Stars
Download
1 / 81

??????? ( STARS ) - PowerPoint PPT Presentation


  • 203 Views
  • Uploaded on

ดาวฤกษ์ ( STARS ). ดาวฤกษ์ อยู่เป็นระบบใหญ่ หรืออาณาจักรดาวฤกษ์ (ดาราจักร)ที่เรียกว่า กาแล็กซี ( GALAXY ) ซึ่งแต่ละกาแล็กซี มีดาวฤกษ์เป็นแสนล้านดวง.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about '??????? ( STARS )' - keira


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

Stars

ดาวฤกษ์ อยู่เป็นระบบใหญ่ หรืออาณาจักรดาวฤกษ์ (ดาราจักร)ที่เรียกว่า กาแล็กซี ( GALAXY) ซึ่งแต่ละกาแล็กซี มีดาวฤกษ์เป็นแสนล้านดวง


Stars

ในกาแล็กซีทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ เนื่องจากดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ แต่บรรดาดาวฤกษ์ที่เราเห็นแสงสว่างด้วยตาเปล่าเกือบทั้งหมดมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มาก ๆมักจะมีธาตุที่มีนิวเคลียสขนาดใหญ่


Stars
ดาวพรอกซิมา เซนเทารี ในระบบดาวแอลฟาเซนเทารี เป็น ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะมากที่สุด


Stars
ลักษณะดาวฤกษ์ ในระบบดาวแอลฟาเซนเทารี

ดาวฤกษ์มีลักษณะเป็นทรงกลมใหญ่ของแก๊สร้อน มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็น ธาตุไฮโดรเจน

ผลิตพลังงานด้วยปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์แบบฟิวชัน


Stars

เมื่อเนบิวลา มีก๊าซไฮโดรเจน มากขึ้นก็จะเริ่มหดตัว เนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดก๊าซให้มารวมตัวเข้าด้วยกัน เมื่อก๊าซอัดแน่น ในใจกลางมากขึ้น อะตอมของก๊าซไฮโดรเจนเบียดเสียดกันมากขึ้นเกิดเป็นความร้อนแล้วเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขึ้นที่ ใจกลางเนบิวลา ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ว่าก็คือ นิวเคลียร์ฟิวชั่น Fusion Nuclear Reaction


Stars1
ดาวฤกษ์ ( มีก๊าซไฮโดรเจน มากขึ้นก็จะเริ่มหดตัว เนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดก๊าซให้มารวมตัวเข้าด้วยกัน เมื่อก๊าซอัดแน่น ในใจกลางมากขึ้น อะตอมของก๊าซไฮโดรเจนเบียดเสียดกันมากขึ้นเกิดเป็นความร้อนแล้วเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขึ้นที่ ใจกลางเนบิวลา ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ว่าก็คือ นิวเคลียร์ฟิวชั่น STARS)

นิวเคลียร์ฟิวชั่น NuclearFusion เป็นการรวมเอาธาตุเบาให้เป็นธาตุหนัก อย่างเช่น รวมอะตอมของไฮโดรเจน 4 อะตอม ให้เป็นอะตอมของฮีเลียม 1 อะตอม แล้วคายพลังงานความร้อนออกมาด้วย ตามสมการสูตรความสัมพันธ์ระหว่างมวล(m) และพลังงาน(E)ของไอน์สไตน์

E=mc2


Stars
ดาวฤกษ์ทุกดวงมีลักษณะที่เหมือนกัน 2 อย่าง คือ

1. มีพลังงาน ในตัวเอง

2. เป็นแหล่งกำเนิดของธาตุต่าง ๆ เช่น ธาตุฮีเลียม ลิเทียมเบริเลียม


Stars
ความแตกต่างของ ดาวฤกษ์บนท้องฟ้า

ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าจะมีความแตกต่างกันในเรื่องมวลอุณหภูมิผิวสีอายุองค์ประกอบทางเคมีขนาดระยะห่างความสว่าง และ ระบบดาว


Stars
วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์บนท้องฟ้า

ดาวฤกษ์เกิดจากการยุบรวมตัวของเนบิวลา หรืออาจกล่าวได้ว่าเนบิวลาเป็นแหล่งกำเนิดของดาวฤกษ์ทุกประเภท การยุบตัวของเนบิวลา เกิดจากแรงโน้มถ่วงของเนบิวลา เมื่อแก๊สยุบตัวลง ความดันของแก๊สจะสูงขึ้น อุณหภูมิของแก๊สจะสูงขึ้นด้วย เมื่ออุณหภูมิแก่นกลาง สูงมากขึ้น หลายแสนองศาเซลเซียส เรียกช่วงนี้ว่า ดาวฤกษ์ก่อนเกิด (protostar)


Stars

เมื่อ ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าแรงโน้มถ่วงดึงแก๊สให้ยุบตัวลงไปอีก ความดัน ที่แก่นกลางสูงขึ้น และอุณหภูมิ สูงขึ้น เป็น15 ล้านเคลวิน ทำให้เกิดปฎิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์(Thermonuclear reaction) หลอมรวมนิวเคลียสของไฮโดรเจน ให้เป็นนิวเคลียสฮีเลียม เมื่อเกิดความสมดุล ระหว่างแรงโน้มถ่วง กับแรงดันแก๊สร้อน ทำให้ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ ที่สมบูรณ์


Stars
ดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อย ดาวฤกษ์บนท้องฟ้า

ดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อย เช่น ดวงอาทิตย์

จะใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้น้อยมีผลทำให้ช่วงชีวิตของดาวฤกษ์ยาว และจบชีวิตลงด้วยการไม่ระเบิด

ดาวฤกษ์ที่จบชีวิตโดยการไม่ระเบิดจะกลายเป็น ดาวแคระขาว และเป็นดาวแคระดำในที่สุด


Stars

องค์ประกอบ ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าของดวงอาทิตย์ - ไฮโดรเจนร้อยละ 70 - ฮีเลียมร้อยละ 28 - ธาตุอื่นๆ เช่น โลหะร้อยละ 2 - มีอายุประมาณ หมื่นล้านปี ถือกำเนิดมาแล้ว 5 พันล้านปี - ใช้อะตอมของไฮโดรเจน ประมาณวินาทีละ 630 ล้านตัน และจะให้พลังงานเช่นนี้ไปอีก 5 พันล้านปีส่วนดาวซีรีอุส ในกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ (Canis Major) ซึ่งมีความสุกสว่างที่สุดในท้องฟ้า จะมีอายุสั้นเพียง ไม่กี่ล้านปีเท่านั้น


Stars

- สำหรับดวงอาทิตย์จัดอยู่ในพวก ดาวขนาดเล็ก ที่เรียกว่า ดาวแคระ มีสีเหลือง - เมื่ออายุของดาวฤกษ์ผ่านไปราวครึ่งชีวิต ก็จะใช้ไฮโดรเจน จนหมด ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ก็จะหยุด แรงนิวเคลียร์ที่จะต่อต้านแรงโน้มถ่วงก็จะไม่มี ดาวฤกษ์ก็จะเริ่มหดตัวลง


Stars

สำหรับดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ ของเรา การหดตัวจะมีขึ้นไปเรื่อยไม่เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขั้นที่ 2เพราะดาวฤกษ์มีมวลน้อยเกินไป ดาวฤกษ์จะหดตัวและ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ก็จะค่อยหมดไปที่ละน้อย จะในที่สุดกลายเป็น ดาวแคระน้ำตาลBrown dwarf  และดับลงกลายเป็นดาวแคระดำBlack dwarf  


Stars

สำหรับดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ขนาดดวงอาทิตย์ขึ้นไป การหดตัวจะทำให้เกิด ความร้อนจุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ ที่ผิวรอบนอกแกนกลางดาวฤกษ์ ทำให้ผิวของดาวฤกษ์ขยายตัวออก และผลักแกนกลางที่อุดมไปด้วย ฮีเลียม อัดแน่น เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ ขั้นที่สองที่มี ฮีเลียม เป็นเชื้อเพลิง ด้วยขบวนการหลอมฮีเลียมให้เป็นธาตุหนักอื่นๆ อีก คือ คาร์บอน และ ออกซิเจน


Stars

ระหว่างช่วงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขั้นที่สองนี้ จะมีแรงนิวเคลียร์ถึงสองที่คือที่แกนกลาง และผิวรอบนอกแกนกลาง ทำให้ดาวฤกษ์จะเริ่มพองตัวใหญ่ขึ้นหลายร้อยเท่ากลายเป็นดาวยักษ์ที่มีอุณหภูมิผิวดาวไม่สูงนักคือราว 4,500 องศาเซลเซียส เราเรียกว่าดาวยักษ์แดงซึ่งจะขยายใหญ่เลยเส้นทางโคจรของดาวศุกร์ออกไป กำลังส่องสว่างกว่าดวงอาทิตย์ปัจจุบันถึง 1,000 เท่าระหว่างนี้แรงนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในดาวฤกษ์มีถึงสองที่ คือชั้นที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง กับ ชั้นที่ใช้ฮีเลียมเป็นเชื้อเพลิง   ทำให้สภาพของดาวฤกษ์ไม่คงที่ มีการหดตัวและขยายตัว สลับกันตลอดเวลา มีลักษณะเป็นดาวแปรแสง


Stars

เมื่อดวงอาทิตย์กลายเป็นเมื่อดวงอาทิตย์กลายเป็นดาวยักษ์แดง ดาวพุธ ดาวศุกร์ และโลกจะถูกดวงอาทิตย์กลืนกินหมดสิ้น ดาวยักษ์แดงจะวิวัฒนาการต่อไปใจกลางจะร้อนจัดยิ่งขึ้นจนเกิด ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ฮีเลียมซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหม่ ฮีเลียมจะหลอมรวมเป็นคาร์บอน ที่แกนกลางและพร้อมกันนั้นรอบแกนกลางออกไปจะเกิดการหลอมรวมฮีเลียมกับไฮโดรเจน ในช่วงนั้นดวงอาทิตย์จะขยายขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นกว่าดาวยักษ์แดงเป็น 400 เท่าของดวงอาทิตย์ปัจจุบัน ความสว่างจะเป็น 10,000 เท่า


Stars

ในช่วงนั้นดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่ เกินแรงโน้มถ่วงภายใน ที่จะยึดเหนี่ยวรูปทรงไว้ได้ผิวชั้นนอกจะหลุดสู่อวกาศ กลายเป็นสสารระหว่างดาว คือ แก๊สและฝุ่นธุลี สสารผิวด้านในถัดมาก็จะถูกพ่นกระจายออกไปพร้อมกับรอบนอกของแกนกลางบางส่วน มวลสารจะรวมตัวกันเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ เทหฟากฟ้า สว่างเรือง แกนกลางที่ยังคงสภาพอยู่ จะกลายเป็น ดาวแคระขาว (White Dwarf) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 13,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ใน 100 ของดวงอาทิตย์ขนาดเดิม


Stars

ดาวแคระขาว ( เกินแรงโน้มถ่วงภายใน ที่จะยึดเหนี่ยวรูปทรงไว้ได้ผิวชั้นนอกจะหลุดสู่อวกาศ กลายเป็นสสารระหว่างดาว คือ แก๊สและฝุ่นธุลี สสารผิวด้านในถัดมาก็จะถูกพ่นกระจายออกไปพร้อมกับรอบนอกของแกนกลางบางส่วน มวลสารจะรวมตัวกันเป็นWhite Dwarf)เป็นดาวฤกษ์ที่มีขนาดเล็กมาก เกิดจากการยุบตัว มีความหนาแน่นสูงมาก จากนั้นสีจะค่อยๆ จางลงจากสีเหลือง และสีแดงในที่สุดและกลายเป็นดาวฤกษ์ที่หมดพลังไม่มีปฏิกิริยานิวเคลียร์ จากนั้นจะค่อยๆยุบตัวและมีขนาดเล็กลง จนใกล้วาระสุดท้ายของวิวัฒนาการ ดาวแคระขาว จะค่อยๆ เย็นตัวลง หรี่แสงลงจนดับแสงเป็นก้อนถ่านดำ เรียกว่า ดาวแคระดำ (black dwarf)ซึ่งเป็นซากตายของดาวฤกษ์นั่นเอง


Stars
วิวัฒนาการของดวงอาทิตย์วิวัฒนาการของดวงอาทิตย์


Stars
ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากวิวัฒนาการของดวงอาทิตย์

ดาวฤกษ์ที่มีมวลมาก จะใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้มาก มีผลทำให้ช่วงชีวิตของดาวฤกษ์สั้น และจบชีวิตลง ด้วย การระเบิดอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า ซูปเปอร์โนวา

การเกิดซูปเปอร์โนวา จะมีแรงโน้มถ่วงทำให้ดาวยุบตัวลงกลายเป็นดาวนิวตรอน(ถ้าดาวฤกษ์มีมวลมาก) หรือกลายเป็นหลุมดำ (ถ้าดาวฤกษ์มีมวลมากมาก)ในขณะเดียวกันก็มีแรงสะท้อนที่ทำให้ส่วนภายนอกของดาวระเบิดเกิดธาตุหนักต่าง ๆ


Stars

ดาวยักษ์ใหญ่มีมวลสารมาก ดาวฤกษ์ที่มีมวลสารมากกว่าดวงอาทิตย์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่าถึง 100 เท่า มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 ล้านเท่าถึง 1,000 ล้านเท่า เรียกว่า ดาวยักษ์ใหญ่ วาระสุดท้ายของดาวยักษ์ใหญ่นี้จะเกิดระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ทำลายตัวเอง ที่เรียกว่า ซุปเปอร์โนวา


Stars

ซูเปอร์โนวา ดาวฤกษ์ที่มีมวลสารมากกว่าดวงอาทิตย์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าดวงอาทิตย์ (Supernova)


Stars
ภาพแสดง วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ที่มีมวลสารต่างๆ กัน


Stars
ความสว่าง วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ที่มีมวลสารต่างๆ กัน และอันดับความสว่าง ของดาวฤกษ์

เมื่อเราดูดาวจากโลกจะเห็นดาวแต่ละดวงมีความสว่างต่างๆ กัน ความสว่างที่เห็นนั้นไม่ใช่ความสว่างที่แท้จริง บางดวงที่สว่างมากแต่อยู่ไกลจะปรากฏแสงริบหรี่ได้ ความสว่างของดาวที่สังเกตจากโลกของเราเรียกว่า ความสว่างปรากฏ


Stars

ความสว่างของดาวฤกษ์บอกได้จากตัวเลขที่เรียกว่า อันดับความสว่าง (โชติมาตร) หรือ แมกนิจูด (Magnitude)ของดาว

ดาวที่มีอันดับความสว่างต่างกัน1 จะสว่างมากกว่ากัน 2 เท่าครึ่ง โดยอันดับความสว่างที่เป็นบวกหรือตัวเลขมากๆ จะมีความสว่างน้อยกว่าดาวที่มีอันดับความสว่างเป็นลบหรือตัวเลขน้อยๆเช่น ดาวฤกษ์ที่มีอันดับความสว่างเป็น -1 จะมีความสว่างมากกว่าดาวฤกษ์ที่มีอันดับความสว่าง 1


Stars
ตาราง แสดงอันดับความสว่างของดาวดาวบนท้องฟ้า


Stars
ตาราง แสดงอันดับความสว่างของดาวดาวบนท้องฟ้า


Stars
ตาราง แสดงอันดับความสว่างของดาวดาวบนท้องฟ้า


Brightness
ความสว่าง( แสดงอันดับความสว่างของดาวดาวบนท้องฟ้าbrightness)

ความสว่างของดาวฤกษ์เป็นพลังงานแสงจากดาวฤกษ์ดวงนั้นใน 1 วินาทีต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่

ความสว่างที่มีหน่วยเป็นหน่วยของพลังงาน

แต่อันดับความสว่าง ไม่มีหน่วย


Stars
อันดับความสว่างของดวงดาวอันดับความสว่างของดวงดาว

อันดับความสว่างของดวงดาวแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1.อันดับความสว่างปรากฏ

2.อันดับความสว่างที่แท้จริง

อันดับความสว่างที่แท้จริงของดาวเป็นอันดับความสว่างปรากฏ เมื่อดาวอยู่ห่างจากโลก 10 พาร์เสค หรือ 32.61 ปีแสง (parsec ย่อมาจาก parallax of one second)


Stars
สีและอุณหภูมิของดาวฤกษ์สีและอุณหภูมิของดาวฤกษ์

สีของดาวฤกษ์ จะขึ้นอยู่กับ อุณหภูมิพื้นผิวของดาวฤกษ์นั้น กล่าวคือ ดาวที่มีอุณหภูมิพื้นผิวต่ำจะมีสีค่อนข้างแดง พวกที่มีอุณหภูมิสูงจะมีสีไปทางขาวหรือขาวแกมน้ำเงิน


Distance of the stars
ระยะห่างของดาวฤกษ์ (สีและอุณหภูมิของดาวฤกษ์Distance Of the Stars)

การวัดระยะห่างของดาวฤกษ์ในอดีตนั้นเราคิดกันว่าดาวฤกษ์นั้นคงจะอยู่ไกลแสนไกลจนไม่สามารถวัดได้ จนกระทั่งปี ค.ศ.1838 F.W.Bessel ได้คิดวิธีวัดระยะทางของดวงดาวขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยวิธีแพรัลแลกซ์ Parallax กับดาวฤกษ์ชื่อว่า 61cygni ในขณะเดียวกัน T.henderson ก็ใช้วิธีเดียวกันวัดระยะดาว Alpha centauri และ F.struve วัดระยะทางของดาวเวก้า


Stars
แพรัลแลกซ์ตรีโกณมิติสีและอุณหภูมิของดาวฤกษ์

วิธีแพรัลแลกซ์ (Parallax) ใช้หลักของการเปลี่ยนตำแหน่งของผู้สังเกต ยกตัวอย่าง เราลองยกนิ้วหัวแม่มือ ชูขึ้นไปข้างหน้า แล้วหลับตามองนิ้วหัวแม่มือนั้นที่ละข้าง เราจะเห็นว่าตำแหน่งของนิ้วหัวแม่มือเรา เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเทียบกับฉากหลังที่อยู่ไกลกว่า

มุมที่เกิดขึ้นจากการ เปลี่ยนตำแหน่งนี้เราเรียกว่า มุมพารัลแลกซ์


Stars

ในการวัดระยะห่างของดาวดาวก็เช่นเดียวกัน เราจะใช้การเปลี่ยนตำแหน่งของผู้สังเกตที่อยู่บนโลก โดยที่ ณ.ตำแหน่ง A เราสังเกตดาวที่เราต้องการวัดระยะห่างดวงหนึ่งโดยพิจารณาตำแหน่งเมื่อเทียบกับดาวที่อยู่ไกลกว่า ณ ตำแหน่ง a  หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์มาอยู่อีกคนละฝาก ที่ตำแหน่ง B สังเกตการ เปลี่ยนแปลงตำแหน่งดาวดวงเก่าเมื่อเทียบกับดาวที่อยู่ไกลกว่า ณ ตำแหน่ง b   จะเห็นว่าดาวเปลี่ยนตำแหน่งเมื่อ เทียบกับฉากหลัง หาค่าออกมาเป็นมุมกี่องศา (a)   เราทราบดีว่าโลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 93 ล้านไมล์ (X)   และเรารู้ค่าของมุม a ที่เราได้จากการวัด และระยะทางที่เราต้องการหาคือค่า Y (ระยะจากดวงอาทิตย์ถึงดาวฤกษ์)


Stars

เขียนเป็นสูตรได้ว่า เราจะใช้การเปลี่ยนตำแหน่งของผู้สังเกตที่อยู่บนโลก โดยที่ ณ.ตำแหน่ง sine (a/2) = X/Y หรือ Y = X/ sine (a/2) ถ้ามุมที่เราวัดได้ สมมุติว่าเท่ากับ 2 ฟิลิบดา ( 2 arc second) หรือ 2/3600 องศา (โดยทั่วไปค่ามุมจะแคบมาก)แทนค่าสูตรจะได้    Y =  93 x 106/ sine(1/3600)                                          = 93 x 106 / 4.85 x 10-6=   19.18 x 1012ทำให้เป็นปีแสง =  19.18 x 1012/ 6 x  1012ค่า Y ที่คำนวนได้จะเท่ากับ 3.20  ปีแสง


Stars

หากวัดมุมแพรัลแลกซ์ ได้ 1 ฟิลิปดา ดาวฤกษ์ที่ต้องการวัดระยะห่าง จะอยู่ไกล 1 พาร์เสก = 3.261 ปีแสง


Stars

จากรูป ได้ 1 ฟิลิปดา ดาวฤกษ์ที่ต้องการวัดระยะห่าง จะอยู่ไกล 1 พาร์เสก P คือ มุมแพรัลแลกซ์ของดาวฤกษ์ที่ต้องการวัดระยะห่าง มีหน่วยเป็นฟิลิปดา และแปลงค่าเป็นหน่วยเรเดียน


Stars
การวัดระยะห่าง ของเทหวัตถุ

การวัดระยะห่าง ของเทหวัตถุ ที่อยู่ใกล้โลก เช่น ดวงจันทร์ วัดโดยการใช้แสงเลเซอร์ ยิงไปบนดวงจันทร์ ซึ่งบนดวงจันทร์ มีกระจกสะท้อนแสงเลเซอร์ สะท้อนแสงกลับมายังกล้องโทรทรรศน์ บนโลก สามารถคำนวณระยะทาง ที่แสงเดินทางไปและกลับได้ อย่างแม่นยำ โดยเฉลี่ย ระยะห่างจากโลกถึงดวงจันทร์ คือ 384,403 กม.

สำหรับ ดาวเคราะห์อื่นๆ ใช้วิธีส่งสัญญาณเรดาร์ไปยังดาวเคราะห์ และให้ดาวเคราะห์สะท้อนสัญญาณกลับมา


Stars

ดาวฤกษ์อยู่ห่างจากโลกมาก และระยะระหว่างดาวฤกษ์ด้วยกันเองก็ห่างไกลกันมากเช่นกัน การบอกระยะทางของดาวฤกษ์จึงใช้หน่วยของระยะทางต่างไปจากระยะทางบนโลก ดังนี้

ปีแสง (lightyear หรือ Ly.) คือ ระยะทางที่แสงเดินทางในอวกาศเวลา 1 ปี อัตราเร็วของแสงมีค่า 3x108เมตร/วินาที ดังนั้นระยะทาง 1 ปีแสงจึงมีค่าประมาณ 9.5 ล้านล้าน กิโลเมตร เช่น ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลก 8.3 นาทีแสง หรือประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร ดาวแอลฟาเซนเทารีในกลุ่มดาวเซนทอร์อยู่ห่างจากโลก 4.26 ปีแสง เป็นต้น


Stars

หน่วยดาราศาสตร์ ( และระยะระหว่างดาวฤกษ์ด้วยกันเองก็ห่างไกลกันมากเช่นกัน การบอกระยะทางของดาวฤกษ์จึงใช้หน่วยของระยะทางต่างไปจากระยะทางบนโลก ดังนี้astronomical unit )หรือ (A.U) คือ ระยะทางระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ ระยะทาง 1 A.U มีค่า ประมาณ150 ล้านกิโลเมตร


Stars

พาร์เซก ( และระยะระหว่างดาวฤกษ์ด้วยกันเองก็ห่างไกลกันมากเช่นกัน การบอกระยะทางของดาวฤกษ์จึงใช้หน่วยของระยะทางต่างไปจากระยะทางบนโลก ดังนี้parsec) เป็นระยะทางที่ได้จากการหา แพรัลแลกซ์ (parallax) ของดวงดาว ซึ่งเป็นวิธีวัดระยะห่างของดาวฤกษ์ที่อยู่ค่อนข้างใกล้โลกได้อย่างแม่นยำกว่าดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลมาก หลักการของแพรัลแลกซ์คือ การเห็นดาวฤกษ์เปลี่ยนตำแหน่ง เมื่อสังเกตจากโลกในเวลาที่ห่างกัน 6 เดือน เพราะจุดสังเกตดาวฤกษ์ทั้ง 2 ครั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะทาง 2 เท่าของระยะทางระหว่างโลกและดวงอาทิตย์

1 พาร์เซกมีค่า 3.26 ปีแสง(parsec ย่อมาจาก parallax of one second)


Stars

สำหรับ ดาวฤกษ์ ที่อยู่ไกลกว่า 1,000 พาร์เสค เกินกว่าการใช้วิธี แพรัลแลกซ์ สามารถหาระยะห่างของดาว ได้โดยวิธีดูสเปกตรัม เรียกว่าการใช้ แพรัลแลกซ์ เชิงสเปกตรัม (spectroscopic parallax)


Nebula
เนบิวลา ( ที่อยู่ไกลกว่า 1,000 พาร์เสค เกินกว่าการใช้วิธี แพรัลแลกซ์ สามารถหาระยะห่างของดาว ได้โดยวิธีดูสเปกตรัม เรียกว่าการใช้ nebula)


Stars

เนบิวลา ( ที่อยู่ไกลกว่า 1,000 พาร์เสค เกินกว่าการใช้วิธี แพรัลแลกซ์ สามารถหาระยะห่างของดาว ได้โดยวิธีดูสเปกตรัม เรียกว่าการใช้ nebula)

เนบิวลา (nebula) คือ กลุ่มแก๊สที่อยู่ระหว่างดาวฤกษ์ เนบิวลาที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดบิกแบง ประมาณ 300,000 ปี เรียกว่า เนบิวลาดั้งเดิม ส่วนเนบิวลาที่เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ (ซูเปอร์โนวา) เรียกว่า เนบิวลาใหม่


Stars

เราแบ่งเนบิวล่า ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ1. Emission nebula เนบิวล่าเรืองแสง มีแสงในตัวเอง 2. Reflective nebula เนบิวล่าสะท้อนแสง3. Planetary nebulaเนบิวล่าดาวเคราะห์4. Dark nebula เนบิวล่ามืด


Stars

เนบิวลาเรืองแสง ออกเป็น (Emission Nebula)


M8 lagoon nebula
M8 ออกเป็น LagoonNebula


Great orion nebula m42
เนบิวลาสว่างใหญ่ ( ออกเป็น Great Orion Nebula, M42)อยู่บริเวณใต้เข็มขัดของนายพราน


M17 7 0 5 000
M17 ออกเป็น เป็นเนบิวลาสว่าง มีความสว่างปรากฏประมาณ 7.0อยู่ห่างจากโลก 5,000 ปีแสง


Stars

M20 ออกเป็น เนบิวลาสามแฉก เป็นเนบิวลาสว่าง มีความสว่างปรากฏประมาณ 7.6 อยู่ห่างจากโลก 2,200 ปีแสง ทางมืดระหว่างแฉกเป็นก็าซและฝุ่น ที่บังแสงดาวฤกษ์




Stars
ภายในเนบิวลา รูปนกอินทรี


Stars
เนบิวลาสว่างประเภทสะท้อนแสง รอบดาวดวงล่างของกระจุกดาวลูกไก่




The pipe ophiuchus
เนบิวลา The Pipe เป็นเนบิวลามืดที่เห็นในเมฆของดาวใน Ophiuchus.


Crab nebula
เนบิวลาปู ( Crab Nebula) เนบิวลา เรืองแสง หลังจากการระเบิดของดาวฤกษ์ ในอดีต



Hourglass nebula
ภาพเนบิวลานาฬิกาทราย(ภาพเนบิวลานาฬิกาทราย(Hourglass Nebula) มีวงแหวนที่ชัดเจนมาก


M 101
กาแล็กซี ภาพเนบิวลานาฬิกาทราย(M 101


Ngc 5866
กาภาพเนบิวลานาฬิกาทราย(แล็กซี่ NGC 5866


Arp 220
กาภาพเนบิวลานาฬิกาทราย(แล็กซี่ Arp 220


Stars
กระจุกกาแล็กซีหัวกระสุนกระจุกกาแล็กซีหัวกระสุน


Stars
กาแล็กซีแรกกระจุกกาแล็กซีหัวกระสุนหลังบิ๊กแบง


Stars

ดาวพฤหัสบดีกระจุกกาแล็กซีหัวกระสุน

(Jupiter)


Stars

กาแล็กซีทางช้างเผือกกระจุกกาแล็กซีหัวกระสุน


Stars

กระจุกดาวเปิดกระจุกกาแล็กซีหัวกระสุน


Stars


Stars