น ๆ ประกอบกันเป็นสวนแบบ formal

  • ในศตวรรษที่ 18 เริ่มมีการจัดสวนแบบธรรมชาติ (Naturalistic) เน้นให้ต้นไม้และสิ่งต่าง ๆ เติบโตสวนงามตามธรรมชาติ


Slide11 l.jpg
อเมริกา หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

  • สวนเป็นแบบ formal เลียนแบบสวนยุโรป

  • เริ่มมีการจัดตั้ง Botanical garden โดยรวบรวมพรรณไม้จากเอเชียและที่อื่น ๆ

  • ทางเหนือและใต้ของอเมริกาสวนมีลักษณะคล้ายคลึงกับสวนอังกฤษ เช่น Williamsburg

  • ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้และมหาสมุทร Pacific ได้รับอิทธิพลจากสเปน

  • ปัจจุบันสวนไม่มีข้อจำกัดในเรื่องรูปทรงเลขาคณิตตามแบบ formal และสามารถจัดสวนได้ทุกส่วนของบ้าน


Slide12 l.jpg
สแกนดิเนเวีย หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

  • บ้านส่วนใหญ่จะอยู่ริมทะเลสาบและล้อมรอบด้วยป่าไม้ Birch และสน ทำให้มีการปลูกไม้ดอกสีสันสดใสรอบ ๆ บ้าน แต่ไม่ได้มีแบบแผนในการจัดสวน ปลูกตามใจชอบ


Slide13 l.jpg
จีน หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

  • สวนมีขนาดเล็ก และมีเนื้อที่จำกัด เนื่องจากมีประชากรมาก

  • เน้นเรื่องการปลูกพืชที่สามารถทำเป็นยารักษาโรค และปลูกพืชผักเพื่อเป็นอาหาร

  • ในสมัยราชวงศ์ถังและหมิง ศิลปะการจัดสวนเจริญสูงสุด

  • ศาสนาพุทธมีอิทธิพลต่อการจัดสวนแบบจีน นั่นคือการเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ

  • มีการย่อส่วนสวนจริงๆ ลงในเนื้อที่จำกัด มีต้นไม้ หิน และสิ่งอื่น ๆ ที่มีสัญญลักษณ์และความหมาย


Slide14 l.jpg
จีน หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

  • มีการจัดสวนประกอบหลุมฝังศพและสวนภายในวัด

  • สวนจีนจัดเพื่อมองดูและชื่นชมเท่านั้น ไม่ได้เพื่อเดินเล่นหรือนั่งเล่น


Slide15 l.jpg
ญี่ปุ่น หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

  • ได้รับอิทธิพลจากจีน

  • มีการใช้อุปกรณ์ต่างๆแสดงสัญลักษณ์และการแสดงออกทางปรัชญา

  • ต้นไม้จะเลือกที่มีความหมายของความสงบสดชื่น อายุยืนนาน

  • นิยมใช้หินในการจัดสวน เพราะหินมีลักษณะที่งดงามและมีความหมายในตัวของมันเอง เช่น เป็นตัวแทนของภูเขา เกาะแก่ง

  • สวนญี่ปุ่นมีผลและอิทธิพลต่อการจัดสวนในประเทศต่าง ๆ มาก


Slide16 l.jpg

ข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข


Slide17 l.jpg

ปัญหาของการจัดสวน หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

  • พื้นที่ (Land)

  • โครงสร้างและตัวอาคาร (Structure and Building)

  • คน (People)


Slide18 l.jpg
1. หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุขพื้นที่

  • ภูมิอากาศ

    • อุณหภูมิ ความร้อน หนาว แห้ง ชื้น จำนวนฝนที่ตก แสงแดด และทิศทางลม

  • ลักษณะพื้นที่

    • ความลาดเอียงของพื้นที่สูงต่ำ แบ่งความลาดเอียงเป็น 3 ชนิด

      1. ที่ราบ มีความลาดเอียงไม่เกิน 5% เหมาะเป็นที่ตั้งของบ้าน หรือประโยชน์ใช้สอยนอกบ้าน แต่ปัญหาเรื่องการระบายน้ำ ดินในพื้นที่ราบจะมีความอุดมสมบูรณ์สูง


Slide19 l.jpg

2. หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุขที่ลาดเอียง มีความลาดเอียง 10-12% มีการระบายน้ำดี แต่ต้องมีการปรับระดับดินทำให้ค่าแรงงานแพง

3. ที่ลาดชัน มีความลาดเอียงมากกว่า 12% มีค่าใช้จ่ายในการปรับระดับดินสูง ไม่สะดวกต่อการใช้ประโยชน์ แต่พื้นที่ลาดชันจะทำให้ได้มุมมองและวิวที่งดงามและน่าสนใจมากที่สุด

  • พรรณไม้

    • พรรณไม้เดิม เป็นเดิมก่อนที่คนจะเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณนั้น

    • การปลูกพืชเพื่อการเกษตร มีการปลูกพืชผัก ผลไม้ ทำให้เกิด landscape แบบชนบท

    • การปลูกไม้ประดับ ปลูกเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น เป็นแนวรั้ว กันลม


Slide20 l.jpg

  • ดิน หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข

    • ลักษณะต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง


Slide21 l.jpg
2. หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุขโครงสร้างและตัวอาคาร

  • ควรทราบวัสดุที่ใช้และรูปร่างของตัวอาคารเพื่อหาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบ้านและสวน

  • ควรทราบถึงโครงสร้างต่าง ๆ ภายในบริเวณบ้านที่ต้องเกี่ยวข้องกับการจัดสวน เช่น ท่อน้ำ ท่อไฟ ท่อสายโทรศัพท์ ทางระบายน้ำ ตำแหน่งของก๊อกน้ำ สวิทช์ไฟ

  • ควรหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของบ้านและสวน ความสัมพันธ์ของบ้านต่อสภาพแวดล้อม เช่น มีตลาด สถานที่พักผ่อน และสวนสาธารณะอยู่ใกล้ไกลแค่ไหน


Slide22 l.jpg
3. หรือเรือนกล้วยไม้ที่มุข คน

  • ต้องทราบความต้องการของครอบครัวที่เป็นเจ้าของสถานที่นั้น ๆ

  • อายุและเพศทำให้ลักษณะการออกแบบแตกต่างกันออกไป

  • ความต้องการของการจัดสวนจะเปลี่ยนไปทุก 6 หรือ 7 ปี ถ้าครอบครัวนั้นมีเด็ก


ad