market failure n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
ความล้มเหลวของตลาด ( Market failure) PowerPoint Presentation
Download Presentation
ความล้มเหลวของตลาด ( Market failure)

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 35

ความล้มเหลวของตลาด ( Market failure) - PowerPoint PPT Presentation


  • 107 Views
  • Uploaded on

ความล้มเหลวของตลาด ( Market failure). หมายถึง ราคาไม่สามารถใช้เป็นสัญญาณที่เหมาะสม ในการจัดสรรทรัพยากร สำหรับผู้บริโภคและผู้ผลิต ผลลัพธ์ คือ การใช้ทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพ. สาเหตุของความล้มเหลวของตลาด. - อำนาจเหนือตลาด (market power) (เรียนมาแล้ว จะไม่พูดซ้ำ)

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'ความล้มเหลวของตลาด ( Market failure)' - cais


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
market failure
ความล้มเหลวของตลาด (Market failure)

หมายถึง ราคาไม่สามารถใช้เป็นสัญญาณที่เหมาะสม ในการจัดสรรทรัพยากร สำหรับผู้บริโภคและผู้ผลิต ผลลัพธ์ คือ การใช้ทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพ

slide2
สาเหตุของความล้มเหลวของตลาดสาเหตุของความล้มเหลวของตลาด

- อำนาจเหนือตลาด (market power)

(เรียนมาแล้ว จะไม่พูดซ้ำ)

- สารสนเทศไม่สมบูรณ์ (imperfect information)

- ผลกระทบภายนอก (externalities)

- สินค้าสาธารณะ (public goods)

slide3
ในเรื่องสารสนเทศที่ไม่สมบูรณ์ เราจะศึกษากรณีที่ตลาดมีความไม่สมมาตรของสารสนเทศ (market with Asymmetric information) ซึ่งเกิดระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเป็นหลัก

ความไม่สมมาตรของข้อมูล คือ สถานการณ์ที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีความแตกต่างในข้อมูลทางธุรกรรม

slide4
Classic as คือ the market for lemons

lemons คือ สินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่สังเกตเห็นได้ แต่ผู้ขายจะรู้โดยที่ผู้ซื้อไม่รู้

ตลาดรถเก่าเป็นตัวอย่างที่นิยมพูดถึง

slide5

SH

PH

PL

10,000

SL

DH

DM

DM

5,000

DLM

DLM

DL

DL

25,000

50,000

QH

50,000

75,000

QL

(a) High-Quality Cars

(b) Low-Quality Cars

slide6
อีกปัญหาหนึ่งของความไม่สมมาตรของสารสนเทศ คือ การเลือกที่ไม่เป็นธรรม (adverse selection)

Adverse selection เกิดขึ้นเมื่อมีการตั้งราคาเดียวกับสินค้าบริการที่มีคุณภาพต่างกัน จนทำให้สินค้าบริการที่มีคุณภาพต่ำอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมากและสินค้าบริการที่มีคุณภาพสูงก็หดหายไป

slide7
ตลาดประกันภัย เป็นตัวอย่างของการมี adverse selection

บริษัทประกันเก็บเบี้ยประกันราคาเดียวกันทุกคน (ทั้งที่มีความเสี่ยงสูงและต่ำ) แต่ผู้ซื้อประกันที่มีความเสี่ยงสูงกว่าที่บริษัทประกันประเมินไว้ ทำให้มีการจ่ายสินไหมทดแทนเพิ่มมากกว่าที่บริษัทคำนวณไว้ จนทำให้บริษัทขาดทุนได้

lemons
การแก้ไขปัญหา lemons

ผู้ขายอาจทำให้ผู้ซื้อรู้คุณภาพของสินค้าบริการโดย

1. ชื่อเสียงที่สั่งสมมา (reputation)

2. มาตรฐานของสินค้าบริการ (standardization)

slide9
การแก้ไขปัญหาความไม่สมมาตรที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การส่งสัญญาณตลาด (market signaling)

Market signaling เป็นกระบวนการที่ผู้ขายส่งสัญญาณให้ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นการสื่อสารสนเทศที่เกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าบริการนั้น ๆ

slide10
ตัวอย่างที่ใช้มักจะเป็นตลาดแรงงาน ผู้สมัครงานมีสารสนเทศมากกว่านายจ้าง

คำถามคือ นายจ้างจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้สมัครจะมีผลิตภาพตามที่อวดอ้าง

คำตอบคือ ต้องดูสัญญาณบางอย่างจากผู้สมัครที่สะท้อนถึงผลิตภาพได้ เช่น การศึกษาของผู้สมัคร

slide11

Value of College Education

Value of College Education

(a) Group I

(b) Group II

CI(y) = 40,000y

CII(y) = 20,000y

100,000

100,000

B(y)

B(y)

0

4

Years of

College

0

4

Years of

College

y*

y*

Optimal Choice of

y forGroup I

Optimal Choice of

y forGroup II

slide12
หา y* ที่ทำให้ทั้งสองกลุ่มมีต้นทุนและผลได้ที่ต่างกัน

Group I : 100,000 < 40,000y*

y* > 2.5

Group II: 100,000 > 20,000y*

y* < 5

ดังนั้น y* อยู่ระหว่าง 2.5 กับ 5

slide13
ลองใช้ y*= 4

Group Iจะได้เรียนถึง y*= 4

เพราะว่า 100,000 < 160,000

แต่ Group II จะเรียนถึง y*= 4

เพราะว่า 100,000 > 80,000

ถ้าให้ y*= 4 เป็นเกณฑ์

คนที่มี y > 4 จะได้ค่าจ้าง 20,000

คนที่มี y < 4 จะได้ค่าจ้าง 10,000

moral hazard
Moral hazard (การไร้คุณธรรม)

เกิดขึ้นจากความไม่สมมาตรของสารสนเทศในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากเดิมไปจนกลายเป็นภาระของอีกฝ่ายหนึ่ง

เงื่อนไขที่สำคัญ คือ ฝ่ายหลังมีต้นทุนสูงในการติดตามสิ่งที่เกิดขึ้น (high monitoring cost)

slide15
ตัวอย่างเช่น การมีประกันสุขภาพ

- หากไม่มีประกันสุขภาพ ไปหาหมอปีละ 3 ครั้ง (เฉพาะต้องจ่ายเงินเอง)

- เมื่อมีประกันสุขภาพ ไปหาหมอเพิ่มเป็นปีละ 10 ครั้ง โดยที่ลักษณะสุขภาพไม่ต่างไปจากเดิม (เนื่องจากไม่ต้องจ่ายเงินเอง)

slide16

Cost per Mile

$1.50

MC

$1.00

MC’

D = MB

Miles per Week

0

100

140

slide17
การวิเคราะห์ Moral hazard ทำได้ในหลายกรณี

- การเปลี่ยนความน่าจะเป็น (probability) ของการเกิดเหตุการณ์ที่ระบุในประกัน

- การเปลี่ยนอุปสงค์ (move along demand curve) ทำให้ใช้บริการมากกว่าเดิม

(เช่นจากรูป $0.5 ที่เป็นเบี้ยประกันได้จ่ายไปแล้ว ทำให้ไม่เอามาคิดอีก cost จึงเป็นเพียง $1 ซึ่งทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นเป็น 140 Miles per Week)

slide18
ผู้ที่ทำ Moral hazard คิดว่าภาระที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนจะไปเฉลี่ยไปกับทุกคน ดังนั้น ตนเองจะรับภาระน้อยมาก

Moral hazard จึงสร้างความไร้ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร

ซึ่งเกิดจากต้นทุนหรือผลได้ของปัจเจกชนไม่เท่ากับของสังคม

slide19
ความไม่สมมาตรของสารสนเทศสร้างปัญหา principal-agent ขึ้นมา (นายจ้างกับตัวแทน) ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการที่ agent ทำงานเพื่อตอบสนองจุดประสงค์ของตนแต่ไม่สนองจุดประสงค์ของ principal โดยที่ principal มีต้นทุนสูงในการบังคับให้ agents ทำตามที่ต้องการ
slide20
ตัวอย่างเช่น แพทย์ กับ คนไข้

ผู้จัดการ กับ ผู้ถือหุ้น

แก้ไขได้โดยใช้สัญญาว่าจ้างตามรายรับที่ทำได้หรือเป็นแบบโบบัส

วิธีการดังกล่าวสร้างแรงจูงใจในการให้รางวัลกับ agent ที่ทำตามจุดประสงค์ของ principal

slide21
สมมติให้ effort ที่เกิดกับแรงงาน (c)

c = $10,000 * a

รายรับที่ได้เป็นดังนี้

โชคร้าย โชคดี

effort ต่ำ (a=0) $10,000 $20,000

effort สูง (a=1)$20,000 $40,000

slide22
ถ้าเป็น Revenue sharing scheme โดยกำหนดให้ค่าจ้าง (w) เป็น 2 กรณี

1. ถ้ารายรับเป็น $10,000 หรือ $20,000 แล้ว w = 0

2. ถ้ารายรับเป็น $40,000 แล้ว w = $24,000

slide23
ดังนั้น ถ้า a = 0 จะได้ R = $10,000 หรือ 20,000 และ w = 0

ถ้า a = 1 จะได้ R = 40,000 และ w = $24,000

แต่มีโอกาสที่ a = 1 จะได้ R = 20,000 ซึ่งทำให้ w = 0

ดังนั้น E(w)= ($24,000 + 0)/2 = $12,000

เมื่อเทียบกับ effort= 10,000 แล้วจะได้เพิ่ม = $2,000 ดังนั้นแรงงานเลือกที่จะมี effort สูง

slide24
ถ้าเป็น bonus system

โดยกำหนดให้ w = R - $18,000

w = 0 ถ้า R < $18,000

ดังนั้น ถ้า a = 0 แล้ว จะได้ w ใน 2 กรณี

w = 0 เพราะว่า R = $10,000

หรือ w = $20,000 - $18,000

= $2,000 ในกรณีที่ R = $20,000

E(w) = ( 0 + $2,000 ) / 2 = $1,000

slide25
ถ้า a = 1 แล้ว จะได้ w ใน 2 กรณี

w = $20,000 - $18,000

= 2,000เมื่อ R = $20,000

หรือ w = $40,000 - $18,000

= $22,000 เมื่อ R = $40,000

ดังนั้น E(w) = ( 2,000 + $22,000 ) / 2 = $12,000

เมื่อเทียบกับ effort= $10,000 แล้วจะได้เพิ่ม = $2,000 ดังนั้นแรงงานจะเลือกมี effort สูง

principal agent integrated firm
วิธีการสร้างแรงจูงใจในการแก้ปัญหา Principal-agent ใน integrated firm

โครงสร้างของ firm คือ มี centralmanagement (CM) กับ divisional management (DM)

DM เป็น agent ของ CM ซึ่งเป็น principal

CM อยากรู้ถึงศักยภาพในการผลิตของ DM เพื่อวางแผนได้ถูกต้อง

แต่ DM ไม่ต้องการให้รู้ เพราะถ้าทำไม่ได้ตาม capacity นั้นอาจถูกลงโทษได้

slide27
การตั้งเงื่อนไขของโบนัสมีโอกาสทำให้ผู้จัดการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพได้ เช่น ตัวอย่างต่อไปนี้

ถ้า Q > Qfแล้ว

B = 0.3 Qf+ 0.2( Q-Qf )

ถ้า Q < Qfแล้ว

B = 0.3 Qf- 0.5(Qf -Q)

slide28
จะพิจารณาใน 3 กรณี

- ผู้จัดการตอบน้อยเกินไป

- ผู้จัดการตอบมากเกินไป

- ผู้จัดการตอบพอดี

เมื่อเทียบกับ capacity ของตนเอง (Q)

โดยสมมติให้ Q = 20,000 หน่วย

slide29
ถ้าผู้จัดการตอบน้อยเกินไป เช่น Qf = 10,000 หน่วย

B = (0.3 * 10,000) + 0.2(20,000 – 10,000)

= 3,000 + 2,000

= 5,000

slide30
ถ้าผู้จัดการตอบมากเกินไป เช่น Q = 30,000 หน่วย

B = (0.3 * 30,000) - 0.5(30,000 – 20,000)

= 9,000 - 5,000

= 4,000

slide31
ถ้าผู้จัดการตอบพอดี เช่น Q = 20,000 หน่วย

B = (0.3 * 20,000) - 0.5(20,000 – 20,000)

= 6,000 - 0

= 6,000

slide32
ดังนั้น การตอบมากไปหรือน้อยไปกว่า Q ที่ควรจะเป็น ก็จะทำให้โบนัสต่ำกว่าที่ควรจะได้ ผู้จัดการจึงมีแรงจูงใจที่จะตอบให้ตรงกับศักยภาพของตนมากที่สุด

สูตรทั่วไป คือ

ถ้า Q < Qfแล้ว

B = βQf- (Qf -Q)

ถ้า Q > Qfแล้ว

B = βQf+ α(Q - Qf )

เมื่อ > β> α > 0

slide33
ปรากฏการณ์ที่สำคัญในตลาดแรงงานที่เกี่ยวกับความไม่สมมาตรของสารสนเทศ คือ การที่มีแรงงานยอมรับค่าจ้างต่ำกว่าทั่วไป ทั้งนี้นายจ้างยังคงจ้างทั้งแรงงานที่รับค่าจ้างตาม w = MP และแรงงานที่รับค่าจ้างต่ำกว่านี้พร้อมๆกัน

นั่นคือ มีการแบ่งแยกค่าจ้างและการว่างงานในขณะเดียวกัน

slide34
Efficiency wage คือ ค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แรงงานสูงกว่าค่าจ้างตลาดเพื่อให้ลูกจ้างมีแรงจูงใจในการทำงานและไม่อู้งาน

แต่การจ่ายที่สูงกว่าค่าจ้างในตลาด ทำให้มีอุปสงค์น้อยลงกว่าดุลยภาพ ดังนั้นจึงมีการว่างงานเกิดขึ้น

slide35

SL

Wage

No-Shirking Constraint (NSC)

Demand for Labor

we

w*

DL

Quantity of Labor

0

Le

L*