บทที่ 5 การบริหารโครงการด้วย PERT & CPM - PowerPoint PPT Presentation

rane
5 pert cpm n.
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
บทที่ 5 การบริหารโครงการด้วย PERT & CPM PowerPoint Presentation
Download Presentation
บทที่ 5 การบริหารโครงการด้วย PERT & CPM

play fullscreen
1 / 46
Download Presentation
บทที่ 5 การบริหารโครงการด้วย PERT & CPM
736 Views
Download Presentation

บทที่ 5 การบริหารโครงการด้วย PERT & CPM

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

  1. บทที่ 5การบริหารโครงการด้วยPERT & CPM

  2. บทนำ ในการดำเนิน/บริหารโครงการให้มีประสิทธิภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสิ่งที่จำเป็น คือ การดำเนินการจัดการโครงการที่ต้องดำเนินการก่อนให้เสร็จสิ้น แล้วจึงค่อยดำเนินการต่อ ซึ่งบางครั้งต้องทำตามลำดับก่อนหลัง แต่บางโครงการสามารถดำเนินพร้อมกันได้ ดังนั้น การวิเคราะห์ที่นำมาใช้นั้น คือการบริหารโครงการด้วย PERT & CPM

  3. ความหมาย การบริหารโครงการจึงเป็นการวางแผนการปฎิบัติงานย่อยต่างๆ ว่าควรปฎิบัติงานใดก่อนหลังเพื่อทำให้ทั้งโครงการสามารถเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

  4. เทคนิคที่ใช้ในการบริหารโครงการเทคนิคที่ใช้ในการบริหารโครงการ เทคนิคที่นิยมใช้ได้แก่ *เทคนิคGantt Chart (เหมาะสำหรับโครงการเล็ก) *PERT (Program Evaluation Research) *CPM (Critical Path) (เหมาะสำหรับโครงการ ใหญ่)

  5. เทคนิค Gantt Chart เป็นเทคนิคที่วางแผนเกี่ยวกับเวลาในการปฏิบัติงานย่อยต่างๆ โดยมีระยะเวลาในการเริ่มต้น และสิ้นสุดโครงการ โดยมีการเขียนลำดับการทำงาน และมีการแสดงงานย่อย ๆ ในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน

  6. ตัวอย่าง 5.1 โครงการสร้างบ้านหลังหนึ่ง ประกอบด้วยงายย่อย 7 งาน รายละเอียด ดังนี้

  7. รูป 5.1 Gantt Chart แสดงลำดับและระยะเวลาดำเนินการของงานย่อยในโครงการสร้างบ้าน

  8. ข้อดีของ Gantt Chart 1. สามารถระบุระยะเวลาที่โรงการจะเสร็จได้อย่างชัดเจน 2. สามารถระบุได้ว่ามีงานใดบ้างที่สามารถดำเนินงานไป พร้อม ๆ กันได้ 3. สามารถบอกระยะเวลาที่สามารถเลื่อนการปฏิบัติงาน ได้ ทำให้สามารถระบุเวลาที่เหลือได้ โดยเลื่อนเวลาออกไป ในบางงาน ข้อเสียของGantt Chart สามารถใช้ได้ดีในกรณีที่เป็นโครงการขนาดเล็ก หรือมีขนาดใหญ่ไม่มาก แต่ถ้าเป็นโครงการที่เป็นขนาดใหญ่ ๆ มีงานย่อยจำนวนมาก จะทำให้ดูและวิเคราะห์ยุ่งยากมากกว่า ซึ่งอาจไม่เหมาะสม

  9. วัตถุประสงค์การใช้PERT & CPM 1. เพื่อช่วยในการบริหารทรัพยากรในโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2. ลดระยะเวลาในการดำเนินงาน สามารถลด/เพิ่ม/เร่งระยะในการดำเนินงานใน แต่ละขั้นตอนได้ ** โดยการคำนวณหา ทางวิกฤติ/Critical activity) และเส้นทางวิกฤติ (Critical path)มาใช้ในการควบคุมโครงการ และการบริหารทรัพยากร

  10. ขั้นตอนของเทคนิค PERT & CPM ขั้นที่ 1 ศึกษารายระเอียดของโครงการประกอบด้วยงานย่อยอะไรบ้าง เรียงลำดับงานย่อยต่างๆ ขั้นที่ 2 จากขั้นที่ 1 นำความสัมพันธ์ของงายย่อยต่างๆ ในโครงการทั้งหมดมาเขียนข่ายงาน (Network) เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของงานย่อยต่างๆ ตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดโครงการ ขั้นที่ 3 คำนวณหาเส้นทางวิกฤติ (Critical path) โดยพิจารณาจากเส้นทางในข่ายงาน ขึ้นที่ 4 ใช้ข่ายงานที่เขียนมาเพื่อช่วยในการวางแผน จัดตารางการทำงาน

  11. สัญลักษณ์และความหมายของ การสร้างข่ายงาน ข่ายงาน (Network) จะแสดงถึงความสัมพันธ์ของงาน ลำดับของงาน ระยะเวลาที่ใช้ของ แต่ละงายย่อย งานย่อย/กิจกรรม (Task/Activity) หมายถึง ส่วนหนึ่งของโครงการที่จะต้องใช้ทรัพยากร โดยจะใช้สัญลักษณ์ แทน จุดเริ่มต้นจะแสดง การเริ่มต้นทำงาน จุดสิ้นสุดจการปฎิบัติงานหรือทำงานเสร็จ รูปที่ 5.2

  12. เหตุการณ์ (Event)หมายถึง จุดเริ่มต้นสิ้นสุดของการปฏิบัติงาน โดยใช้สัญลักษณ์ ที่ประกอบด้วยตัวเลขที่จะช่วยในการแบ่งแยกจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของเหตุการณ ตัวอย่าง งานหรือกิจกรรมเทียม (Dummy activity)หมายถึง งานที่ไม่ได้มีการปฏิบัติจริงจึงไม่ต้องการเวลาหรือทรัพยากรใดๆ สำหรับการดำเนินการ ซึ่งจะใช้สัญลักษณ์ A (5 วัน) 2 1 รูปที่ 5.3

  13. หลักเกณฑ์ของการสร้างข่ายงานหลักเกณฑ์ของการสร้างข่ายงาน 1. ข่ายงานจะมีจุดเริ่มต้น/สิ้นสุดเพียงโครงการเดียว 2.งานย่อยของแต่ละงานแทนด้วยลูกศรเพียงอันเดียวเท่านั้น C 2 5 A จุดเริ่มต้นโครงการ จุดสิ้นสุดโครงการ 1 6 B E 4 3 D รูปที่ 5.4

  14. 3. งานตั้งแต่ 2 งานขึ้นไปที่เริ่มต้นที่เวลาเดียวกัน จะสิ้นสุดที่จุดเวลาเดียวกันไม่ได้ A 2 A 1 2 1 2 B B 3 ตัวอย่างข่ายงานที่ผิด ตัวอย่างข่ายงานที่ถูก รูปที่ 5.5

  15. 3 จากตัวอย่าง 5.2เขียนข่ายงานได้ ดังนี้ B(2) C(1) A(1) D(5) E(1) F(1) 2 1 4 5 6 7 รูปที่ 5.6 แสดงข่ายงานของโครงการสร้างบ้าน ซึ่งมีส่วนงานย่อย 7 งาน

  16. หัวข้อการวิเคราะห์ข่ายงานหัวข้อการวิเคราะห์ข่ายงาน 1. โครงการมีกิจกรรมใดบ้าง 2. ลำดับความต่อเนื่องของกิจกรรม 3. กำหนดเวลาหรือคำนวณเวลาเฉลี่ยการทำงานของกิจกรรมต่าง ๆ 4. กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมวิกฤต (Critical activity) 5. กิจกรรมใดไม่เป็นกิจกรรมวิกฤต 6. โครงการที่ใช้ CPMคือโครงการที่รู้เวลาการทำงานของกิจกรรม 7. โครงการที่ใช้ PERTคือโครงการที่ต้องคำนวณเวลาเฉลี่ยของกิจกรรม

  17. ตัวอย่าง 5.3จงเขียนข่ายงานของโครงการต่อไปนี้

  18. M(4) 4 5 2 A(3) C(2) D(5) N(3) 1 B(6) G(9) H(3) 7 6 3 รูปที่ 5-7 แสดงข่ายงานของโครงการซึ่งประกอบด้วยงานย่อย 8 งาน

  19. การวิเคราะห์ข่ายงาน หลังจากที่เราสร้างข่ายงานแล้วจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ข่ายงาน เพื่อศึกษาว่าโครงการดังกล่าวจะใช้เวลารวมทั้งสิ้นเท่าใด โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. งานวิกฤติ (Critical activity) เป็นงานที่สำคัญของโครงการ ซึ่งถ้างานวิกฤติไม่เสร็จตามกำหนดจะส่งผลให้งานอื่นล่าช้าตามไปด้วย 2. งานไม่วิกฤติ (Non Critical activity)เป็นงานที่อาจเริ่ม หรือเสร็จช้ากว่ากำหนดได้ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่องานอื่น ๆ

  20. การหางานวิกฤต สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข่ายงาน *เวลาเริ่มต้นที่เร็วที่สุด (Earliest Start : ES) *ระยะเวลาเริ่มต้นที่ช้าที่สุด(Latest Start : LS) *ระยะเวลาเสร็จที่เร็วที่สุด(Earliest Finish : EF) *ระยะเวลาเสร็จที่ช้าที่สุด (Latest Finish : LF) CPM (Critical Path Method) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการบริหารโครงการ โดยการนำกิจกรรมต่าง ๆ มาเขียนเครือข่างแสดงความสัมพันธ์และคำนวณหาเวลาเพื่อควรเริ่มต้นเพื่อทำกิจกรรม และเวลาสิ้นสุดของแต่ละกิจกรรม เพื่อทำให้โครงการสำเร็จโดยใช้เวลาสั้นที่สุด

  21. เทคนิค CPM เทคนิค CPMเป็นเทคนิคที่ทราบระยะเวลาในการปฏิบัติงานย่อยแต่ละงานที่มีขั้นตอนการคำนวณ ดังนี้ *การคำนวณหาเวลาเริ่มที่เร็วที่สุด (ES) และเวลาที่เสร็จเร็วที่สุด (EF) *การคำนวณหาเวลาเริ่มต้นที่ช้าที่สุด (LS) และเวลาที่เสร็จช้าที่สุด (LF) *การคำนวณหาเวลาที่เหลือ (Slack time :S) *การคำนวณหางานวิกฤติ (Critical activity) *คำนวณหาเส้นทางวิกฤติ (Critical path)

  22. การคำนวณหาเวลาเริ่มที่เร็วที่สุด (ES) และเวลาที่เสร็จเร็วที่สุด (EF) การหาค่า ESและ EFจะเริ่มจากจุดเริ่มต้นโครงการหรือหาค่า ESของงานแรกที่ต้องทำและจะหาค่า ESของงานต่อเนื่องจากซ้ายไปขาวจนครบทุกงาน หรือจนจบโครงการ โดยคำนวณค่า EFจากสูตร EF = ES + t โดยที่ tแทน ระยะเวลาปฏิบัติงานของงานนั้น EF 3 ES 2 A 0 t=3 0 1 รูปที่ 5.8

  23. ES EF ตัวอย่างที่ 5.4และการหาค่า ESและ EFของโครงการในตัวอย่างที่ 5.3 จากรูปพบว่างาน Aเริ่มต้นได้ทันที ดังนั้น เวลาเริ่มต้นจึงเริ่มที่ 0 และมีเวลาในการปฏิบัติเท่ากับ 3 (t=3) และสามารถนำมาใส่ตารางเริ่มต้นได้ ดังนี้ A 0 3 1 2 t=3 ES EF รูปที่ 5.9 LS LF

  24. ES EF ตัวอย่างที่ 5.4และการหาค่า ESและ EFของโครงการในตัวอย่างที่ 5.3 B 0 6 1 3 t=6 จากรูป พบว่างาน B เริ่มต้นได้ทันที่ ดังนั้น เวลาเริ่มต้นจึงเริ่มที่ 0 และมีเวลาในการปฏิบัติเท่ากับ 6 (t=6) และสามารถนำมาใส่ตารางเริ่มต้นได้ ดังนี้ ES EF LS LF

  25. EF ES EF ES การหาค่า ESและ EFกรณีที่มีงานก่อนหน้าเพียงงานเดียว จากรูป พบว่า N จะเริ่มต้นได้เมื่องาน Mเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น ดังนั้น ค่า ESของงานNจะต้องเริ่มต้นเมื่องาน Mเสร็จสิ้นหรือ EFของงาน Mมีค่าเท่ากับ ESของงาน Nนั่นเองและค่า EFของงาน Nก็บวกระยะเวลาของงาน Nกับระยะเริ่มต้น 4 0 11 4 รูปที่ 5.10 1 3 2 M=(4) N=(7)

  26. 3 B(1) การหาค่า ESและ EFกรณีที่มีงานก่อนหน้ามีหลายงาน ถ้ากำหนดค่า EFของงานB,Cและ Dดังนี้ EFB = 6 EFC= 5 EFD= 7 ดังนั้น งาน G จะเริ่มได้ ก็ต่อเมื่องาน B C D เสร็จสิ้นแล้ว หมายความว่างานที่เสร็จสุดท้ายคือ งานDดังนั้น ESG = 7 นั่นเอง ทำให้ EFG = 11 C(3) G(4) 4 6 7 D(2) รูปที่ 5.11 5

  27. ตัวอย่างที่ 5.5 จากตัวอย่างที่ 5.3 จงหาค่า ES และ EF ทของทุกงาน รูปที่ 5.12

  28. การคำนวณหาเวลาเริ่มต้นที่ช้าที่สุด (Latest Start Time ; LST)และเวลาเสร็จที่ช้าที่สุด (Latest Finish Time ; LFT) การหาค่า LS LF นั้น จะเริ่มจากจุดสิ้นสุดโครงการย้อนไปทางซ้ายมือ หรือเป็นการคำนวณแบบย้อนกลับ จนถึงจุดเริ่มต้นโครงการ โดยที่เราจะต้องหาค่า LFก่อน จึงจะหาค่า LSได้ ยกตัวอย่าง สามารถคำนวณได้ ดังนี้ LSH = LFH - tH ES EF LS LF รูปที่ 5.13

  29. การค่า LSและ LFกรณีที่มีงานก่อนหน้าเพียงงานเดียว การหาค่า LSและ LFของงาน Gซึ่งมีงานตามหลัง Gเพียงงานเดียว คือ งาน H H G 6 7 3 รูปที่ 5.14 LF LS รูปที่ 5.15

  30. 5 C การหาค่า LSและ LFกรณีที่งานก่อนหน้ามากกว่า 1 งาน ถ้ามีงานตามหลัง B จำนวน 2 งาน คือ งาน C D โดยจะต้องทำงาน B ให้เสร็จก่อน ดังนั้น การหาค่า LF ของงาน B จะต้องพิจารณาจากค่า LS ของงาน C D ก่อนว่างานใดเริ่มก่อน หรือ LFB = min { LSC, LSD} B 3 4 D รูปที่ 5.16 6

  31. ตัวอย่างที่ 5.6 จากตัวอย่างที่ 5.3 จงหาค่า LS และ LF ทของทุกงาน รูปที่ 5.17

  32. การหาเวลาเหลือ (Slack time ; S) คือ เวลาที่เราสามารถขยาย หรือเลื่อนการปฏิบัติงานนั้นออกไป หรือสามารถยืดหยุ่นได้ สามารถคำนวณได้ ดังนี้ S = LS – ES หรือ S = LF - EF

  33. งานวิกฤติ (Critical activity) เป็นงานที่มีเวลาเป็นศูนย์ หรืองานที่มีค่า LS = ES ทำให้ไม่สามารถยืดหยุ่นในการทำงานได้ นอกจากนี้งานวิกฤติยังอาจเกิดจาก LF = EF อีกด้วย จึงไม่สามารถเลื่อนเวลาได้ ดังนั้น งานวิกฤติไม่สามารถเลื่อนเวลาได้ ถ้าหากเลื่อนจะทำให้โครงการเสร็จล่าช้าได้

  34. ตารางที่ 5.2 แสดงค่าเวลาเหลือ และงานวิกฤต ตัวอย่างที่ 5.7 จากงานในตัวอย่างที่ 5.6 นำมาเขียนสรุปค่าเวลาเหลือ และงานวิกฤติได้ดังนี้

  35. เส้นทางวิกฤติ (Critical path) คือ งานวิกฤติที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นโครงการจนสิ้นสุดโครงการ ตัวอย่างที่ 5.8 จากตัวอย่าง 5.7 จงหาเส้นทางวิกฤต วิธีทำ เส้นทางวิกฤต คือ B-D-M-N-H ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 21 สัปดาห์ วิธีการคำนวณหาเส้นทางวิกฤติ 1. หาค่าเวลาเหลือแล้วเลือกงานที่มีเวลาเหลือเป็นศูนย์ดังได้แสดงในตารางที่ 5.2 2. หาเส้นทางที่ยาว/ระยะเวลาสูง ที่สุดในการดำเนินโครงการ เนื่องจากเส้นทางวิกฤตเป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดหรือใช้ระยะเวลาสูงสุด โดยจะแสดงในตัวอย่างที่ 5.9

  36. ตัวอย่างที่ 5.9 จากตัวอย่างที่ 5.3 และ 5.12 สามารถหาเส้นทางที่ยาวที่สุด ดังนี้ * เส้นทางวิกฤต

  37. เทคนิค PERT(Program Evaluation Research Task) เป็นเทคนิคที่ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถทราบระยะเวลาแน่นอนในการปฏิบัติงานย่อยแต่ละงาน โดยผู้บริหารโครงการต้องประมาณระยะเวลาของงานย่อยมา 3 คำ คือ a = ระยะเวลาที่คาดว่าจะทำงานเสร็จได้เร็วที่สุด (Optimistic time) ในกรณีที่ไม่มีอุปสรรคในการปฏิบัติงาน (มองโลกในแง่บวก) b = ระยะเวลาที่คาดว่าจะทำงานเสร็จได้ช้าที่สุด (Pessimistic time) ในกรณีที่มีอุปสรรคมากที่สุด(มองโลกในเง่ลบ) M = ระยะเวลาที่สามารถทำงานเสร็จได้โดยส่วนมาก (Most likely time) ในกรณีทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ

  38. ระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานมีการแจกแจงแบบเบต้า (Beta distribution) โดยมีระยะเวลาเฉลี่ย (Expected activity time ; t )และค่าความแปรปรวน (Variance) ของแต่ละงานดังนี้ ระยะเวลาเฉลี่ย = t = (a+4m+b)/6 ระยะเวลาแปรปรวน = v = สำหรับเทคนิคของ PERTจะเหมือนกับเทคนิค CPMต่างกันตรงที่ CPM จะใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติงานจริง ขณะที่ PERTใช้เวลาเฉลี่ย และความน่าจะเป็นมาเกี่ยวข้อง

  39. ตัวอย่าง 5.10โครงการศึกษาเปรียบเทียบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ก โครงการใช้เวลากี่วัน ข จงหาเส้นทางวิกฤติ ค มีงานใดบ้างที่เลื่อนเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด โดยไม่ทำให้โครงการเสร็จช้ากว่ากำหนด ง จงหาความน่าจะเป็นที่โครงการนี้เสร็จภายใน 28 วัน ตารางที่ 5.3

  40. 2 ขั้นที่ 1 เขียนข่ายงาน D A C 4 1 M G B 3 5 K รูปที่ 5.18 แสดงข่ายงานของโครงการศึกษาเพื่อลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

  41. ขั้นที่ 2 หาระยะเวลาเฉลี่ย (t) และค่าแปรปรวน (V) ของงานย่อยแต่ละงาน ระยะเวลาเฉลี่ยของงาน A = = = = 9 วัน ระยะเวลาแปรปรวนของงาน A = = = = 4

  42. 2 ขั้นที่3หาค่าเวลา (ES,LS) และ (LS,LF) ของแต่ละงานย่อยใส่ในข่ายงาน D A C 4 1 M G B 3 5 K รูปที่ 5.19 แสดงค่า (ES,LS) และ (LS,LF) ของโครงการศึกษาเพื่อลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

  43. ตารางที่ 5.5 แสดงค่า ES,EF ,LS,LF และ Slackของงานย่อย ขั้นที่ 4 หางานวิกฤตและเส้นทางวิกฤต

  44. โครงการนี้ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นโดยเฉลี่ย 24 วัน • เส้นทางวิกฤต คือ A-C-G-M • งานที่สามารถเลื่อนได้ คือ B , D และ K • การหาโอกาสที่โครงการนี้จะเสร็จภายใน 28 วัน ให้ T = ระยะเวลาของเส้นทางวิกฤต (วัน) T , โดยที่ = ระยะเวลาเฉลี่ยของเส้นทางวิกฤต = ค่าแปรปรวนของเส้นทางวิกฤต = +++ = 9+5+6+4 = 24 วัน = +++ = 4+++ = 5 วัน

  45. ต้องการหาพื้นที่ที่แรเงาคือ P (โครงการเสร็จภายใน 28 วัน) = P (T28) ปรับ T เป็น Z โดยที่ Z = P (โครงการเสร็จภายใน 28 วัน) = P ( Z ) = P (Z 1.79) 28 24 T 0 1.79 Z จากตารางปกติมาตรฐาน P (Z 1.79)= 0.963 นั้นคือ โอกาสที่โครงการจะเสร็จภายใน 28 วัน เป็น 0.963 หรือ 96.63%