introduction of research n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย Introduction of Research PowerPoint Presentation
Download Presentation
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย Introduction of Research

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 74

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย Introduction of Research - PowerPoint PPT Presentation


  • 389 Views
  • Uploaded on

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย Introduction of Research. มีเนื้อหาการศึกษา ดังนี้. ความหมายของการวิจัย ประเภทของการวิจัย บทบาทและความสำคัญของการวิจัย ลักษณะของการวิจัย ประโยชน์ของการวิจัย ขั้นตอนของการวิจัยทางการศึกษา จรรยาบรรณนักวิจัย. ความหมายของการวิจัย.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย Introduction of Research' - maisie-church


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide2
มีเนื้อหาการศึกษา ดังนี้
  • ความหมายของการวิจัย
  • ประเภทของการวิจัย
  • บทบาทและความสำคัญของการวิจัย
  • ลักษณะของการวิจัย
  • ประโยชน์ของการวิจัย
  • ขั้นตอนของการวิจัยทางการศึกษา
  • จรรยาบรรณนักวิจัย
slide3
ความหมายของการวิจัย

คำาว่า “การวิจัย” มาจากคำาว่า “Research”

มีรากศัพท์มาจาก Re + Search

Re แปลว่า “ซํ้า” Search แปลว่า “ค้น”

ดังนั้น Research แปลว่า ค้นคว้าซํ้าแล้วซํ้าอีก ซึ่งน่าจะ

หมายถึง การค้นหาความรู้ความจริง ค้นแล้วค้นอีกซึ่งจะ

ทำให้ได้รับรู้ความรู้ความจริงที่น่าเชื่อถือถูกต้อง เพราะมี

ข้อมูลที่เพียงพอต่อการสรุปเป็ นความรู้ความจริงนั้นๆ

slide4
ความหมายของการวิจัย (ต่อ)
  • บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ได้ให้ความหมายของการวิจัย ว่า “เป็นกระบวนการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติอย่างมีระบบระเบียบและมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน เพื่อให้ได้ความรู้ที่เชื่อถือ”
  • นันทวัน สุชาโต ได้ให้ความหมายของการวิจัย ว่าคือ”กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง หรือการพยายามค้นหาคำตอบ หรือหาความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยใช้วิธีการศึกษาอย่างมีระเบียบและมีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ (scientific methods”
  • ศิริชัย กาญจนวาสีการวิจัย ได้ให้ความหมายของการวิจัยว่า คือกระบวนการแสวงหาหรือพัฒนาองค์ความรู้ที่มีลักษณะเป็นนัยทั่วไปอย่างมีระบบแบบแผนโดยวิธีการอันเป็นที่เชื่อถือได้
  • สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ได้ให้ความหมายของการวิจัย ว่าหมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่ต้องการศึกษา มีการเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดระเบียบ ข้อมูล การวิเคราะห์และการตีความหมายผลที่ได้จากการวิเคราะห์ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบอันถูกต้อง
slide5
สรุปความหมายของการวิจัยคือสรุปความหมายของการวิจัยคือ

การวิจัย (Research) คือ การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้โดยใช้กระบวนการที่เป็นระบบ แบบแผน เป็นการประยุกต์ใช้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ที่ได้จากผลการวิจัยอาจเป็นความรูู้ใหม่หรือความรูู้ที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งเป็นความรู้ที่น่าเชื่อถือและมีคุณค่าต่อการนำไปประยุกต์ใช้

slide6
ประเภทของการวิจัย

การจัดประเภทการวิจัยนั้นสามารถจัดได้หลายแบบแล้วแต่ว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

slide7
1. ประเภทที่ใช้ระเบียบวิจัยเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

1.1 การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์(Historical research)เป็นการวิจัยที่เน้นถึงการศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต(what was ?) ประโยชน์ของการวิจัยชนิดนี้ก็คือสามารถนามาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาเหตุการณ์ต่างๆในปัจจุบันหรือสามารถนามาใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ด้วย

1.2 การวิจัยเชิงบรรยายหรือการวิจัยเชิงพรรณนา(Descriptive research)เป็นการวิจัยที่เน้นถึงการศึกษารวบรวมข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน(what is ?) ในการดาเนินการวิจัยนักวิจัยไม่สามารถที่จะไปจัดสร้างสถานการณ์หรือควบคุมตัวแปรต่างๆได้ตามใจชอบการวิจัยแบบนี้เป็นการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่แล้วเช่นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศและความสนใจต่อการเมือง

slide8
การวิจัยที่จัดว่าเป็นการวิจัยเชิงบรรยายได้แก่การวิจัยที่จัดว่าเป็นการวิจัยเชิงบรรยายได้แก่
  • การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research)
  • การศึกษาความสัมพันธ์ (Interrelationship Studies)
  • การศึกษาพัฒนาการ (Developmental Studies)
slide9

1.3 การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research)

เป็นการวิจัยเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของปรากฏการณ์ต่างๆ

(what will be ?) โดยมีการจัดกระทำกับตัวแปรอิสระเพื่อศึกษาผลที่มีต่อตัวแปรตามและมีการควบคุมตัวแปรอื่นมิให้มีผลกระทบต่อตัวแปรตามซึ่งนิยมมากทางด้านวิทยาศาสตร์สำหรับทางด้านการศึกษาค่อนข้างลำบากในแง่ของการควบคุมตัวแปรเกิน

ลักษณะที่สาคัญของการวิจัยเชิงทดลองคือ

1. ควบคุมตัวแปรเกินได้ (Control)

2. จัดการเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรอิสระได้ (Manipulation)

3. สังเกตได้ (Observation)

4. ทำซ้ำได้ (Replication)

slide10
2. ประเภทใช้จุดมุ่งหมายของการวิจัยเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

2.1 การวิจัยบริสุทธิ์(Pure research) หมายถึงการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการตอบสนองความอยากรู้หรือมุ่งที่จะหาความรู้เท่านั้นโดยไม่ได้คานึงว่าจะนาผลการวิจัยที่ได้ไปใช้ได้หรือไม่การวิจัยประเภทนี้ก่อให้เกิดทฤษฎีใหม่ๆตามมา

2.2 การวิจัยประยุกต์(Applied research) หมายถึงการวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อนาผลการวิจัยที่ได้ไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงความเป็นอยู่และสังคมของมนุษย์ให้ดีขึ้นได้แก่การวิจัยทางด้านเศรษฐกิจการเมืองการศึกษาเป็นต้น

slide11

2.3 การวิจัยเชิงปฏิบัติการหรือวิจัยเฉพาะกิจ(Action research) เป็นการวิจัยเพื่อนาผลมาใช้แก้ปัญหาอย่างรีบด่วนหรือปัจจุบันทันทีซึ่งมีจุดมุ่งหมายเฉพาะเพื่อจะนาผลที่ได้มาใช้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องในวงจากัดโดยไม่ได้สนใจว่าจะใช้ประโยชน์หรือแก้ปัญหาอื่นได้หรือไม่

2.4 การวิจัยสถาบัน(Institutional research) เป็นการวิจัยที่มุ่งนาผลการวิจัยมาใช้เพื่อปรับปรุงงานด้านการบริหารของหน่วยงานหรือสถาบันนั้นๆโดยไม่มีจุดมุ่งหมายในการนาผลการวิจัยไปใช้กับหน่วยงานหรือสถาบันอื่น

slide12
3. ประเภทใช้ลักษณะและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

3.1 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research)

เป็นการวิจัยที่มุ่งค้นคว้าหาข้อเท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆตามธรรมชาติโดยพยายามที่จะศึกษาข้อมูลด้านต่างๆมาบรรยายถึงความสัมพันธ์ของเงื่อนไขต่างๆที่เกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่การวิจัยเชิงคุณภาพนั้นเป็นการศึกษาค้นคว้าในแนวลึกมากกว่าแนวกว้างการรวบรวมข้อมูลจะให้ความสาคัญกับข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวแนวคิดความรู้สึกต่างๆของแต่ละบุคคลวิธีการรวบรวมข้อมูลได้แก่การสังเกตอย่างมีส่วนร่วมการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการจะเป็นวิธีการหลักของการวิจัยเชิงคุณภาพการวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้วิธีการสรุปบรรยายทฤษฎีและแนวคิดต่างๆในการอธิบายและวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ

slide13

3.2 การวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative research)

เป็นงานวิจัยที่มุ่งค้นคว้าข้อเท็จจริงต่างๆเพื่อหาข้อสรุปในเชิงปริมาณเป็นการศึกษาในแนวกว้างมากกว่าแนวลึกเพื่อที่จะนาข้อสรุปต่างๆที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างอ้างอิงไปใช้กับกลุ่มประชากรโดยอาศัยวิธีการทางสถิติการรวบรวมข้อมูลเน้นหนักไปในทางปริมาณหรือค่าต่างๆที่สามารถวัดได้ในเชิงปริมาณวิธีการรวบรวมข้อมูลมีหลายรูปแบบเช่นการส่งแบบสอบถามการสัมภาษณ์การสังเกตการสร้างสถานการณ์สมมุติการทดลองและการทดสอบเป็นต้นการวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้วิธีการทางสถิติเข้ามาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

slide14
4. ประเภทใช้ลักษณะศาสตร์และสาขาวิชาที่เกี่ยวกับการวิจัยเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

แบ่งได้หลายสาขาเช่น

1. การวิจัยทางสังคมศาสตร์ ได้แก่ การวิจัยเกี่ยวกับสังคมการเมืองการปกครองการศึกษาเศรษฐกิจ เป็นต้น

2. การวิจัยทางมนุษยศาสตร์ ได้แก่ การวิจัยเกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์เช่น ภาษาศาสตร์ ดนตรี ศาสนา โบราณคดี ปรัชญา เป็นต้น

3. การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การวิจัยทางชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์วิศวกรรม แพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ เภสัชศาสตร์ เป็นต้น

slide15
5. ประเภทใช้วิธีการควบคุมตัวแปรเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

1. การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research)เป็นการวิจัยเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยมีการจัดสถานการณ์ทดลองด้วยการควบคุมระดับของตัวแปรต้นและกาจัดอิทธิพลของตัวแปรภายนอกต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องแล้ววัดผลตัวแปรตามออกมา

2. การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental research) เป็นการวิจัยที่สามารถควบคุมตัวแปรภายนอกที่ไม่ต้องการได้เพียงบางตัวเนื่องจากไม่สามารถสุ่มตัวอย่างให้เท่ากันได้

3. การวิจัยเชิงธรรมชาติ (Naturalistic research) เป็นการวิจัยที่ค้นหาความจริงของสภาพการณ์ในสังคมใช้การสังเกตการณ์เป็นสาคัญและสรุปผลโดยใช้การวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่า

slide16
นักวิจัย

นักวิจัย หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ และวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

slide18

1. ชอบคิดค้นคว้าหรือริเริ่มงานใหม่ ๆ มีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาความรู้อยู่เสมอ

2. มีความพึงพอใจที่จะศึกษาหรือแสวงหาความรู้ และพร้อมที่จะทางานแม้จะยากลาบากก็ตาม

3. มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีเหตุผลและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบและสามารถอุทิศเวลาเพื่อทางานให้บรรลุเป้าหมายตามที่กาหนด

slide19

4. มีความละเอียดรอบคอบ

5. มีความรู้เกี่ยวกับแขนงวิชาหรือเรื่องที่จะทาวิจัยเป็นอย่างดี

6. มีความสามารถที่จะเลือกวิธีการหรือเครื่องมือการวัดผลต่าง ๆมาใช้ในการวิจัย

7. มีความรู้ทางสถิติ สามารถวิเคราะห์ข้อมูล แปลผลข้อมูล

8. มีความสามารถทางด้านภาษา คือสามารถสรุปเรื่องราวต่าง ๆ หรือเขียนรายงานได้อย่างดี ทาให้ผู้อ่านเข้าใจได้

slide20
บทบาทและความสำคัญของการวิจัยบทบาทและความสำคัญของการวิจัย

การวิจัยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับธุรกิจ หรือองค์กร โดยการวิจัยมีบทบาทที่สำคัญคือ

1. ด้านการลงทุน ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับประเภทของธุรกิจที่ควรลงทุน

ลักษณะการลงทุน และแหล่งเงินทุน ความเป็นไปได้ของโครงการที่จะลงทุน

ผลตอบแทนจากการลงทุน ความเสี่ยงในการลงทุน จุดคุ้มทุน และระยะเวลาคืน

ทุน เป็นต้น

2. ด้านการผลิต สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับจำนวนที่จะผลิตหรือให้บริการ

จำนวนวัตถุดิบที่ใช้ การควบคุมคุณภาพของสินค้า การบรรจุบรรจุภัณฑ์ และ

การตัง้ ราคาขาย เป็นต้น

slide21
บทบาทและความสำคัญของการวิจัยบทบาทและความสำคัญของการวิจัย

3. ด้านการตลาด สามารถตอบคำาถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ราคา การส่งเสริมการจำหน่าย การกระจายสินค้า และการประมาณยอดขายหรือยอดผลิตได้

4. ด้านการพยากรณ์ธุรกิจ เช่น การพยากรณ์จำนวนเครื่องจักรและจำนวนคนงานที่จะเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ของช่วงเวลา 3 ปี ขึ้นข้างหน้าควรจะเป็นเท่าไหร่ เพื่อนำมาใช้เป็ นข้อมูลในการวางแผนงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นการจัดหาทุน การก่อสร้างอาคาร การจัดหาวัตถุดิบและแรงงาน เป็นต้น

slide22
ลักษณะของการวิจัย

ลักษณะการวิจัยที่ดี ลักษณะที่สำคัญดังนี้

1. การวิจัยเป็นการค้นคว้าที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และความมีระบบ

2. การวิจัยเป็นงานที่มีเหตุมีผล และมีเป้าหมายที่แน่นอน

3. การวิจัยจะต้องมีเครื่องมือ หรือเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้

4. การวิจัยจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลใหม่ และได้ความรู้ใหม่ ความรู้ที่ได้อาจเป็นความรู้เดิมได้ในกรณีที่มุ่งวิจัยเพื่อตรวจสอบซ้ำ

slide23

5. การวิจัยมักเป็นการศึกษาค้นคว้าที่มุ่งหาข้อเท็จจริง เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ หรือพัฒนากฎเกณฑ์ ทฤษฏี หรือตรวจสอบทฤษฏี

6. การวิจัยต้องอาศัยความเพียรพยายาม ความซื่อสัตย์ กล้าหาญ บางครั้งจะต้องเฝ้าติดตามผลบันทึกผลอย่างละเอียดใช้เวลานาน บางครั้งผลการวิจัยขัดแย้งกับบุคคลอื่น อันอาจทาให้ได้รับการโจมตีผู้วิจัยจาต้องใช้ความกล้าหาญนาเสนอผลการวิจัยตรงตามความเป็นจริงที่ค้นพบ

7. การวิจัยจะต้องมีการบันทึก และเขียนรายงานการวิจัยอย่างระมัดระวัง

slide24
ลักษณะที่ ไม่ใช่ การวิจัย

1. การศึกษาบางเรื่องจากเอกสารตาราวารสารแล้วนำเอาข้อมูลความต่างๆมาดัดแปลงตัดต่อกัน

2. การค้นพบ (Discovery) โดยทั่วไปเช่นนั่งคิดแล้วได้คำตอบไม่ใช่การวิจัยเพราะเป็นการค้นพบที่ไม่มีระบบและวิธีการที่ถูกต้อง

3. การรวบรวมข้อมูลนามาจัดเข้าตารางซึ่งอาจเป็นการตัดสินใจแต่ไม่ใช่การวิจัย

4. การทดลองปฏิบัติการตามคู่มือที่แนะนาไว้ไม่ใช่การวิจัย

slide25
ประโยชน์ของการวิจัย

• ช่วยให้ได้รับความรู้ใหม่ ทั้งทางทฤษฏีและปฏิบัติ

• ช่วยพิสูจน์ หรือตรวจสอบความถูกต้องของกฎเกณฑ์ หลักการและทฤษฏีต่างๆ

• ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ ปรากฏการณ์ และพฤติกรรมต่างๆ

• ช่วยแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

• ช่วยการวินิจฉัย ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

• ช่วยปรับปรุงการทางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

• ช่วยปรับปรุงพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ และวิถีดารงชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

slide26

จรรยาบรรณของนักวิจัย

  • มีความซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
  • ต้องตระหนักถึงพันธะกรณีในการทำวิจัยตามข้อตกลง
  • มีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
  • ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย
  • เคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
  • อิสระทางความคิด ปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
  • พึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
  • เคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
  • ความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
slide27

สวัสดี ค่ะ เจอกันอาทิตย์ต่อไป

slide28
ขั้นตอน และ กระบวนการวิจัย
  • กระบวนการแสวงหาคำตอบ
  • กำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
  • กำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
  • วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
  • การวิเคราะห์ข้อมูล

ผลการวิจัยที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และเกิดประโยชน์ต่องานที่ทำ

ประเด็นปัญหา หรือสิ่งที่ต้องการหาคำตอบ

คำถาม

วิธีทำ

คำตอบ

slide29
ขั้นตอนในการวิจัย

แบ่งออกได้เป็น ๔ ขั้นตอนสำคัญ (เทียนฉาย กีระนันท์,๒๕๔๔:๒๔)

ขั้นที่ ๔.

ขั้นที่ ๓.

การเสนอผลการวิจัย

ขั้นที่ ๒.

การลงมือดำเนินการวิจัย

ขั้นที่ ๑.

การออกแบบ

วิจัย

การเตรียม

การวิจัย

slide30
ขั้นตอนในการวิจัย

ขั้นที่ ๑. การเตรียมการวิจัย

  • การพิจารณาเลือกและกำหนดปัญหาที่จะทำวิจัย
  • การเลือกหัวเรื่องและการตั้งชื่อเรื่อง
slide31
ขั้นที่ ๒. การออกแบบวิจัย
  • ศึกษาค้นคว้าจากทฤษฎี แนวคิด งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  • กำหนดรูปแบบหรือแนวทางการวิจัยให้เหมาะสมกับปัญหาที่จะศึกษา
  • การกำหนดกรอบแนวคิด (Conceptual Framework)หรือแบบจำลองของเรื่องที่จะศึกษา
  • การกำหนดสมมติฐานการวิจัย
  • วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
  • วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการเลือกใช้เครื่องมือทางสถิติ
slide32
ขั้นที่ ๓. การลงมือดำเนินการวิจัย
  • ดำเนินการตามแผน(แบบการวิจัย)ที่วางไว้

ขั้นที่ ๔. การเสนอผลการวิจัย

  • การรวบรวมข้อค้นพบสำคัญที่ได้จากการลงมือดำเนินการวิจัย ตลอดจนการเตรียมการและการออกแบบการวิจัย
  • พิจารณารูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม
  • ต้องสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการไปและสิ่งที่ค้นพบ
slide33

กระบวนการการวิจัย

“ กระบวนการการวิจัย หมายถึง กิจกรรมและวิธีการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบหรือความรู้ใหม่ ๆ อย่างมีขั้นตอนซึ่งมีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน”

slide34

 การดำเนินการวิจัย (Research)

การเลือกหัว

ข้อวิจัย

การสำรวจเอกสาร

การกำหนดประเด็นปัญหา

การตั้ง

สมมติฐาน

การกำหนดแบบจำลอง

กำหนดขอบข่ายของทฤษฎี

เก็บรวบรวมข้อมูล

การวิเคราะห์และตีความ

นำเสนอรายงานการวิจัย

กำหนดนิยามตัวแปร

slide35
การเตรียมการวิจัย

การเลือกปัญหาการวิจัย

แหล่งที่มาของปัญหาการวิจัย

เกณฑ์ในการเลือกปัญหาที่จะวิจัย

ข้อผิดพลาดในการเลือกปัญหาการวิจัย

องค์ประกอบของปัญหาหัวข้อวิจัยที่ดี

การตั้งชื่อหัวข้อปัญหาการวิจัย

การออกแบบการวิจัย (Research design)

slide36
การเลือกปัญหาการวิจัยการเลือกปัญหาการวิจัย

เป็นประเด็นที่น่าสนใจ

เป็นประเด็นที่เป็นปัญหาจริงๆ อยู่ในปัจจุบัน

เขียนให้ตรงประเด็น ข้อมูลเชิงเหตุผลควรจะนำไปสู่จุดที่เป็นปัญหาที่จะทำการวิจัย และชี้ให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่จะทำวิจัย

มีข้อมูลอ้างอิงทำให้น่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่าเป็นปัญหาที่มีพื้นฐานมาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ มิใช่เกิดจาก ความรู้สึก หรือจินตนาการของผู้เขียน

ไม่ยืดยาวจนน่าเบื่อ

ใช้ภาษาง่ายๆ จัดลำดับประเด็นที่เสนอให้เป็นขั้นตอนต่อเนื่องกัน

เป็นประเด็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ เมื่อทำการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

อยู่ในวิสัยที่ผู้วิจัยคิดว่าน่าจะทำได้ทั้งในแง่ของเวลา ค่าใช้จ่าย ตามความสามารถของผู้วิจัย

slide37
แหล่งที่มาของปัญหาการวิจัยแหล่งที่มาของปัญหาการวิจัย

ประสบการณ์ของผู้วิจัย

รายงานการวิจัยของคนอื่นๆ ที่พิมพ์ออกมาแล้ว

ทฤษฎี

การเข้าร่วมสัมมนา

การเสนอหัวข้อที่ควรทำการวิจัยของหน่วยงานที่ให้ทุนส่งเสริมหรือสนับสนุนการวิจัย

จากการให้คอมพิวเตอร์พิมพ์รายชื่อเรื่องต่างๆ ที่มีผู้วิจัยไว้แล้วตามหมวดต่างๆ ในสาขาที่สนใจ เพื่อที่จะได้แนวความคิดในการทำวิจัย

จากการศึกษาค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ต (www.thaiedresearch.org)

slide38
เกณฑ์ในการเลือกปัญหาที่จะวิจัยเกณฑ์ในการเลือกปัญหาที่จะวิจัย
  • ด้านผู้วิจัย
    • เป็นเรื่องที่ผู้วิจัยมีความสนใจใคร่รู้อย่างแท้จริง หรือศรัทธาอย่างแรงกล้าในการแสวงหา
    • เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของผู้วิจัย
    • เป็นเรื่องที่มีทุนวิจัยเพียงพอ
  • ด้านปัญหาที่จะทำการวิจัย
    • เป็นปัญหาที่มีความสำคัญ ผลของการวิจัยมีคุณค่าหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาหรือเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ
    • ควรเป็นปัญหาที่มีลักษณะริเริ่ม มีนวภาพ ไม่เลียนแบบคนอื่น มี Originallityสูง ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุประสงค์ในการวิจัย หรือวิธีวิจัย
  • ด้านสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการวิจัย
    • มีแหล่งสำหรับค้นคว้าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยอย่างเพียงพอ อาจเป็นห้องสมุด หรือบริการสืบค้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์
    • สามารถขอความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในการวิจัย เช่น จากผู้สร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล การให้ความร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่าง ความร่วมมือจากหน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูล
slide39
ข้อผิดพลาดในการเลือกปัญหาการวิจัย

เลือกหัวข้อปัญหาตามผู้อื่น หรือผู้อื่นมอบปัญหาการวิจัยให้ โดยที่ผู้วิจัยไม่มีความรู้ความสนใจพอ เมื่อทำวิจัยมักเกิดปัญหาอุปสรรคต่างๆ

เลือกปัญหาที่กว้างเกินไป เกินกำลังความสามารถของตนเอง

เลือกปัญหาอย่างรีบร้อน และลงมือวิจัยโดยไม่ได้วางแผนให้รอบคอบล่วงหน้า

ขาดการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย หรือศึกษาไม่เพียงพอทำให้มีความคิดคับแคบ ทำการวิจัยไม่รัดกุม

slide40
การตั้งชื่อหัวข้อปัญหาการวิจัยการตั้งชื่อหัวข้อปัญหาการวิจัย

ชื่อเรื่องควรระบุชื่อตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวแปรตาม (Dependent Variable) และตัวแปรอิสระ(Independent Variable) เป็นตัวแปรหลักๆ เพื่อให้รู้ว่าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง

ชื่อเรื่องควรระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแหล่งข้อมูล ที่ภาษาวิจัยเรียกว่า "ประชากร" (Population) หรือ "กลุ่มตัวอย่าง" (Sample) เพื่อให้รู้ว่าเก็บข้อมูลที่ไหน หรือกลุ่มเป้าหมายมีลักษณะอย่างไร พอสังเขป

ชื่อเรื่องควรบอกวิธีวิจัยอย่างคร่าวๆ ว่าทำวิจัยประเภทใด เช่น เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ หรือเชิงเปรียบเทียบหรือเป็นการวิจัยเชิงทดลอง

slide41
ตัวอย่างการตั้งชื่องานวิจัยตัวอย่างการตั้งชื่องานวิจัย
slide42
ตัวอย่างการตั้งชื่องานวิจัยตัวอย่างการตั้งชื่องานวิจัย
slide43
ตัวอย่างการตั้งชื่องานวิจัยตัวอย่างการตั้งชื่องานวิจัย
slide44
ตัวอย่างการตั้งชื่องานวิจัยตัวอย่างการตั้งชื่องานวิจัย
research design
การออกแบบการวิจัย (Research design)
  • ความถูกต้องของการวิจัย
    • ความถูกต้องภายใน (Internal Validity) หมายถึง ความถูกต้องของเนื้อหา และข้อสรุปที่ได้จากผลการวิจัย
    • ความถูกต้องภายนอก (External Validity) หมายถึง ความถูกต้องของข้อสรุปผลเมื่อนำไปใช้กับประชากรทั่วไป ดังนั้น ความถูกต้องภายนอกจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าการวิจัยนั้นไม่มีความถูกต้องภายใน
  • วิธีการวิจัย
    • วิธีการเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Method)
    • วิธีการสำรวจ (Survey Method)
    • วิธีการทดลอง (Experimental Method)
slide46
การดำเนินการวิจัย

การกำหนดหัวข้อการวิจัย หรือชื่อเรื่อง

การกำหนดประเด็นปัญหา หรือตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัย

การทบทวนวรรณกรรม หรือทบทวนเอกสารและแนวความคิดทฤษฎี

การสร้างกรอบแนวความคิด หรือตั้งสมมติฐานการวิจัย

การออกแบบการวิจัย

การกำหนดประชากรเป้าหมาย และการสุ่มตัวอย่าง

การสร้างเครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูล

การดำเนินการกับข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล

การเขียนรายงาน พิมพ์ และเผยแพร่ผลงานวิจัย

slide47
การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย

เมื่อผู้วิจัยได้ปัญหาการวิจัยที่เหมาะสมและชัดเจน รวมทั้งการออกแบบการวิจัยที่เหมาะสมแล้ว งานสำคัญต่อมาที่ผู้วิจัยควรทำคือ การจัดทำแผนการดำเนินงานวิจัยในรูปเอกสารที่เรียกว่า Research Proposal

slide48
รูปแบบการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยรูปแบบการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย
  • ชื่อโครงการวิจัย
  • คณะผู้วิจัย
  • ความสำคัญและความเป็นมาของการวิจัย
  • วัตถุประสงค์ของการวิจัย
  • ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  • วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • ระเบียบวิธีวิจัย ควรจะระบุเกี่ยวกับ
    • ประชากรเป้าหมาย
    • การสุ่มตัวอย่าง
    • เครื่องมือและการสร้างเครื่องมือ
    • การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การวิเคราะห์ข้อมูล
    • สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • ขอบเขตของการวิจัย
  • ระยะเวลาและแผนการดำเนินงาน
  • งบประมาณที่ใช้ในการวิจัย
slide49
การกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยการกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย

เป็นขั้นตอนสำคัญในการทำวิจัย ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์ไม่ชัดก็จะทำให้ผลการวิจัยที่ได้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของปัญหาที่จะศึกษา ในบางครั้งถ้าพิจารณาชื่อเรื่องอย่างเดียว ไม่สามารถตอบข้อคำถามได้ครบตามความต้องการ จึงจำเป็นจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ทำการวิจัยสามารถ บอกรายละเอียดได้ว่า จะต้องศึกษาอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล และการเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน

ควรกำหนดเป็นข้อๆ เพื่อความสะดวกและมีความชัดเจนในการวิเคราะห์และตอบคำถามของแต่ละข้อ

ส่วนใหญ่ควรขึ้นต้นด้วยคำว่า "เพื่อ" และตามด้วยข้อความที่จะแสดงการกระทำในการ วิจัยซึ่งมักจะเป็นคำต่อไปนี้ คือ ศึกษา สำรวจ เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาผลกระทบ

slide50
ตัวอย่างวัตถุประสงค์ของการวิจัยตัวอย่างวัตถุประสงค์ของการวิจัย
  • หัวข้อวิจัย : ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
  • วัตถุประสงค์การวิจัย : เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อสภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ใน 5 ด้าน คือ
    • ด้านการเรียนการสอน
    • ด้านเกี่ยวกับเพื่อนหรือสังคม
    • ด้านการบริหาร
    • ด้านการบริการวิชาการ
    • ด้านความประทับใจในมหาวิทยาลัย
slide51
ขอบเขตของการศึกษา

เป็นการวางกรอบปัญหาให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น จะทำแคบหรือกว้างเพียงใด จะต้องนำอะไรบ้างมาพิจารณา การกำหนดขอบเขตของปัญหา จะต้องพิจารณา 2 ด้าน คือ

ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ตัวแปรคุม มีกี่ตัว อะไรบ้าง แต่ละตัวมีขอบเขตแค่ไหน

ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง

slide52
ข้อตกลงเบื้องต้น
  • เป็นเงื่อนไขที่ต้องการให้ผู้อ่านยอมรับล่วงหน้าโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ส่วนใหญ่จะตกลงในเรื่อง ตัวแปร การจัดกระทำกับข้อมูล วิธีการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คุณภาพของเครื่องมือ เช่น
    • คะแนนที่ได้จากการตอบแบบสอบถามในเวลาที่ต่างกันไม่ทำให้คะแนนต่างๆกัน
    • นักศึกษาทุกคนตอบแบบสอบถามด้วยความเข้าใจและจริงใจ
    • การวิจัยครั้งนี้ ถือว่าความแตกต่างในเรื่อง เพศ อายุ เชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ ตลอดจนอาชีพของบิดามารดา ไม่มีผลกระทบต่อการเรียน
slide53
คำนิยามศัพท์

นิยามองค์ประกอบ (Constitutive Definition) จะต้องระบุองค์ประกอบของตัวแปร รายละเอียด ลักษณะ คุณสมบัติ เช่น ตัวแปร สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม หมายถึง อาชีพ รายได้ การศึกษา

นิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) จะต้องระบุถึงการเกิดหรือมีตัวแปรนั้น และวิธีการวัดตัวแปรนั้น

นิยามแบบนามธรรม จะคลุมเครือไม่ชัดเจนแม้จะฟังเข้าใจก็ตาม เช่น ตัวแปรสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมอาจหมายถึง ฐานะความเป็นอยู่ หรือชีวิตความเป็นอยู่

slide54
การนิยามตัวแปร
  • การนิยามตัวแปรในรูปแนวความคิด (Conceptual Definition) หรือนิยามทั่วไป (General Definition)
    • มีลักษณะคล้ายพจนานุกรม
    • ได้จากตำราทางวิชาการต่างๆ
    • เหมาะกับตัวแปรที่เป็นนามธรรมยากแก่การสังเกต หรือวัดออกมาได้
  • คำนิยามปฏิบัติการ (Operational or Working Definition)
    • สังเกตได้ วัดได้
    • เหมาะกับตัวแปรที่เป็นรูปธรรม
    • ผู้วิจัยให้คำนิยามด้วยตัวเอง
    • มีการกำหนดตัวบ่งชี้วัดตัวแปร (Indicator)
slide55
ตัวอย่างการนิยามตัวแปรตัวอย่างการนิยามตัวแปร
  • ตัวแปร : การมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์
  • คำนิยามทั่วไป : การมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง การที่นักศึกษาไปมีส่วนร่วมในกิจการต่างๆ ขององค์การ หรือระบบ หรือ กระบวนการทางการบริหาร หรือทางการเมือง
  • คำนิยามปฏิบัติการ : การมีส่วนร่วมทางการเมือง หมายถึง การที่นักศึกษาทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจการในมหาวิทยาลัย องค์การปกครองท้องถิ่นการเมืองในระดับชาติ ซึ่งจะดูได้จากสิ่งต่อไปนี้
    • การรับฟังข่าวสารบ้านเมือง
    • การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
    • การชักจูงให้ผู้อื่นลงคะแนนเสียง
    • การเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การทำงานให้พรรค
    • เข้ารับสมัครเลือกตั้ง
slide56
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ในการทำวิจัยแต่ละเรื่อง จะต้องทราบว่าเมื่อทำวิจัยเสร็จแล้วจะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ของการวิจัยอาจใช้ได้หลายลักษณะ เช่น บางหน่วยงานอาจจะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย ปรับปรุงการเรียนการสอน ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่กำลังประสบ หรือทำข้อเสนอแนะ เป็นต้น

slide57
การกำหนดสมมติฐาน

สมมติฐาน หมายถึง การเดา หรือการสมมติที่มีเหตุผล โดยอาศัยประสบการณ์หรือหลักฐานที่มีอยู่ หรืออาจหมายถึง การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวแปรขึ้นไป ที่คาดหวังไว้ และสามารถทดสอบ (โดยผู้วิจัย) ในความเป็นจริง หรือเชิงประจักษ์ได้ หรือหมายถึง หลักการที่เราสร้างขึ้นมา เพื่อต้องการที่จะพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ นั่นคือ สมมติฐานจะเป็นตัวชี้แนะแนวทางคำตอบของปัญหาการวิจัย และทำหน้าที่เป็นทิศทางและแนวทางของการวิจัย

สมมติฐานการวิจัย(Hypothesis) ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การวิจัย คิดว่าผลวิจัยตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างไร และทำไมจึงคาดหวังอย่างนั้น

slide58
ความสำคัญของสมมติฐาน

ช่วยจำกัดขอบเขตของการวิจัย เพราะผู้วิจัยจะทำการวิจัยตามแนวทางที่ตั้งสมมติฐานไว้เท่านั้น

ช่วยให้ผู้วิจัยมองเห็นปัญหาการวิจัยชัดขึ้น

ช่วยมองเห็นภาพข้อมูล และความสัมพันธ์ของข้อมูล ตลอดจนวิธีวิเคราะห์ข้อมูล

ช่วยชี้แนวทางในการแปลผล และสรุปผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล

slide59
แหล่งที่มาของสมมติฐานแหล่งที่มาของสมมติฐาน

จากความรู้ของผู้วิจัย และประสบการณ์

จากการใช้หลักเหตุผล โดยการคิดวิเคราะห์หาเหตุผลว่ามีอะไรบ้าง และนำมาหาความสัมพันธ์กัน

จากผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือสิ่งที่ค้นอื่นค้นพบไว้

จากทฤษฎีและหลักการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรของเรื่องที่จะทำการวิจัย

slide60
ตัวแปรในสมมติฐาน

ตัวแปร (Variable)หมายถึง สิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา และเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปรค่าได้ เช่น เพศ อาชีพ ศาสนา เป็นต้น อาจหมายถึง สิ่งใดก็ตามที่มีค่าเปลี่ยนแปลงได้หลายค่า หรือมีค่าไม่คงที่

slide61

ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) หรือตัวแปรต้น คือตัวแปรที่มีส่วนในการกำหนด หรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลในการอธิบายความแตกต่างของตัวแปรตามได้ บางครั้งอาจเรียกตัวแปรประเภทนี้ว่า "ตัวแปรสาเหตุ" (Cause Variable)

ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือตัวแปรที่ค่าของมันถูกกำหนดโดยตัวแปรอื่นๆ หากไม่มีตัวแปรอื่น ตัวแปรตัวนี้จะไม่มีค่า เราอาจเรียกตัวแปรตามว่า "ตัวแปรผลลัพธ์" (Effected Variable)

ตัวแปรเกิน (Extraneous Variable) หรือตัวแปรภายนอก คือตัวแปรที่อาจมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม แต่ไม่ใช่ตัวแปรที่ผู้วิจัยเจาะจงศึกษา บางครั้งผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ได้ล่วงหน้า ก็อาจควบคุมอิทธิพลของตัวแปรเหล่านี้ไว้ ตัวแปรที่ควบคุมไว้นี้เรียกว่า "ตัวแปรคุม" (Controlled Variable) ตัวแปรบางตัวผู้วิจัยควบคุมไว้ไม่ได้ แต่สามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อตัวแปรเช่นนี้ เรียกว่า "ตัวแปรสอดแทรก" (Intervening Variable)

slide62
ตัวอย่างการวิเคราะห์ตัวแปรตัวอย่างการวิเคราะห์ตัวแปร
slide63
ตัวอย่างการวิเคราะห์ตัวแปรตัวอย่างการวิเคราะห์ตัวแปร
slide64
ตัวอย่างการวิเคราะห์ตัวแปรตัวอย่างการวิเคราะห์ตัวแปร
slide65
เกณฑ์การตั้งสมมติฐาน

สมมติฐานนั้นต้องสามารถทดสอบได้ด้วยวิธีการทางสถิติ

สมมติฐานต้องมีเหตุผล สอดคล้องกับทฤษฎีและผลงานวิจัยของผู้อื่น

สมมติฐานต้องสอดคล้องกับปัญหา และวัตถุประสงค์ของการวิจัย สามารถตอบปัญหาการวิจัยได้

สมมติฐานต้องบอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรไว้ชัดเจน

slide66
ประเภทของสมมติฐาน
  • สมมติฐานทางการวิจัย เป็นสมมติฐานที่เขียนขึ้นเพื่อคาดคะเน ตอบปัญหาของการวิจัย โดยอาศัยหลักเหตุผล ความรู้ประสบการณ์จากทฤษฎี จะเขียนในรูปของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ต้องการศึกษา แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
    • แบบไม่มีทิศทาง(Nondirectional Hypothesis) อาจเนื่องจากผู้วิจัยไม่แน่ใจที่จะกำหนดทิศทางของความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์ของตัวแปร เช่น
      • นักเรียนที่มีอายุต่างกันมีความสามารถในการอ่านแตกต่างกัน
      • ผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยวิธีสอน ก. และวิธีสอน ข. แตกต่างกัน
      • ความสามารถในการแก้ปัญหากับผลการเรียนวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กัน
      • ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
    • แบบมีทิศทาง(Directional Hypothesis) เนื่องจากผู้วิจัยมีความมั่นใจที่จะกำหนดทิศทางของความแตกต่างระหว่างตัวแปร จะมีคำว่า มากกว่า น้อยกว่า สูงกว่า หรือต่ำกว่า (บวก หรือ ลบ)
      • เด็กหญิงมีความสามารถทางภาษาสูงกว่าเด็กผู้ชาย
      • คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยกับเกรดเฉลี่ย ม.6 มีความสัมพันธ์กันในทางบวก
slide67

สมมติฐานทางสถิติ เป็นสมมติฐานที่เขียนอยู่ในรูปของสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้สามารถทดสอบได้โดยวิธีการทางสถิติ

    • สมมติฐานว่าง(Null Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่แสดงความไม่แตกต่างกัน หรือความไม่สัมพันธ์กันระหว่าง ตัวแปรที่ต้องการศึกษา
    • สมมติฐานแย้ง(Alternative Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างตัวแปร หรือความสัมพันธ์กันระหว่างตัวแปรที่ต้องการศึกษา
  • ตัวอย่างการตั้งสมมติฐาน
    • - ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
    • - ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับการก้าวหน้าในงาน
    • - เพศหญิงมีความเชื่อโชคลางมากกว่าเพศชาย
    • - เพศมีความสัมพันธ์กับสถานภาพสมรส
    • - เพศมีความสัมพันธ์ทางเดียวกันกับสถานภาพสมรส
    • - เพศมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามหรือกลับกันกับสถานภาพสมรส
slide68
ประโยชน์ของสมมติฐาน

เป็นแนวทางในการวิจัย นั่นคือ เราจะทำการวิจัยเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่กำหนดไว้

จำกัดขอบเขตของการวิจัยให้ดำเนินไปตามจุดประสงค์ที่ได้กำหนดไว้

ช่วยให้ผู้วิจัยมีความเข้าใจแจ่มแจ้งเกี่ยวกับเรื่องที่จะทำวิจัย

slide69
การนำเสนอผลการวิจัย
  • รูปแบบในการนำเสนอผลการวิจัย
  • ขั้นตอนสุดท้ายของการทำการวิจัยในโครงการหนึ่งๆ ก็คือ การนำเสนอผลการวิจัยที่ได้พบหรือพิสูจน์มาจากโครงการนั้นๆ โดยปกติแล้วการนำเสนอผลการวิจัยมักเสนอในลักษณะที่เกี่ยวข้องท้าวความมา ตั้งแต่เริ่มโครงการวิจัย คือเริ่มตั้งแต่ ปัญหาที่วิจัย วิธีการที่ทำวิจัย และผลการวิจัยที่ค้นพบหรือพิสูจน์ได้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่ศึกษาติดตามงานวิจัยนั้นๆ ได้ทราบและเข้าใจ รายละเอียดของโครงการวิจัยตั้งแต่ต้นจนจบ
  • การนำเสนอผลการวิจัยอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น เสนอผลการวิจัยด้วยปากเปล่าในการสัมมนา หรือประชุมวิชาการในการนำเสนอรายงานด้วยปากเปล่านั้น เพื่อความเข้าใจได้ง่ายขึ้นและทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยอาจใช้เครื่องมือบางอย่าง เข้าช่วย เช่น แผนภูมิ แผนที่ ภาพนิ่ง แผ่นใส หรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โปรแกรม PowerPoint หรือนำเสนอผลการวิจัย ในรูปของบทความวิจัยเฉพาะสาระสำคัญๆ ลงพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการเฉพาะสาขาวิชานั้นๆ ก็ได้ ต้องพยายามเสนอ เฉพาะสาระสำคัญและประเด็นหลักๆ ที่ค้นพบหรือพิสูจน์ได้จากการวิจัย
slide70

รูปแบบของรายงานโดยทั่วไปแล้วรายงานการวิจัยที่จัดเสนอในรูปของข้อเขียนจะใช้รูปแบบของรายงาน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนนำส่วนเนื้อหา และส่วนอ้างอิง ในแต่ละส่วนก็จะมีส่วนย่อยๆ อีกหลายส่วนตามลำดับ ดังนี้

    • ส่วนนำ เป็นส่วนแรกของรายงานการวิจัยเพื่อแนะนำโครงการวิจัย และเพื่อให้ผู้อ่านได้มีโอกาสทำความรู้จักกับงานวิจัยนั้นๆ เป็นพื้นฐานรวมทั้งได้มีโอกาสเข้าใจงานวิจัยนั้นอย่างง่ายๆ สั้นๆ โดยรวดเร็วได้ รายละเอียดปลีกย่อยสรุปได้ ดังนี้

ส่วนนำ ประกอบด้วย

  1. ปก

  2. หน้าชื่อเรื่อง หรือปกใน

  3. หน้าอนุมัติ (ถ้ามี)

  4. บทคัดย่อ

  5. กิตติกรรมประกาศ

  6. สารบัญเรื่อง

  7. สารบัญตาราง

  8. สารบัญภาพ

slide71

ส่วนเนื้อหา เป็นสาระสำคัญที่สุดของโครงการวิจัย เป็นการบรรยายโดยละเอียดถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานวิจัยนั้นๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนเนื้อหานี้อาจแบ่งเป็นบทๆ หรือเป็นตอนๆ ได้หลายบทตามความพอใจของผู้วิจัย และไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนเนื้อหานี้จะต้องครอบคลุมถึงประเด็นต่างๆ รวม 4 ประเด็น ดังนี้

  1. บทนำ หรือ คำนำ ประกอบด้วย

  1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย

  1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.3 สมมติฐานในการวิจัย

  1.4 ขอบเขตของการวิจัย

  1.5 นิยามศัพท์

  1.6 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย

  2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

slide72

3. วิธีดำเนินการวิจัย หรือระเบียบวิธีวิจัย

   3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

  3.2 เครื่องมือและการสร้างเครื่องมือ

  3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล

  3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล

  3.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

  4. ผลการวิจัย หรือผลการศึกษา

  4.1 การเสนอผลการวิเคราะห์

  4.2 การแปลความหรือตีความข้อมูล

  5. สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

  5.1 สรุปผลการวิจัย

  5.2 อภิปรายผล

  5.3 ข้อเสนอแนะ

slide73

สวัสดี ค่ะ เจอกันอาทิตย์ต่อไป