1 / 42

แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักคลาสสิค : Classical School

แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักคลาสสิค : Classical School. ปรับปรุงจากเอกสารประกอบคำสอนของ อ. อภิชาต สถิตนิรามัย. สำนักความคิดที่มีมาก่อน 1936 (ปีที General Theory ตีพิมพ์) Classical : Adam Smith, David Ricardo, John Stuart Mill Neoclassical : Alfred Marshall, A.C. Pigou.

Download Presentation

แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักคลาสสิค : Classical School

An Image/Link below is provided (as is) to download presentation Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author. Content is provided to you AS IS for your information and personal use only. Download presentation by click this link. While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server. During download, if you can't get a presentation, the file might be deleted by the publisher.

E N D

Presentation Transcript


  1. แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักคลาสสิค: Classical School ปรับปรุงจากเอกสารประกอบคำสอนของ อ. อภิชาต สถิตนิรามัย

  2. สำนักความคิดที่มีมาก่อน 1936 (ปีที General Theory ตีพิมพ์) • Classical : Adam Smith, David Ricardo, John Stuart Mill • Neoclassical : Alfred Marshall, A.C. Pigou มีความเชื่อในเรื่องการปรับตัวโดยธรรมชาติของตลาดเพื่อรักษาดุลยภาพการจ้างงานเต็มที่ (Actual output = Potential Output) ต้นกำเนิดของสำนักคลาสสิค คือการออกมาเสนอความคิดขัดแย้งกับแนวคิดของ สำนักพาณิชย์นิยม (Mercantilism)—ศตวรรษที่ 16-17

  3. ความเชื่อของสำนักพาณิชย์นิยมความเชื่อของสำนักพาณิชย์นิยม • Bullionism: ความเชื่อที่ว่าความมั่งคั่งและพลังงานของชาติมาจากการสะสมธาตุมีค่า เช่น เงิน ทองที่เชื่อว่าความมั่นคั่งของประเทศเกิดจากการสะสมทุนจากทรัพย์สินมีค่าต่างๆที่ทำให้ต้องส่งออก > นำเข้าเพื่อให้ได้สินทรัพย์เพิ่มขึ้น • ความเชื่อในบทบาทของรัฐในการพัฒนาไปสู่ระบบทุนนิยม ข้อโต้แย้งของสำนักคลาสสิค • เชื่อว่าปัจจัยที่แท้จริง (Real Factors) เป็นตัวกำหนดความมั่งคั่งของชาติ (Wealth of Nations)และเงินเป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน • เชื่อในบทบาทของตลาดเสรี และไม่ไว้วางใจบทบาทของรัฐบาล ระบบตลาดทำหน้าที่ในการกระจายสินค้าที่ผลิตสินค้า ปริมาณสินค้าที่ผลิตจะสร้างความต้องการของมันเอง (Say’s Law)

  4. สรุป • สำนักคลาสสิคเน้นบทบาทของปัจจัยที่แท้จริง (มากกว่าปัจจัยที่เป็นตัวเงิน) ในการกำหนดตัวแปรแท้จริง คือปัจจัยการผลิต เทคโนโลยี เป็นต้น • สำนักคลาสิคเน้นแนวโน้มการปรับตัวด้วยตนเองของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นนโยบายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเป็นอันตราย Aggregate Demand and Supply - วิเคราะห์การกำหนดระดับราคาโดยทั่วไป(เงินเฟ้อ) และ ระดับรายได้ในระบบเศรษฐกิจ - ในระบบเศรษฐกิจของสำนักคลาสสิค เราจะวิเคราะห์บทบาทของเงินในการกำหนด AD ซึ่งกำหนดระดับราคา Money AD P AS

  5. การผลิต (Production) • Y = F(K, N) โดย Y = ผลผลิต (output) K = จำนวนปัจจัยทุน (Stock of Capital) N = จำนวนแรงงานที่มีความเหมือนกันทั้งหมด (homogeneous Labor inputs) ในระยะสั้น K จะคงที่ การเพิ่มผลผลิตจะขึ้นกับจำนวนแรงงานเท่านั้น (ที่มีจำนวนประชากรคงที่) ทั้งนี้ MPN (Marginal Product of Labor) จะมีแบบ diminishing return

  6. การจ้างงาน Employment • ถือเป็นหัวใจหลักของสำนักคลาสสิค • โดยกำหนดจาก demand and Supply of Labor • ข้อสมมุติสำคัญคือ ทุกๆ ฝ่ายมีข้อมูลที่สมบูรณ์ (Perfect Information) เกี่ยวกับราคา • ไม่มีข้อจำกัดในการปรับค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน (Money Wages) ที่จะทำให้ตลาดได้ดุลยภาพ

  7. อุปสงค์ของแรงงาน Labor Demand • ผู้จ้างงานคือ Firm ที่เป็นการแข่งขันสมบูรณ์ (perfect competitor) มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด ที่กำหนดระดับการจ้างงานที่เหมาะสม • โดยในระยะสั้นกำไรสูงสุดกำหนดจาก MC = MR • โดย MR = P (ระดับราคา) และ • MC = W/MPNi; (i = firms) เพราะแรงงานเป็นปัจจัยชนิดเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้ MC จึงเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มชนิดเดียวจากการจ้างงานเพิ่มขึ้น หนึ่ง หน่วยเพราะ MC = ค่าจ้างส่วนเพิ่ม/ผลผลิตส่วนเพิ่ม => W/MPNi

  8. เงื่อนไขกำไรสูงสุด • จาก MR = MC • ดังนั้น จะได้ ความต้องการจ้างงานจะขึ้นกับค่าจ้างที่แทนจริง (Real Wage) เท่านั้น

  9. สมการอุปสงค์แรงงานมวลรวม (Aggregate labor Demand) ความหมายคือการเพิ่มของค่าจ้างที่แทนจริงทำให้ความต้องการจ้างงานลดน้อยลง แต่เพราะว่าเงื่อนไข ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า อุปสงค์การจ้างแรงงานคือ Nd = MPN*P = W

  10. Y F(K, N) ผลผลิตส่วนเพิ่มของแรงงาน (marginal product of labor: MPN) Y1 Y0 ในระยะสั้น ผลผลิตขึ้นอยู่กับ จำนวนแรงงาน N N0 N1 MPN ตลาดแรงงาน Supply Demand N MPN

  11. W/P ,MPN เส้น MPN เป็น เส้น demand for labor N N2 N1 MPNi w, MPN.P เส้น MPN เป็น เส้น demand for labor ในหน่วยของตัวเงิน W2 = MPN2*P W1 = MPN1*P N N2 N1 MPNi .P

  12. อุปทานการจ้างงาน (Supply of Labor) • ขึ้นกับการตัดสินใจของแรงงานแต่ละคนที่คำนึงผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Wage) Income-Leisure trade-off W/P (W/P=4) (4*24=96) 4 C C (W/P=3) 3*24=72) B 3 B 2 (W/P=2) 2*24=48) A A 6 9 8 Hr work/day 15 16 18 24 Hrs

  13. คุณลักษณะของอุปทานแรงงานคุณลักษณะของอุปทานแรงงาน 1) ค่าจ้างที่แรงงานคำนึงถึงในการตัดสินใจขายแรงงานคือ ค่าจ้างที่แท้จริง เนื่องจากความพอใจของแรงงานเกิดจากปริมาณสินค้าที่ได้บริโภค -ซึ่งค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ทำให้การพักผ่อนลดลง และ การทำงานเพิ่มขึ้น ค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน ค่าจ้างที่แท้จริง ระดับราคา 2) เส้นอุปทานแรงงานมีความชันเป็นบวก คือเมื่อค่าจ้างที่แท้จริงสูงขึ้นแรงงานจะทำงานมากขึ้น เนื่องจากค่าจ้างแท้จริง เป็นราคาของการพักผ่อน ค่าจ้างที่สูงขึ้นจึงพักผ่อนน้อยลง ทำงานมากขึ้นsubstitution effect ที่ระดับรายได้ที่แท้จริงที่สูงขึ้น คนงานอาจจะต้องการการพักผ่อนมากขึ้น income effect

  14. ปัจจัยที่กำหนดระดับผลผลิตและการจ้างงานปัจจัยที่กำหนดระดับผลผลิตและการจ้างงาน ในแบบจำลองของสำนักคลาสสิค ปัจจัยที่กำหนดระดับผลผลิตและการจ้างงาน คือปัจจัยที่กำหนด ขนาดประชากร การเปลี่ยนแปลงความพอใจ • อุปทานแรงงาน - อุปสงค์แรงงาน Productivity of labor เปลี่ยน เทคโนโลยี สต็อกทุน เทคโนโลยี • ฟังก์ชันการผลิตรวม สต็อกทุน ต้นทุนการผลิต สรุป ในแบบจำลองสำนักคลาสสิค ระดับผลผลิตถูกกำหนดจากปัจจัยด้านอุปทานเพียงอย่างเดียว

  15. ดุลยภาพของตลาดแรงงานและผลผลิตEquilibrium Output and Employment Y = F (K, N) อุปสงค์การจ้างงาน จะพบว่าเงื่อนไขดุลยภาพอยู่ในรูปของค่าจ้างที่แท้จริง (W/P) อุปทานของแรงงาน Nd = Ns เงื่อนไขดุลยภาพ

  16. W/P Ns A Nd N (ระดับการจ้างงาน) N0 Y Y = F(K, N) Y0 N0 N (ระดับการจ้างงาน)

  17. W/P Ns = g(W/P) = = A Nd = MPN= f(W/P) N (ระดับการจ้างงาน) N0 W Ns(3P1) Ns(2P1) 3W1 Ns(P1) Money wage 2W1 (MPN*3P1) W1 (MPN*2P1) (MPN*P1) N0 N (ระดับการจ้างงาน)

  18. ปัจจัยกำหนดการจ้างงานและผลผลิตปัจจัยกำหนดการจ้างงานและผลผลิต • เทคโนโลยี หรือเป็นปัจจัยที่มาจากด้านอุปทาน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น P Ys Classical Aggregate Supply 3P1 2P1 P1 Y Y0

  19. ตัวอย่างปัจจัยด้านอุปทานที่ทำให้ผลผลิตที่แท้จริงเปลี่ยนตัวอย่างปัจจัยด้านอุปทานที่ทำให้ผลผลิตที่แท้จริงเปลี่ยน 1) เทคโนโลยีการผลิตดีขึ้น Y AS0 Y=F(K,T1) AS1 P Y1 Y=F(K,T0) Y0 P0 P1 N w/P AD Ns Y Y0 Y1 (w/P)1 (w/P)0 MPN1 =Nd1 MPN0 =Nd0 N0 N1 N

  20. Y=F(K,oil p) 2) ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น Y AS1 Y=F(K) AS0 P Y0 Y1 P1 P0 N w/P AD Ns Y Y1 Y0 (w/P)0 (w/P)1 MPN0 =Nd0 MPN1 =Nd1 N1 N0 N

  21. 3) ประชากรเพิ่มขึ้น Y AS0 AS1 P Y1 Y=F(N) Y0 P0 P1 N w/P AD Ns0 Y Ns1 Y0 Y1 (w/P)0 (w/P)1 MPN0 =Nd0 N0 N1 N

  22. ทฤษฎีการกำหนดอุปสงค์มวลรวมของคลาสสิคทฤษฎีการกำหนดอุปสงค์มวลรวมของคลาสสิค

  23. ทฤษฎีปริมาณเงิน (Quantity Theory of Money) สมการของการแลกเปลี่ยน (The Equation of Exchange) ปริมาณธุรกรรม ณ ระดับราคาคงที่ เท่ากับ ปริมาณเงิน X อัตราการหมุน อัตราการหมุน (Turnover rate) จำนวนครั้งเฉลี่ยของธุรกรรมที่เงินแต่ละบาทถูกใช้ไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เรียกว่า “Velocity of Money” Fisher Equation: MVT =PTT โดยที่ M : ปริมาณเงิน VT:transaction velocity of money PT : ดัชนีราคาของสินค้าที่ซื้อขาย T : ปริมาณธุรกรรม (transaction) VT=PTT/M ซื้อขายสินค้าใหม่ สินค้าที่เคยซื้อขายแล้ว สินทรัพย์ทางการเงิน

  24. Y : รายได้แท้จริง เป็นตัววัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งสำนักคลาสสิคเชื่อว่าถูกกำหนดมาจาก ด้านอุปทาน ซึ่งในระยะสั้นคงที่ ( Y ) V: ถูกกำหนดจากนิสัยการจ่ายเงิน และเทคโนโลยีการจ่ายเงิน (ปัจจัยด้านสถาบัน) ซึ่งจะคงที่ในระยะสั้น ( V ) เน้นธุรกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ (Income transaction) MV =PY โดยที่ M : ปริมาณเงิน V:income velocity of money P : ดัชนีราคาของสินค้าที่ผลิตในปัจจุบัน Y : ระดับผลผลิตแท้จริง Fisher กล่าวว่า: ตัวแปรต่างๆ (ยกเว้น ราคา) ถูกกำหนดจากเหตุผลอื่นๆ เช่นพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน เป็นต้น M: ถูกกำหนดมาจาผู้ดำเนินนโยบายการเงิน ปริมาณเงิน เป็นตัวกำหนด ราคา

  25. ทฤษฎีปริมาณเงินตามแนวคิดของเคมบริดจ์ (Cambridge Approach) - เนื่องจากคำอธิบายทฤษฎีปริมาณเงินดั้งเดิมนั้นค่อนข้างเป็นกลไก ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคมบริดจ์ (อาทิ Marshall Pigou) จึงได้เสนอคำอธิบายที่มีพื้นฐานจากกระบวนการตัดสินใจถือเงินของคน - คนเราถือเงินเพื่อความสะดวกสบายในการจับจ่ายและหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดสภาพคล่อง - สมมุติให้ ความต้องการถือเงินเป็นสัดส่วนกับรายได้: Md=kPY ที่ดุลยภาพ money supply=money demand;M=Md=kPY หากมอง (1/k) เปรียบเสมือน V เราจะเห็นว่า สมการดังกล่าวเหมือนกับกรณีข้างต้นที่ได้กล่าวมาแล้ว M.(1/k)=PY

  26. AD อุปสงค์มวลรวมของสำนักคลาสสิค (Classical AD) - ทฤษฎีปริมาณเงินเป็นทฤษฎีที่ใช้สร้างอุปสงค์มวลรวมโดยปริยาย(หรือไม่ชัดแจ้ง) – Implicit theory of Aggregate Demand - จากทฤษฎีปริมาณเงิน MV=PY หรือ M=kPY โดย k = 1/V สมมุติให้ในระยะสั้น V คงที่ (ตัวอย่าง เช่น V=4) P ถ้า ปริมาณเงินในเศรษฐกิจเท่ากับ 300 (M=300) • จากทฤษฎีปริมาณเงิน MV=PY, รายได้ในรูปตัวเงิน(PY)จะเท่ากับ 1200 บาท(MV=300X4) • เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง P และ Y 4 3 -- ถ้า P=2 แล้ว Y=600 บาท 2 -- ถ้า P=3 แล้ว Y=400 บาท -- ถ้า P=4 แล้ว Y=300 บาท Y 400 600 300

  27. ถ้าปริมาณเงินเพิ่มขึ้นถ้าปริมาณเงินเพิ่มขึ้น P M=400 MV=400X4 =1600 =PY - P= 2, Y=800 - P= 3, Y= 533.33 4 - P= 4, Y=400 3 AD(M=400) 2 ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น ทำให้ AD shift ขวา AD(M=300) Y 800 300 400 600 533

  28. AS P AD(M2) AD(M1) P3 AD(M3) P2 P1 Y การกำหนดผลผลิตและราคาในแบบจำลอง สำนักคลาสสิค (เมื่อนำอุปทานและอุปสงค์พิจารณาพร้อมกัน) -ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ AD shift ขวา -เนื่องจาก AS ตั้งฉากทำให้ ผลผลิตไม่เปลี่ยนแปลงจากการเพิ่ม AD, มีเพียงราคาที่สูงขึ้น

  29. กลไกปรับตัวเพื่อให้ได้ดุลยภาพของคลาสสิค(ดอกเบี้ย)กลไกปรับตัวเพื่อให้ได้ดุลยภาพของคลาสสิค(ดอกเบี้ย)

  30. ทฤษฎีอัตราดอกเบี้ยของสำนักคลาสสิคทฤษฎีอัตราดอกเบี้ยของสำนักคลาสสิค • ส่วนประกอบต่างๆในความต้องการสินค้า เป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยดุลยภาพ ในแบบจำลองของสำนักคลาสสิค • การเปลี่ยนแปลงในส่วนประกอบของ AD ไม่กระทบระดับ AD อัตราดอกเบี้ยดุลยภาพ คือ อัตราที่ปริมาณเงินที่ให้กู้(supply of loanable funds) เท่ากับ ปริมาณเงินที่มีคนต้องการกู้ (demand for loanable funds) เพื่อความง่ายการกู้จะทำโดยขายพันธบัตร & การให้กู้จะทำโดยซื้อพันธบัตร ดังนั้นอัตราดอกเบี้ย จะวัดด้วยผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรซึ่งเท่ากับต้นทุนการกู้ยืม อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยที่กำหนด ความต้องการซื้อและขายพันธบัตร

  31. การคาดการณ์ความสามารถในการทำกำไรการคาดการณ์ความสามารถในการทำกำไร การลงทุน (I) ธุรกิจ อัตราดอกเบี้ย (แปรผกผัน) ผู้ออกพันธบัตร รัฐบาล ชดเชยการขาดดุล (G-T) ถูกกำหนด จากรัฐบาล ผู้ซื้อพันธบัตร ออม (S)--แปรผันตามอัตราดอกเบี้ย ผู้มีเงินออม - การออมเป็น การ trade-off ระหว่างการบริโภคในปัจจุบันและอนาคต • อัตราดอกเบี้ยในสำนักคลาสสิคถูกกำหนดในตลาดเงินกู้ยืม (Loanable Funds) • เงินออม  Demand for bonds = Supply of loanable funds • การลงทุน + การขาดดุลการคลัง  Supply of bonds = Demand of loanable funds

  32. S = Supply of loanble funds I+(G-T)= Demand for loanable funds (G-T) I การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในสำนักคลาสสิค r r0 LF0 S,I,G-T ปริมาณเงินกู้ (loanble funds)  อัตราดอกเบี้ยมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพ

  33. S I  I0 I1 บทบาทของอัตราดอกเบี้ยในการรักษาเสถียรภาพ r - สมมุติให้ G=T - การลดลงของความสามารถในการทำกำไร ทำให้ demand for LF shift ซ้าย r0 A B ที่ระดับ r0 supply of LF > demand for LF  อัตราดอกเบี้ยดุลยภาพลดลง r1 ปริมาณเงินกู้ S1=I1 S0= I0 r S C(=S) ขนาดเท่ากับ A C+I ที่เพิ่ม เท่ากับ I ที่ลด (A+B) = I I(r) ขนาดเท่ากับ B การลดลงของการลงทุนไม่ทำให้ความต้องการรวมเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการ ปรับตัวของอัตราดอกเบี้ย

  34. สรุป • -การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ • การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นปราการด่านแรก(first line of defense) ในการรักษาระดับการจ้างงานเต็มที่ ผลกระทบต่อความต้องการบริโภค, การลงทุน,หรือการใช้จ่ายภาครัฐ ไม่ส่งผลต่อความต้องการมวลรวม (AD ไม่ shift) • การปรับตัวในตลาดแรงงาน ถือเป็นปราการด่านที่สอง(second line of defense) ในการรักษาระดับการจ้างงานเต็มที่ซึ่งสะท้อนในเส้น AS ที่ตั้งฉาก(จะศึกษาถึงที่มาในหัวข้อต่อๆไป)

  35. AD(Ms) นัยเชิงนโยบายของสำนักคลาสสิค นโยบายการเงิน -AD สร้างมาจาก Quantity Theory of Money -การเพิ่มปริมาณเงิน (นโยบายการเงินขยายตัว)ทำให้ AD shift ขวา P AS • มีผลกระทบต่อราคาเท่านั้น • เพราะ AS คงเดิม • สรุป นโยบายการเงิน มีผลต่อระดับราคาเท่านั้น และไม่มีผลต่อการจ้างงานและผลผลิตที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ P1 P0 AD Y

  36. นัยของนโยบายการคลัง 1) การใช้จ่ายภาครัฐ (government spending) เก็บภาษี การชดเชย การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ ออกพันธบัตร พิมพ์เงิน • - เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินปริมาณเงินคงที่ • สมมุติให้ ภาษีคงที่ • ดังนั้น การเพิ่มการใช้จ่ายจะถูกชดเชยโดยการออกพันธบัตร • การเพิ่มการใช้จ่ายโดยชดเชยการขาดดุลด้วยการออกพันธบัตร ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับผลผลิต(ส่งผลให้การจ้างงานคงที) และระดับราคา(อุปสงค์มวลรวมไม่เปลี่ยนแปลง)

  37. S (G-T)1 B A B I การเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ r - สมมุติให้เดิม G=T - การเพิ่มการการใช้จ่ายภาครัฐ ทำให้ เส้น demand for LF shift ขวา ที่ระดับ r0 demand for LF > supply of LF  อัตราดอกเบี้ยดุลยภาพเพิ่มขึ้น r1 r0 I+(G-T)1 ปริมาณเงินกู้ S0=I0 S1= I1+(G-T)1 r S C(=S) ขนาดเท่ากับ A C+I ที่ลด เท่ากับ Gที่เพิ่ม (A+B) = (G-T) I(r) ขนาดเท่ากับ B การเพิ่มใช้จ่ายภาครัฐ(G)ที่ชดเชยโดยการขายพันธบัตรทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เบียดขับ(Crowd out) การใช้จ่ายของเอกชน(C+I)ในปริมาณเท่ากัน

  38. S (G-T)1 B A B I การลดภาษี (Demand side policy) r - การลดภาษี ทำให้ เส้น demand for LF shift ขวา(ขายพันธบัตรชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป ที่ระดับ r0 demand for LF > supply of LF  อัตราดอกเบี้ยดุลยภาพเพิ่มขึ้น r1 r0 I+(G-T)1 ปริมาณเงินกู้ S0=I0 S1= I1+(G-T)1 r S C(=S) ขนาดเท่ากับ A C+I ที่ลด เท่ากับ T ที่ลด (A+B) = (G-T) I(r) ขนาดเท่ากับ B ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใน AD  เกิด complete crowding out

  39. S (G-T)1 B A B I ขายพันธบัตรให้ประชาชน r - การเพิ่มการการใช้จ่ายภาครัฐ ทำให้ เส้น demand for LF shift ขวา ที่ระดับ r0 demand for LF > supply of LF  อัตราดอกเบี้ยดุลยภาพเพิ่มขึ้น r1 r0 I+(G-T)1 ปริมาณเงินกู้ S0=I0 S1= I1+(G-T)1 C+I ที่ลด เท่ากับ Gที่เพิ่ม (A+B) = (G-T) r S C(=S) ขนาดเท่ากับ A I(r) ขนาดเท่ากับ B สรุป การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยทำให้ความต้องการใช้จ่ายของเอกชน (C,I) ลดลง เกิดผลหักล้างต่อรายจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น

  40. การหักล้างผลของนโยบายการคลัง (Crowding out) ทำให้ aggregate demand ไม่เปลี่ยนแปลงระดับราคาไม่เปลี่ยนแปลง • การชดเชยการขาดดุลด้วยวิธีอื่น • การพิมพ์เงิน – ทำให้ปริมาณเงินเพิ่ม AD shift ขวา ส่งผลให้ระดับราคาสูงขึ้น • การเพิ่มภาษี • G=T; balance budget multiplier • -ไม่มีผลต่อ demand for LF • - การเก็บภาษีทำให้ supply of LF ลดเพราะคนเอาเงินออมส่วนหนึ่งไปจ่ายภาษี • - r ปรับตัวสูงขึ้น S’ r S r1 r0 I QLF C S C S r G(=T) I

  41. AD(Ms จาก G ) กู้จากธนาคารกลาง • ไม่กระทบ demand และ supply ใน loanable funds market • การกู้จากธนาคารกลาง ทำให้ปริมาณเงินเพิ่ม ส่งผลกระทบต่อ AD P P1 P0 AD Y

  42. สรุป • สำนักคลาสสิค เสนอให้รัฐไม่ดำเนินนโยบายเพื่อแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ (non-interventionist policy) เนื่องจาก • ถ้ารัฐบาลใช้นโยบายการเงิน จะมีผลต่อระดับราคาเท่านั้น • ถ้ารัฐบาลใช้นโยบายการคลัง จะเกิดการหักล้างผลของนโยบายการคลังโดยสมบูรณ์ (complete crowding out) จากการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ย

More Related