slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
???????? 11 ?????????????????????????????????? PowerPoint Presentation
Download Presentation
???????? 11 ??????????????????????????????????

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 68

???????? 11 ?????????????????????????????????? - PowerPoint PPT Presentation


  • 251 Views
  • Uploaded on

หน่วยที่ 11 ความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about '???????? 11 ??????????????????????????????????' - paul2


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1
หน่วยที่ 11 ความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ
  • กฎกระทรวง เรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2547 ได้ให้ความหมายของที่อับอากาศ ไว้ว่า เป็นที่ ซึ่งมีทางเข้าออกจำกัด และมีการระบายอากาศไม่พียงพอที่จะทำให้อากาศภายในอยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะและปลอดภัย เช่น อุโมงค์ ถ้ำ บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน้ำมัน ถังหมัก ถัง ไซโล ท่อ เตา ภาชนะ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน
slide2
อันตรายในที่อับอากาศ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม
  • อันตรายจากระดับออกซิเจนไม่เพียงพอ ในบรรยากาศปกติมีค่าประมาณ 21% โดยปริมาตร น้อยกว่า 19.5% หรือ มากกว่า 23.5% จะเป็นอันตราย
  • อันตรายจากอากาศที่ลุกติดไฟได้ มีก๊าซหรือสารไวไฟ ออกซิเจนในอากาศปริมาณมากเกิน 22% เมื่อเกิดประกายไฟ อาจทำให้ลุกติดไฟได้
  • อันตรายจากอากาศพิษ เช่น การเก็บของวัสดุ ในสถานที่อับอากาศ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ของบ่อกำจัดของเสีย งานเชื่อม ตัด บัดกรี จะก่อให้เกิดสารพิษในบรรยากาศ
  • อันตรายทางกายภาพ เช่น จากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า สภาพพื้นที่ ลื่น เปียก น้ำท่วมขัง สภาพแวดล้อม ร้อนหรือเย็นเกินไป
slide3
การปฏิบัติงานในที่อับอากาศนั้นต้องมีการปฏิบัติงานเป็นทีมการปฏิบัติงานในที่อับอากาศนั้นต้องมีการปฏิบัติงานเป็นทีม

ซึ่งประกอบด้วย

  • ผู้อนุญาต
  • ผู้ควบคุมงาน
  • ผู้ช่วยเหลือ
  • และผู้ปฏิบัติตาม
slide4
หนังสืออนุญาตทำงานในที่อับอากาศหนังสืออนุญาตทำงานในที่อับอากาศ
  • หนังสืออนุญาตทำงานในที่อับอากาศ ต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

ที่อับอากาศที่อนุญาตให้ลูกจ้างเข้าไปทำงาน(๒) วัน เวลา ในการทำงาน(๓) งานที่ให้ลูกจ้างเข้าไปทำ(๔) ชื่อลูกจ้างที่อนุญาตให้เข้าไปทำงาน(๕) ชื่อผู้ควบคุมงานตามข้อ ๗(๖) ชื่อผู้ช่วยเหลือตามข้อ ๘

slide5
(๗) มาตรการความปลอดภัยที่เตรียมไว้ก่อนการให้ลูกจ้างเข้าไปทำงาน(๘) ผลการตรวจสภาพอากาศและสภาวะที่อาจเกิดอันตราย(๙) อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิต(๑๐) อันตรายที่ลูกจ้างอาจได้รับในกรณีฉุกเฉินและวิธีการหลีกหนีภัย(๑๑) ชื่อและลายมือชื่อผู้ขออนุญาต และชื่อและลายมือชื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาต
slide6
การประเมินสภาพการทำงานการประเมินสภาพการทำงาน

คือ วิธีการที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทราบว่าในการทำงานนั้นๆ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างไรบ้าง ซึ่งสามารถประเมินได้จากลักษณะของการทำงานในที่อับอากาศนั้นๆ และจากลักษณะของพื้นที่ภายในที่อับอากาศ

ขั้นตอนในการประเมินสภาพการทำงานจากลักษณะของการทำงานในที่อับอากาศ

  • กำหนดงานที่จะทำการประเมิน
  • แยกลำกับการปฏิบัติงาน
  • ชี้ความเป็นอันตราย
  • อธิบายลักษณะและสาเหตุของอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
  • กำหนดมาตรการในการควบคุมและป้องกันการเกิดอันตราย
slide7
วิธีการปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศอย่างถูกต้องและปลอดภัยวิธีการปฏิบัติงานในพื้นที่อับอากาศอย่างถูกต้องและปลอดภัย

จุดมุ่งหมายของการทำงานในที่อับอากาศ คือ

  • การทำงานในกรณีที่มีเหตุจำเป็น
  • การทำงานในกรณีมีการก่อสร้างระหว่างทำงาน
  • การทำงานในกรณีเข้าช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานอยู่
slide8
วิธีการปฏิบัติงานในที่อับอากาศวิธีการปฏิบัติงานในที่อับอากาศ
  • ติดป้าย ที่อับอากาศห้ามเข้า บริเวณที่อับอากาศที่จะเข้าปฏิบัติงาน พร้อมทั้งปิดกั้นพื้นที่
  • ประเมินสภาพอากาศที่พื้นที่ปฏิบัติ ได้แก่ ตรวจสอบปริมาณออกซิเจน ก๊าซไวไฟ ตรวจเปอร์เซ็นการระเบิด ตรวจก๊าซพิษ ไอระเหยที่เป็นพิษ
  • ประเมินสภาพปฏิบัติงาน โดยประเมินจากลักษณะการทำงาน และลักษณะพื้นที่ภายในที่อับอากาศ
  • ทำแผนการปฏิบัติงานและแผนฉุกเฉินสำหรับการเกิดเหตุอันตราย โดยแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนทราบ และปฏิบัติตาม แผนที่กำหนดไว้
  • จัดทำระบบใบอนุญาตเข้าทำงานในที่อับอากาศ
  • ตัดแยกแหล่งพลังงานที่เกี่ยวข้อง
  • จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • ตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงาน
  • นำสำเนาเอกสารใบอนุญาตทำงานติดบริเวณทางเข้า-ออก
slide9
การตรวจสอบเพื่อประเมินอันตรายที่อาจแอบแฝงอยู่การตรวจสอบเพื่อประเมินอันตรายที่อาจแอบแฝงอยู่
  • การตรวจสอบปริมาณออกซิเจน
  • การตรวจสอบเปอร์เซนต์การระเบิด หรือการไวไฟของก๊าซ/ไอระเหยไวไฟ
  • การตรวจสอบก๊าซ/ ไอระเหยที่เป็นพิษ
slide10
เหตุการณ์ฉุกเฉินในที่อับอากาศเหตุการณ์ฉุกเฉินในที่อับอากาศ
  • จัดระดับความรุนแรงได้เป็น 5 ระดับ

1 สถานการณ์ที่ต้องการอพยพผู้ปฏิบัติงานออกจากบริเวณพื้นที่อับอากาศ

2. สถานการณ์ที่เกิดการบาดเจ็บในขณะปฏิบัติงาน

3. สถานการณ์ที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้น

4. สถานการณ์ที่ต้องทำการช่วยชีวิตจากภายนอก

5. สถานการณ์ที่ต้องช่วยชีวิตจากภายใน

slide11
หน่วยที่ 12 การควบคุมป้องกันอัคคีภัยในงานอุตสาหกรรม
  • นิยามที่สำคัญเกี่ยวกับไฟ
  • จุดวาบไฟ (Flash Point) หมายถึง จุดหรืออุณหภูมิต่ำสุดที่ของเหลวจะสามารถระเหยเป็นไอและมีปริมาณมากพอที่จะเกิดการติดไฟในบรรยากาศที่พอดีชั่วขณะหนึ่ง เมื่อมีเปลวไฟไหลผ่านในภาวะมาตรฐาน
  • จุดติดไฟ (Fire Point) หมายถึง จุดหรืออุณหภูมิต่ำสุดที่ไอระเหยของของเหลวผสมกับอากาศจะสามารถเกิดการลุกไหม้หลังจากมีการติดไฟ (Ignite) ปกติอุณหภูมินี้จะสูงกว่าจุดวาบไฟเล็กน้อย
  • ช่วงการติดไฟ หรือช่วงการระเบิด(Flammable or Explosive Range) หมายถึง ช่วงปริมาณที่ไอของของเหลวติดไฟมีปริมาณมากพอในบรรยากาศที่จะเกิดการลุกไหม้หรือระเบิดขึ้นได้เมื่อถึงอุณหภูมิติดไฟ
fire triangle
องค์ประกอบหลักของการติดไฟ (Fire Triangle)
  • ความร้อน (Heat)
  • เชื้อเพลิงหรือสารติดไฟ (Fuel)
  • อากาศหรือออกซิเจน (Oxygen)

เมื่อองค์ประกอบทั้ง 3 องค์ประกอบ มีปริมาณมากเกินพอ (Excess) จะเกิดปฏิกิริยาต่อเนื่อง(Chain Reaction) จนเกิดการลุกลามของไฟได้

slide13
ชนิดของไฟ พิจารณาพื้นฐานของการติดไฟ

แบ่งออกได้ 4 ชนิดคือ

  • ไฟชนิด เอ (Class A) เชื่อเพลิงของแข็ง เช่น ไม้ กระดาษ เศษขยะต่างๆ
  • ไฟชนิด บี (Class B) เชื้อเพลิงที่เป็นของเหลว เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง
  • ไฟชนิด ซี (Class C) สาเหตุจากไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นหลัก
  • ไฟชนิด ดี (Class D) โลหะบางอย่าง ที่ตัวมันเองติดไฟ ได้อย่างดี เช่น

แมกนีเซียม

slide14
การออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยในงานอุตสาหกรรมการออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยในงานอุตสาหกรรม
  • การออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอัคคีภัย (Preventive Design)
  • การออกแบบเพื่อปกป้องโรงงานไม่ให้เกิดอัคคีภัย (Protective Design)
preventive design
การออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอัคคีภัย (Preventive Design)

แนวทางในการควบคุมป้องกัน

  • ศึกษากลไกการเกิดอัคคีภัย การระเบิด เพื่อตัดวงจรไม่ให้เกิด
  • ศึกษาอันตรายของสารเคมีที่เป็นเชื้อเพลิงในโรงงาน
  • ศึกษาปฏิกิริยาที่เกิดระหว่างการเกิดเพลิงไหม้ ให้สามารถดับไฟได้อย่างรวดเร็ว
  • เลือกเครื่องมือ อุปกรณ์การดับเพลิงที่เหมาะสมกับชนิดของโรงงาน เพียงพอ
  • ควบคุมป้องกันแหล่งกำเนินของอัคคีภัย เช่น ต่อสายดิน ถังปฏิกิริยาที่เกิดประจุ
protective design
การออกแบบเพื่อปกป้องโรงงานไม่ให้เกิดอัคคีภัย (Protective Design)

หมายถึงการวางแนวคิดในการออกแบบ เตรียมการ และเตรียมมาตรการต่างๆ ไม่ให้เกิดอัคคีภัย หรือให้มีโอกาสเกิดได้น้อยที่สุด เช่น

  • การจัดวางผังโรงงานให้เหมาะสม ผังเครื่องจักร
  • การออกแบบอาคารโรงงานและเลือกวัสดุที่นำมาใช้
  • ออกแบบให้มีทางออก ทางหนีไฟ ประตูฉุกเฉิน เพียงพอสามารถระบายคนได้ทันกับเหตุการณ์
  • การออกแบบระบบน้ำดับเพลิงให้เหมาะสม กับขนาดและชนิดของโรงงาน
  • การจัดเตรียมระบบพรมน้ำดับเพลิง (Spray System) หรือรับฉีดน้ำอัตโนมัติ
  • การจัดเตรียมระบบฉีดโฟม หรือก๊าซดับไฟ
  • การติดตั้งระบบเตือนภัยเมื่อเกิดเพลิงไหม้ (Fire Alarm System) หรือระบบตรวจสอบไฟชนิดต่างๆ
  • การเตรียมติดตั้งระบบดับเพลิงขนาดเล็ก เพื่อดับไฟเริ่มเกิดก่อนที่จะลุกลามเป็นไฟขนาดใหญ่
  • การจัดเตรียมให้มีระบบการตรวจสอบที่ดี
  • การจัดเตรียมพนักงานให้เหมาะสม เช่น การฝึกอบรมดับเพลิง รองรับแผนฉุกเฉิน
slide17
อุปกรณ์ดับเพลิงโดยทั่วไปจะใช้หลักการดับไฟที่แตกต่างกันอุปกรณ์ดับเพลิงโดยทั่วไปจะใช้หลักการดับไฟที่แตกต่างกัน
  • ลดความร้อนของเปลวไฟทำให้ไฟดับลง
  • ลดปริมาณเชื้อเพลิงที่ติดไฟ เช่น เจือจางปริมาณความเข้มข้นของไอเชื้อเพลิง ลดความร้อนที่เกิดขึ้น หรือปิดปกคลุมผิวเชื้อเพลิงไม้ให้รวมกับอากาศได้
  • ลดปริมาณอากาศหรือออกซิเจนลง ทำให้ไฟดับเมื่อไม่มีอากาศ
  • รบกวนปฏิกิริยาสันดาป หรือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นระหว่างการติดไฟ
slide18

การจัดเตรียมระบบดับเพลิงตามกฎหมายประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการเพื่อความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง พ.ศ. 2534

  • จัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย การจัดอุปกรณ์ดับเพลิง การเก็บรักษาวัตถุไวไฟและวัตถุระบิด รวมถึงการก่อสร้างอาคารที่มีระบบป้องกันอัคคีภัย
  • จัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย เกี่ยวกับการตรวจ อบรม รณรงค์ การดับเพลิง อพยพ บรรเทาทุกข์ และฟื้นฟู
  • มาตรการทางด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับอาคารและทางหนีไฟ
  • เตรียมน้ำสำรองไว้ดับเพลิง
  • จัดให้มีเครื่องดับเพลิงมือถือตามประเภทของเพลิง
  • การเก็บวัตถุไวไฟหรือวัตถุระเบิดชนิดเหลว
slide19
อันตรายจากฝุ่นระเบิด
  • ฝุ่นระเบิดในงานอุตสาหกรรมโดยทั่วไปเกิดเนื่องจากในบรรยากาศมีฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 5 ไมโครเมตร ที่มีความเข้มในระดับที่ระเบิดได้ เป็นเชื้อเพลิง มีระดับความร้อนเหมาะสมและมีออกซิเจนเพียงพอ
slide20
ปัจจัยที่เป็นสาเหตุสำคัญในการระเบิดของฝุ่นขนาดเล็ก มีดังนี้
  • ชนิดของฝุ่นละออง
  • ขนาดของฝุ่นละออง
  • แหล่งกำเนิดประกายไฟ
  • อากาศหรือออกซิเจน
  • ลำดับขั้นตอนของกระบวนการเกิดระเบิด

แนวทางการควบคุมป้องกันฝุ่นระเบิด

  • เปลี่ยนมาใช้สารที่ไม่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก
  • ควบคุมกระบวนการผลิตที่อาจก่อให้เกิดการระเบิดของฝุ่น
  • ลดความเข้มข้นของฝุ่นในบรรยากาศ
  • ลดแหล่งกำเนิดที่ทำให้เกิดความร้อนและแหล่งกำเนิดประกายไฟ
slide21
หน่วยที่ 13 การวางแผนป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉิน

เหตุฉุกเฉิน หมายถึง เหตุการณ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิตและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรืออาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกสถานประกอบการ โดย ที่สถานการณ์นั้นเกินกำลังความสามารถของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานคนใดคนหนึ่งที่จะสามารถควบคุม สถานการณ์ได้ในทันทีทันใด

slide22
ประเภทของเหตุฉุกเฉิน
  • การเกิดเหตุเพลิงไหม้
  • การระเบิด
  • สารเคมีรั่วไหล
slide23
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและ ระงับเหตุฉุกเฉินในประเทศไทย
  • ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ
  • พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2536 และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
  • ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542 เรื่องมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินงาน
slide24
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการระงับเหตุฉุกเฉินหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการระงับเหตุฉุกเฉิน
  • นิคมอุตสาหกรรม
  • กรมควบคุมมลพิษ

แนวคิดในการวางแผนป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉิน

ภาวะฉุกเฉินระดับที่ 1

ภาวะฉุกเฉินระดับที่ 2

ภาวะฉุกเฉินระดับที่ 3

slide25
ประเภทของแผนป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉิน แบ่งเป็น 3 ประเภท
  • แผนป้องกันเหตุฉุกเฉิน (ระยะก่อนเกิดเหตุ)
  • แผนระงับ ควบคุม ตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (ระยะเกิดเหตุ)
  • แผนฟื้นฟู (ระยะหลังเกิดเหตุ)
slide26
แนวทางการดำเนินงานในการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินแนวทางการดำเนินงานในการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน
  • จัดให้มีการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้นแก่พนักงาน อย่างน้อย 40% ตามกฎหมาย
  • จัดให้มีการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นสูงแก่พนักงานที่ได้รับมอบหมายพิเศษให้ทำหน้าที่พนักงานดับเพลิงให้ได้จำนวนตามความเหมาะสมของความเสี่ยง
  • จัดให้พนักงานทุกคนได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับแผนการป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉิน การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในการดับเพลิง การปฐมพยาบาลและการช่วยเหลือฉุกเฉินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • จัดให้มีการซ้อมแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินและฝึกการอพยพออกจากอาคารไปตามทางหนีไฟอย่างปลอดภัย อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
slide27
มาตรการระงับเหตุฉุกเฉินกรณีไฟไหม้มาตรการระงับเหตุฉุกเฉินกรณีไฟไหม้
  • 1 เมื่อพบว่ามีเพลิงไหม้ให้กดสัญญาณเตือนภัย เพื่อแจ้งเหตุทันที
  • 2 ให้หยุดการทำงานทันที หากเป็นเชื้อเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ต้องโทรศัพท์แจ้งหน่วยดับเพลิง
  • 3. ให้ดำเนินการดับเพลิงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
  • 4. ถ้ามีไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าลุกไหม้ ห้ามใช้น้ำฉีด
  • 5. แยกเชื้อเพลิงออกจากแหล่งที่เกิดเพลิงไหม้ออกไปให้ไกล หรือฉีดน้ำคลุมกันไฟ
  • 6. ถ้าเป็น ภาชนะบรรจุก๊าซ ท่อบรรจุก๊าซ ให้ใช้น้ำฉีดคลุมไว้เพื่อป้องกันการระเบิด
slide28
มาตรการระงับเหตุฉุกเฉินในกรณีสารเคมีรั่วไหลมาตรการระงับเหตุฉุกเฉินในกรณีสารเคมีรั่วไหล
  • ต้องประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าไประงับเหตุ ใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น ชุดหน้ากากป้องกันสารเคมี
  • เข้าไปที่เกิดเหตุทางด้านเหนือลม ดูให้แน่ชัดว่าเป็นสารเคมีประเภทอะไร ตัวเลข 4 ตัว บนแผ่นป้ายสีส้ม
  • มองหาตัวเลขสามตัว ที่ บอกหรือแนะนำ ตัวเลขดัชนี ประเภทเคมีภัณฑ์ ชื่อสารเคมี ชื่อทางการค้า วิธีปิดวาล์ว ระยะห่างที่ปลอดภัย
  • พิจารณาการช่วยเหลือคนที่ประสบภัยถ้าทำได้
  • พื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุต้องกันไม่ให้คนเข้าไป เพื่อป้องกันการได้รับสารพิษ
slide29
มาตรการรองรับภายหลังเกิดเหตุฉุกเฉินมาตรการรองรับภายหลังเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • 1. การชำระล้างเสื้อผ้าและผิวหนังผู้ปฏิบัติงานระงับเหตุฉุกเฉิน
  • 2. การกำจัดขยะอันตราย
  • 3. การล้างเครื่องมืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อน
  • 4. การช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย
  • 5. การให้ข่าวต่อสื่อมวลชน
slide30
หน่วยที่ 14 ความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บวัสดุ
  • การเคลื่อนย้ายและจัดเก็บวัสดุ (Material Handling and Storage) หมายถึงศาสตร์และศิลป์ในการจัดเตรียมสถานที่ การจัดวางตำแหน่งของวัสดุรวมถึงวิธีทำให้วัสดุเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไป ยังอีกที่หนึ่งในตำแหน่ง เวลา และปริมาณที่ต้องการ

เคลื่อนย้ายและจัดเก็บวัสดุมีอยู่ 4 องค์ประกอบ

  • 1. การเคลื่อนที่ (Motion) 2.เวลา (Time) 3.ปริมาณ (Quantity)
  • 4.เนื้อที่ (Space)
slide31
สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บวัสดุสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บวัสดุ
  • สาเหตุที่เกิดจากผู้ปฏิบัติงาน เช่น ไม่มีความรู้ความเข้าใจ
  • สาเหตุที่เกิดจากเครื่องจักร อุปกรณ์ เช่น ชำรุด
  • เกิดจากภาชนะบรรจุที่ต้องการเคลื่อนย้าย เช่น มีน้ำหนักมาก แหลมคม หรือ แตกหักง่าย
  • เกิดจากบริเวณที่วัสดุเคลื่อนย้ายผ่าน เช่น พื้นลื่น มีสิ่งกีดขวาง หรือทางลาด
slide33
หลักทั่วไปในการเคลื่อนย้ายวัสดุเพื่อความปลอดภัยหลักทั่วไปในการเคลื่อนย้ายวัสดุเพื่อความปลอดภัย
  • ผู้ปฏิบัติงานต้องใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่เหมาะสม
  • การใช้แรงยกต้องยกด้วยท่าที่ถูกวิธี
  • ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ในการยกให้เหมาะสม ประเมินอันตราย และปฏิบัติตามกฎข้อปฏิบัติ
  • ไม่เคลื่อนย้ายวัสดุเกินความสามารถของอุปกรณ์
  • เคลื่อนย้ายในช่องทางที่กำหนดไว้
  • ช่องทางเคลื่อนย้ายวัสดุต้องมีความปลอดภัย
slide35
การเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยมืออย่างปลอดภัยการเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยมืออย่างปลอดภัย
  • มีข้อพิจารณา 3 ประการคือ ผู้ปฏิบัติงาน ลักษณะหรือสภาพของวัสดุ และบริเวณเส้นทางที่ต้องทำการเคลื่อนย้าย

พรบ . พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ให้นายจ้างใช้ลูกจ้างทำงาน ยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก ไม่เกิน

  • 20 กิโลกรัมสำหรับลูกจ้างที่เป็นเด็กหญิง อายุ 15ปี แต่ยังไม่ถึง 18 ปี
  • 25 กิโลกรัมสำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กชาย อายุ 15 แต่ยังไม่ถึง 18 ปี
  • 25 กิโลกรัมสำหรับลูกจ้างซึ่งเป็น หญิง
  • 55 กิโลกรัมสำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นชาย
slide36
ข้อปฎิบัติในการใช้รถเข็นเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยความปลอดภัยข้อปฎิบัติในการใช้รถเข็นเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยความปลอดภัย
  • เลือกรูปแบบ ของรถเข็นให้เหมาะสมกับวัสดุที่จะทำการเคลื่อนย้าย
  • ผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการฝึกอบรมและสวนใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย ส่วนบุคคลที่เหมาะสม
  • ก่อนการใช้งานต้องตรวจสภาพรถเข็นว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
  • การใช้งานรถเข็นไม่ควรนำไปใช้งานผิดวัตถุประสงค์
  • การยกวัสดุขึ้นรถเข็น ผู้ปฏิบัติต้องระมัดระวังวัสดุตกทับเท้าและระวังอย่าบรรทุกวัสดุหนักเกินรถเข็นและแรงของผู้ปฏิบัติจะรับได้
  • การจัดวางวัสดุบนรถเข็นต้องจัดวางให้สมดุล มั่นคงและไม่มากเกินไป วัสดุต้องไม่บดบังสายตาและการมองเห็นเส้นทางของผู้ปฏิบัติงาน
slide37
คำนึงว่ารถเข็นรับน้ำหนักวัสดุ ผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่ออกแรงในการเข็น
  • การเคลื่อนที่ให้ใช้วิธีดันหรือผลัก ไปด้านหน้าอยู่เสมอ ยกเว้นเข็นขึ้นทางชันใช้วิธีดึงรถเข็น
  • ควรใช้รถเข็นด้วยความเร็วที่ปลอดภัย
  • การเข็นรถเข็นผ่านพื้นที่ที่เป็นหลุม ขรุขระ หรือเปียกลื่น ทางลาด ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • เข็นรถเข็น ผ่านที่เป็นทางแคบ ประตู หรือสิ่งกีดขวางต้องระวังมือที่จับ ถูกหนีบ
  • เข็นรถถึงทางแยกหรือบริเวณมุมต้องหยุดรถดูเส้นทางก่อน
  • กรณีจอดรถเข็น (มากกว่า 2 ล้อ) ควร ล็อกล้อ
  • เมื่อเลิกงานควรจอดรถเข็นไว้บริเวณที่จัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ
slide39
ความปลอดภัยในการใช้บันไดพาดความปลอดภัยในการใช้บันไดพาด
  • บันไดบาด แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ บันไดพาดแบบรางเดียว และบันไดพาดแบบพับได้

ข้อแนะนำในการพิจารณาความเหมาะสมของการใช้บันไดพาดเพื่อปฏิบัติงานต่างๆ

  • การใช้งานบันไดพาด ทำงานในจุดใดจุดหนึ่งไม่ควรเกิน 30 นาที
  • งานที่ทำควรเป็นงานเบา โดยวัสดุหรือเครื่องมือต่างๆไ ที่ต้องถือไว้ไม่ควรเกิน 10 กิโลกรัม
  • ลักษณะของงานจะต้องมีมือข้างหนึ่งว่างสามารถใช้จับยึดกับบันไดได้ โดยหลักการทั่วไปการใช้บันไดพาดต้องพยายามรักษาจัดสัมผัสกับบันไดพาดให้ไว้ได้ 3 จุด (Three Points of Contact) คือเท้าเหยียบบันได 2 จุด มือจับบันได 1 จุดเสมอ
  • ระยะพาดที่ปลอดภัย 1 ส่วน 4 เช่นความสูง 4 เมตร ความห่างของบันได คือ 1 เมตร
slide43
ความปลอดภัยในการใช้เชือกความปลอดภัยในการใช้เชือก
  • แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เชือกที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ และเชือกที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์
  • การใช้งานและบำรุงรักษาเชือกในการเคลื่อนย้ายวัสดุเพื่อความปลอดภัย
  • ก่อนใช้งาน ต้องมีการตรวจสอบเชือกเพื่อดูสภาพความสมบูรณ์ของเชือก
  • ห้ามใช้เชือกในการเคลื่อนย้ายวัสดุที่มีน้ำหนักมากกว่าพิกัดน้ำหนักที่กำหนดไว้ของเชือก
  • ไม่ควรลากเชือกบนพื้นโรงงาน หรือบริเวณที่ผิวขรุขระหรือสกปรก เพราะจะทำให้ผิวเชือกถลอก หรือมีสิ่งสกปรก เช่นเศษหิน เศษทราบ ทำให้เสื่อมสภาพเร็ว
  • ใช้งานกับรอกหรือลูกล้อ ควรพิจารณาให้มีความเหมาะสม เพื่อที่เชือกจะไม่ถูกบีบหรือหักมุมมากเกินไปขณะใช้งาน
  • ควรใช้เชือกในสภาพที่แห้ง อุณหภูมิ ระหว่าง 20 องศา F ถึง 180องศาF
slide44
ไม่ควรใช้เชือกในบริเวณที่เป็นกรดด่าง หรือน้ำยาเคมี
  • ไม่ควรใช้เชือกเปียกใกล้สายไฟ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า อาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าได้
  • หลังจากเลิกใช้ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด ผึ่งแห้ง และม้วนเป็น ขดวง กว้างๆ เพื่อป้องกันการเสียรูป
  • เก็บวางแขวนในที่สะอาด อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่มีกรด ด่าง( สารเคมี )หรือมีความชื้น หรือถูกแสงแดด ระมัดระวังสัตว์กัดแทะ
slide45
ความปลอดภัยในการใช้ลวดสลิงความปลอดภัยในการใช้ลวดสลิง
  • ลวดสลิง (Wire Rope Slings) ทำจากเส้นลวดเหล็กกล้าขนาดเล็กๆ มาถักหรือมัดเป็นเกลียว ปัจจุบันใช้กันมามีความแข็งแรงมากกว่าเชือก
slide46
การใช้งานและบำรุงรักษาลวดสลิงที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุเพื่อ ความปลอดภัย
  • ก่อนใช้งานลวดสลิงต้องมีการตรวจสอบเพื่อดูสภาพความสมบูรณ์ของลวดสลิง
  • ห้ามใช้ลวดสลิงเคลื่อนย้ายวัสดุที่มีน้ำหนักมากกว่าค่าพิกัดน้ำหนักที่กำหนดไว้ของลวดสลิง
  • ไม่ควรลาก สลิงผ่านพื้นโรงงาน บริเวณสกปรกหรือบริเวณที่มีผิวขรุขระจะทำให้ชำรุดได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ลวดสลิงยกวัสดุในขณะที่วัสดุนั้นขัดตัว หรือทำให้ลวดสลิงนั้นขบกันหรือเสียดสีกัน หรืออาจก่อให้เกิดการกระแทกขณะยก
  • ลวดสลิงที่แกนกลางทำด้วยเชือก ไม่ควรใช้ในที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 200 องศาฟาเรนไฮต์ แกนกลางทำด้วยลวดไม่ควรใช้เกิน 400 องศาฟาเรนไฮต์
slide47
การใช้งานและบำรุงรักษาลวดสลิงที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุเพื่อ ความปลอดภัย
  • เลือกใช้ลวดสลิงที่อาบสังกะสี หรือทำด้วยเหล็กไม่เป็นสนิม เมื่อบริเวณการทำงานมีการกัดกร่อน
  • ไม่ควรวางวัสดุที่จะยกทับลวดสลิง เพราะจะทำให้ลวดสลิงชำรุดได้ง่าย
  • เมื่อเลิกใช้ควรทำความสะอาดลวดสลิงด้วยน้ำมันใส และใช้จารบีหล่อลื่นเพื่อป้องกันการเกิดสนิม
  • การจัดเก็บไม่ควรขดม้วนให้มีขนาดเล็กเกินไป เพราะลวดสลิงจะบิดงอทำให้เกลียวลวดหักงอได้
  • สถานที่เก็บลวดสลิงควรแห้ง สะอาด และไม่มีสารเคมี
slide48
ความปลอดภัยในการใช้โซ่ สลิงแผ่นแบบตาข่ายโลหะ และสลิงแผ่นแบบใยสังเคระห์
  • โซ่ (Chain Sling) เป็นอุปกรณ์ในการโยงแขวนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุอีกประเภทหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทาน สมารถปรับให้เข้ากับรูปร่างของวัสดุที่จะทำการเคลื่อนย้ายได้ง่าย ทั้งการใช้งานในอุณหภูมิสูง ทำ จากเหล็กหล่อ และเหล็กผสม
  • สลิงแบบแผ่นใยสังเคราะห์ (Synthetic Web Slings) เป็นสลิงที่มีลักษณะเป็นแผ่น ทำจากใยสังเคราะห์ชนิดต่างๆ เช่น ไนลอน โพลีเอสเตอร์ และแดครอน นิยมใช้แบบไนลอน และโพลีเอสเตอร์
slide50
ความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บวัสดุด้วยเครื่องจักรความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บวัสดุด้วยเครื่องจักร
  • ปั้นจั่น หมายถึง เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้ยกสิ่งของหรือวัสดุขึ้นลงตามแนวดิ่งและเคลื่อนย้ายวัสดุแบบใช้พื้นที่จำกัด เคลื่อนย้ายวัสดุไปใด้ในแนวทางเดินของปั้นจั่นเท่านั้น แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ปั้นจั่นแบบอยู่กับที่ และปั้นจั่นแบบเคลื่อนที่
  • เครื่องชักรอก (Hoists) เป็นอุปกรณ์ยกวัสดุขึ้นลงในแนวดิ่ง ลักษณะทั่วไปประกอบด้วยรอกและดรัม และวัสดุที่ใช้ในการ ยกเช่น โซ่ หรือลวดสลิง แบ่งได้เป็นแบบโซ่ และแบบลวดสลิง
conveyor
ความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์ลำเลียง (Conveyor)
  • เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีลักษณะเป็นชิ้นเล็กๆ หรือวัสดุที่มีรูปร่างหลากหลาย การเคลื่อนย้ายแบบวิถีคงที่ 3 ประเภทหลักคือ
  • อุปกรณ์ลำเลียงแบบสายพานหรือสายพานลำเลียง (Belt Conveyors) ตัวสายพานอาจทำด้วย หนัง ยาง ผ้าใบ หรือแผ่นโลหะ กว้างประมาณ 30-50 เซนติเมตร
  • อุปกรณ์ลำเลียงแบบลูกกลิ้ง หรือลูกกลิ้งลำเลียง (Roller Conveyors) ประกอบด้วยลูกกลิ้งทรงกระบอก ทำจากโลหะยางหรือพลาสติก เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 10 เซนติเมตร ยาว 30 – 50 เซนติเมตร
  • อุปกรณ์ลำเลียงแบบสกรูหรือสกรูลำเลียง หรือเฟืองตัวหนอน (Screw Conveyors) เหมาะกับเคลื่อนย้ายวัสดุที่เป็นชิ้นเล็กๆ หรือ ผง เช่น ปลาป่น ขี้เลื่อย แกลบ
lift trucks
รถยก (Lift Trucks)
  • เป็นเครื่องจักรที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายวัสดุในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมีความคล่องตัวสูง เป็นอุปกรณ์เคลื่อนย้ายในวงกว้าง
slide56
หน่วยที่ 15 ความปลอดภัยในการทำงานเฉพาะกิจ
  • หมายถึง เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนั้น การทำงานเฉพาะกิจ จึงหมายความถึง การทำงานที่เจาะจงลงไปว่าเป็นการทำงานอะไร ซึ่งในที่นี้จะหมายความถึง การทำงาน 3 กลุ่ม คือ การทำงานใต้น้ำ การทำงานในอากาศ และการทำงานในห้องปฏิบัติการ
slide57
การทำงานใต้น้ำ แบ่งเป็น 6 ประเภท
  • งานกู้เรือ
  • งานกู้ภัยเรื่อดำน้ำ
  • งานค้นหาและกู้ภัย
  • งานก่อสร้าง
  • งานตรวจและซ่อมแซม
  • งานอื่นๆ เช่น การสำรวจทางภูมิศาสตร์ งานดำน้ำเพื่อการท่องเที่ยว
slide58
การทำงานในอากาศแบ่งเป็น 2 ประเภท
  • 1. นักบินอาชีพและลูกเรือ
  • 2. นักบินกีฬาหรือนักบินสมัครเล่น
slide59
การทำงานในห้องปฏิบัติการแบ่งเป็น 4 ประเภท
  • การทำงานในห้องปฏิบัติการเคมีฟิสิกส์
  • การทำงานในห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา
  • การทำงานในห้องปฏิบัติการรังสีไอโซโทป
  • การทำงานในห้องปฏิบัติการสัตว์ทดลอง
slide60
หลักการประเมินอันตรายจากการทำงานเฉพาะกิจ
  • คือ การค้นหาอันตรายจากการทำงาน การตรวจวัดอันตราย และการเปรียบเทียบกับกฎหมายหรือค่ามาตรฐาน

การควบคุมป้องกันอันตรายจากการทำงานเฉพาะกิจ

  • โดยพิจารณาควบคุมป้องกันโดยใช้หลักการ 3 หลักการด้วยกัน คือ

การควบคุมป้องกันที่แหล่งกำเนิด

การควบคุมป้องกันที่ทางผ่าน

การควบคุมป้องกันที่ตัวบุคคล

slide61
การควบคุมป้องกันอันตรายจากการทำงานในอากาศการควบคุมป้องกันอันตรายจากการทำงานในอากาศ
  • การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน
  • การตรวจสุขภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงานใต้น้ำ
  • การให้ความรู้และการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน
  • การจำกัดเวลาและข้อพึงปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้อง
  • การดูแลรักษาอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
slide62
ความปลอดภัยในการทำงานในห้องปฏิบัติการความปลอดภัยในการทำงานในห้องปฏิบัติการ
  • ประเภทของอันตรายที่พบในห้องปฏิบัติการ คือ อันตรายจากสิ่งแวดล้อมทางเคมี อันตรายจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ อันตรายจากสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ อันตรายทางด้านการยศาสตร์ อันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุ อันตรายจากอุปกรณ์และเครื่องมือ อันตรายจากไฟฟ้า และอันตรายจากเพลิงไหม้และการระเบิด โดยในการประเมินอันตรายทำได้โดยการค้นหาอันตรายจากการทำงานในห้องปฏิบัติการทุกขั้นตอนของการทำงาน การตรวจวัดอันตราย แล้วนำไปเปรียบเทียบกับกฎหมายหรือค่ามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
slide63
หลักการควบคุมป้องกันอันตรายจากการทำงานในห้องปฏิบัติการที่แหล่งกำเนิดหลักการควบคุมป้องกันอันตรายจากการทำงานในห้องปฏิบัติการที่แหล่งกำเนิด

ระบบระบายอากาศเฉพาะที่ประกอบด้วย

  • ปากท่อดูดอากาศ (Hood)
  • ท่ออากาศ (Duct)
  • พัดลมดูดอากาศ (Fan)
  • อุปกรณ์กำจัดมลพิษ (Air Cleaner)
slide64
การใช้ระบบระบายอากาศเฉพาะที่ในห้องปฏิบัติการโดยใช้ตู้ดูดไอสาร แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
  • ตู้ดูดไอเคมี ใช้สำกรับดูดไอระเหยของสารเคมี ฟูม ฝุ่น ควัน ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน
  • ตู้ป้องกันอันตรายจากจุลชีพ
  • หลักการควบคุมป้องกันอันตรายจากการทำงานในห้องปฏิบัติการที่ทางผ่าน
  • หลักการออกแบบระบบระบายอากาศโดยทั่วไปในห้องปฏิบัติการ มี 2 ประการคือ
slide65
การจัดให้มีการถ่ายเทอากาศอย่างเพียงพอการจัดให้มีการถ่ายเทอากาศอย่างเพียงพอ
  • การป้องกันการหมุนเวียนของอากาศที่ปนเปื้อนกลับเข้ามาในตำแหน่งผู้ปฏิบัติงาน
  • วิธีการระบายอากาศโดยทั่วไปในห้องปฏิบัติการแบ่งเป็น 2 วิธี
slide66
การให้ความรู้และการฝึกอบรมการทำงานในห้องปฏิบัติการการให้ความรู้และการฝึกอบรมการทำงานในห้องปฏิบัติการ
  • การทำงานในห้องปฏิบัติการ
  • อันตรายจากการทำงานในห้องปฏิบัติการตามประเภทของห้องปฏิบัติการและข้อควรระวัง
  • การควบคุมป้องกันอันตรายตามประเภทของอันตรายในห้องปฏิบัติการ
  • การใช้ การดูแล และการบำรุงรักษาอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และการใช้อุปกรณ์เตือนภัยส่วนบุคคล
  • การดำเนินการในกรณีฉุกเฉิน
  • การปฐมพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน
slide67
อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลสำหรับผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการที่มีการใช้สารเคมีได้แก่ แว่นตากันสารเคมี หน้ากากป้องกันไอระเหยจากสารเคมี เสื้อกาวน์ ถุงมือกันสารเคมี รองเท้าหุ้มส้นและพื้นรองเท้ากันลื่น

manasu