chapter 14 open source tools for knowledge management n.
Download
Skip this Video
Download Presentation
Chapter 14 Open Source tools for Knowledge Management

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 129

Chapter 14 Open Source tools for Knowledge Management - PowerPoint PPT Presentation


  • 279 Views
  • Uploaded on

Chapter 14 Open Source tools for Knowledge Management. เราจะ Map ไปสู่ IT ได้อย่างไร ?.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'Chapter 14 Open Source tools for Knowledge Management' - brant


Download Now An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
map it
เราจะ Map ไปสู่ IT ได้อย่างไร?
  • คำถามที่คนทำงานทางด้าน IT จะต้องตอบให้ได้ก่อนว่า แต่ละกิจกรรมหรือกระบวนการของ KM นั้น มัน Map ไปสู่โลกของ IT ได้อย่างไร ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ เราจะมองไม่เห็นว่า เราจะใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยการทำ KM ที่ตรงไหนและทำได้อย่างไร เราจะมองเห็นแค่ระบบงานของ IT ระบบหนึ่งเท่านั้น จะไม่สามารถมองออกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของ KM
  • ลองดูจากรูปถัดไป ซึ่งเป็นระบบ E-Service ลองตอบคำถามตนเองว่า ตรงไหนคือ KM?!?
example of e service
Example of E-Service

Function ที่ใช้งาน

Input/Output

Database

สิ่งที่น่ากลัวของ IT ก็คือ มองไม่เห็น KM แต่มองระบบทั้งหลายเป็นเพียงแค่ ระบบหนึ่ง ๆ เท่านั้น

slide4
คำถาม (คน) กระบวนการ
function
กระบวนการFunction

Knowledge Capture

Knowledge Development

Knowledge Sharing

Knowledge Utilization

slide8
การมองย้อนกลับไปกลับมาแบบนี้จะทำให้เราเห็นถึงประโยชน์ของ Tool ทางด้าน IT ที่เรานำมาใช้ในท้ายที่สุด

เราไม่ได้มองฆ้อนและตะปูซึ่งเป็นเครื่องมือ

แต่ละชิ้นว่ามันมีประโยชน์อะไร แต่เรามอง

ว่าเรานำมามันใช้เพื่อยึดไม่สองแผ่นให้ติดกัน

ตามที่เราต้องการ

knowledge management culture
Knowledge Management Culture
  • เกี่ยวกับ คน (People)
  • ดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กรไปสู่วัฒธรรมการแบ่งปันความรู้
  • เกี่ยวกับกระบวนการ (Process)
  • สร้าง core business process อย่างต่อเนื่อง ทำความเข้าใจช่องว่าง (gaps) ที่เกิดขึ้น และ ใช้ best practices เพื่อสร้างกระบวนการต่าง ๆ ที่ดีที่สุด (best-of-breed processes)
  • กำหนดแนวทาง ในการแบ่งปันความรู้และการฝึกอบรม
slide10
เกี่ยวกับเทคโนโลยี (Technology)
  • จัดหาเครื่องมือเกี่ยวกับการจำลองแบบและการพยากรณ์ต่าง ๆ
  • จัดทำ Job and Skill repository
  • จัดหาระบบต่าง ๆ ที่ใช้ที่คว้าจับความรู้ (Knowledge Capture) และ นำกลับมาใช้ (Knowledge Retrieval)
  • รวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่และทำการจัดเก็บเป็นแหล่งความรู้ (Knowledge Store)
  • ใช้ระบบ Expert systems เพื่อเปลี่ยนกิจกรรมที่ทำด้วยมือให้เป็นระบบอัตโนมัติ
slide11
เกี่ยวกับเนื้อหา (Content)
  • กำหนดองค์ความรู้และประเภทที่องค์กรต้องการ
  • สร้างแนวทางการจัดหมวดหมู่ความรู้ (Knowledge Taxonomy)
  • กำหนดขอบข่ายของเนื้อหาขององค์ความรู้ (role-based knowledge content)และความปลอดภัย
  • ดังนั้นสิ่งที่เรา (คนทางด้าน IT) ต้องนั่งพิจารณา ก็คือ สี่ด้านนี้ คือ คน กระบวนการ เทคโนโลยี และ เนื้อหา
explicit tacit knowledge
นอกจาก Explicit และ Tacit Knowledge แล้ว ….
  • ความรู้ภายในที่เห็นไม่ชัด (Implicit Knowledge) เป็นการสร้างองค์ความรู้ และประสบการณ์ขึ้นภายในองค์กร เช่น ในภัตตาคารอาจมีกระบวนการพิเศษในการทำอาหารให้ถูกใจลูกค้า กระบวนการเหล่านี้ไม่สามารถเขียนหรือบันทึกออกมา แต่เป็น know how ที่เกิดขึ้นในองค์กร
1 bookmarking
1) Bookmarking หรือ การคั่นหน้า
  • คั่นหน้า หรือ บุ้กมาร์ก (bookmark) คือคำสั่งหนึ่งที่ใช้บันทึกการเชื่อมโยงไปที่ยูอาร์แอล (URL) ใดๆ ในเบราว์เซอร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการจดจำตำแหน่งของหน้านั้นๆ โดยเก็บค่าคั่นหน้าไว้ในเครื่องของผู้ใช้ เปรียบเทียบเหมือนการสอดที่คั่นหนังสือในหน้าที่อ่านค้างไว้
  • โปรแกรมค้นดูอินเทอร์เน็ต เช่น อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ คั่นหน้าจะเรียกว่า เฟเวอริต (favorite) เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันมีความสามารถใหม่เรียกว่า ไลฟ์บุ๊กมาร์ก (live bookmark คั่นหน้าแบบถ่ายทอดสด) ในโปรแกรมไฟร์ฟอกซ์ และโปรแกรมค้นดูอินเทอร์เน็ตตัวใหม่ซึ่งมีความสามารถในการอ่านอาร์เอสเอส (RSS) ที่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงภายในเว็บนั้น เช่น การอ่านหัวเรื่อง หรือการอ่านหัวข้อบล็อก โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูในเว็บ
  • (ลองอ่านใน http://support.mozilla.com/th/kb/Live+Bookmarks)
slide16
ในปัจจุบัน ผู้พัฒนาคั่นหน้าที่แยกต่างหากและได้รับความนิยมมากได้แก่ เว็บไซต์ delicious (อ่านว่า ดิ-ลิ-เชียส) ปรับปรุงระบบการใช้คั่นหน้าโดยเก็บข้อมูลบนเว็บเพื่อสะดวกในการใช้ คั่นหน้าออนไลน์ (online bookmark) และเชื่อมโยงระหว่างคั่นหน้าของผู้ใช้แต่ละบุคคล
  • Delicious ในชื่อเดิม del.icio.us (ดิลิเชียส - delicious) เป็นชื่อเว็บไซต์สำหรับเก็บเว็บบุกมาร์ก เชื่อมยังกันในลักษณะเครือข่ายชุมชน (social networking) ที่ได้รับความนิยมสูง เปิดบริการสิ้นปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) พัฒนาระบบโดยโจชัว สแคชเทอร์ (Joshua Schachter) บริษัทยาฮู!ได้ซื้อดิลิเชียสในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2548
slide18
ลักษณะการทำงานคือ ผู้ใช้สามารถเก็บบุกมาร์กไว้บนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลที่ไหนก็ได้ ซึ่งแตกต่างจากการเก็บบุกมาร์กธรรมดาที่เรียกใช้ได้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ คุณสมบัติเด่นที่แตกต่างจากเว็บบุกมาร์กทั่วไปคือ มีการเชื่อมโยงรายชื่อบุกมาร์กเข้ากับบุกมาร์กของผู้ใช้รายอื่น ซึ่งทำให้รู้ว่าเว็บนั้นมีผู้ใช้กี่คนที่ได้ทำบุกมาร์กไว้ การทำงานของระบบจะสร้างจาวาสคริปต์ไว้ที่แถบบุกมาร์กของผู้ใช้ และเมื่อผู้ใช้ต้องการบันทึกหรือเรียกใช้บุกมาร์ก เพียงแค่กดปุ่มนั้นและบุกมาร์จะถูกเซฟอัตโนมัติเข้าสู่อินเทอร์เน็ต คุณสมบัติอื่นของดีลิเชียส คือความสามารถในการแท็กแต่ละบุกมาร์กเพื่อเป็นการจัดหมวดหมู่อัตโนมัติ และความสามารถในการฟีด ส่งข้อมูลบุกมาร์กล่าสุดเข้าสู่แหล่งข้อมูลอื่นเพื่อดูได้ว่าเว็บไหนกำลังเป็นที่นิยมที่มีผู้ใช้บันทึกมากที่สุด
slide19
การใช้งานเว็บทั้งหมดเป็นการใช้ฟรีโดยไม่ต้องเสียเงิน และผู้พัฒนาโปรแกรมที่ต้องการพัฒนาต่อสามารถดาวน์โหลดAPIได้ นอกจากนี้มีเว็บไซต์ de.lirio.us เปิดให้ใช้โดยเป็นเว็บโอเพนซอร์สของดีลิเชียส
  • ลองไปเล่นดูครับที่ http://delicious.com/
2 cms
2) CMS
  • 1) CMS คือ อะไร ?
  • ความหมายของ Content Management System (CMS) (แปลเป็นไทยว่า ระบบจัดการเนื้อหา)
  • เริ่มต้นจาก อินเทอร์เน็ตได้ถือกำเนิดขึ้นมา โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไปมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการติดต่อสื่อสารที่ทำได้ด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น และการพัฒนาของภาษาหรือซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตก็เติบโตขึ้นมามากเช่นกัน
  • ถ้าจะกล่าวถึงเมื่ออดีต ภาษา HTML คงเป็นภาษาที่ยอดนิยมในการที่จะทำการสร้างเว็บเพจหรือเว็บไซต์ขึ้นมา แต่ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาภาษาในการทำเว็บไซต์ขึ้นมาอีกมากมาย และภาษาที่นิยมมากตัวหนึ่งจนมาถึงปัจจุบันก็คือภาษา PHP เนื่องจากสามารถโหลดมาใช้งานได้ง่ายและมีตัวอย่างให้เลือกใช้มากมาย ซึ่งสิ่งนี้เองก็เป็นต้นกำเนิดของการทำเว็บไซต์แนวใหม่ที่เรียกว่า CMS
slide21
CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้นผู้ใช้งานแทบไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรม ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ โดยที่ตัว CMS เองมีโปรแกรมประยุกต์ พร้อมใช้งานอยู่ภายในมากมายอาทิ ระบบจัดการบทความและข่าวสาร (News and Article) , ระบบจัดการบทวิจารณ์ (Review) , ระบบจัดการสมาชิก(Member) ระบบสืบค้นข้อมูล (Search) , ระบบจัดการไฟล์ดาวน์โหลด(Download) , ระบบจัดการป้ายโฆษณา(Banner) , ระบบการวิเคราะห์และตรวจสอบสถิติความนิยมในเว็บไซต์ (Analysis, Tracking and Statistics) เป็นต้น และผู้ใช้งานสามารถเพิ่มเติมโปรแกรมอิสระ(Module) อาทิ Forum, Chatroom, Form mail เข้าไปได้ในภายหลังจากการติดตั้ง
slide22
ปัจจุบันซอฟต์แวร์ที่ใช้สร้าง CMS มหลายตัวด้วยกันอาทิเช่น PostNuke, PHP-Nuke, MyPHPNuke, Mambo, eNvolution, MD-Pro, XOOPs, OpenCMS, Plone, JBoss, Drupal, Joomla เป็นต้น
  • ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์(Content Management System : CMS) คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา(Development) และบริหาร(Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และงบประมาณ ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลเว็บไซต์ โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะนำเอา ภาษาสคริปต์(Script languages) ต่างๆมาใช้ เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, Perl, ASP, Python หรือภาษาอื่นๆ(แล้วแต่ความถนัดของผู้พัฒนา) ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์(เช่น Apache) และดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์(เช่น MySQL)
slide24
ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel (เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การจัดการระบบผ่านเว็บ (Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า (Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Information), ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ
slide25
2) ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ CMS ในวงการต่างๆ
  • ระบบ CMS สามารถนำมาประยุกต์ในงานต่างๆ หลากหลาย ตัวอย่างการนำซอฟต์แวร์ CMS มาประยุกต์ใช้งาน อาทิเช่น
  • 2.1) การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สถาบันการศึกษา ธุรกิจบันเทิง หนังสือพิมพ์ การเงิน การธนาคาร หุ้นและการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ งานบุคคล งานประมูล สถานที่ท่องเที่ยว งานให้บริการลูกค้า
  • 2.2) การนำ CMS มาใช้ในหน่วยงานของรัฐ อาทิเช่น งานข่าว งานประชาสัมพันธ์ การนำเสนองานต่างๆ ขององค์กร
  • 2.3) การใช้ CMS สร้างไซต์ ส่วนตัว ชมรม สมาคม สมาพันธ์ โดยวิธีการแบ่งงานกันทำ เป็นส่วนๆ ทำให้เกิดความสามัคคีทำให้มีการทำงานเป็นทีมเวิร์คมากยิ่งขึ้น
slide26
2.4) การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP กำลังได้รับความนิยมสูง
  • 2.5) การนำ CMS มาใช้แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์ อื่นๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และง่ายต่อการพัฒนา
  • 2.6) การใช้ CMS ทำเป็น Intranet Web Site สร้างเว็บไซต์ใช้ภายในองค์กร
slide27
3) CMS ทำงานอย่างไร?
  • ลักษณะการทำงานของ Content Management System (CMS) เป็นระบบจัดการที่แบ่งแยกการทำงานระหว่างเนื้อหา (Content) ออกจาก การออกแบบ (Design) โดยการออกแบบเว็บเพจ จะถูกจัดเก็บไว้ใน Templates หรือ Themes ในขณะที่เนื้อหาจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลหรือไฟล์ เมื่อใดที่มีการใช้งานก็จะมีการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วน เพื่อสร้างเว็บเพจขึ้นมา โดยเนื้อหาอาจจะประกอบไปด้วยหลายๆส่วนประกอบ เช่น Sidebar หรือ Blocks, Navigation bar หรือ Main menu, Title bar หรือ Top menu bar เป็นต้น
slide28
ส่วนประกอบของ CMS
  • 1) Templates หรือ Theme เป็นส่วนที่เปรียบเสมือนหน้าตา หรือเสื้อผ้า ที่ถือเป็นสีสรรของเว็บไซต์(Look & feel) ที่มีรูปแบบที่กลมกลืนกันตลอดทั้งไซต์
  • 2) ภาษาสคริปต์ หรือ ภาษา HTML ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานทั้งหมดของระบบ
  • 3) ฐานข้อมูล เพื่อไว้เก็บข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเว็บไซต์
slide30
4) ทำไมถึงต้องใช้ CMS
  • ข้อดีของ CMS มีทั้งต่อผู้ดูแลเว็บไซต์(Webmasters) และผู้ใช้งานเว็บไซต์(Users)
  • 1) ความสามารถในการใช้ Template และส่วนประกอบของการออกแบบ ที่ครอบคลุมการออกแบบตลอดทั้งไซต์
  • 2) ผู้ใช้งานเว็บไซต์สามารถใช้งาน Template โดยนำมาประกอบกับเอกสารหรือเนื้อหา ทำให้ช่วยลดภาระเรื่องการเขียนโค้ดให้น้อยลง
  • 3) ผู้ใช้งานเว็บไซต์ให้ความสนใจเฉพาะเนื้อหามากกว่าการออกแบบ และในการที่จะเปลี่ยนหน้าตาของเว็บไซต์ ผู้ดูแลเว็บไซต์ก็แค่ไปแก้ไขที่ template ไม่ใช่ที่แต่ละหน้าของเว็บเพจ
  • 4) CMS จะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ในการสร้างและบำรุงรักษาเว็บไซต์ นอกจากนั้นยังช่วยจัดระดับการใช้งานสำหรับแต่ละส่วนงานของเว็บไซต์ โดยไม่ต้องเข้ามาเซ็ตการใช้งานของระบบที่เซิร์ฟเวอร์โดยตรง เพราะสามารถทำได้โดยผ่านเว็บบราวเซอร์
slide31
นอกจากนั้น ถ้ามี Search engine, Calendar, Web mail และส่วนอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มเติมสู่ CMS หรือแม้กระทั่งไปหา Plug-in หรือ Add-ons เข้ามาเสริมการทำงานได้ ส่วนนี้จะช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนาได้
slide32
5) การพิจารณาเลือกใช้ CMS
  • 1) ความยากง่ายในการใช้งาน
  • 2) ความยืดหยุ่นในการพัฒนา
  • 3) ความสามารถในการทำงาน
  • 4) อื่นๆ ได้แก่ เทคโนโลยี ระบบปฏิบัติการ และราคา
  • เนื่องจาก CMS นี้เป็นระบบ ดังนั้นจึงถูกสร้างขึ้นมาโดยภาษาใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น PHP, ASP, Java, Python ฯลฯ การสร้าง CMS นั้นก็มีจุดประสงค์ ทั้งที่สร้างขึ้นมาใช้งานเอง และสร้างขึ้นมาแล้วทำการเผยแพร่ให้คนอื่นๆ ใช้งานด้วย ฉะนั้น CMS แบบหลังนี้จะมีลักษณะเป็น Open Source และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น และจะเป็นภาษา PHP เนื่องจากเป็นภาษาที่ฟรีนั่นเอง
slide33
สำหรับ CMS ที่จะกล่าวถึงจะเป็น CMS ที่เขียนขึ้นด้วยภาษา PHP ซึ่งแหล่งข้อมูลของภาษา PHP ที่ใหญ่ที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น http://sourceforge.net/index.php ที่มีให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะดาวน์โหลดหรือเลือกใช้งานได้ตามความต้องการ ซึ่งก็มีการแบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจน และที่สำคัญเป็นซอฟต์แวร์แบบ OpenSource ด้วย โดย CMS นั้นก็มีอยู่หลายตัวหลายประเภทให้เลือกใช้งาน (ดูจากภาคผนวก) ซึ่งจากตาราง(ภาคผนวก) ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ CMS เท่านั้น ซึ่งก็ยังมีตัว CMS อื่นๆ อีกมากหมาย ซึ่งก็สามารถที่จะค้นหาและทำการดาวน์โหลดมาทดสอบการใช้งานได้
slide34
การใช้งาน CMS นั้นหลังจากที่ทำการดาวน์โหลดมาใช้งานก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ปรับปรุงตัว CMS นั้นๆ ได้ตามความต้องการ แต่ห้ามนำไปขายเนื่องจากตัว CMS เป็น Open Source ที่แจกจ่ายให้ใช้งานกันฟรีๆ อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของการใช้งาน หรือถ้ามีการแก้ไข ปรับปรุงตัว Code ก็สามารถที่จะส่งไปยังต้นสังกัดของผู้ที่พัฒนาก็ได้ เพื่อที่จะให้ปรับปรุงส่วนเพิ่มเติมลงไป เช่น คำสั่งใช้งานภาษาไทย, การแสดงผลภาษาไทย เป็นต้น
slide35
6) ประเภทของ CMS
  • 1) Web log- เป็น CMS ส่วนของการบันทึกเผยแพร่ส่วนบุคคล Weblog (วี บล็อก) หรือ web log(เว็บ- ล็อก) นิยมเรียกสั้นๆ ว่า Blogs (บล็อก) ซึ่งคำว่า Weblog นั้นก็มาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) รวมกัน หมายถึง บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย Weblog เป็นเว็บประเภทหนึ่งที่มีรูปแบบง่ายๆ โดยมากจะเป็นในลักษณะเว็บไซต์ส่วนตัวคนสร้างบล็อก (Blogger หรือ Weblogger) ต้องการบรรยายเหตุการณ์ส่วนตัวถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ความในใจ ชีวิติครอบครัว เหตุการณ์ประทับใจในชีวิต ฯลฯ
slide36
Weblog ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ง่ายไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางด้าน HTML มากนัก เนื่องจากมีการออกแบบเครื่องมือให้เป็นแบบ WYSIWYG editor (what you see it what you get) ซึ่งเครื่องมือที่ดูและเข้าใจง่ายๆ คล้ายกับเครื่องมือหรือสัญลักษณ์ในโปรแกรมการพิมพ์งานทั่วๆ ไป ทำให้ผู้ที่สร้างเอกสารสามารถทำได้ด้วยความรวดเร็ว โดยเนื้อหาใน Weblog นั้นจะส่วนประกอบสามส่วนคือ
  • • หัวข้อ (Title) เป็นหัวข้อสั้นสั้นๆ
  • • เนื้อหา (Post หรือ Content) เป็นเนื้อหาหลักที่คนสร้าง Blog ต้องการที่จะบอกให้คุณทราบ
  • • วันที่เขียน (Date) เป็นวัน เดือน ปี ที่เขียน
slide37
2) e-Commerce (อีคอมเมิร์ช) - เป็น CMS ส่วนของการทำร้านค้า Online สามารถที่จะใช้ในการซื้อของ ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มรายการสินค้า ราคา ทำหน้าร้านได้ กำลังได้รับความิยมขึ้นมาเรื่อยๆ
  • 3) e-Learning – เป็น CMS ที่ใช้ในการทำงานสื่อการเรียนการสอน หรือ CAI แต่สามารถที่จะทำเป็นระบบ Online ได้ เหมาะสำหรับนักเรียน ครู อาจารย์ หรือสถานศึกษาต่างๆ สามารถสร้างแบบทดสอบต่างๆ ได้ แต่ในบ้านเรายังไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากคนที่ทำต้องมีความรู้ในเรื่องของเว็บไซต์และการจัดการเนื้อหาอยู่พอสมควร
  • 4) Forums (กระดานข่าว)– เป็น CMS ที่ใช้ในการตั้งกระทู้ถามตอบปัญหาหรือทำเป็นชุมชนต่างๆ โดยจะมีการแบ่งเป็นหัวข้อหรือหมวดต่างๆ ตามความสนใจของผู้เข้าชม ซึ่งส่วนมากแล้วตัว Forums นี้มักจะไปผูกกับตัว CMS อื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกันนั้นผู้ใช้งานก็สามารถที่จะติดตั้งใช้งาน Forums แบบเพรียวๆ ก็ได้เหมือนกัน
slide38
5) Groupware – เป็น CMS ที่ออกแบบมาเพื่อที่จะช่วยการทำงานในองค์หรือหน่วยงานให้มีความสัมพันธ์กัน และมีความรวดเร็วในการทำงาน สามารถที่จะช่วยเหลือกัน สามารถทำงานเป็นทีมและควบคุมการทำงานได้ โดยการทำงานก็จะผ่านระบบเน็ตเวิร์คหรืออีเมลล์หรือระบบเว็บออนไลน์ ซึ่งการติดต่อสื่อสารนั้นก็จะสามารถติดติดได้เป็นกลุ่มๆ หรือเฉพาะบุคคลก็ได้ พร้อมทั้งข้อมูลที่ต้องการแจ้งสามารถใช้เป็นรูปภาพ ข้อความ หรืออื่นๆ ได้ แล้วแต่ว่าความสามารถของ Groupware CMS จะทำได้ขนาดไหน
  • 6) Image Galleries (อัลบั้มภาพ)– เป็น CMS ที่กำลังได้รับความนิยมอีกตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ โดย CMS ประเภทนี้จะใช้ในการจัดการอัลบั้มภาพหรือทำ Galleries ก็จะมีฟังก์ชันในการใช้งานโดยการแบ่งเป็นหมวดหมู่ของภาพ สามารถกำหนดขนาดภาพ ขนาดไฟล์ หรือบางตัวสามารถที่จะทำการย่อภาพลงมาตามที่กำหนดได้เอง หรือทำเป็น Thumbnail ก็ได้
slide39
7) Portals (CMS)– เป็น CMS ที่เป็นหน้าตาหลักของเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ ซึ่งการทำงานนั้นก็อาจจะทำงานด้วยตัวของมันเองได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะเอาตัวอื่นๆ เข้ามารวมผนวกเพิ่มไปได้ เช่น CMS ตัวนี้ก็จะมีส่วนของการจัดการเนื้อหาอยู่ แต่ก็จะมี Forums (กระดานข่าว) หรือ Image Galleries (อัลบั้มภาพ) ผนวกเข้าไปด้วยเพื่อทำให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
  • 8) วิกิ (Wiki) คือ เว็บไซต์ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ เพิ่มและแก้ไขเนื้อหาได้โดยง่าย เหมือนกับการเขียนบทความร่วมกัน คำว่า "วิกิ" นี้ ยังสามารถใช้หมายถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้เพื่อสร้างเว็บไซต์ดังกล่าวอีกด้วย ลักษณะของตัววิกิจะออกไปแนวสารานุกรมหรือแหล่งความรู้จำนวนมากๆ มากกว่า โดยจะเป็นการระดมความเห็นจากหลายๆ คนมาใช้งาน ซึ่งตัวอย่างของไทยก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://th.wikipedia.org
slide40
7) เริ่มตัวไหน เลือกอะไรดี
  • จากที่ทราบแล้วว่า CMS (Content Management System) คือระบบจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาต่างๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานให้สะดวก รวดเร็ว และทำงานได้อย่างอัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายที่ โดย CMS ส่วนมากแล้วจะกระทำในลักษณะของ Web Base คือทำงานผ่านเว็บออนไลน์ ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมก็จะกระทำการจัดการต่างๆ ผ่านทางเมนูที่ทาง CMS มีมาให้ก็ทำให้สามารถทำงานได้ทุกๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้
slide41
ด้วยความที่ว่าตัว CMS จะเป็น Open source และเปิดให้โหลดใช้งานได้ฟรี จึงได้มีการพัฒนาต่อยอดขึ้นมามากว่า โดยตัว CMS เองก็สามารถที่จะทำการเพิ่มเติม แก้ไข เปลี่ยนแปลงตัวข้อมูลหรือตัวโปรแกรมได้อยู่แล้ว นอกจากนี้แล้วยังมีฟังก์ชันต่างๆ มาให้ด้วย เช่น ห้องสนทนา, กระดานข่าว, ถาม/ตอบ เป็นต้น แต่ส่วนมากแล้วตัว CMS ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายนั้นก็จะมีอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการจัดการเนื้อหา, กลุ่ม E-Learning และกลุ่ม E-Commerce ซึ่ง 2 กลุ่มหลังนี้บ้านเรายังไม่ค่อยเป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าไร จะทำและใช้งานกันเฉพาะกลุ่มๆ
slide42
จากข้อมูลก็จะทำให้เห็นว่า CMS นั้นมีอยู่หลายตัว หลายประเภทมาก แล้วจะใช้งานตัวไหนดี บอกได้เลยว่าไม่มี CMS ตัวไหนตรงตามความต้องการ 100% มักจะขาดโน่นนิด นี่หน่อย แต่ก็ใช้การปรับแต่งและประยุกต์เอามากกว่า ซึ่งสิ่งที่ไม่พอใจกันมากที่สุดของ CMS ก็คือ เรื่องของธีม (Theme) หรือหน้าตาของเว็บไซต์นั่นเอง ส่วนฟังก์ชันหรือโมดูลอื่นๆ ก็พอรับกันได้
  • สิ่งแรกที่ต้องการใช้งานสำหรับ CMS ก็คือ ต้องทดสอบโดยการทำเว็บ Server ไว้ที่เครื่องตนเองแล้วลองเล่นดูอย่างน้อยสักตัวหรือสองตัวก็พอ โดยหาข้อมูลว่าตัวไหนที่มีความน่าสนใจ ซึ่งในบ้านเราแล้วตัวที่น่าสนใจก็มี PHP-Nuke, Mambo, PHP-Fusion และน้องใหม่ Joomla ที่มาแรง ดังนั้นในองค์กรต่างๆ หรือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการมีเว็บไซต์หรือสื่อข้อมูลออนไลน์ CMS ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำสามารถตอบสนองความต้องการได้ ไม่ต้องการผู้ดูแลมาก
  • ตัว CMS ที่ชื่อว่า Membo และ Joomla ที่เป็นที่นิยมใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน
slide43
8) ลำดับการดำเนินงาน
  • เมื่อเราเลือกตัว CMS ได้แล้วก็ต้องมาดูว่าระบบการจัดการเนื้อหาเป็นอย่างไร?
  • ระบบการจัดการเนื้อหามักมีระบบการจัดการลำดับการดำเนินงานของเนื้อหาที่เรียกว่า Workflow ซึ่งลำดับการดำเนินงานนั้นโดยมากจะประกอบไปด้วย
  • 8.1) ขั้นตอนการนำเนื้อหาเข้าระบบ (Ingestion หรือ Creation) เป็นการตระเตรียมสร้างเนื้อหาซึ่งจะต้องมีการวางแผนก่อนว่าเว็บที่เราจะทำนั้นจะเป็นเว็บไซต์หรือเนื้อหาเป็นอย่างไร เกี่ยวกับอะไร เน้นไปทางด้านไหน กลุ่มคนแบบไหนที่ต้องเข้ามาใช้งานเว็บ ซึ่งเมื่อได้เนื้อหาหรือเป้าหมายของเว็บแล้วก็ทำการรวบรวมเนื้อหาจัดทำเข้าระบบ
slide44
8.2) ขั้นตอนการตรวจสอบเนื้อหา (Staging หรือ Approval) เป็นส่วนของการตรวจสอบเนื้อหาว่าถูกต้องหรือไม่ ตรงตามความต้องการหรือไม่ จัดหมวดหมู่เป็นอย่างไร คำผิดมีหรือไม่ รวมไปถึงการทดสอบการใช้งานระบบด้วยว่าพร้อมมากน้อยเพียงใด ซึ่งก็จะต้องจำลองพฤติกรรมของผู้ใช้งานด้วยว่าจะออกมาในแนวทางไหนเพื่อที่จะได้เตรียมรับมือการใช้งานได้ถูก
slide45
8.3) ขั้นตอนการนำเนื้อหาไปเผยแพร่ (Delivery หรือ Publishing) เป็นขั้นตอนสุดท้ายและยากลำบากมากที่สุดในการทำเว็บ เนื่องจากต้องทำให้คนรู้จักเว็บเรา แต่ถึงกระนั้นก็ตามจะต้องมีการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์หรือ Domain ก่อนพร้อมทั้งหาพื้นที่ใช้งานหรือโฮส (Hosting) โดยส่วนมากแล้วบริษัทที่รับทำจะทำควบคู่กันไปเลย ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้ใช้งานก็ต้องศึกษารายละเอียดให้รอบครอบว่ารายละเอียดของการใช้งานเป็นอย่างไร มีข้อกำหนดอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลในการจัดทำ เนื่องจากถ้าไม่ใช้ Host ของตนเองก็ต้องไปเช่าพื้นที่ที่มีบริการอย่างมากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ
slide46
9) วงจรชีวิตของเนื้อหา
  • วงจรชีวิตของเนื้อหาภายในระบบการจัดการเนื้อหา ประกอบด้วย
  • 9.1) การจัดโครงสร้างหรือการจัดหมวดหมู่ (Organization) เป็นการจัดประเภทให้แก่เนื้อหาสาระว่าเป็นประเภทใด ควรมีโครงสร้างแบบใด เป็นการกำหนด Schema ให้แก้เนื้อหาว่าต้องมีองค์ประกอบเช่นใดบ้าง
  • 9.2) ลำดับขั้นดำเนินงาน (Workflow) เป็นกฎเกณฑ์หรือนโยบาย การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาสาระ ของเจ้าของหรือผู้เขียน ของผู้เผยแพร่และของผู้ร่วมมือ เป็นลำดับขั้นตอนของการผ่านร่างของเนื้อหา ก่อนที่จะออกเผยแพร่สู่สาธารณะ
  • 9.3) การสร้างสรรค์ (Creation) เป็นการนำเข้าข้อมูล การเขียน จับภาพ อัดเสียง รวบรวม เปลี่ยนแปลง แก้ไข เนื้อหาสาระที่อยู่ภายในระบบให้ตรงตามความต้องการ
slide47
9.4) การจัดเก็บ (Repository) หมายถึง การจัดเก็บข้อมูลเป็นไฟล์ การจัดเก็บลงฐานข้อมูล การบันทึกลงสื่อ เพื่อให้คงอยู่ไว้ซึ่งข้อมูลภายในระบบ
  • 9.5) การกำหนดเวอร์ชัน (Versioning) เป็นการควบคุมการเปลี่ยนแปลง โดยให้มีหมายเลขการเปลี่ยนแปลง หรือการกำหนดวันที่เปลี่ยนแปลง และจัดเก็บสำรองข้อมูลดังเดิมไว้ เผื่อทำการเรียกคืนข้อมูล หรือแก้ไขกลับ และเพื่อให้รู้ถึงสถานะการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล
  • 9.6) การเผยแพร่ (Publishing) เป็นการนำเนื้อหาสาระออกเผยแพร่สู่สาธารณะ ด้วยการจัดส่งไปยังตัวบุคคล การเผยแพร่ในที่สาธารณะ เป็นต้น
  • 9.7) การเก็บเอกสาร (Archives) คือการจัดเก็บเนื้อหาที่ถูกใช้งานแล้ว หรือหมดอายุแล้ว โดยนำมาจัดเก็บเพื่อนำไว้ใช้เป็นฐานความรู้ หรือไว้ใช้เพื่อเตรียมนำเสนอใหม่
slide48
10) ประเภทของระบบการจัดการเนื้อหา
  • ระบบการจัดการเนื้อหานั้นมีหลายประเภทสามารถจัดหมวดหมู่ได้เป็น
  • 1) ระบบจัดการเนื้อหาเว็บ เป็นระบบที่ช่วยจัดการเนื้อหาบนเว็บไซท์
  • 2) ระบบการจัดการเนื้อหาทางธุรกรรม เป็นระบบที่ช่วยจัดการธุรกรรมสำหรับอี-คอมเมิร์ช เรื่องของสินค้า ระบบหน้าร้าน
  • 3) ระบบการจัดการเนื้อหาแบบประสาน เป็นระบบที่ใช้ช่วยจัดการเอกสารและเนื้อหาภายในองค์กรให้สามารถทำงานร่วมกันได้
  • 4) ระบบการจัดการเนื้อหาสิ่งพิมพ์ ใช้สำหรับช่วยจัดการงานสิ่งพิมพ์และวงจรชีวิตของเนื้อหา เช่น เอกสารการใช้งาน หนังสือ เป็นต้น
slide49
5) ระบบการจัดการเรียนรู้ ใช้จัดการวงจรชีวิตของเนื้อหาสาระบนระบบเรียนรู้บนเว็บ เช่น จัดการแบบทดสอบ จัดการแบบการเรียนการสอน เป็นต้น
  • 6) ระบบจัดการเอกสารที่เป็นภาพ ใช้จัดการเอกสารที่ถูกจัดเก็บในรูปแบบของรูปภาพ เช่น การถ่ายสำเนาเป็นต้น
  • 7) ระบบการจัดการเนื้อหาระดับองค์กร เป็นระบบที่ใช้จัดการเอกสาร เนื้อหาสาระต่างๆ ภายในองค์กร อาจจะเป็นได้ทั้งระบบเว็บแอพพลิเคชันหรือเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์บนไคลเอนท์ก็ได้
slide50
ฉะนั้นเมื่อเราทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการติดตั้งเพื่อใช้งาน โดยจะมีอยู่ 2 แบบ คือการจำลองเครื่อง PC เป็นเครื่อง Server เพื่อทดสอบการใช้งาน และการติดตั้งที่ Server จริง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะจำลองติดตั้งใช้งานที่เครื่อง PC ก่อน โปรแกรมที่ใช้สำหรับจำลองเครื่องพีซี เป็น เซิร์ฟเวอร์ ประกอบด้วย
  • • Apache Web Server เพื่อใช้ในการทำเป็น Web Server
  • • Internet Information Service (IIS)
  • • PHP Script Language เพื่อใช้ในการทำงานกับภาษา PHP
  • • MySQL Database ใช้เป็นฐานข้อมูลให้กับ CMS
  • • phpMyAdmin Database Manager ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล
3 blog
3) Blog
  • 1) Blog คืออะไรBlog ก็คือ บล็อก ย่อมาจาก Weblog เกิดจากการรวมกันของคำสองคำ คือ Web หมายถึง อินเตอร์เน็ตเวิลด์ไวด์เว็บ นี่ล่ะครับ บวกกับ Log หมายถึง เก็บ บันทึก เมื่อรวมกันแล้วได้เป็นคำใหม่ว่า การบันทึกบนโลกอินเตอร์เน็ตเวิลด์ไวด์เว็บไงล่ะ
  • ดังนั้น ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง
slide52
มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่ หรือการบันทึกบทความ ที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถแตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด หรือสนใจเป็นต้น
slide53
จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถ เป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งที่สามารถ สื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมายผ่านทาง ระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง
  • สรุป Blog คือเว็บไซต์ที่มีรูปแบบเนื้อหาเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
slide54
2) Blog มีส่วนประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง
  • 2.1 ชื่อบล็อก (ฺBlog Title) ส่วนของ Blog Title นี้ก็จะเป็นชื่อของบล็อกนั้น ๆ
  • 2.2 วันที่และเวลา (Date & Time Stamp) เป็นวันที่ และมีเวลากำกับอยู่ด้วย ตัววันที่และเวลานี้ จะเป็นตัวบอกว่า บทความในบล็อกนั้นเขียนขึ้นมาเมื่อไหร่
  • 2.3 ชื่อบทความ (Entry Title) ชื่อเรื่องของบทความที่เขียนในบล็อก
  • 2.4 ตัวเนื้อหาบทความ (Entry’s Main Body)อาจเป็นตัวหนังสือ หรืออาจเป็นรูปภาพ วีดีโอ หรืออนิเมชั่นโดยส่วนประกอบเหล่านี้จะรวมเป็นเนื้อหาของบทความ
slide55
2.5 คอมเม้นต์ (Comment tag)เป็นลิงค์ที่ให้ผู้อ่านคลิกไปเพื่อกรอกคอมเม้นต์ให้กับบล็อกนั้น ๆหรืออ่านคอมเม้นต์ที่มีคนเขียนคอมเม้นต์เข้ามา
  • 2.6 ปฏิทิน (Calendar)บล็อกบางแห่งอาจมีปฏิทินอยู่ด้วยโดยในปฏิทินนั้นสามารถคลิกตามวันที่เพื่ออ่านบทความของวันที่นั้น ๆ ได้สะดวกครับ
  • 2.7 บทความย้อนหลัง (Archives)บทความเก่า หรือบทความย้อนหลังอาจมีการจัดเตรียมไว้โดยเจ้าของบล็อกโดยบล็อกแต่ละแห่งอาจจัดเรียงบทความย้อนหลังไม่เหมือนกันเช่นจัดเรียง รายเดือน รายสัปดาห์ หรือจะ list บทความทั้งหมดออกมาเลยก็ได้
slide56
3) วิธีสร้าง content มัดใจผู้อ่านบล็อก
  • 3.1 เขียนบทความที่มีอายุการใช้งานนาน ๆบทความบางเรื่องมีอายุการใช้งานสั้นมาก เช่น บทความจำพวกข่าวต่างๆสำหรับการเขียนบทความที่มีอายุการใช้งานได้นานๆ นั้น ไม่ควรระบุระยะเวลาเพื่อจะทำให้บล็อกเกอร์ คนอื่นพูดถึงบทความของคุณได้บ่อย ๆ
  • 3.2 เขียนบทความขึ้นเองอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งบทความที่จะสร้างให้ blog ของคุณเป็นที่กล่าวขวัญก็คือ บทความที่เขียนด้วยตัวคุณเองและไม่ซ้ำกับใคร บทความแบบนี้เขียนไม่ยาก ลองนึกถึงการเขียนด้วยความคิดของคุณเองหรือ มุมมองของคุณเอง
  • 3.3 เขียนข่าวก่อนคนอื่นหากเราเป็นบล็อกที่รายงานข่าว ก็ลองเขียนข่าวให้เร็วกว่าคนอื่น ถ้าเรารายงานข่าวได้เร็วกว่าคนอื่น นั่นจะทำให้ผู้อ่านคิดถึงเราเป็นคนแรก หากต้องการอ่านข่าว
slide57
3.4 เจาะลึกเฉพาะทางข้อนี้จะเข้าข่ายเนื้อหาเจาะลึกตรงประเด็น หากคุณสนใจเรื่องเกมและบล็อกของคุณเขียนแต่เรื่องเกมแล้วล่ะก็ ลองเจาะมันให้ลึกเอาให้ละเอียดในเนื้อหาเฉพาะด้านของเกมเช่น ข่าวเกม เฉลยเกม
  • 4) เมื่อคุณเริ่มมีความคิดที่จะเขียนบล็อกแต่ยังไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีลองนึกถึงเรื่องราวใกล้ตัว ที่คุณชอบและคุณถนัดที่สุด อาจจะเป็นเรื่องที่คุณมีความรู้ลึกซึ้ง หรือ ที่คุณสนใจจะเรียนรู้มันนั่นจะเป็นหัวเรื่องให้คุณเขียนถึงได้เป็นอย่างดี
4 1 wiki
4.1) Wiki
  • 1) ความหมายของนวัตกรรม Wikiวิกิ หรือ วิกี้ เป็นนวัตกรรมที่ช่วยสนันสนุนการสร้างฐานข้อมูลในระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ โดยสามารถทำงานผ่านเว็บบราว์เซอร์ทุกชนิด ดังนั้นเราสามารถให้ความหมายของนวัตกรรมวิกิได้ใน 3 ลักษณะ คือ 1) ลักษณะของเว็บไซต์ 2) ตัวซอฟต์แวร์ 3) ตัวเว็บไซต์ ในด้านลักษณะของเว็บไซต์ คือ เว็บวิกิจะเป็นเว็บที่มีลักษณะการออกแบบเพื่อที่จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มและแก้ไขเนื้อหาได้โดยง่าย ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเพื่อแก้ไข นอกจากนี้เว็บวิกิยังมีระบบสนับสนุนการเชื่อมโยง (Link) ไปยังข้อมูลต่างๆ ได้อัตโนมัติ ด้วยความง่ายในการแก้ไขและโต้ตอบวิกิเว็บไซต์มักจะถูกนำมาใช้ในการร่วมเขียนบทความหรือหากมองในด้านซอฟต์แวร์ วิกิ (Wiki) ก็จะเป็นซอฟต์แวร์ที่รองรับการทำงานของระบบเว็บวิกิ (Wiki) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้งานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Server) หรือนอกจากนี้ยังหมายถึง ตัวเว็บไซต์ที่นำระบบวิกิมาใช้งาน
slide60
ตัวอย่างเช่น เว็บสารานุกรมออนไลน์ ( วิกิพีเดีย ) ซึ่งหากจะมองในภาพรวมก็จะเห็นได้ว่า นวัตกรรมวิกิ เกิดจากการคิดค้นรูปแบบ หรือหลักการของวิกิเว็บไซต์ขึ้นมา แล้วก็ทำการพัฒนาซอฟต์แวร์ดังกล่าวขึ้นมา และสุดท้ายก็คือ การพัฒนาเว็บวิกิขึ้นมาเพื่อใช้งาน คำว่า นวัตกรรมวิกิ จึงจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับทั้ง 3 ความหมายดังที่กล่าวมา
  • วิกิจะแตกต่างจากระบบจัดการเนื้อหาอื่น ในส่วนของการโต้ตอบ ซึ่งเห็นได้จากระบบของกระดานสนทนาออนไลน์ หรือ บล็อก ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้อื่นโต้ตอบโดยการส่งข้อความต่อท้าย และไม่สามารถมีส่วนร่วมในส่วนของเนื้อหาหลักได้
slide61
2) ประวัติความเป็นมาของวิกิสัญลักษณ์รถบัส "วิกิวิกิ" ที่ ท่าอากาศยานนานาชาติฮอโนลูลู วิกิตัวแรกชื่อว่า WikiWikiWeb สร้างโดย วอร์ด คันนิงแฮม เมื่อพ.ศ. 2537 สำหรับโครงการ Portland Pattern Repository ของเขา โดยได้เขียนโปรแกรมขึ้นด้วยภาษาเพิร์ล(Perl) และติดตั้งลงที่เว็บ c2.com โดยชื่อของ วิกินั้นมาจากชื่อรถประจำทางสาย "วิกิ วิกิ" (Wiki Wiki) ของระบบรถขนส่งแชนซ์ อาร์ที-52 ที่สนามบินฮอโนลูลูในรัฐฮาวาย ซึ่งคำว่าวิกิในภาษาฮาวายมีความหมายว่าเร็ว ดังนั้นคำว่า วิกิวิกิ หมายถึง เร็วเร็ว นั่นเอง ระบบวิกิเริ่มเป็นที่รู้จักภายหลังจากที่สารานุกรมวิกิพีเดียได้นำมาใช้ ซึ่งต่อมาได้มีหน่วยงานหลายส่วนได้นำระบบวิกิมาใช้ไม่ว่าในการจัดการเอกสาร การติดต่อสื่อสาร หรือแม้แต่การร่วมกันเขียนโปรแกรม ในประเทศไทยมีการนำเว็บวิกิมาใช้ เป็น สารานุกรมออนไลน์ (วิกิพีเดีย) สารานุกรมเสรีที่ทุกคนร่วมสร้างได้ เริ่มสร้าง ธ.ค. 46 ในปัจจุบันมี 17,710 บทความ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ธ.ค. 49)
slide63
3) ลักษณะที่สำคัญของวิกิ
  • 3.1 การทำงานแบบง่าย วิกิเน้นการทำงานแบบง่าย ซึ่งผู้เขียนสามารถสร้างเนื้อหาบนเว็บได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในภาษาเอชทีเอ็มแอล โดยข้อมูลถูกเขียนร่วมกันด้วยภาษามาร์กอัปอย่างง่ายโดยผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ในแต่ละหน้าจะถูกเรียกว่า "หน้าวิกิ" และเนื้อหาภายในจะเชื่อมต่อกันผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ ซึ่งส่งผลให้ในแต่ละวิกิสามารถทำงานผ่านระบบที่เรียบง่ายและสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับสืบค้น ดูแลรักษาที่ง่าย
  • 3.2 การให้สิทธิในการเพิ่มและแก้ไขข้อมูลบนหน้าเว็บ นิยามลักษณะของเทคโนโลยีวิกิ คือ ความง่ายในการสร้างและแก้ไขหน้าเว็บ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบหรือยืนยันจากเจ้าของเว็บนั้น เว็บวิกิหลายแห่งเปิดให้ผู้ใช้บริการทั่วไป ในขณะที่บางกรณี ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าวิกิบนเซิร์ฟเวอร์ ผู้ใช้อาจจะต้องล็อกอินเพื่อแก้ไขหรือเพื่ออ่านบางหน้า 3.เว็บที่สร้างด้วยซอฟต์แวร์มิเดียวิกิ จะมีน่าตาคล้ายกัน
slide64
3.3 มีระบบป้องกันข้อมูล วิกิมีระบบป้องกันข้อมูลหลายระดับ ดังนี้
  • ก) มีบันทึกการใช้งาน (เรียกว่า ประวัติ) ของการแก้ไขทุกครั้งที่เกิดขึ้น หากแก้ไขแล้วไม่พอใจ ก็สามารถกลับไปใช้ข้อมูลครั้งก่อนหน้านั้นครั้งใจก็ได้ เพราะมีบันทึกไว้ ประวัติการใช้งานนี้ไม่สามารถลบได้ ยกเว้นผู้ดูแลเว็บไซต์ คือผู้ที่ติดตั้งและลงโปรแกรมนี้เท่านั้น
  • ข) สามารถล็อกการแก้ไขได้ ข้อมูลเอกสารที่สมบูรณ์แล้ว สามารถล็อกหน้า เพื่อป้องกันการแก้ไขได้ จึงไม่ต้องห่วง ว่าข้อมูลจะถูกแก้ไขตามใจชอบ
  • 3.4 มีระบบหมวดหมู่ การมีหมวดหมู่ ช่วยให้เชื่อมโยงเนื้อหาได้สะดวก รวดเร็ว โดยไม่ต้องเขียนคำสั่งที่ยุ่งยาก ยืดยาวอย่างโปรแกรมอื่นๆ และทำให้สามารถจัดระบบฐานข้อมูลได้ง่ายด้วย
slide65
4) แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้แบบ Wiki
  • โครงการพัฒนาเว็บไซต์ประเภท Wiki มีหลายภาษาทั่วโลก สำหรับภาษาไทยเองก็มีการพัฒนาเว็บไซต์ประเภท Wiki หลายโครงการ ซึ่งแต่ละโครงการสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งในระบบชั้นเรียนปกติและในระบบอีเลิร์นนิ่งได้เป็นอย่างดี โครงการ ที่เป็นเว็บไซต์ประเภท Wiki ในภาษาไทย มีรายละเอียด ดังนี้
slide66
1) วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(http://th.wikipedia.org/wiki/ ) วิกิพีเดีย คือ สารานุกรมเสรี ที่ร่วมสร้างขึ้นโดยผู้อ่านหลายคนร่วมกันปรับปรุงวิกิพีเดียอย่างสม่ำเสมอ ระบบของวิกิพีเดียจะแตกต่างจากแหล่งข้อมูลอื่น ที่ทุกคนสามารถร่วมแก้ไขได้ ไม่เฉพาะเจ้าของเว็บไซต์ วิกิพีเดียจะแตกต่างจากบล็อกและเว็บบอร์ดที่เรื่องทุกเรื่องถูกจัดเรียงตามชื่อหัวข้อนั้นในลักษณะสารานุกรม
slide68
2) วิกิตำรา ( http://th.wikibooks.org/wiki ) วิกิตำรา คือ หนังสือที่ร่วมกันสร้างขึ้นโดยผู้อ่าน มีคนหลายๆ คนร่วมกันปรับปรุงวิกิตำราอย่างสม่ำเสมอ แม้แต่คุณก็แก้ได้ โดยบทความจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นทุกๆ การแก้ไขโดยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติ ซึ่งจะเก็บไว้ทุกครั้งและตลอดไป
slide70
3) วิกิคำคม ( http://th.wikiquote.org/wiki/ ) วิกิคำคม แหล่งรวบรวมคำคม สุภาษิตและคำพังเพยจากทั่วโลกในทุกภาษา วิกิคำคมเป็นหนึ่งในโครงการของวิกิมีเดีย โครงการวิกิคำคมเปิดโอกาสให้ทุกคน สามารถเขียนคำคมที่ชื่นชม คำคมจากบุคคลที่สำคัญ ได้อย่างเต็มที่
slide72
4) วิกิซอร์ซ (http://th.wikisource.org/wiki/ ) แหล่งรวบรวมและจัดเก็บเอกสารต้นฉบับที่สามารถนำไปอ้างอิงได้ เช่น กฎหมาย พระราชบัญญัติ เอกสารทางราชการอื่น ๆ
slide74
5) วิกิข่าว (http://th.wikinews.org/wiki/) แหล่งข่าวเนื้อหาเสรี โดยกลุ่มอาสาสมัครซึ่งมีภารกิจเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่มีการนำเสนอข้อมูลที่ทันสมัย, ตรงประเด็น, น่าสนใจ และให้ความเพลิดเพลินโดยปราศจากอคติ เนื้อหาทั้งหมดอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต โดยการทำให้เนื้อหาของเราสามารถนำไปเผยแพร่และนำไปใช้ต่อได้
slide76
6) วิกิพจนานุกรม (http://th.wiktionary.org/wiki/ ) วิกิพจนานุกรม คือ แหล่งรวบรวมและเก็บคำศัพท์เสรี
slide78
7) วิกิสปีซีส์ (http://species.wikimedia.org/wiki ) สารบบอนุกรมวิธานหรือวิกิสปีชีส์เป็นโครงการของ มูลนิธีวิกิมีเดีย โดยเป็นสารานุกรมเสรีเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งรวมถึง สัตว์ พืช เห็ดรา แบคทีเรีย อาร์เคีย โพรทิสตา และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ขณะนี้มีบทความทั้งหมด 93,896 บทความ
slide80
8) คอมมอนส์ ( http://commons.wikimedia.org/wiki/ ) วิกิมีเดียคอมมอนส์ เป็นโครงการหลายภาษา เพื่อให้บริการคลังข้อมูลกลางสำหรับภาพ ดนตรี เสียง และวีดิทัศน์ลิขสิทธิ์เสรี และอาจรวมถึงข้อความและคำพูด เพื่อใช้ในหน้าเอกสารในโครงการต่าง ๆ ของวิกิมีเดีย ภาพทุกภาพที่เก็บในคอมมอนส์จะสามารถเรียกใช้ได้ จากหน้าเอกสารของโครงการวิกิมีเดียทุกโครงการ
slide82
9) เมต้าวิกิ (http://meta.wikimedia.org/wiki/) เมต้าวิกิ คือ ศูนย์กลางโครงการวิกิมีเดียที่เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับ โครงการทั้งหมดในองค์กรวิกิมีเดีย รวมถึง วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีสำหรับทุกคน และ ซอฟต์แวร์ มีเดียวิกิ ที่เป็นซอฟท์แวร์ในการพัฒนาทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มสนทนาเกี่ยวกับมูลนิธิ, บันทึกและข้อเขียนอื่นซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงการนี้
slide84
5) ข้อดีและข้อจำกัดของ Wiki
  • ข้อดี
  • 1. วิกิจะแตกต่างจากระบบการจัดการเนื้อหาอื่นๆ ในส่วนของการโต้ตอบ ซึ่งเห็นได้จากระบบของกระดานสนทนาออนไลน์หรือบล็อก จะอนุญาตให้ผู้อื่นโต้ตอบโดยการส่งข้อความต่อท้าย และไม่สามารถมีส่วนร่วมในส่วนของเนื้อหาหลักได้ แต่วิกิจะอนุญาตให้ทุกคนมีสิทธิ์ในการแก้ไขในเนื้อหาได้โดยเสรี และติดตามผู้แก้ไขเนื้อหาได้ เป็นการร่วมมือกันสร้างองค์ความรู้และเรียนรู้ร่วมกัน
  • 2. ด้านเนื้อหาของสารานุกรมวิกิพีเดียได้รับการยอมรับจากนักวิชาการและสื่อมวลชน เนื่องจากเนื้อหาเปิดเสรีให้สามารถนำไปใช้ได้ รวมถึงเปิดเสรีที่ให้ทุกคนแก้ไข รวมถึงนโยบายมุมมองที่เป็นกลางจากทุกฝ่ายที่เขียนในสารานุกรม
slide85
อย่างไรก็ตามการนำไปใช้อ้างอิงในเอกสารทางวิชาการยังคงเป็นข้อถกเถียงเนื่องจากการเปิดโอกาสให้ทุกคนแก้ไข ซึ่งง่ายต่อการปรับเปลี่ยนข้อมูล เมื่อผู้ประสงค์ร้ายที่มือบอนเข้าไปทำลายข้อมูลหรือสิ่งดีๆ ในวิกิพีเดีย ยังเป็นปัญหาที่เกิดบ่อย แม้ว่าส่วนใหญ่ผู้ก่อการร้ายเหล่านั้นจะถูกจับได้ และมีการเข้าไปแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้วิกิพีเดียที่ทำหน้าที่ตรวจสอบติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นล่าสุด ความน่าเชื่อถือของวิกิพีเดียได้ถูกทำการทดสอบ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 ได้มีทีมนักวิจัยทดสอบความถูกต้องของวิกิพีเดียฉบับภาษาอังกฤษ เปรียบเทียบกับสารานุกรมบริเตนนิกา สารานุกรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยนำเรื่องราวเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์ไปทดสอบ ผลลัพธ์ที่ออกมาสรุปว่าความถูกต้องใกล้เคียงกัน โดยมีการผิดพลาดทางข้อมูลและการใช้ภาษาใกล้เคียงกัน
slide86
3. เนื้อหาข้อความทั้งหมดในวิกิพีเดียเป็นเนื้อหาเสรี งานสมทบที่ส่งมายังวิกิพีเดียทุกชิ้นถูกคุ้มครองโดยสัญญาอนุญาตเอกสารเสรีของ GNU "GNU Free Documentation License" หรือ GFDL ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาอนุญาตชนิด "copyleft" ที่ให้สิทธิ์นำเนื้อหาไปแจกจ่ายซ้ำ, ดัดแปลงต่อยอด, และนำไปใช้งานได้อย่างเสรี ทั้งนี้รวมถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ด้วย. สัญญาอนุญาตตัวนี้ อนุญาตให้ผู้ร่วมเขียนวิกิพีเดียแต่ละคนยังคงมีสิทธิ์ในงานที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังอนุญาตให้ผู้อื่นนำงานนั้นไปต่อยอดและแจกจ่ายงานต่อยอดนั้นต่อได้ เพียงมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้เครดิตกับเจ้าของงานดั้งเดิม และงานต่อยอดนั้นจะต้องใช้สัญญาอนุญาต GFDL เช่นเดียวกัน. ด้วยสัญญาอนุญาตตัวนี้ ทำให้รับประกันได้ว่าวิกิพีเดียจะถูกแก้ไขได้อย่างเสรีและอย่างเท่าเทียมกัน; การสมทบงานของผู้เขียนแต่ละคน จะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลตราบนานเท่านาน. แลร์รี แซงเจอร์ เคยกล่าวถึง การใช้ GFDL ไว้ว่า “การรับประกันเสรีภาพ เป็นแรงจูงใจสำคัญในการทำงานสารานุกรมเสรี
slide87
ข้อจำกัดของ Wiki
  • 1. ความถูกต้องและความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่นำเสนอจากผู้เขียนที่เปิดให้แก้ไขปรับปรุงโดยเสรี อาจยังไม่เป็นที่ยอมรับในด้านวิชาการเหมือนกับเอกสารสิ่งพิมพ์ เช่น สารานุกรม2. ในเว็บไซต์ประเภท Wiki ไม่สามารถกรองเนื้อหาประเภทขยะออกได้ ทำให้ผู้นำไปใช้อาจได้ข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ หรืออาจเกิดความเสียหายในการนำไปใช้
slide88
6) ข้อดีในการนำนวัตกรรมวิกิมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
  • 6.1) สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ (collaboration) ได้เป็นอย่างดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการร่วมมืออย่างแท้จริง คือ การให้โอกาสแสดงความคิดเห็น การให้ความไว้วางใจที่จะให้สมาชิกในกลุ่มสามารถที่จะแก้ไข ข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะให้บทความ หรือ ความรู้นั่นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
  • 6.2) สามารถที่จะใช้เว็บวิกิ ในการร่วมกันเขียนโปรแกรม พัฒนาซอฟต์แวร์และกิจกรรมอื่นๆ ได้
  • 6.3) ด้านเว็บสารนุกรมออนไลน์ (Wiki Media) สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลความรู้ ในด้านต่างๆ และ สามารถแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ และทันสมัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรที่จะทำตามนโยบาย และเงื่อนไขของเว็บไซต์นั้นๆ
4 2 sharing forum internet forum
4.2) Sharing Forum หรือ Internet Forum
  • Sharing Forum เป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนพื้นที่เสมือน (Virtual space) ที่สร้างขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ (Information & Communication Technology) หรือที่เรียกว่า ICT โดยการใช้ประโยชน์จากบล็อก (Weblog) ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) บนพื้นที่เสมือนที่อนุญาตให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็นต่อความรู้ที่ผู้เขียนถ่ายทอดลงไปในบล็อก และผู้เขียนได้เขียนโต้ตอบต่อความคิดเห็นนั้นไป ๆ มา ๆ ในลักษณะของการสนทนาเพื่อหาความแตกฉานในตัวความรู้ ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันสกัดความรู้ฝังลึกได้อย่างดี (จันทวรรณ ปิยะวัฒน์, 2548) จุดแข็งของ ICT นั้นอยู่ตรงที่สามารถสร้างเครือข่ายที่กว้างไกล และสามารถกระจายไปได้อย่างรวดเร็ว การสร้างเวทีเสมือนบนเครือข่าย ICT จึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้สนใจเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวกรวดเร็ว ทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (พออยู่บนเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ต เราเรียกว่า Internet Forum)
4 3 collaborative editor
4.3) Collaborative Editor
  • Collaborative Editor แปลว่า ร่วมมือกันแก้ไขหรือทำบางสิ่งบางอย่าง ลองนึกง่ายๆ ว่า เวลาเราเขียนโปรแกรมอะไรซักอย่างหนึ่ง เราจะนั่งเขียน นั่งออกแบบ อยู่คนเดียว จะดีกว่าหรือไม่ ถ้ามีคนหลาย ๆ คนเข้ามาช่วยเราเขียน ช่วยเราออกแบบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การทำแบบนี้แหละเราเรียกว่า Collaborative Editor
5 repository
5) Repository
  • รีโพสิโทรี หมายถึงที่เก็บข้อมูล ในที่นี้จะหมายถึง คลังที่ใช้เก็บข้อมูลอันเป็นองค์ความรู้ (Knowledge Repository) ก็เหมือนกับข้อมูลที่คุณกำลังอ่านอยู่นีแหละ มันจะถูกเก็บเอาไว้ในเซิร์ฟเวอร์
6 p2p network
6) P2P Network
  • ระบบเครือข่ายแบบ Peer to Peer เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เหมาะสำหรับหน่วยงาน ที่มีคอมพิวเตอร์น้อยกว่า 10 เครื่อง ระบบ Peer to Peer นี้ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง สามารถเข้าไปใช้ไฟล์ที่เก็บบนเครื่องไหนก็ได้ ซอรฟ์แวร์ที่ใช้คือ Windows for Workgroups, Windows 95,98,2000
  • ข้อดีของการต่อแบบ Peer to Peer
  • 1) ประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการต่อ Network แบบอื่น ๆ 2) สามารถแชร์ข้อมูล เครื่องพิมพ์ ของแต่ละเครื่องได้ ง่ายในการติดตั้ง และสามารถขยายต่อไปในอนาคตได้ดี
slide95
Peer to Peer จะติดต่อกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นอิสระจากกัน โดยปกติจะทำการเก็บข้อมูลไว้ที่ฮาร์ดดิสก์ของตัวเอง ดังนั้นหากเกิดอะไรกับเน็ตเวิร์กกับข้อมูลก็จะยังคงสภาพอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองเก็บเอาไว้
  • ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงเราทำการ Share ข้อมูลในกลุ่มการทำงานของเรา เพื่อใช้ข้อมูลร่วมกัน เป็นกลุ่มการทำงานขนาดเล็ก ถ้าเราไม่มองในเชิงโครงสร้างของโครงข่ายแล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่า เป็นแบบ P2P เช่นกัน
7 file server
7) File Server
  • เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีหน้าที่จัดเก็บไฟล์ โดยการจัดเก็บไฟล์จะทำเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์รวมศูนย์ (Centerized disk storage) เสมือนว่าผู้ใช้งานทุกคนมีที่เก็บข้อมูลอยู่ที่เดียว เพราะควบคุม-บริหารง่าย การสำรองข้อมูล การ Restore ง่าย ข้อมูลดังกล่าวสามารถ Shared ให้กับ Client ได้ โดยส่วนมากข้อมูลที่อยู่ใน File Server คือ โปรแกรมและข้อมูล (Personal Data File) โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ไม่มีหน้าที่ต้องประมวลข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงแหล่งเก็บข้อมูล กล่าวง่ายๆ ก็คือ File Server ทำหน้าเสมือน Input/Output สำหรับไฟล์
slide97
การทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น File Server นั้น ในทางเทคนิคแล้วยังไม่เรียกว่าเป็น “Client/Server” เพราะไม่มีการแบ่งโหลดการทำงานระหว่างไคลเอ็นต์กับเซิร์ฟเวอร์ แต่หน้าที่ที่ File Server จะต้องจัดการคือ มี NOS (Network Operating System) ที่ดูแลเกี่ยวกับการ “เข้าถึง” ไฟล์ ต้องมีกระบวน “Lock” ไว้ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการแก้ไขไฟล์ เช่น ขณะที่ผู้ใช้งานคนที่ 1 เปิด ไฟล์ A และกำลังแก้ไข (edit) อยู่ ผู้ใช้งานคนที่สองจะเปิดไฟล์ A เพื่อแก้ไขไม่ได้ (แต่เปิดเพื่ออ่าน Read Only ได้) แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นเป็น Database แทนที่ไฟล์หรือฐานข้อมูลทั้งฐานข้อมูลจะถูก Lock กระบวนการ Lock ก็อาจจะเกิดเฉพาะ Record (Row) นี้เป็นหน้าที่ของ NOS และ Application ที่ใช้งาน
slide99
ผู้ใช้ระบบทำงานอยู่บน Application ที่เครื่อง Client
  • ผู้ใช้ร้องขอข้อมูล แก้ไข หรือต้องการลบข้อมูล ไปยังเครื่อง Server
  • เครื่อง Server ดึงข้อมูลออกมาจาก Database
  • ขณะอ่านข้อมูลจาก Database จะทำการ Lock Table ทั้ง Table ที่มีการ access ข้อมูล
  • ส่งข้อมูลกลับไปยังเครื่อง Client
  • ผู้ใช้แก้ไขข้อมูลส่งกลับมายังเครื่อง Server
  • เครื่อง Server ส่งข้อมูลไป Update ใน Database
  • เมื่อ Update ข้อมูลเสร็จก็ปลดล๊อก Table
8 se a rcher search engine
8) Searcher (Search Engine)
  • Search Engine หมายถึง เครื่องมือที่ช่วยในการค้นหาต่าง ๆ ที่เราใช้ ๆ กันอยู่ก็คือ Google นี่แหละครับ แต่จริง ๆ แล้วมีหลาย ๆ ตัวให้เราใช้ เป็น Freeware ด้วย เช่น
  • DataparkSearch Egothor Gonzui Ht://dig Lucene mnoGoSearch Namazu Nutch OpenFTS Swish-e Wikiasari Xapian YaCy
1 best practice
1) Best Practice
  • Best Practice คือ อะไร
  •  Best Practice คือ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ซึ่งเป็นผลมาจากการนำความรู้ไปปฏิบัติจริง แล้วสรุปความรู้และประสบการณ์นั้น เป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของตนเอง (บูรชัย ศิริมหาสาคร,2548)
  •  Best Practice จึงเป็นบทสรุปของวิธีการปฏิบัติที่เป็น Tacit Knowledge (ความรู้ในตัวคน) ซึ่งเผยแพร่เป็น Explicit Knowledge (ความรู้ที่ปรากฏให้เห็นชัดแจ้งในรูปแบบต่างๆ) เพื่อให้ผู้อื่นได้นำไปทดลองปฏิบัติ
slide103
คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับ Best Practice
  • Good Practiceเป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง ใช้ในความหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ แต่อาจจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด หรือแสดงความถูกต้องอย่างชัดเจน อาจจะเป็นเพียงคำบอกเล่าปากต่อปาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มายืนยันผลงาน Best practice เป็นคำเฉพาะหรือศัพท์ที่ใช้ในวงการวิชาชีพที่แสดงถึงผลงานที่มีมาตรฐาน มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง มีหลักฐานสนับสนุน หรือแสดงผลงานหรือความสำเร็จของงาน
  • Innovative Practice หมายถึง จุดเน้นและแนวทางการทำงานที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีตัวชี้วัดใดบอกความสำเร็จได้
slide104
Best Practice กับทฤษฎีการเรียนรู้ของ Thorndike
  • Edward Lee Thorndike (พ.ศ. 2417-2492) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้ค้นพบทฤษฎีความต่อเนื่อง (Connectionism) ทฤษฎีนี้ มีความเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการลองผิดลองถูก เช่น เมื่อให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอะไรอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นมาก่อน ผู้เรียนจะทำแบบลองผิดลองถูก เพื่อเลือกที่จริง ทิ้งที่เท็จ จนกระทั่งจับได้ว่า ควรทำอย่างไร จึงจะถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะเลือกทำด้วยวิธีนั้นในครั้งต่อไป
  • นั่นคือ ผู้เรียนได้สร้าง Best Practice ในการทำงานของตนเอง ซึ่ง Best Practice ของผู้เรียนแต่ละคน อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะเป็นข้อสรุปวิธีการทำงานที่ต่างคนต่างค้นพบตามแนวทางของตนเอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จึงจะรู้ว่า วิธีการของใครดีที่สุด
slide105
Best Practice มีความสำคัญอย่างไร
  • จากหลักการที่ว่า “ถ้าได้นำความรู้ไปใช้ ความรู้นั้น ก็ยิ่งเพิ่มคุณค่า เพราะทำให้เกิดการต่อยอดความรู้ให้แตกแขนงออกไปอย่างกว้างขวาง” ดังนั้น เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการจัดการความรู้ในองค์กร คือ เพื่อให้คนในองค์กร มี Best Practice ในการทำงาน ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ดังคำกล่าวของ Peter Senge ที่ว่า ความรู้ คือ ความสามารถในการทำอะไรก็ตาม อย่างมีประสิทธิผล (Knowledge is the capacity for effective actions)
slide106
Best Practice กับองค์กรแห่งการเรียนรู้
  •    David Garvin (อ้างถึงในบุญดี บุญญากิจ และคณะ 2547 : 26) กล่าวว่า การจัดการความรู้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ และประยุกต์ใช้ความรู้ รวมทั้งแปลงความรู้ของคนไปเป็นความรู้ขององค์กร การจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น จะต้องมีทักษะใน 5 ด้าน ได้แก่
  •    1. การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
  •    2. การทดลองศึกษาหาแนวทางใหม่ๆ
  •    3. การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต
  •    4. การเรียนรู้จากวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของคนอื่น
  •    5. การถ่ายทอดความรู้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร
  • จะเห็นว่า Best Practice เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเป็น 1 ใน 5 ของทักษะในองค์กรแห่งการเรียนรู้
2 virtual communities
2) Virtual Communities
  • ชุมชนเสมือน (Virtual Communities) หมายถึง สถานที่ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รวบรวมข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งเอาไว้ และอนุญาตให้ผู้ใช้ที่มีความสนใจในเรื่องนั้นเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ห้องสนทนา (Chat Room) หรือกระดานอิเล็กทรอนิกส์ (Web Broad) เป็นต้น ซึ่งองค์กรทั้งหลายสามารถนำความคิดเห็นเหล่านี้มาใช้ปรับปรุงสินค้าและบริการของตนให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด
  • ในบางเว็บไซต์จะมีการให้จัดระดับความสนใจ (Rating) หรือให้คะแนน (Voting) เอาไว้ด้วย
3 social networks
3) Social Networks
  • เว็บไซต์อย่าง MySpace, Hi5, Facebook ภาษาในโลกออนไลน์ยุค Web2.0 จะเรียกกันว่า “Social Networking”  ซึ่ง Social Networking นี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบของสังคมประเภทหนึ่ง ที่มาออนไลน์อยู่บนอินเตอร์เน็ต (หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสังคมเสมือน “Virtual Communities”) หรืออาจจะเรียกว่า Online Community สังคมดังกล่าว มีการขยายตัวแบบ Network หรือเครือข่าย (บางท่านอาจจะคุ้นเคยกับ Amway ซึ่งนั่นก็เป็น Network แบบหนึ่งเช่นกัน คือ มีการขยายตัวแบบต่อๆกันไป)
  • Social Networking เป็นสังคมที่เราสามารถรู้จักเพื่อนๆของเพื่อน และทำให้เป็นเพื่อนของเราได้ อีกด้านหนึ่ง เพื่อนของเรา อยากรู้จักเพื่อนๆของเราก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเป็นการรู้จักกันต่อไปเป็นทอดๆ คล้ายเครือข่ายใยแมงมุม ที่โยงกันไปมา
slide109
แต่การที่จะสร้าง Social Networking นี้ไม่ง่ายที่จะประสบความสำเร็จเพราะเบื้องหลังการมีสังคมประเภท Social Networking มันมีอะไรมากกว่านั้น
  • หลักการพื้นฐานของสังคมทั่วไป ที่จะทำให้สังคมนั้นๆ น่าอยู่ อยู่ได้นานๆ และขยายตัวได้ มีการเจริญเติบโตตามสมควร นั่นคือ พื้นฐานของการให้และรับ (Give&Take) การแบ่งปัน (Sharing & Contribution) เป็นหลักการพื้นฐานของจิตวิทยาด้านสังคม (Social Psychology) และสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์
slide110
Peter Kollock ได้ให้กรอบจำกัดความเรื่อง แรงจูงใจในการ Contribute ใน Online Communities มีอยู่ 4 เหตุผล คือ1.) Anticipated Reciprocity - การที่คนๆ หนึ่งได้ให้ข้อมูล ความรู้ กับ Online Community นั้นบ่อยๆมีแรงจูงใจมาจากการที่คนๆ นั้น เอง ก็ต้องการจะได้รับข้อมูล ความรู้ อื่นๆกลับคืนมา เช่น นาย กมาโพสต์ข้อความตอบกระทู้บ่อยๆในเว็บหนึ่งจนคนรู้จัก มีความคุ้นเคยกันดี ถ้ามีการถามกระทู้ในเว็บนี้ กระทู้ของนายกจะมีคนมาโพสต์ตอบเร็วกว่ากระทู้ของคนอื่นที่เป็นคนแปลกหน้ามาโพสต์
slide111
2.) Increased Recognition - ความต้องการมีชื่อเสียง และเป็นที่จดจำของคนใน Online Community นั้นๆ เช่น การให้คะแนน ให้ดาว คนที่ตอบคำถามเก่งๆใน Community ทำให้คนคนนั้นดูมียศเหนือกว่าคนอื่น
  • 3.) Sense of efficacy - ความรู้สึกภาคภูมิใจ คนที่ Contribute อะไรแล้วเกิด Impact กับ community นั้น ย่อมทำให้คนๆนั้นมีความภาคภูมิใจ เช่น นาย ข ตั้งกระทู้ใน เว็บไซต์หนึ่ง ๆ แล้วมีคนเข้ามาโพสต์ตอบตามมาเป็นหมื่นๆคน ย่อมรู้สึกดีกว่าตั้งกระทู้แล้วไม่มีคนเข้ามาตอบเลย
slide112
4.) Sense of Community - เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กันหรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างคนในสังคมนั้นๆ เหมือนมีคนมาตั้งกระทู้หรือเขียนบทความอะไร เรามาอ่านเจอเข้าก็คันไม้คันมือ อยากแสดงความคิดเห็นของตัวเอง การที่ความคิดคนหนึ่ง มีอิทธิพลเหนือคนกลุ่มหนึ่ง หรือ การมีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างร่วมกัน เช่น การรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังทางการเมือง หรือ การรวมตัวกันเพื่อแสดงออกอะไรบางอย่างบน Online Community (อ้างอิงจากหนังสือ "The Economies of Online Cooperation: Gifts and Public Goods in Cyberspace" ของ Peter Kollock)
4 competence management
4) Competence Management
  • การบริหารจัดการโดยอาศัย Competency ได้กล่าวผ่านมาแล้ว
5 knowledge map
5) Knowledge Map
  • 5.1) Ontology คืออะไร เกี่ยวข้อง และมีความสัมพันธ์ยังไงกับโลก IT
  • ในปัจจุบันออนโทโลยีมีผู้ให้คำจำกัดความไว้หลากหลายทั้งสาขาปรัชญาและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) โดยความหมายของออนโทโลยีของสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง วิธีการบรรยายแนวความคิดตามขอบเขตที่สนใจ หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวกับแนวคิด (The Specification of a Conceptualization) โดยที่ออนโทโลยีเป็นการสร้างโครงสร้างฐานความรู้ทางด้านใดด้านหนึ่ง หรือขอบเขต (Domain) ใดขอบเขตหนึ่ง ซึ่งมีแนวคิดและความเข้าใจตรงกัน
slide115
ออนโทโลยีใช้ในการอธิบายความหมายของสิ่งต่าง ๆ และสามารถจัดหมวดหมู่เอกสารของข้อมูลได้ในขอบเขตความสนใจหนึ่ง ๆ ซึ่งในปัจจุบันออนโทโลยีได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานมากยิ่งขึ้น สามารถประยุกต์กับงานหลาย ๆ ด้าน เช่น เว็บ เชิงความหมาย (Semantic Web) การจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) ธุรกิจอิเล็คทรอนิกส์ (e-Business) พาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ (e-Commerce) และการค้นคืนสารสนเทศ
  • ออนโทโลยีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจำกัดองค์ความรู้ (Knowledge) ของขอบเขตข้อมูลนั้น ๆ โดยมีความสามารถในการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Share) สามารถนำข้อมูลกลับมาใช้ได้ (Reuse) และมีความสามารถในการถ่ายทอดคุณสมบัติ (Inheritance) การนำออนโทโลยีมาใช้งานจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแชร์ข้อมูล และแยกองค์ความรู้ออกจากฐานข้อมูล
slide116
5.2) Taxonomy คืออะไร
  • taxonomy เป็นการจัดหมวดที่มีความสัมพันธ์กันแบบ parent-child เช่น การจัดหมวดสปีชี่จะเริ่มประกอบด้วยอาณาจักรสัตว์ แล้วแบ่งเป็นหนอนตัวกลม หนอนตัวแบน สัตว์มีกระดูกสันหลัง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แล้วในสัตว์มีกระดูกสันหลังก็จะแบ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลา ครึ่งบกครึ่งน้ำ เลื้อยคลาน สัตว์ปีก
  • เมื่อเราเปิด taxonomy ไปเจอมนุษย์ เราสามารถย้อนกลับไปได้ว่ามนุษย์อยู่ประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งอยู่ในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง, และอยู่ในอาณาจักรสัตว์
slide117
5.3) Thesaurus คืออะไร
  • thesaurus เป็นการจัดหมวดเพิ่มเติมจาก taxonomy โดยดูจากสิ่งที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะเป็นมุมมองที่กว้างกว่า taxonomy เช่น การจัดหมวดคำศัพท์จะมีคำราชาศัพท์ คำสามัญ แล้วในคำราชาศัพท์ก็จะมีหมวดคำกริยา คำนำหน้าชื่อ แล้วในหมวดคำกริยาก็จะมีคำว่าบรรทม เสวย ซึ่งตรงนี้จะยังเหมือน taxonomy จากนั้นคำว่าเสวย ก็มีการอ้างอิงไปถึง รับประทานในหมวดคำสามัญ, ทานในหมวดคำสามัญ, กินในหมวดคำสามัญ
slide118
5.4) โฟล์กโซโนมี (folksonomy) หรือ ปัจเจกวิธาน คืออนุกรมวิธานที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง ซึ่งใช้ในการแบ่งหมวดหมู่และค้นคืนหน้าเว็บรูปภาพตัวเชื่อมโยงเว็บ และ เนื้อหาบนเว็บอื่นๆ โดยใช้กินติดป้ายที่ไม่จำกัดข้อความ โดยปกติโฟล์กโซโนมีทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามอาจจะถูกนำไปใช้ในบริบทอื่นเช่นกัน กระบวนการการติดป้ายแบบโฟล์กโซโนมีเจตนาที่จะเพิ่มความง่ายในการค้นหา ค้นพบ และหาตำแหน่ง เมื่อเวลาผ่านไป โฟล์กโซโนมีที่พัฒนาขึ้นมาอย่างดีตามหลักการแล้วสามารถใช้เป็นรายการคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งสร้างขึ้นมาโดยผู้ใช้อันดับแรก และเป็นที่คุ้นเคยสำหรับผู้ใช้อันดับแรกเว็บไซต์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดสองแห่งที่ใช้การติดป้ายแบบโฟล์กโซโนมีคือ ฟลิคเกอร์ และ del.icio.us อย่างไรก็ตามมีการชี้ประเด็นว่า ฟลิคเกอร์ ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีของ'โฟล์กโซโนมี
slide119
เนื่องจากโฟล์กโซโนมีพัฒนาขึ้นในสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้จึงสามารถค้นพบได้ว่าใครเป็นผู้ติดป้ายโฟล์กโซโนมี และสามารถดูได้ว่าผู้ใช้คนอื่นสร้างป้ายอะไรขึ้นมาบ้าง
  • "folksonomy"  คือรูปแบบต่างๆของข่าวสารความรู้ที่ถูกเก็บไว้ในอินเตอร์เน็ต
  • รูปแบบการจัดระเบียบและค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมี 3 วิธีคือ
  • 1.ค้นหาในเนื้อความหรือ (Text  search)
  • เช่นการค้นหา จากการเข้าไป search ใน search engine จาก Google แล้วพิมพ์คำค้นที่เป็นคำสำคัญของเรื่องนั้นๆ
slide120
2.เรียงเนื้อหาตามลำดับเวลา (Chronological)
  • เป็นการจัดเรียงเนื้อหาตามลำดับเวลาเช่น เว็ปไซต์ก็แสดงข่าวใหม่อยู่ด้านบน ข่าวเก่าก็จะตกไปอยู่ด้านล่าง ซึ่ง บล็อก ก็ใช้วิธีการเดียวกันซึ่งเมื่อผู้อ่านเข้ามาอ่านเมื่อไหร่ก็จะเห็นข่าวสารใหม่อยู่ด้านบนเสมอเช่น CNN
  • 3.แยกตามกลุ่มประเภท (Category, classification)
  • เป็นการจัดระเบียบแบบเดียวกับการจัดหนังสือในห้องสมุดแบ่งกลุ่มประเภทออกเป็นหัวข้อหรือลักษณะอื่นๆของข้อมูลเป็นตัวแบ่ง
communication tools
Communication Tools
  • กลุ่มสุดท้ายคือ เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร (Communication Tools) ได้แก่
  • 1) eMail
  • 2) Chat
  • 3) Messenger
  • 4) Audioconference
  • 5) Videoconference
1 e mail
1) E- Mail
  • E-mail คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการส่งข้อความจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง มีระบบการกำหนดแอดเดรส เช่น บนอินเทอร์เน็ต มีแอดเดรสเป็นชื่อโฮสต์คอมพิวเตอร์ โดยใช้ระบบชื่อโดเมน เช่น bu.ac.th หากผู้ใช้เป็นผู้หนึ่งที่อยู่บนโฮสต์ก็จะมีชื่อบัญชี (account) หรือยูสเซอร์เนมประกอบอยู่ด้วย เช่น HelpDesk@bu.ac.th การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นวิธีการส่งเหมือนจดหมายจริง โดยจะไปเก็บไว้ในเมล์บ็อกซ์ของผู้รับปลายทาง รอจนกว่าผู้รับปลายทางจะมาเปิดเมล์บ็อกซ์นำจดหมายไป
2 chat
2) Chat
  • “Chat” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า สนทนาอย่างเป็นกันเอง เช่นเดียวกันกับในอินเทอร์เน็ตจุดต่างกันเพียงแค่ในอินเตอร์เน็ต การแชทเป็นการคุยโดยใช้วิธีพิมพ์ข้อความลงไปเท่านั้น ไม่ได้ใช้เสียง แต่ว่าปัจจุบันก็มีบางโปรแกรมที่สามารถคุยเห็นหน้ากัน ได้ยินเสียงกัน ถ้าหากผู้ใช้ต่ออุปกรณ์เสริม กล้องเวบแคม หรือไมโครโฟน เช่น โปรแกรม ICQ , MSN, Yahoo Messenger ฯลฯ
3 instant messaging
3) Instant Messaging
  • Instant Messaging
  • เป็นการอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลบนเครือข่ายที่เป็นแบบ relative privacy ตัวอย่าง client ที่เป็นที่นิยมเช่น Gtalk , Skype , Meetro , ICQ , Yahoo Messenger , MSN Messenger และ AOL Instant Messenger เป็นต้น ในการใช้งานดังกล่าวจะสามารถเพิ่มรายชื่อให้อยู่ใน contact list หรือ buddy list ได้ โดยการใส่ e-mail address หรือ messenger ID ลงไป ถ้าคนๆนั้น onlineขึ้นมา ชื่อของคนนั้นจะปรากฏขึ้นมาและสามารถ chat ได้โดยการคลิกไปที่ชื่อนั้นแล้วพิมพ์ข้อความที่ต้องการสนทนาลงไปใสช่องหน้าต่างที่กำหนดให้สำหรับพิมพ์ข้อความ รวมถึงสามารถอ่านข้อความที่โต้ตอบได้โดยอาจผ่านหน้าจอเดียวกัน เช่น โปรแกรม Google Talk, ICQ เป็นต้น
4 audio conference
4) Audio Conference
  • การประชุมทางไกลด้วยเสียง (Audioconference)
  • ความหมายของ Audio Conference คือ การประชุมกันหลาย ๆ คน ด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยไม่ต้องมาพบกันจริงๆ โดยการประชุมกันนั้นอาจเป็นรูปแบบการประชุมกันของกลุ่มบุคคลในสถานที่ต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วย เป็นการประชุมที่ได้ยินแต่เสียงของผู้เข้าร่วมประชุม
5 videoconference
5) Videoconference
  • การประชุมทางไกลด้วยภาพ (Videoconference)
  • ความหมายของ VDO Conference คือ การประชุมกันโดยมองเห็นกันด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยไม่ต้องมาพบกันจริงๆ โดยการประชุมกันนั้นอาจเป็นรูปแบบ การประชุมกันของกลุ่มบุคคลในสถานที่ต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วย ทำให้ไม่ต้องเดินทาง ไม่เสียเวลา ไม่เสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ หลายอย่าง เช่นค่าที่พัก ค่าสถานที่ ฯลฯ
s w km1
S/W ที่เกี่ยวข้องกับ KM

ยังขาด S/W ประเภท

Knowledge Creation

slide129
จบหัวข้อ 14
  • คำถาม ………..