slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
ความรู้ รองศาสตร์ ดร.เชาว์ โรจนแสง PowerPoint Presentation
Download Presentation
ความรู้ รองศาสตร์ ดร.เชาว์ โรจนแสง

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 143

ความรู้ รองศาสตร์ ดร.เชาว์ โรจนแสง - PowerPoint PPT Presentation


  • 236 Views
  • Uploaded on

ความรู้ รองศาสตร์ ดร.เชาว์ โรจนแสง. ความรู้ . ความรู้ (Knowledge) หมายถึง สิ่งที่อธิบายหรือพรรณนาเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล เพื่อทำความเข้าใจและทำนายปรากฏการณ์ นั้นๆ ความรู้ที่มีการจัดระบบแก้ว เรียกว่า องค์ความรู้ การแสวงหา

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'ความรู้ รองศาสตร์ ดร.เชาว์ โรจนแสง' - sheba


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

ความรู้รองศาสตร์ ดร.เชาว์ โรจนแสง

slide2
ความรู้

ความรู้ (Knowledge) หมายถึง สิ่งที่อธิบายหรือพรรณนาเกี่ยวกับ

ปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล เพื่อทำความเข้าใจและทำนายปรากฏการณ์

นั้นๆ

ความรู้ที่มีการจัดระบบแก้ว เรียกว่า องค์ความรู้ การแสวงหา

ความรู้จากอดีตถึงปัจจุบันจำแนกเป็น 4 ยุค คือ ยุคโบราณ ยุคอริ

สโตเติล ยุคเบคอน และยุคปัจจุบัน องค์ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์

ต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาและถ่ายทอดจนกลายเป็นศาสตร์ต่าง ๆ

ศาสตร์ทางการจัดการ เป็นองค์ความรู้ที่อธิบายความพยายามในการ

ดำเนินการร่วมกัน เพื่อการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

slide3
มนุษย์โดยธรรมชาติปรารถนาที่จะพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของตนเองให้ดียิ่งขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่

มนุษย์แสวงหาความรู้ การแสวงหาความรู้มนุษย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันจำแนกเป็น 4 ยุค

ยุคที่ 1 ยุคโบราณ ได้ความรู้โดยการพบโดยบังเอิญ ปทัสถานของสังคมที่ถือปฏิบัติจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี

การสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ การยกย่องผู้มีชื่อเสียง หรืออำนาจเป็นปราชญ์แล้วสมัครเป็นสาวก

การแสวงหาความรู้จากประสบการณ์ส่วนตัวและการลองผิดลองถูก

slide4
ยุคที่ 2 ยุคอริสโตเติล (Aristotle) ได้รับการย่องย่องเป็นบิดาของวิชา

ตรรกศาสตร์ เป็นผู้ค้นคิดแสวงหาความรู้โดยใช้เหตุผล ที่เรียกว่า

Syllogistic Reasoning หรืออุปมาน (Deductive Reasoning)

องค์ประกอบหรือขั้นตอนการแสวงหาความรู้วิธีนี้มี 3 ประการ

1. เหตุใหญ่ (Major premise) เป็นข้อตกลงที่กำหนดขึ้น

2. เหตุย่อย (Minor premise) เป็นเหตุผลเฉพาะกรณีที่ต้องการ

ทราบความจริง

3. ข้อสรุป (Conclusion) เป็นการลงความเห็นจากการ

พิจารณาความสัมพันธ์ของเหตุใหญ่และเหตุย่อย

slide5
แบบของการหาเหตุของอริสโตเติล แบ่งเป็น 4 แบบ

1. การหาเหตุผลเฉพาะกลุ่ม (Categorical syllogism)เป็นวิธีการหาเหตุผลที่

สามารถลงสรุปในตัวเองได้ เช่น

เหตุใหญ่ : ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย

เหตุย่อย : นายสมานเกิดเป็นคน

ข้อสรุป : นายสมานต้องตาย

2. การหาเหตุผลตามสมมุติฐาน (Hypothetical Syllogism)เป็นวิธีการหา

เหตุผลที่กำหนดสถานการณ์ขึ้น มักมีคำว่า “ถ้า....แล้วละก็......” การหาเหตุผลชนิดนี้

ข้อสรุปจะเป็นจริงหรือไม่แล้วแต่สภาพการณ์ เพียงแต่เป็นเหตุผลที่ถูกต้องตามหลัก

ตรรกศาสตร์เท่านั้น เช่น

slide6
เหตุใหญ่ : ถ้าอุณหภูมิ 100 องสาเซลเซียสน้ำจะเดือด

เหตุย่อย : อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส

ข้อสรุป : น้ำเดือด

3. การหาเหตุผลที่มีทางเลือก (Alternative Syllogism)เป็นวิธีการหา

เหตุผลที่กำหนดสถานการณ์ที่เป็นทางเลือก “ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง” หรือ

อยู่ในรูปที่เป็น “อาจจะ” อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น

เหตุใหญ่: ข้าราชการที่รับราชการอาจจะได้รับความพอใจจากเงินเดือน

หรือเกียรติยศเป็นสิ่งตอบแทนการทำงาน

slide7
เหตุย่อย : ข้าราชการที่รับราชการไม่ได้รับความพอใจจากเงินเดือนเป็น

สิ่งตอบแทนการทำงาน

ข้อสรุป : ข้าราชการที่รับราชการอาจจะได้รับความพอใจจากเกียรติยศ

เป็นสิ่งตอบแทนการทำงาน

4. การหาเหตุผลที่ต่างออกไป (Disjunctive Syllogism)เป็นวิธีการหา

เหตุผลที่อาศัยการเชื่อมโยงกัน โดยเหตุย่อยเป็นตัวบอกกรณีบางส่วนใน

เหตุใหญ่ เช่น

เหตุใหญ่ : อุบัติเหตุทางการจราจรส่วนใหญ่เกิดจากผู้ขับขี่มึนเมา

เหตุย่อย : นายประเสริฐดื่มสุราก่อนขับรถ

ข้อสรุป : นายประเสริฐอาจไม่ประสบอุบัติเหตุทางจราจร

slide8
การหาความรู้ตามวิธีของอริสโตเติลได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยฟรานซิน

เบคอน ว่ามีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องไม่ช่วยให้ค้นพบความรู้ใหม่ เพราะ

ข้อสรุปที่ได้จำกัดอยู่ในขอบเขตของเหตุใหญ่ ข้อสรุปจะมีความเที่ยงตรง

เพียงใดขึ้นอยู่กับความเท็จจริงของเหตุใหญ่และเหตุย่อย ถ้าข้อเท็จจริงทั้ง

สองนี้ขาดความเที่ยงตรง ก็อาจทำให้ข้อสรุปขาดความเที่ยงตรงได้

slide9
3. ยุคฟรานซิส เบคอน

ฟรานซิส เบคอน(Francis Bacon) ได้เสนอวิธีการหาความรู้ เรียกว่าวิธี

อนุมาน (Inductive Reasoning) ซึ่งเป็นวิธีที่อาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูล

ก่อนแล้วจึงทำการวิเคราะห์ข้อมูลเหตุย่อย ๆ เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่าง

ข้อมูลเหล่านั้นในอันที่จะสรุปเหตุหรือผล

องค์ประกอบหรือขั้นตอนในการอนุมานแบ่งได้เป็น 3 ขั้น

1.การเก็บรวบรวมข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเป็นรายละเอียดย่อย ๆ ก่อน

2. วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงย่อยเหล่านั้น

3. สรุปผล

slide10
การแสวงหาความรู้โดยวิธีของเบคอนมี 3 แบบ

1. การอนุมานอย่างสมบูรณ์ (Perfect Induction)เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทุกๆ หน่วยในหมู่ประชากร เพื่อดูรายละเอียดของหน่วยย่อยทั้งหมดแล้วจึงวิเคราะห์ข้อมูล ตีความและสรุปผล

วิธีการี้จะทำให้ได้ความรู้ความจริงที่เชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในทางปฏิบัติอาจทำไม่ได้เพราะสิ้นเปลืองเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายสูง

2. การอนุมานที่ไม่สมบูรณ์ (Imperfect Induction)การอนุมานแบบนี้จะเลือกตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากรแล้วจึงสรุปหรืออนุมานว่าประชากรทั้งหมดมีลักษณะเช่นไร

slide11
วิธีนี้สะดวกในการปฏิบัติการเพราะประหยัดแรงงาน เวลา และ

ค่าใช้จ่าย

3. การอนุมานแบบเบคอนเนียน (Baconian Induction)เป็นการอนุมานที่ไม่

สมบูรณ์วิธีหนึ่งซึ่งเบคอนเสนอว่า ในการตรวจสอบข้อมูลควรแจงนับหรือ

ศึกษารายละเอียดของข้อมูลเป็น 3 กรณีคือ

1) พิจารณาส่วนที่มีลักษณะเหมือนกัน

2) พิจารณาส่วนที่มีลักษณะแตกต่างกัน

3) พิจารณาส่วนที่มีความเปลี่ยนแปรไป

slide12
4. ยุคปัจจุบัน

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ได้

เสนอวิธีการค้นหาความรู้ผสมผสานวิธีการของอริสโตเติล และเบคอนเข้า

ด้วยกันเรียกว่า วิธีอุปมานและอนุมาน (Deductive Inductive Method)

ซึ่งต่อมา จอห์น ดิวอี (John Duwey) ได้แก้ไขให้ชื่อใหม่ว่า Reflective

Thinking เพราะกระบวนการหาความรู้แบบนี้ใช้วิธีคิดใคร่คราญอย่าง

รอบคอบซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ “How We Think” เมื่อปี ค.ศ.1910 ได้

แบ่งขั้นในกระบวนการแสวงหาความรู้ไว้เป็น 5 ขั้นคือ

slide13
1) ปรากฏความยุ่งยากเป็นปัญหาเกิดขึ้น

2) ขั้นจำกัดขอบเขตและนิยามความยุ่งยากเพื่อให้ปัญหากระจ่างชัดขึ้น

3) ขั้นเสนอแนะการแก้ปัญหาหรือตั้งสมมุติฐาน

4) ขั้นอุปมานเหตุผลของสมมติฐานที่ตั้งขึ้น

5) ขั้นการทดสอบสมมติฐาน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนเดียวกับวิธีการทาง

วิทยาศาสตร์ คือเริ่มต้นจากการระบุปัญหาแล้วจึงอุปมานเพื่อหาคำตอบ

หรือตั้งสมมติฐานขึ้น ต่อมาก็ทำการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และ

สรุปผล

knowledge
ความรู้ (Knowledge)

- ความรู้ (Knowledge) หมายถึง สิ่งที่พรรณนาหรืออธิบายเกี่ยวกับ

ปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างมีเหตุผล เพื่อความเข้าใจ และทำนาย

ปรากฏการณ์

- ความรู้ที่มีการจัดระเบียบแล้ว เรียกว่าองค์ความรู้ (Body of

Knowledge)

- การจัดระบบองค์ความรู้ที่สำคัญ คือการสร้างทฤษฎี

slide15
ในปัจจุบันองค์ความรู้ สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

1. องค์ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เรียกว่าวิทยาศาสตร์

(Pure Science)

2.องค์ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคมเรียกว่า วิทยาศาสตร์

สังคม (Social Science)

3.การจัดการธุรกิจ เป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สังคมสาขาวิชา

หนึ่ง เนื่องจากธุรกิจเป็นหน่วยทางสังคมที่ทำหน้าที่ผลิตสินค้า และบริการ

ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิต

มนุษย์ให้ดีขึ้น

slide16
ศาสตร์โดยทั่วไปมีความมุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจสภาพของโลกรอบๆ

ตัวโดยมีการดำเนินกิจกรรมที่สำคัญอยู่ 3 ประการคือ

1. การพรรณนา หรืออธิบายปรากฏการณ์

2. การค้นคว้าหากฎเกณฑ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ

3. การรวบรวมกำหนดทฤษฎีและกฎขึ้นเป็นหลักยึดศาสตร์ทางการจัดการ มีจุดมุ่งหมาย คือ

1) ศาสตร์ทางการจัดการจะสังเกตและอธิบายถึงปรากฏการณ์ต่างๆ

ที่เกิดขึ้นในการบริหารองค์การ โดยเฉพาะภาครัฐบาลตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขึ้น เช่น การเข้าออกจากงาน การขาดงาน

slide17
2) ศาสตร์ทางการจัดการจะค้นคว้าถึงระเบียบกฎเกณฑ์จาก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นประจำ เพื่อดูพฤติกรรมแห่งความสัมพันธ์ของ

สิ่งของหรือเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเกิดขึ้นเป็นระเบียบหรือระบบอย่างใด

บ้างหรือไม่ เช่นการศึกษาว่าสิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงินมีความสัมพันธ์กับ

อัตราการขาดงานหรือไม่

3) ศาสตร์ทางการจัดการจะพยายามรวบรวมกฎเกณฑ์และ

ระเบียบของความสัมพันธ์ต่างๆ ที่ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดแจ่มชัด

และเชื่อมั่น ได้ตั้งกฎหรือทฤษฎีต่างๆ ขึ้น เช่น ทฤษฎีการจูงใจ ทฤษฎี

ภาวะผู้นำ

slide18
แสวงหาความรู้หรือกระบวนการวิจัยทางการจัดการเป็นในลักษณะเช่นเดียวกับลักษณะของศาสตร์ทั่วไป คือ

1. ศาสตร์มีลักษณะที่เป็นหลักความจริงตามเหตุผลหรือเรียกว่า ตรรกวิทยาศาสตร์

จะต้องมีลักษณะของการกระทำที่มีเหตุผล (Rational)มีคำอธิบายต่างๆ จะต้องเห็นจริง

หรือมีความรู้สึกว่าเป็นจริง (Make sense) ค้นคว้าและแสวงหาความจริงด้วยเหตุผลมี

2 วิธีคือ เหตุผลเชิงอุปทาน (Deduction logic) และเหตุผลเชิงอนุมาน (Inductive logic)

1) การให้เหตุผลเชิงอุปมาน เป็นการค้นคว้าแสวงหาความจริงโดยเริ่มต้น

จากการศึกษากฎหรือทฤษฎีที่มีผู้ค้นพบอยู่ก่อนแล้ว แล้วนำเอากฎหรือทฤษฎีนั้นไปใช้

อธิบายเหตุการณ์เฉพาะอย่างที่เกิดขึ้นหรือสังเกตพบ

2) การให้เหตุผลเชิงอนุมาน เป็นการค้นคว้าแสวงหาความจริงที่เริ่มต้นจาก

การสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน แล้วรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องตั้งเป็นกฎ

หรือทฤษฎีทั่วไปแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่สังเกตพบ

ขึ้น

slide19
2. ศาสตร์มีลักษณะเชื่อว่าเหตุการณ์ หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะต้องมีเหตุเป็น

ตัวกำหนด ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุสามารถทดลอง ศึกษา และอธิบายให้เป็น

ที่เข้าใจอย่างมีเหตุผลได้ วิธีการศึกษาวิจัยถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลเรียกว่า

Causal Inferences หรือ Causal Relationship มุ่งศึกษาให้รู้แจ้งว่าอะไรเป็นต้นเหตุให้

เกิดผลหรือปรากฏหารแต่ละอย่างขึ้น

3. ศาสตร์คำนึงถึงกฎเกณฑ์ที่นำไปใช้ได้กับเหตุการณ์ทั่วไป ศาสตร์หนึ่งๆ

พยายามที่จะแสวงหาความรู้เพื่ออธิบายหรือทำนายปรากฏการณ์ต่างๆ เป็นการทั่วไป

ไม่จำกัดกาลเทสะ จึงทำการศึกษาค้นคว้าเพื่อหากฎเกณฑ์ที่จะใช้กับพฤติกรรมจำนวน

มากหรือใช้เป็นการทั่วไปได้

slide20
4.ศาสตร์มักคำนึงถึงความสะดวกและง่ายต่อการเข้าใจได้ ในการอธิบาย

ปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง ถ้าใช้องค์ประกอบหรือปัจจัย (Factors) น้อยตัว

ที่สุดที่จะสามารถอธิบายสะดวกและง่ายต่อการเข้าใจได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วการใช้

ปัจจัยมากตัวยิ่งทำให้การอธิบายมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น การวิจัยจะต้อง

ตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะเลือกอะไรระหว่างความสะดวกง่ายกับความถูกต้อง

แม่นยำที่จะได้รับโดยทั่วไปเน้นทั้งสองอย่าง

วิธีการวิเคราะห์ปัจจัย (factor Analysis) เป็นเทคนิคการวิเคราะห์

ข้อมูลที่นิยมใช้ในการศึกษาวิจัยเหตุการณ์ที่มีตัวแปรหลายตัว

slide21
5. ศาสตร์จะต้องจำกัดขอบเขตเหตุการณ์ที่จะศึกษาอย่างแจ่มชัด การศึกษาวิจัย

แต่ละครั้ง จะต้องจำกัดขอบเขตเรื่องที่จะศึกษาให้รัดกุมกะทัดรัดโดยขอบเขตและความ

พยายามของเรื่องที่จะศึกษาโดยเฉพาะเจาะจง

การกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนจะช่วยให้การทดสอบและการวัดความสัมพันธ์

ของตัวแปรหรือปัจจัยต่างๆ ได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

6. ศาสตร์ต้องสำรวจตรวจสอบโดยการสังเกตได้ กฎหรือทฤษฎีที่กำหนดขึ้น

จะหาประโยชน์ไม่ได้ถ้าไม่สามารถจะยืนยันโดยข้อมูลที่รวบรวมและสิ่งที่สังเกตได้

การตรวจสอบจากการสังเกตและการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical

verification) ผู้ทำการวิจัยจะต้องสามารถกำหนดสภาวะการณ์ที่สามารถแย้งว่ากฎหรือ

ทฤษฎีนั้น ๆ ไม่ถูกต้องได้

slide22
7. ศาสตร์สามารถนำความคิดเห็นที่แตกต่างกันแต่ละบุคคลไปสู่ความเป็นจริง

ร่วมกัน

- ความแตกต่างในความเชื่อหรือความคิดเห็นของบุคคลมักจะเกิดขึ้นจากปัญหา

เกี่ยวกับกรอบทฤษฎีและการนิยามที่แตกต่างกัน

- การกำหนดตัวแปรและมาตรวัดที่จะใช้ในการวิจัย หากมีการใช้กรอบทฤษฎี

และการนิยาม ตลอดจนกำหนดตัวแปรและมาตรวัดที่ใช้เหมือนกันทุกประการแม้ผู้วิจัยจะ

มีความเชื่อหรือความคิดเห็นส่วนตัวครั้งแรกที่แตกต่างกัน การวิจัยต้องพบผลที่เหมือนกัน

8. ศาสตร์เปิดโอกาสให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องอยู่เสมอ

-กฎหรือทฤษฎีต่าง ๆ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เหมาะสมที่จะใช้กับ

ภาวะการณ์แวดล้อมอยู่เสมอ

-ศาสตร์ต่าง ๆ ไม่เพียงแต่จะแสดวงหาความจริงเพื่อความจริง แต่ค้นหาความ

จริงที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติในสังคมเป็นสำคัญ

slide23
คำว่า “ทฤษฎี” ได้มีการกำหนดนิยามแบ่งได้เป็น 2 นัย คือ

1. ทฤษฎีในความหมายกว้าง

- Reynolds (1971:11) ทฤษฎี หมายถึง จ้อความนามธรรมซึ่งพิจารณาเป็นส่วนหนึ่ง

ขององค์ความรู้ ซึ่งจัดในรูปของกลุ่มแห่งกฎในลักษณะความเป็นจริงไม่ต้องพิสูจน์หรือ

ลักษณะกระบวนการสาเหตุและผล

- Gibbs (1972:5) ทฤษฎี คือ กลุ่มของข้อความที่มีความสัมพันธ์ต่อกันเชิงตรรกะ ใน

ลักษณะของการสนับสนุนเชิงประจักษ์นิยมเกี่ยวกับคุณสมบัติของเหตุการณ์ของสิ่งต่างๆ

ที่ไม่รู้จัก

ทฤษฎี คือ กรอบความคิดเกี่ยวกับการจัดองค์ความรู้ในลักษณะตัวแบบต่างๆ โดยมุ่ง

เน้นความสำคัญความสอดคล้องของเนื้อหาสาระภายในทฤษฎีเป็นสำคัญ

slide24
2.ทฤษฎีในความหมายเฉพาะเจาะจง2.ทฤษฎีในความหมายเฉพาะเจาะจง

- ทฤษฎีในความหมายเฉพาะเจาะจง หมายถึงกลุ่มของข้อทฤษฎี ซึ่ง

เกี่ยวข้องสัมพันธ์สอดคล้องอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าประสงค์หลักเพื่อ

อธิบายปรากฏการณ์ในรูปลักษณะความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุและผล ระหว่าง

แนวคิด สำคัญเกี่ยวข้องกันทั้งหมด และอาจมีเป้าประสงค์ เพื่อการพรรณนา

หรือพยากรณ์ปรากฏการณ์นั้นๆ

- แนวคิด หมายถึง สัญลักษณ์ในลักษณะนามธรรมที่ทำหน้าที่จัดระบบ

ความคิดและประสบการณ์ให้มีลักษณะที่สามารถสื่อความหมายได้ไม่ว่าโดย

ทางตรงหรือทางอ้อม

slide25
แนวคิดทางการจัดการ เช่น ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความเป็นเลิศ

ความสามารถทางการแข่งขัน ความรับผิดชอบต่อสังคม

การกำหนดนิยามของแนวคิดสามารถกระทำได้ 2 ลักษณะคือ

1. การกำหนดนิยามตามพจนานุกรม เป็นการให้คำจำกัดความของ

แนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง โดยการใช้แนวคิดอื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน

เพื่อขยายความซึ่งกันและกัน

2. การกำหนดนิยามปฏิบัติการ เป็นการให้คำจำกัดความเพื่อเปลี่ยนแปลง

แนวคิด ให้มีสถานภาพเป็นตัวแปรซึ่งกำหนดค่าหรือวัดค่าได้

slide26
หลักการ(Principle)หมายถึง กลุ่มของข้อทฤษฎี ซึ่งได้ผ่านการทดสอบ

เชิงประจักษ์มาแล้วไม่จำกัดครั้งและต่างๆ ได้รับการสนับสนุนข้อมูลอย่าง

กว้างขวางจนก่อให้เกิดการยอมรับร่วมกันอย่างเป็นเอกฉันท์จากนักวิชาการ

ในสาขานั้นๆ

การทดสอบเชิงประจักษ์หมายถึง การทดสอบทฤษฎีด้วยข้อมูลที่ได้รับการ

เก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์

ตลอดจนการตีความข้อมูล และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่

มุ่งศึกษา

slide27
ทฤษฎี ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ส่วน คือ

1. กรอบอ้างอิง (frame f reference)หมายถึง กรอบที่กำหนดสำหรับ

การศึกษาปรากฏการณ์หรือกรอบที่จำกัดมิติของการศึกษาค้นคว้า

2. ฐานคติ (assumptions)หมายถึง พื้นฐานของแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ

ปรากฏการณ์ที่มุ่งศึกษา

3. แนวคิด (Concepts)หมายถึง สัญลักษณ์ในลักษณะนามธรรมที่ทำ

หน้าที่จัดระบบความคิดและประสบการณ์ให้มีขอบข่ายที่สามารถสื่อ

ความหมายได้

4. ข้อทฤษฎี (theoretical propositions)หมายถึง ข้อความที่แสดงความ

สัมพันธ์ระหว่างแนวคิดตั้งแต่สองแนวขึ้นไป

slide28
การบริหารธุรกิจเป็นศาสตร์ทางสังคม (Social Science) ที่

เป็นศาสตร์เฉพาะวิชาชีพโดยทั่วไปนิยมจำแนกตามหน้าที่ทางการ

บริหารธุรกิจ (Business Function) จำแนกเป็น 4 ด้าน

1.ทฤษฎีการจัดการทั่วไปและการจัดการดำเนินงาน

2.ทฤษฎีการจัดการการเงิน

3. ทฤษฎีการจัดการการตลาด

4.ทฤษฎีการจัดการทรัพยากรมนุษย์

slide29
ปัจจุบันสถาบันการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจ ของประเทศสหรัฐ

อเมริกาได้จำแนกองค์ความรู้ทางบริหารธุรกิจ เป็น 12 ด้านคือ

1. การบัญชี 7. สารสนเทศเทศทางการจัดการ

2.การจัดการ 8. การจัดการเชิงปฏิบัติการ

3. การประกอบ 9. โลจิสติกส์และการขนส่ง

4. การเงิน 10. ธุรกิจระหว่างประเทศ

5. การตลาด 11. การจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

6.การจัดการธุรกิจที่ไม่มุ่งผลกำไร 12. ประกันภัย

slide30
กลุ่มแนวคิดและทฤษฎีแบบคลาสิกกลุ่มแนวคิดและทฤษฎีแบบคลาสิก

ในสมัย 5,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช พระกรีกแห่งวิหารซูมิเรียน (Sumerian Temple)

ได้บันทึกระบบภาษีที่จัดเก็บสำหรับการถือครองที่ดินและเงิน

ชาวอียิปต์โบราณได้สร้างพีระมิดโดยอาศัยหน้าที่ทางการจัดการ ได้แก่ การวางแผน

การจัดองค์การ และการควบคุมในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เพื่อก่อสร้าง

มหาพีระมิด

ต่อมาในสมัยกษัตริย์ฮามูราบี (Hammurabi) แห่งราชอาณาจักรบาบิโลเนียได้บัญญัติ

กฎ 282 ข้อที่เรียกว่า Code of Hammurabi เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองของประเทศ

โบสถ์โรมันคาทอลิกก็มีแนวปฏิบัติทางการจัดการสืบต่อมายาวนาน ตั้งแต่สมัย

ประวัติศาสตร์

slide31
แนวปฏิบัติและกฏเกณฑ์ในอดีตได้รับการศึกษาค้นคว้าและพัฒนามาจนกลายเป็นแนวปฏิบัติและกฏเกณฑ์ในอดีตได้รับการศึกษาค้นคว้าและพัฒนามาจนกลายเป็น

แนวคิดทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในยุคต่อมา

หลังการปฏิบัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 การผลิตมีขนาดใหญ่ขึ้น

เจ้าของกิจการไม่อาจควบคุมการได้ลำพัง การขยายตัวและความ

เจริญเติบโตของอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดปัญหาทางการจัดการ จนทำให้

เกิดการปฏิวัติทางการจัดการ

slide32
นักคิดรุ่นแรกที่ได้บุกเบิกองค์ความรู้ทางการจัดการ ได้แก่ นักอุตสาหกรรม

ชาวอังกฤษ โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen ค.ศ.1771-1858) นักคณิตศาสตร์

ชาวอังกฤษ ชาร์ลส์ แบ็บเบจ (Charles Babbage ค.ศ.1798-1871) และวิศวกร

ชาวอเมริกัน เฮนรี่ ทาวน์ (Henry Towne ค.ศ. 1844-1924) ผลงานของนักคิด

เหล่านี้ได้มีบทบาทต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางการจัดการ

ในปลายศตวรรษที่ 19 การขยายตัวของอุตสาหกรรมและการจัดการเป็นไป

อย่างรวดเร็ว มีการใช้จ่ายเงินทุนและเวลาอย่างมากในการฝึกอบรม และพัฒนา

พนักงานให้มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องจักร และงาน

slide33
นักวิชาการและนักปฏิบัติในอุตสาหกรรมจึงศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพนักวิชาการและนักปฏิบัติในอุตสาหกรรมจึงศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพ

การทำงานในองค์การโดยรวม การศึกษาค้นคว้าได้พัฒนาจนกลายเป็น

แนวคิดและทฤษฎีการจัดการแบบคลาสสิค (Classical management

perspective) ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มแนวคิด และทฤษฎีทางการจัดการกลุ่มแรก

ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 สาขาย่อยคือ

1. ทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management Theory)

2.ทฤษฎีองค์การ (Organization Theory)

slide34
การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management Theory) เป็นแนวคิดทางการจัดการที่มุ่งเน้นการศึกษางานโดยใช้หลักเหตุผลด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์การ นักคิดที่สำคัญในสำนักนี้ได้แก่ เฟรดเดอริค ดับบลิว เทเลอร์ (Frederick W. Taylor) แฟรงค์ และลิเลียน กิลเบร์ท (Frank and Lilian Gilbreth) เฮนรี แกนท์ (Henry Gantt) และฮาร์ริงตันอิเมอร์สัน (Harrington Emerson)
slide35
1.เฟรดเดอริค ดับบลิว เทเลอร์ (Frederick W. Taylor)และการจัด

การเชิงวิทยาศาสตร์ เฟรดเดริค ดับบลิว เทเลอร์ (Frederick W. Taylor

ค.ศ. 1856-1915) ได้ศึกษาเพื่อหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด (One Best Way)

ด้านวิธีการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหวในการทำงาน (Time and Motion

Study) ด้วยการทดลองที่โรงงานมิดเวล โรงงานที่ เบทเลแฮมและที่อื่นๆ จน

ค้นพบและกำหนดมาตรฐานของการทำงานในงานเฉพาะอย่างหลายงาน

ของกระบวนการผลิตในโรงงานผลิตเหล็ก ช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้

slide36
เทเลอร์ได้เสนอบทบาทที่ชัดเจนของฝ่ายจัดการ และพนักงานใน

กระบวนการทางการจัดการได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การควบคุม

และวิธีการทำงานเฉพาะอย่างได้ค้นพบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดคุณ

สมบัติเฉพาะของวัตถุดิน ระบบการควบคุมสินค้าคงเหลือที่ใช้ในการประสาน

และควบคุมการจัดการในองค์การ

เสนอระบบการจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น (Price Rate Pay System)

ผลงานของเทเลอร์ได้รับการเผยแพร่ ตีพิมพ์ผลงาน “Principles of

Scientific Management” ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องเป็นบิดา

ของการจัดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์

slide37
หลักการสำคัญของแนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ของเทเลอร์หลักการสำคัญของแนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ของเทเลอร์

สรุปได้ ดังนี้

1.ใช้หลักวิธีวิทยาศาสตร์เพื่อแสวงหาการทำงานที่ดีที่สุด

2. ยอมรับความกลมกลืนในกิจกรรมกลุ่มมากกว่าความไม่ปลอดภัย

3. มุ่งสู่ความร่วมมือของมนุษย์ในการทำงาน

4. ทำงานเพื่อผลผลิตสูงสุด

5. พัฒนาพนักงานทุกคนให้ใช้ความสามารถสูงสุด และสร้างความมั่นคง

สูงสุดให้บริษัท

slide38
2. แฟรงค์ และลิเลียน กิลเบร์ท (Frank and Lilian Gilbreth) แนวคิดเรื่อง

การศึกษาความเคลื่อนไหวในการทำงาน แฟรงค์ และลิเลียน กิลเบร์ท

(Frank and Lilian Gilbreth ค.ศ. 1886-1924) และลิเลียน กิลเบร์ท (Lilian

Gilbreth ค.ศ. 1878-1972)

แฟรงค์ และลิเลียน ได้ร่วมกันศึกษาการเคลื่อนไหวในการทำงานในโรงงาน

อุตสาหกรรมและหลักการเคลื่อนไหวในการทำงานศึกษาเวลาและการเคลื่อน

ไหว (Time and Motion Study) ด้วยการใช้กล้องโทรทัศน์จับภาพการเคลื่อน

ไหวในการทำงานแล้วมาศึกษาวิเคราะห์การเคลื่อนไหวที่ดีที่สุด

slide39
สองสามีภรรยาสกุล Gilbreth ได้ประยุกต์แนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์

ของ Taylor มาใช้และผนวกกับความเข้าใจในลักษณะบุคลิกภาพและความต้องการของ

บุคคลในการทำงาน

3. เฮนรี แกนท์ (Henry Gantt)แนวคิดเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนแบบจูงใจ เฮนรี แกนท์

(Henry Gantt ค.ศ.1961-1919) เป็นวิศวกรเครื่องกลที่ร่วมงานกับ Taylor สร้างผลงาน

ต่าง ๆ มากมาย เขาเชื่อมั่นในแนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับเทเลอร์

แกนท์ ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย ในการคัดเลือกพนักงาน

ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ และพัฒนาการจ่ายค่าตอบแทนแบบจูงใจ (Pay Incentive) ด้วย

โบนัส (Bonus)

slide40

แกนท์ เน้นความต้องการและความสนใจทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายพนักงานการ

ร่วมมือกันอย่างกลมกลืนและการเห็นคุณค่าในทุกปัญหาของการจัดการซึ่งมนุษย์เป็น

ส่วนสำคัญที่สุด

ผลงานของแกนท์ คือ กราฟการควบคุมทรัพยากรทางการจัดการที่เรียกว่า

Gantt Chart ซึ่งเป็นเทคนิคทางการควบคุมที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน

4. ฮาร์ริงตัน อิเมอร์สัน (Harrington Emerson)และแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพ

ขององค์การ ฮาร์ริงตัน อิเมอร์สัน (Harrington Emerson ค.ศ.1853-1931) เป็นที่

ปรึกษาทางการจัดการที่มีจุดเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรและขจัดการสูญเปล่า โดยอาศัย

หลักการเชิงวิทยาศาสตร์ และให้ความสำคัญกับโครงสร้างและเป้าหมายขององค์การ

เขาได้พัฒนาหลักประสิทธิภาพ 12 ประการได้แก่

12 emerson
หลักประสิทธิภาพ 12 ประการ ของ Emerson ได้แก่

1. การกำหนดจุดหมายที่ชัดเจน (Clearly Defined Ideal)

2.การใช้สามัญสำนึก (Common Sense)

3. คำปรึกษาแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ดี (Competent Counsel)

4. วินัย (Discipline)

5. ความยุติธรรม (Fair Deal)

6. ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ฉับไว ถูกต้อง และแน่นอน (Reliable Immediate

Accurate and Permanent Records)

slide42

7. แผนแสดงรายละเอียดในการปฏิบัติการ (Dispatching)

8. มาตรฐานและตารางเวลา (Standards and Schedules)

9.สภาพมาตรฐาน (Standard Conditions)

10. การปฏิบัติการที่มีมาตรฐาน (Standards and Operations)

11. คำชี้แนะการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานและเป็นลายลักษณ์อักษร (Written Standard Practice Instructions)

12. รางวัลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency Reward)

slide43
ทฤษฎีองค์การแบบคลาสสิกทฤษฎีองค์การแบบคลาสสิก

แนวคิดและทฤษฎีองค์การ เป็นสาขาแนวคิดที่สองในกลุ่มแนวคิดและ

ทฤษฎีการจัดการแบบคลาสสิก มีจุดเน้นในการเพิ่มประสิทธิภาพ และ

ประสิทธิผลขององค์การโดยส่วนร่วม นักวิชาการคนสำคัญได้แก่

1. อังรี ฟาโยล์ (Henri Fayol)และการจัดการเชิงบริหาร อังรี ฟาโยล์

(Henri Fayol ค.ศ.1841-1925) เป็นวิศวกรชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งพยายามพัฒนา

วิธีการจัดการเชิงระบบ

การศึกษาของฟาโยล์ เมื่อเปรียบเทียบกับเทเลอร์แตกต่างกันที่จุด

สนใจ

slide44

การจัดการของฟาโยล์อยู่ที่นักบริหารระดับสูง ขณะที่เทเลอร์สนใจ

การบริหารในระดับโรงงาน (Shop Level) ฟาโยล์ตรวจสอบองค์การจากบน

ลงล่าง และเสนอหน้าที่ทางการจัดการที่สามารถใช้ได้เป็นสากลสำหรับ

องค์การทุกประเภท

หน้าที่ทางการจัดการประกอบด้วยหน้าที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. การวางแผน(Planning)

2.การจัดการองค์การ (Organizing)

3. การบังคับบัญชา (Commanding)

4. การประสานงาน (Coordinating)

5 .การควบคุม (Controlling)

slide45

ฟาโยล์ยังได้เสนอหลักทั่วไปของการจัดการ (General Principles

of Management) 14 ข้อ สำหรับการจัดการที่มีประสิทธิผล ได้แก่

1. การแบ่งงานกันทำ (Division of Work)

2. อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ (Authority and

Responsibility)

3. วินัย (Discipline)

4. เอกในการบังคับบัญชา (Unity of Command)

5. เอกภาพในการกำหนดทิศทางภารกิจ (Unity of Direction)

6.ผลประโยชน์ส่วนตัวมีความสำคัญเป็นรองผลประโยชน์ส่วนรวม

(Subordination of Individual to the General Interest)

slide46

7.ค่าตอบแทนและวิธีการจ่ายค่าตอบแทน (Remuneration and

Methods)

8.การรวมอำนาจ (Centralization)

9.สายการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น (Scalar Chain)

10.คำสั่งที่เป็นระเบียบ (Order)

11.หลักความเสมอภาค (Equity)

12. ความมั่นคงในงาน (Stability of Tenure)

13. ความคิดริเริ่ม (Initiative)

14. ความสามัคคี (Esprit de Corps)

slide47

ผลงานของฟาโยล์เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายและทำให้เขาได้ผลงานของฟาโยล์เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายและทำให้เขาได้

รับยกย่องเป็นบิดาของแนวคิดการจัดการเชิงบริหาร (The Administrative

Management)

2. แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber)และทฤษฎีระบบราชการ แมกซ์

เวเบอร์ (Max Weber ค.ศ.1864-1920) เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันทำ

การศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างขององค์การอย่างเป็นระบบในตอนต้นศตวรรษ

ที่ 20

slide48

จากการศึกษาการทำงานภายในองค์การและโครงสร้างของสังคมโดย จากการศึกษาการทำงานภายในองค์การและโครงสร้างของสังคมโดย

ส่วนรวมพบว่าองค์การขนาดใหญ่ที่มีมากขึ้นในสังคม ได้แก่ องค์การ ธุรกิจ

ทหาร รัฐบาล การเมือง ซึ่งการดำเนินงานขององค์การขนาดใหญ่แตกต่าง

จากองค์การขนาดเล็ก

เวเบอร์ได้เสนอแนวคิดทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucracy)

การศึกษาการทำงานในโครงสร้างขององค์การ เวเบอร์พบว่าแห่งที่มาของ

อำนาจมี 3 แหล่งคือ

1. อำนาจที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณี

2. อำนาจบารมีที่เกิดจากลักษณะพิเศษส่วนตัวของผู้นำ หรือผู้บริหาร

3. อำนาจตามกฎหมาย

slide49

เวเบอร์มีความเห็นว่า อำนาจทางการจัดการที่ได้รับการยอมรับ

และมีความชอบธรรม คืออำนาจตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใน

องค์การ ส่วนในด้านที่เกี่ยวกับลักษณะโครงสร้างที่เหมาะสมกับองค์การ

ขนาดใหญ่ เวเบอร์ได้เสนอทฤษฎีระบบราชการ ซึ่งหมายถึงลักษณะ

ดังต่อไปนี้

1. เป็นการบริหารงานที่ดียึดหลักการจัดสายการบังคับบัญชาตาม

ระดับชั้น

2. มีการแบ่งงานกันทำตามกฎเกณฑ์

3. กฎเกณฑ์ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

4. การปฏิบัติงานไม่คำนึงถึงตัวบุคคล

slide50

5. ผู้ปฏิบัติงานต้องคำนึงถึงความมีเหตุผล

6. ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความมั่นคงในการทำงาน

7. ผู้ปฏิบัติงานต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งรัด

8. มีการยึดหลักคุณธรรมและความรู้ทางเทคนิคเป็นกฎเกณฑ์

3. เชสเตอร์ บาร์นาร์ด (Chester Barnard)กับทฤษฎีระบบการจัดการเชสเตอร์

บาร์นาร์ด (Chester Barnard ค.ศ. 1886-1961) เขียนหนังสือชื่อ The Function of

Executive (ค.ศ. 1938) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการระบบ

ความร่วมมือต่าง ของการติดต่อสื่อสารการจัดหา การจัดการทรัพยากร และความ

สัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อให้การดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การที่กำหนด

ไว้ แนวความคิดของบาร์นาร์ด เรียกว่า ระบบการบริหาร (Administrative

Systems)

slide51

บาร์นาร์ด พิจารณาว่าองค์การเป็นระบบของการร่วมมือร่วมใจกันทำงาน

ของบุคคลที่อยู่ในองค์การ

บาร์นาร์ดเห็นว่า อำนาจหน้าที่ขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชา

มากกว่าการกำหนดหรือสั่งการโดยผู้บริหารฝ่ายเดียว

4. ลินดัล เออร์วิค และลูเธอร์ กูลิค (Lyndall Urwick and LutherGulick) กับ

The Science of Administration ลินดัล เออร์วิค และลูเธอร์ กูลิค (Lyndall Urwick

ค.ศ. 1891-1983) เป็นนักทฤษฎีและที่ปรึกษาทางการจัดการ ผู้ประสมประสานแนวคิด

การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์และทฤษฎีองค์การเข้าด้วยกัน

ลูเธอร์ กูลิค (Luther Gulick ค.ศ. 1892-1970) เป็นคณะทำงานที่ปรึกษา

ด้านการบริหารของประธานาธิบดีแฟรงคลิน อาร์รูสเวล ช่วงทศวรรษ 1930

slide52

- เป็นผู้ที่มีความสนใจทางการเมืองและการบริหารภาครัฐ

- เออร์วิคและกูลิคได้ร่วมกันเขียนบทความซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1937 ชื่อ

Papers on the Science of Administration ซึ่งรวบรวมจากบทความเกี่ยวกับทฤษฎี

องค์การและการบริหารภาครัฐ

กูลิค ได้จำแนกหน้าที่ทางการบริหารของผู้บริหารระดับสูง (CEO, Chief

Executive Offices) เป็น 7 ประการ ที่รู้จักกันแพร่หลายในตัวแบบ POSDCORB ซึ่ง

ประกอบด้วยหน้าที่ของการวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การจัด

คนเข้าทำงาน (Staffing) การสั่งการ (Directing) การประสานงาน (Coordinating) การ

รายงาน (Reporting) และการควบคุม (Controlling)

slide53

เออร์วิค มีความเชื่อว่ากิจกรรมที่จำเป็นในการดำเนินงานให้

บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การจะต้องถูกกำหนดโดยกลุ่ม แล้วมอบ

หมายให้บุคคลแต่ละคนรับผิดชอบนำไปปฏิบัติ ไม่อาศัยความสัมพันธ์

ส่วนบุคคล ผลงานของเออร์วิค เป็นการสังเคราะห์แนวความคิดของ

ฟาโยล์และเวเบอร์

slide54
หลักการจัดการตามทฤษฎีการจัดการแบบคลาสสิกหลักการจัดการตามทฤษฎีการจัดการแบบคลาสสิก

ทฤษฎีการจัดการแบบคลาสสิก การจัดการแบบวิทยาศาสตร์และทฤษฎีองค์การ

คือหลักประสิทธิภาพ ผลงานของนักวิชาในกลุ่มนี้มีวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพ

ต่างกันไป ดังนี้

1. กลุ่มแนวคิดการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ เน้นประสิทธิภาพการผลิตในระดับ

ปฏิบัติการซึ่งได้จากการศึกษาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด จากการศึกษาเวลาและการเคลื่อน

ไหวในการทำงาน แล้วนำมาใช้เป็นหลักในการคัดเลือกและฝึกอบรมพนักงาน รวมถึงการ

กำหนดค่าตอบแทนการทำงานเป็นรายชิ้นเพื่อจูงใจให้พนักงานเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ให้สูงขึ้น

2. กลุ่มประสิทธิภาพการจัดการเชิงระบบ โดยมุ่งเน้นหน้าที่ของผู้บริหาร และ

กระบวนการบริหารหลักการ 14 ข้อของอังรี ฟาโยล์ เป็นหลักการทั่วไปที่ได้รับการยอม

รับกันอย่างกว้างขวาง

slide55

3. กลุ่มแนวคิดการจัดการเชิงทฤษฎีองค์การ เน้นประสิทธิภาพ

ทางการบริหารที่เกิดจากการจัดโครงสร้างองค์การอย่างเป็นระบบ หลัก

การทฤษฎีระบบราชการ เน้นการจัดสายการบังคับบัญชาที่ลดหลั่นกัน

ตามระดับชั้น ของการรวมอำนาจ และความเป็นทางการ

แนวคิดและทฤษฎีการจัดการแบบคลาสสิกมีข้อจำกัดที่มุ่งเน้น

การทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมภายในองค์การที่ควบคุมได้ และ

กระบวนการทำงานแบบเครื่องจักรซึ่งให้ความสำคัญแก่ทรัพยากร

มนุษย์น้อย

slide56

การเจริญเติบโตทำให้องค์การอยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพแวดการเจริญเติบโตทำให้องค์การอยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพแวด

ล้อมภายนอกองค์การเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับปัญหาเรื่องต้นทุนแรง

งานทำให้การจ้างแรงงานและการฝึกอบรมพนักงานมีน้อยลง สภาพ

เหล่านี้ได้กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความสนใจในแนวคิดทางการ

บริหารที่มุ่งเน้น ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเพิ่มมาก

ขึ้น ซึ่งเรียกว่าทฤษฎีการจัดการแบบนิโอคลาสสิกหรือทฤษฎีการจัด

การเชิงพฤติกรรม (Behavioral Management)

slide57

แมรี ปาร์คเกอร์ ฟอลเลทท์ (Mary Follett ค.ศ.1868-1933)มีความ

คิดครอบคลุมเชื่อมโยงทฤษฎีการจัดการแบบคลาสสิก และการจัดการแบบ

นิโอคลาสสิค

ฟอลเลทท์ ได้ใช้ภูมิหลังทางการศึกษาในด้านจิตวิทยา รัฐศาสตร์

และการทำงานในราชการพลเรือน ทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์

ความขัดแย้ง การใช้อำนาจ และอำนาจหน้าที่ การควบคุม และความร่วมมือ

มีความเห็นว่าการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ยังมีความจำเป็นสำหรับองค์การที่

ไม่สามารถแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป

slide58

องค์การที่มีการแข่งขันสูงขึ้น มีความยากลำบากในการแสวงหา

แรงงาน ตลอดจนความรับผิดชอบในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้มี

ประสิทธิภาพสูงสุด

การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ไม่สามารถแยกขาดความสัมพันธ์

ส่วนบุคคล

แมรี่ ปาร์คเกอร์ได้เขียนบทความที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ

ปัจจัยมนุษย์โดยเฉพาะในเรื่องการจูงใจบุคคล และกลุ่มในการเพิ่ม

ประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานในองค์การ

slide59
- ในต้นศตวรรษที่ 20 สภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ

เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวคิด และทฤษฎีการบริหารคลาสสิกถูก

โต้แย้งและเกิดแรงกดดันให้หันมามุ่งสนใจบุคคลแต่ละคน และพฤติกรรม

มนุษย์ในการทำงาน ขณะที่แนวคิดและทฤษฎีการบริหารดั้งเดิมมุ่งสนใจองค์

การ โดยส่วนรวม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับ-

บัญชา

แนวคิดการจัดการเชิงพฤติกรรม (Behavioral Management) มุ่ง

สนใจลักษณะและผลกระทบของบุคคลและกลุ่มในการทำงานในองค์การ

slide60
แนวคิดและทฤษฎีที่สำคัญของกลุ่มนี้ ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิทยา

อุตสาหกรรมของ ฮิวโก มันสเตอร์เบอร์ก (Hugo Munsterberg) และการ

ทดลองที่เมืองฮอร์ทอร์น ของเอลตัน เมโย (Elton Mayo)

- ฮิว โก มันสเตอร์เบอร์ก (Hugo Munsterberg) และทฤษฎี

จิตวิทยาอุตสาหกรรม ฮิว โก มันสเตอร์เบอร์ก (Hugo Munsterberg ค.ศ.

1863-1916) เป็นชาวเยอรมันที่มาทำงานเป็นศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาที่

มหาวิทยาลัยฮาร์ วาร์ด ได้อธิบายถึงการทำความเข้าใจจิตวิทยาของบุคคล

ซึ่งสามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ทางการจัดการ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพ

การทำงานในอุตสาหกรรมสูงขึ้น

slide61
การประยุกต์ใช้หลักการทางจิตวิทยาเป็นจุดสนใจที่ดีที่สุดร่วมกันการประยุกต์ใช้หลักการทางจิตวิทยาเป็นจุดสนใจที่ดีที่สุดร่วมกัน

ระหว่างผู้บริหารและพนักงานเขาหวังที่จะลดเวลาทำงาน เพิ่มค่าจ้างและ

คุณภาพชีวิตการทำงาน

- มันสเตอร์เบอร์ก ได้รับการยกย่องเป็นบิดาของแนวคิดและ

ทฤษฎีจิตวิทยาอุตสาหกรรม (The father of Industrial) งานของเขาได้

ถูกนำไปศึกษาและพัฒนาอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1920 โดย

นักวิชาการหลายท่าน และมีอิทธิพลต่องานของ Elton Mayo

slide62
2. เอลตัน เมโย (Elton Mayo)กับการทดลองที่ ฮอร์ทอร์น เอลตัน

เมโย (Elton Mayo ค.ศ.1880-1949) เป็นศาสตราจารย์ที่ Wharton

School of Business มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย

เขาได้ร่วมกับคณาจารย์อีก 2 ท่าน คือ เอฟ เจ โรทิล เบอเกอร์ (F.J

Roethlishberger) และวิลเลียม เจ ดิคสัน (William J Dickson) แห่ง

มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดที่โรงงานเวสเทิร์นอิเลคทลิค ในเมืองฮอร์ทอร์น

รัฐซิคาโก

การทดลองที่เมืองฮอร์ทอร์น ศึกษาถึงผลกระทบทางสภาพแวดล้อม

การทำงานที่เปลี่ยนแปลงต่อประสิทธิภาพการผลิตของพนักงาน

slide63
การศึกษาถึงผลกระทบทางสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงต่อการศึกษาถึงผลกระทบทางสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงต่อ

ประสิทธิภาพการผลิตของพนักงานได้ศึกษาถึงผลกระทบของแสงสว่างในห้อง

ทดลองที่มีต่อผลผลิตของพนักงานหญิง ซึ่งทำงานประกอบอุปกรณ์โทรศัพท์

เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่าเมื่อแสงสว่างเพิ่มขึ้น

ผลผลิตของพนักงานหญิงทั้งสองกลุ่มเพิ่มขึ้น

เมื่อทดลองลดระดับแสงสว่าง กลับพบว่าผลผลิตของพนักงานหญิงทั้ง

สองกลุ่มก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ พบว่า ผลผลิตดังกล่าวยังคงไม่

ลดลงแม้ว่าแสงสว่างจะมีเพียงระดับแสงจันทร์เท่านั้น

slide64
นักวิจัยได้ทดลองปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆ ด้วยแต่ก็ให้ผลทำนองเดียวกัน

คือไม่อาจสรุปถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการทำงานต่อ

ประสิทธิภาพการผลิตของพนักงานได้

เมโย พบว่ามีข้อสังเกตบางประการจากการทดลองนี้ จึงร่วมกับนักวิจัยอีก

2 ท่านดังกล่าว ทำการทดลองช่วงปี ค.ศ.1927-1193 เขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับ

ระบบการจ่ายค่าตอบแทน การบังคับบัญชาและองค์ประกอบอื่น โดยควบคุมองค์

ประกอบเหล่านี้และนำมาใช้กับพนักงานหญิงกลุ่มทดลอง 5 คนในห้องทดสอบ

(Test Room Study) ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุม พนักงานหญิงกลุ่มนี้จะต้อง

ทำงานซึ่งมีการควบคุมโดยการวัดผลงานที่ผลิตได้ทุกครึ่งชั่วโมง พบว่าผลผลิต

เพิ่มขึ้น โดยไม่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ

slide65
แต่กับพบว่ามีปัจจัยอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และอธิบายความสัมพันธ์กับ

ผลผลิตได้คือ การเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาพักผ่อนการทำงานต่อวันที่สั้น

ลง การให้บริการอาหารกลางวันและเครื่องดื่มปัจจัยทางสังคมเหล่านี้

ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นของพนักงาน นักวิจัย

เรียกการค้นพบนี้ว่า Hawthrone Effect

แนวคิดและการทดลองที่ฮอร์ทอร์นนี้ นำไปสู่การใช้การจัดการเชิง

พฤติกรรม ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ ต้องคำนึงถึงความสำคัญของ

ปัจจัยมนุษย์ พฤติกรรมการทำงานของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้องค์การ

ประสบความสำเร็จได้

slide66
กลุ่มแนวคิดและทฤษฎีการจัดการเชิงมนุษย์สัมพันธ์ในองค์การกลุ่มแนวคิดและทฤษฎีการจัดการเชิงมนุษย์สัมพันธ์ในองค์การ

ผลจากการทดลองที่เมืองฮอร์ทอร์นของ เมโยและคณะ ทำให้

แนวคิด การจัดการหันมามุ่งเน้นปัจจัยมนุษย์ในการเพิ่มประสิทธิภาพ

ขององค์การมากขึ้น โดยพยายามที่จะพิจารณาให้เกิดความพึงพอใจใน

การทำงานของพนักงาน ควบคู่ไปกับการบรรลุวัตถุประสงค์ของ

องค์การ แนวคิดดังกล่าวได้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวสู่แนวคิดการให้

ความสำคัญ กับทักษะทางมนุษย์ เพิ่มเติมจากทักษะทางเทคนิค

slide67
- อับราฮัม เอช มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) กับทฤษฎีลำดับขั้นของ

ความต้องการ อับราฮัม เอช มาสโลว์ (Abraham H. Maslow ค.ศ.1908-1970) ได้เสนอ

ทฤษฎีเกี่ยวกับลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (Hierarchy of Needs Theory)

สาระสำคัญของทฤษฎีนั้นสรุปได้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการไม่สิ้นสุด

มาส์โลว์ ได้แบ่งลำดับความต้องการของมนุษย์เป็น 5 ขั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนสูง

สุด ดังนี้

1. ความต้องการทางกายภาพ (Physiological Needs) เป็นความต้องการ

ขั้นพื้นฐานที่ดำเนินสำหรับการดำรงชีวิตมนุษย์

2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs)

3. ความต้องการด้านสังคม (Social Needs)

4. ความต้องการยกย่อง (Esteem Needs)

5. ความต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต (Self-Actualization Needs)

slide68
ผู้บริหารต้องคำนึงถึงความต้องการของมนุษย์เหล่านี้ และต้อง

บริหารจัดการให้มีการตอบสนองความต้องการของพนักงานอย่าง

เหมาะสม จึงจะทำให้พนักงานมีความพึงพอใจในการทำงานและทำให้

องค์การบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

slide69
ดักลาส เอ็ม แมคเกรเกอร์ (Douglas M. McGregor) กับทฤษฎี X และ Y

ดักลาส เอ็ม แมคเกรเกอร์ (Douglas M. McGregor ค.ศ.1906-1964) ได้

ทำการศึกษาหาแนวปฎิบัติทางการบริหารโดยมุ่งสนใจทัศนะทางสังคมศาตร์

แมคเกรเกอร์ ได้พัฒนาทฤษฎีทฤษฎี X และทฤษฎี Y เพื่ออธิบาย ลักษณะธรรมชาติ

ของพนักงาน 2 แบบที่แตกต่างกันคนละขั้ว โดยทฤษฎี X เป็นแนวคิดการบริหาร

แบบดั้งเดิม มองว่าพนักงานเกียจคร้าน ไม่กระตือรือร้น และพยายามหลีกเลี่ยงงาน

slide70
การบริหารพนักงานประเภทนี้ต้องอาศัยการควบคุมที่เคร่งครัดการบริหารพนักงานประเภทนี้ต้องอาศัยการควบคุมที่เคร่งครัด

ทฤษฎี Y เป็นแนวคิดการบริหารที่มองว่าพนักงานมีความรับผิดชอบ

และมีความคิดริเริ่มในการแก้ปัญหาการทำงาน ชอบทำงาน ไม่เบื่อ

หน่าย การบริหารพนักงานประเภทนี้ไม่ต้องการควบคุม หากแต่ต้อง

เปิดโอกาสให้พนักงานได้รับมอบหมายให้ไปทำทฤษฎี Y ของ

แมคเกรเกอร์นี้ สอดคล้องกับความต้องการในลำดับขั้น ความต้องการ

ประสบความสำเร็จในชีวิต (Self- Actualization Needs)ของ มาสโลว์

slide71
ทฤษฎีพฤติกรรมองค์การที่สำคัญได้แก่ ทฤษฎีการพัฒนาองค์การของ

เคิรท เลวิน (Kurt Lewin) กับการพัฒนาองค์การ ได้พัฒนาองค์การจากการศึกษา

กลุ่มทำงานขนาดเล็ก ทำให้ทราบถึงผลดีของการเข้ามีส่วนร่วม กลุ่มและการเพิ่ม

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของกลุ่ม

เลวินพบว่า การแก้ปัญหาของกลุ่มโดยความร่วมมือของพนักงานทั้งหมด

ในกลุ่มและให้ทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างมีอิสระและการแก้

ปัญหามีรากฐานอยู่บนความไว้ใจซึ่งกันและกันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี

ในองค์การและมีผลไปสู่การพัฒนาองค์การ(Organization Development)

slide72
รูปแบบในการพัฒนาองค์การตามการค้นพบของ เลวิน แบ่งเป็น 3 ขั้น ได้แก่

1. การคลายตัว หมายถึง ขั้นการเตรียมการให้องค์การมีความพร้อมสำหรับ

การเปลี่ยนแปลงหรือเห็นได้ชัดแล้วว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่

หลีกเลี่ยงไม่ได้

2. การเปลี่ยนแปลง หมายถึง การเปลี่ยนจากพฤติกรรมเก่าไปสู่พฤติกรรม

ใหม่ที่ได้เลือกแล้วและเชื่อว่าจะช่วยให้มีการแก้ปัญหาขององค์การได้

3. การกลับคงตัวอย่างเดิม หมายถึง การพยายามเสริมกิจกรรมต่างๆ เพื่อ

หล่อหลอมให้พฤติกรรมใหม่มีความมั่นคงถาวร และเข้ากันได้กับระบบพฤติกรรมของ

องค์การ

รูปแบบการพัฒนาองค์การตามแนวคิดของเลวิน สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ

องค์การทุกประเภทและการพัฒนาองค์การเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของ

องค์การในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

slide73
เฟรดเดอริด เฮอร์ซเบอร์ก (Frederick Herzberg) กับทฤษฎีการ

จูงใจ เป็นนักพฤติกรรมศาสตร์ที่พัฒนาทฤษฎีการจูงใจในการทำงาน

จุดมุ่งหมายในการศึกษาของ เฮอร์ซเบอร์ก คือประโยชน์ในทาง

อุตสาหกรรม โดยการศึกษาทัศนคติเกี่ยวกับงานเพื่อให้มีการเพิ่มผลผลิต

ลดการขาดงาน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน และเพื่อ

ประโยชน์โดยทั่วไปสำหรับทุกคน

ความเข้าใจเกี่ยงกับอิทธิพลต่างๆมีส่วนช่วยในการปรับปรุงขวัญ

กำลังใจในการทำงานทำให้เกิดความพึงพอใจในงาน

slide74
เฮอร์ซเบอร์กได้จำแนกปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการทำงานเป็น 2 กลุ่มคือ

1. ปัจจัยจูงใจ (Motivation Factors) หมายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความ

พึงพอใจในการทำงาน ได้แก่ ความสำเร็จ การยอมรับความรับผิดชอบ ความ

ก้าวหน้าและลักษณะที่ดีของงาน

2. ปัจจัยบำรุงรักษา (Hygiene of Maintenance) หมายถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

กับลักษณะของการทำงาน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน

ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน นโยบายการบริหาร เทคนิคการบังคับบัญชา

ความมั่นคงในงาน และสภาพการทำงาน

slide75
เฮอร์ซเบอร์ก ได้พยายามแก้ไขปัญหาการจูงใจโดยวิธีการเพิ่ม

คุณค่าของงานให้สูงขึ้นเรียกว่า Job Enrichment ซึ่งมีผลต่อการจูงใจ

มากขึ้น

วิธีการเพิ่มคุณค่าของงาน ได้แก่ การออกแบบให้งานมีอิสระมาก

ขึ้น มีความรับผิดชอบสูงขึ้น มีความก้าวหน้ามากขึ้น และมีความสำเร็จ

ในงานมากขึ้น

วิธีเพิ่มคุณค่าของงานแตกต่างจากการขยายงาน ( Job

Enrichment ) ที่มีการเพิ่มลักษณะเนื้อหาของงาน แต่ค่าของงานยังคงเดิม

จึงไม่สามารถจูงใจได้ แต่ก็สามารถช่วยลดความน่าเบื่อหน่ายของงานได้

slide76
อี แอน ทริส และเค แบม ฟรอ์ท (E. L.Trist and K. W.Bamforth) กับทฤษฎีพลัง

ของกลุ่ม ได้ทำการศึกษาการทำงานของคนในกลุ่มขนาดเล็กในเหมืองถ่านหิน ซึ่งเดิมมี

ระบบการทำงานที่หัวหน้าสามารถเลือกลูกน้องเอง เลือกคนที่รู้จักเข้ามาทำงานด้วยกัน

การทำงานมีบรรยากาศที่จูงใจให้ผลผลิตสูงไม่ค่อยมีการขาดงาน แม้ว่าเทคนิคการทำงาน

ยังไม่ทันสมัย การทำงานมีลักษณะช่วยกันอย่างใกล้ชิด ไม่ได้แบ่งงานกันทำตามความถนัด

จึงต้องพึงพากันตลอดเวลา

การศึกษาของทริสและแบมฟรอ์ท สรุปได้ว่า องค์ประกอบทางสังคมมีมีผลกระทบ

อย่างลึกซึ้งต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน และต้องพิจารณาว่าพลังอันสำคัญในองค์การ

พลังของกลุ่มไม่เป็นทางการซึ่งมีลักษณะแนวทางปฏิบัติภายใต้กลุ่มของ ตนเองและอาจไม่

สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับขององค์การ

ผู้บริหารต้องคำนึงถึงพลังของกลุ่มในองค์การ พยายามที่จะทำให้พลังของกลุ่ม

ส่งเสริมความมีประสิทธิผลขององค์การด้วย

slide77
แนวคิดและทฤษฎีการจัดการแบบนิโคคลาสสิก เป็นแนวคิดและ

ทฤษฎีที่มีจุดเน้นต่างจากแบบคลาสสิกที่เน้นเรื่องงาน มาสู่แนวคิดที่เน้น

เรื่องคน โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 สาขาย่อย คือ พฤติกรรม มนุษย์สัมพันธ์

ในองค์การ และพฤติกรรมองค์การ ซึ่งหลักการจัดการตามทฤษฎีการจัดการ

แบบนิโคคลาสสิก คือการเพิ่มผลิตภาพขององค์การ โดยใช้ปัจจัยด้าน

ทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ

นักวิจัยได้พยายามศึกษาค้นคว้าหาความสัมพันธ์ทางพฤติกรรม

มนุษย์ในองค์การโดยใช้หลักความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific

Knowledge) หลักจิตวิทยา (Psychology) สังคมวิทยา (Sociology) และ

มนุษย์วิทยา (Anthropology) เพื่อช่วยให้การบริหารมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

slide78
แนวคิดและทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) เป็นกลุ่มแนวคิด

ที่เน้นการใช้การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ เพื่อเป็น

แนวปฏิบัติในการเพิ่มผลิตภาพขององค์การ

แนวคิดและทฤษฎีในกลุ่มนี้พยายามหลอมรวมสหวิทยาการหลายๆ ด้านเข้า

ด้วยกัน เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ในองค์การพบว่า การศึกษาพฤติกรรม

มนุษย์ไม่เหมือนกับการศึกษาทางฟิสิกส์หรือเคมี

แนวคิดและทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ ทำให้เกิดการศึกษาพฤติกรรมองค์การ

(Organization Behavior) ซึ่งเป็นการศึกษาถึงผลกระทบที่องค์การมีต่อพนักงาน

และผลกระทบของพนักงานและกลุ่มที่มีต่อองค์การ

slide79
แนวคิดและทฤษฎีการจัดการเชิงปริมาณ เป็นการนำคณิตศาสตร์ สถิติ และ

สารสนเทศมาใช้ในการแก้ปัญหาเพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล

เพิ่มขึ้น

การจัดการเชิงปริมาณประกอบด้วยแนวคิดทฤษฎี 3 กลุ่มย่อย คือศาสตร์ทาง

การจัดการ การจัดการการดำเนินงาน และระบบสารสนเทศทางการจัดการ หลักการ

จัดการเชิงปริมาณ เป็นการนำตัวแบบทางคณิตศาสตร์ และสถิติมาใช้ตัดสินทางธุรกิจ

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมที่สุดตามแต่สถานการณ์

กลุ่มแนวคิดและทฤษฎีศาสตร์ทางการจัดการเชิงปริมาณ เกิดขึ้นในช่วงปลาย

ทศวรรษ 1930 โดยอัลเฟรด พี สโลน(Alfred P Sloan) และโรเบิอร์ท อี วูด (Robort

E.Wood) แห่งบริษัทเซียร์โรบัค (Sears Roebuck) ทั้งสองได้เสนอแนวปฏิบัติทางการ

จัดการซึ่งอาศัยหลักการที่แน่นอนเชิงปริมาณ

slide80
การจัดการเชิงปริมาณ (Quantitative Management) คือแนวทางการนำ

คณิตศาสตร์ สถิติ และสารสนเทศมาใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ ทางการ

บริหาร การจัดการเชิงปริมาณยังได้ใช้หลักเกณฑ์ที่หลากหลายทางคณิตศาสตร์

สถิติศาสตร์ และสารสนเทศ มาใช้ในการแก้ปัญหาหลายแง่หลายมุมซึ่งทำให้การ

ตัดสินใจสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำ

การจัดการเชิงปริมาณ (Quantitative Management) ประกอบด้วย

แนวคิดและทฤษฎี 3 กลุ่มย่อย คือ ศาสตร์ทางการจัดการ (Management Science)

การจัดการดำเนินงาน (Operations Management) และระบบสารสนเทศ

ทางการจัดการ (Management Information System)

slide81
1. แนวคิดและทฤษฎีของศาสตร์การจัดการ

ศาสตร์การจัดการ (Management Science) เป็นแนวคิดการจัดการเชิง

ปริมาณซึ่งประยุกต์ใช้ตัวแบบทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการตัดสินใจทางการ

จัดการ

ทฤษฎีและตัวแบบของศาสตร์ทางการจัดการที่นิยมใช้ในการบริหาร

ธุรกิจ ได้แก่

1. ทฤษฎีความน่าจะเป็น (Probability Theory)

2. ทฤษฎีการตัดสินใจภายใต้สภาพการณ์ต่างๆ ได้แก่ สภาวะการณ์แน่นอน เสี่ยง และไม่แน่นอน รวมถึงแขนงการตัดสินใจ

slide82
3. การโปรแกรมเชิงเส้นตรง ( Liner Programming)

3.1 วิธีการฟ (Graphical Programming)

3.2 วิธีซิมเพล็กช์ (Simplex Method)

3.3 ตัวแบบดูอัลและการวิเคราะห์การไว (Dual Model and Sensitivity Analysis)

4. ตัวแบบการขนส่ง (Transportation Model)

5. PERT/CPM(Program Evaluation and Review Technique/Critical

Part Method)

6. ตัวแบบสินค้าคงเหลือ (Inventory Model)

7. ตัวแบบแถวคอย (Queuing Model)

8. ตัวแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation Model)

9. ตัวแบบมาร์คอฟ (Markov Model)

10. ทฤษฎีเกม (Games Theory)

slide83
2. แนวคิดการจัดการดำเนินงาน

การจัดการดำเนินงาน (Operations Management) เป็นแนวคิด

การจัดการ ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคนิคเชิงปริมาณเพื่อปรับปรุงผลผลิตและเพิ่ม

ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าหรือบริการ

องค์การจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม หรือ

ผู้ประกอบการ จะนำเอาเทคนิคเชิง เช่น ตัวแบบการจัดการสินค้าคงเหลือ

และแบบจำลอง ข่ายงาน PERT/CPM มาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการ

จัดจำหน่ายและการผลิต เทคนิคเชิงปริมาณช่วยในการวางแผนและควบคุม

การผลิต การจัดตารางการผลิตและการควบคุมคุณภาพ

slide84
แนวคิดการจัดการดำเนินงาน เป็นแนวคิดการจัดการที่มุ่งเน้นการใช้

เทคนิคเชิงปริมาณเช่นเดียวกับศาสตร์การจัดการ ( Management Science)

ต่างกันตรงที่กลุ่มแนวคิดการจัดการดำเนินงานมีขอบเขตเน้นที่การผลิต

(Production) และการปฏิบัติการ (Operation) ในโรงงานอุตสาหกรรมและ

สถานประ กอบกาบการผลิต จุดมุ่งหมายของกลุ่มแนวคิดการจัดการ

ดำเนินงานที่การ เพิ่มผลผลิต (Productivity) และประสิทธิผล (Efficiency)

ในการผลิตสินค้าและการบริการ

slide85
กระบวนการจัดการการผลิต ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้น คือ

1. การวางแผนการผลิต

2. การดำเนินการผลิต

3. การควบคุมการผลิต

แนวคิดสารสนเทศทางการจัดการ

ระบบสารสนเทศทางการจัดการ (Management Information System

MIS) เป็นกระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาจัดระเบียบ

วิเคราะห์และแปรความหมายเพื่อนำมาใช้สนับสนุนหน้าที่ทางการจัดการ

การตลาด

slide86
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศทางการจัดการการตลาดองค์ประกอบของระบบสารสนเทศทางการจัดการการตลาด

องค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่

1. ส่วนนำเข้า (Input)

2. ส่วนประมวลผล (Processing)

3. ส่วนนำออก หรือสารสนเทศที่ได้ (Output)

แนวคิดและทฤษฎีการจัดการเชิงปริมาณ ประกอบด้วย ศาสตร์การจัด

การ การจัดการดำเนินงาน และสารสนเทศทางการจัดการ ซึ่งก่อให้เกิด

หลักการจัดการที่สำคัญในแต่ละด้านดังนี้

slide87
1. ศาสตร์การจัดการ (Management Science) คือแนวการศึกษาการจัดการ

ที่มุ่งเน้นหน้าที่ของผู้บริหารในเรื่องการตัดสินใจ โดยใช้หลักเชิงปริมาณในการเลือก

ทางเลือกสำหรับการวางแผน ศาสตร์ทางการจัดการเน้นการประยุกต์ตัวแบบทาง

คณิตศาสตร์และสถิติมาใช้ในการศึกษาสภาพการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผล

ผลิต

2. แนวคิดการจัดการดำเนินงาน มุ่งเน้นการนำหลักการของศาสตร์ทางการ

จัดการมาใช้ในการตัดสินใจด้านการจัดการผลิตและปฏิบัติการลักษณะงานทางการ

จัดการที่มีสถานการณ์แน่นอน จึงสามารถประยุกต์ใช้หลักการของศาสตร์การจัดการ

มาตัดสินใจเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุดในการวางแผนการดำเนินการ และการควบคุมการ

ผลิตและปฏิบัติการ

slide88
3. สำหรับหลักการของระบบสารสนเทศทางการจัดการ เป็นการ

นำแนวคิดเชิงระบบมาใช้ในการจัดการข้อมูล ใช้ในการตัดสินใจทางการ

จัดการให้ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามรถเลือกทางเลือกที่เหมาะสม

สำหรับองค์การ

slide89

แนวคิดและทฤษฎีการจัดการเชิงปริมาณ เป็นการนำคณิตศาสตร์

สถิติ และสารสนเทศมาใช้ในการแก้ปัญหาเพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพ

และประสิทธิผลเพิ่มขึ้น

การจัดการเชิงปริมาณประกอบด้วยแนวคิดทฤษฎี 3 กลุ่มย่อย คือ

ศาสตร์ทางการจัดการ การจัดการ การดำเนินงาน และระบบสารสนเทศ

ทางการจัดการ หลักการจัดการเชิงปริมาณ เป็นการนำตัวแบบทาง

คณิตศาสตร์และสถิติมาใช้ตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดหรือ

เหมาะสมที่สุดตามแต่สถานการณ์

slide90
แนวคิดและทฤษฎีการจัดการร่วมสมัย เป็นการผสมผสานแนวคิด

ทฤษฎีแบบคลาสิก นีโอคลาสิก และการจัดการเชิงปริมาณเข้าด้วยกัน

ประกอบด้วย 2 กลุ่มคือ กลุ่มแนวคิดและทฤษฎีเชิงระบบ และแนวคิด

และทฤษฎีตามสถานการณ์

แนวคิดและทฤษฎีการบริหารร่วมสมัย (Contemporary

Management) แนวคิดทฤษฎีในกลุ่มนี้ได้แก่แนวคิดและทฤษฎีเชิง

สถานการณ์ (Contingency Theory)

slide91
แนวคิดและทฤษฎีระบบ

ทฤษฎีระบบ เป็นแนวคิดทางการจัดการที่พิจารณาองค์การในฐานะที่

เป็นระบบ คำว่า ระบบหมายถึง องค์ประกอบย่อยชุดหนึ่งที่มีปฏิสัมพันธ์

ต่อกันและทำหน้าที่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน (Common Goals)

ระบบองค์การทุกระบบจะดำเนินงานโดยอาศัยองค์ประกอบย่อย 4 ส่วน

ได้แก่

1. ปัจจัยนำเข้า (Inputs)หมายถึงทรัพยากรด้านกายภาพ การเงิน

มนุษย์ และสารเทศซึ่งนำมาใช้เพื่อการดำเนินงานขององค์การในการผลิต

สินค้าและบริการ

slide92

2. กระบวนการแปรสภาพ (Transformation Process)หมายถึง

วิธีการทางการจัดการเทคโนโลยีและการดำเนินการในการแปรสภาพปัจจัย

นำเข้าให้กลายเป็นปัจจัยนำออก ซึ่งได้แก่ สินค้าและบริการ

3. ปัจจัยออก (Outputs)หมายถึง สินค้าและบริการที่เป็นผลจาก

ระบบการแปลงสภาพกำไรหรือขาดทุนจากการดำเนินงาน

4. ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)หมายถึง ข้อมูลข่าวสารหรือ

สารสนเทศที่มีต่อปัจจัยนำออก ข้อมูลป้อนกลับจะถูกนำมาใช้ปรับปรุง

ปัจจัยนำเข้า หรือกระบวนการแปลงสภาพเพื่อทำให้ปัจจัยนำออกอยู่ใน

ระดับที่ต้องการและมีผลสำเร็จ

slide93
ระบบปิดและระบบเปิด

ระบบปิด (Closed System)องค์การจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่ง

แวดล้อมภายนอกองค์การ โดยองค์การจะมีความพอเพียงในตนเอง (Self-

Sufficient) ไม่ต้องพึ่งพิงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ

ระบบเปิด (Open System)หมายถึงองค์การที่มีปฏิสัมพันธ์กับ

สิ่งแวดล้อม

องค์การแทบทุกองค์การต่างก็เป็นระบบเปิด แนวคิดระบบปิดและ

ระบบเปิดเป็นเพียงแนวคิดในเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น เพราะไม่มีองค์การ

ใดเป็นระบบปิดอย่างแท้จริง

slide94
แนวคิดและทฤษฎีเชิงสถานการณ์แนวคิดและทฤษฎีเชิงสถานการณ์

แนวคิดและทฤษฎีเชิงสถานการณ์

ทฤษฎีการจัดการเชิงสถานการณ์ (Contingency Theory) เป็น

แนวคิดทางการจัดการ มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมการบริหารให้เข้ากับ

สิ่งแวดล้อมขององค์การแต่ละแห่งและในสถานการณ์

แนวคิดและทฤษฎีการบริหารเชิงสถานการณ์ต่างจากแนวคิดและ

ทฤษฎีแบบคลาสสิค เน้นแสวงหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด นักทฤษฎีใน

กลุ่มการบริหารแบบคลาสลิคเห็นว่าการจัดการเป็นหลักสากลหรือเป็นหลัก

ทั่วไปที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์การทุกแห่ง โดยไม่คำนึงถึงความ

แตกต่างด้านสภาพแวดล้อมขององค์การ

slide95

นักทฤษฎีในกลุ่มบริหารดั้งเดิมก็มิได้มีความประสงค์จะให้ทฤษฎีทางเขาเป็นนักทฤษฎีในกลุ่มบริหารดั้งเดิมก็มิได้มีความประสงค์จะให้ทฤษฎีทางเขาเป็น

กฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว

ช่วงทศวรรษ 1950-1960 ผลการศึกษาวิจัยของ โจน วูดวาร์ด (Joan

Woodward) พอล ลอเรนซ์ (Pual Lawrence) เจ ลอร์สซ (Jay Lorsch) และคนอื่นๆ

ได้เปิดเผยให้เห็นว่าผู้บริหารทำหน้าที่จัดการในสภาพแวดล้อมเทคโนโลยีและปัจจัย

อื่นๆ ที่แตกต่างกัน

กลุ่มแนวคิดและทฤษฎีเชิงสถานการณ์มิได้ปฏิเสธแนวคิดและทฤษฎีการจัด

ในอดีตมาใช้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยพยายามที่จะผสมผสาน แนวคิดและ

ทฤษฎีการจัดการแบบคลาสสิก การจัดการเชิงพฤติกรรม การจัดการเชิงปริมาณมาใช้

อย่างเหมาะสม

slide96

โจน วูดวาร์ด (Joan Woodward) กับทฤษฎีโครงสร้าง

โจน วูดวาร์ดและคณะ ได้ศึกษาองค์การที่ผลิตสินค้า จำนวน 100 แห่ง

ในประเทศอังกฤษ พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับโครง-

สร้างและประสิทธิผลขององค์การ โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างองค์การ

เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จและประสิทธิผลขององค์การ เทคโนโลยี

จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างองค์การโดยตรง ถ้าเทคโนโลยีเปลี่ยน

แปลงไปต้องปรับโครงสร้างองค์การให้เข้ากันด้วย

slide97

วูดวาร์ด ได้แบ่งองค์การที่ศึกษาตามประเภทเทคโนโลยีเป็น 3 กลุ่ม

คือ

1. เทคโนโลยีผลิตเป็นชิ้นตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (Unit Technology)

องค์การแบบนี้ต้องการโครงสร้างแบบ Organic ที่ปรับตัวยืดหยุ่นและอาศัย

ทักษะของพนักงานในระดับสูง

2. เทคโนโลยีผลิตจำนวนมาก (Mass Production)องค์การต้องลงทุน

เป็นจำนวนมากในการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต ในการดำเนินการ

ผลิตโครงสร้างองค์การแบบเครื่องจักร (Mechanistic) มีการแบ่งงานกัน

เฉพาะด้าน

slide98

3. เทคโนโลยีผลิตแบบอัตโนมัติ (Process of Automated Technology)

การผลิตแบบอัตโนมัติต้องการโครงสร้างแบบมีชีวิต (Organic) เพื่อให้มีการติดต่อ

สื่อสารทุกทิศทาง และมีความสัมพันธ์กับกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ

ทฤษฎีของวูดวาร์ด มีข้อดีคือชี้ให้เห็นว่าไม่มีแนวทางการจัดโครงสร้างที่ดี

ที่สุดเพียงแนวเดียว แต่ต้องมีการผสมผสานกันตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่

Paul Lawrence และ Jay Lorsch กับทฤษฎีการออกแบบโครงสร้างองค์การ

ตามสถานการณ์ การศึกษาวิจัยของ ลอเรนซ์และลอร์สซ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่

หลายว่ามีส่วนช่วยเหลือต่อการพัฒนาแนวคิดการจัดการเชิงสถานการณ์เป็นอย่างมาก

ทั้งสองได้ชี้ว่าโครงสร้างองค์การมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม

องค์การที่มีสภาพแวดล้อมต่างกันย่อมต้องการโครงสร้างขององค์การ

ที่แตกต่างกัน

slide99
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างขององค์การ ได้แก่

1. ลักษณะของพนักงาน

2. ประเภทของงาน

3. วิธีการบริหาร

4. ลักษณะสภาพแวดล้อม

slide100
ลอเรนซ์และลอร์สซ สรุปว่า

1. ถ้าองค์การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน องค์การจะมีการ

จัดโครงสร้างองค์การให้อยู่สภาพคล่องตัว

2. ถ้าองค์การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความแน่นอน โครงสร้าง

ขององค์การที่แน่นอนตายตัวจะมีความเหมาะสม

3. ถ้าต้องการมีสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีความแตกต่างกันมาก

และสภาพแวดล้อมภายในที่แตกต่างกันมากด้วย จะต้องมีกลไกของ

การประสานงานที่ดีภายในโครงสร้างองค์การ

slide101

แนวคิดและทฤษฎีการจัดการเชิงสถานการณ์อื่นที่มีการผสมผสานแนวคิดและทฤษฎีการจัดการเชิงสถานการณ์อื่นที่มีการผสมผสาน

แนวคิดการจัดการในอดีต ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมี 2 ทฤษฎี

ได้แก่ ทฤษฎี Z ของอูชิ (Ouchi) และแนวทางการสู่ความเป็นเลิศของ

ปีเตอร์และวอเตอร์แมน (Peters and Waterman)

วิลเลียม จี อูซิ (William G. Ouchi) และทฤษฎี Z อูซิได้ศึกษา

แนวปฏิบัติทางการจัดการในธุรกิจเรียกว่า Theory A มีลักษณะเป็นการ

จัดการที่องค์การมุ่งเน้นความรับผิดชอบของบุคคลแต่ละคน และการ

ตัดสินใจที่พนักงานไม่มีส่วนร่วม การจ้างงานมีลักษณะเป็นการว่าจ้าง

ระยะสั้น

slide102

การจัดการของธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่า Theory J ซึ่งมี

ลักษณะเป็นการจ้างงานตลอดชีวิต มีความรับผิดชอบและการตัดสินใจ

ร่วมกันซึ่งเขาได้ผสมผสานรูปแบบทางการจัดการที่แตกต่างกันของ

2 ประเภทนี้ มาเป็นลักษณะผสมที่เรียกว่า Theory Z โดยลักษณะทาง

การบริหารแบบ Theory Z เน้นที่การจ้างงานตลอดชีวิต การตัดสินใจ

ร่วมกัน รับผิดชอบของแต่ละบุคคล

slide103

โทมัส เจ ปีเตอร์ (Thomas J. Peters) และโรเบิร์ต วอเตอร์แมน

(Robert H. Waterman) ได้ตีพิมพ์ผลงานของเขาเรื่อง “In Search of

Excellence” โดยการมุ่งค้นคว้าว่าบริษัทที่ประสบผลสำเร็จ มีลักษณะ

ทางการจัดการที่ดีอย่างไร ซึ่งได้ค้นพบคุณลักษณะที่ดี 8 ประการที่ทำ

ให้ธุรกิจเหล่านี้มีระดับผลของการปฏิบัติการสูงเป็นที่น่าพอใจ บริษัท

เหล่านี้มุ่งตอบสนองความพอใจของลูกค้า

slide104
ลักษณะ 8 ประการของความเป็นเลิศของการจัดการ ได้แก่

1. การมุ่งการกระทำ (A bias for action)

2. การใกล้ชิดลูกค้า (Close to the customer)

3. ความเป็นอิสระและศิลปะการเป็นผู้ประกอบการ (Autonomy and

entrepreneurship)

4.การเพิ่มประสิทธิภาพโดยคน (Productivity through people)

5. การจัดการผลักดันให้เกิดค่านิยมในองค์การ (Hand or value driven)

6. การดำเนินธุรกิจที่มีความมุ่งมั่น เชี่ยวชาญ (Stick to the Knitting)

7. โครงสร้างที่เรียบง่ายและใช้พนักงานน้อย (Structured Simple with Lean Staffs)

8. การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา (Loosely and Tightly)

slide105
หลักการจัดการร่วมสมัยมีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

1. การพิจารณาองค์การธุรกิจ ในฐานะที่เป็นระบบเปิด คือเป็นระบบที่

ปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม

2. โครงสร้างองค์การสมัยใหม่ ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่สลับซ้อนและ

มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นทำให้แนวคิดการจัดโครงสร้างองค์การมุ่งเน้น

การบริหารแบบมีส่วนร่วม และการกระจายอำนาจโครงสร้างองค์การที่

เหมาะสม ต้องตอบสนองต่อประเภทงาน พนักงาน วิธีการจัดการและ

สภาพแวดล้อมโครงสร้างองค์การต้องมีความยืดหยุ่นคล่องตัว มีทั้งสาย

งานหลักและสายงานที่ปรึกษา เพื่อตอบสนองทั้งหน้าที่หลักและหน้าที่

สนับสนุนที่จำเป็นขององค์การ

slide106

3. แนวคิดการจัดการที่มุ่งความเป็นเลิศ ด้วยการจัดการแบบผสมผสาน

ที่ประยุกต์รูปแบบการจัดการที่หลากหลายมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อ

ประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การ การจัดการที่มุ่งความเป็นเลิศ

เน้นการวางแผนระยะยาวโดยใช้วิสัยทัศน์ทางการบริหารที่เมาะสมจากการ

ประเมินสภาพแวดล้อมขององค์การทั้งภายนอกและภายใน การกำหนดกล

ยุทธ์ที่เหมาะสม การสร้างวัฒนธรรมการทำงานและการปรับตัวยืดหยุ่น

เป็นสำคัญ

slide107
ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่

ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่เป็นทฤษฎีที่พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมจุดด่อน

และข้อบกพร่องของทฤษฎีองค์การแบบดั้งเดิม (Classical Organizational

Theory) และทฤษฎีองค์การดั้งเดิมแบบใหม่ (Neo Classical

Organizational)

ทฤษฎีทั้งสองทฤษฎีดังกล่าวมุ่งเน้นลักษณะการบริหารและ

ประสิทธิภาพภายในองค์การเท่านั้น ซึ่งพิจารณาองค์การในลักษณะแคบไป

และละเลยอิทธิพลของปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก

ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่มีลักษณะบูรณาการให้ความสำคัญกับ

ปัจจัยภายในและอิทธิพลของปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก

slide108

การศึกษาองค์การควรเน้นการวิเคราะห์และสังเคราะห์สิ่งต่างๆ เข้า

ด้วยกัน และการศึกษาองค์การที่ดีที่สุดควรจะเป็นวิธีการศึกษาวิเคราะห์

องค์การในเชิงระบบ (System Analysis) ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรต่าง

ทั้งภายในและภายนอกองค์การ ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อโครงสร้างและ

การจัดองค์การ

องค์การต้องมีการปรับตัว (Adaptative) ตลอดเวลา เพราะตัว

แปรต่าง ๆ มีลักษณะเปลี่ยนแปลง (dynamic) อยู่เสมอ

slide109

ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่มีลักษณะเด่นที่ทำให้ทฤษฎีนี้ได้รับการทฤษฎีองค์การสมัยใหม่มีลักษณะเด่นที่ทำให้ทฤษฎีนี้ได้รับการ

ยอมรับและเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษาองค์การ คุณลักษณะ

ได้แก่ การที่มีทฤษฎีระบบเป็นพื้นฐานทางแนวความคิดและการวิเคราะห์

โดยอิงอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์

ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ได้ศึกษาประเด็นปัญหาและองค์ประกอบ

ต่างๆ ที่ทฤษฎีองค์การแบบดั้งเดิม และทฤษฎีองค์การดั้งเดิมแบบใหม่ไม่

ได้ให้

slide110

ความสนใจมาก่อน ประกอบด้วย

1. องค์ประกอบที่สำคัญ (Strategic Parts) ของระบบคืออะไร

2. การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของส่วนสำคัญของระบบ (The

Nature of their Mutual dependency) เป็นอย่างไร

3.กระบวนการที่เชื่อมโยงส่วนสำคัญของระบบเข้าด้วยกันอย่างไร

4. เป้าหมายสำคัญที่ระบบต้องการบรรลุคืออะไร

ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ ขาดองค์ความรู้ที่เป็นเอกภาพ กล่าวคือ

นักวิชาการและนักวิจัยในกลุ่มทฤษฎีองค์การสมัยใหม่แต่ละท่านต่างมี

ประเด็นสำคัญที่ต้องการมุ่งเน้นเฉพาะตน จุดร่วมกันประเด็นเดียวคือ

การศึกษาระบบโดยพิจารณาองค์การในองค์รวมทั้งหมด

slide111
องค์ประกอบ สำคัญในการศึกษาวิเคราะห์ระบบประกอบด้วย

1. องค์ประกอบของระบบและการพึ่งพาอาศัยกันขององค์ประกอบ

เหล่านั้น (The Parts of The System and Their Interdependency)

องค์ประกอบของระบบประการแรกคือ ปัจเจกบุคคล (Individual) และ

บุคลิกภาพส่วนบุคคล (An Individual’ Personality) บุคลิกภาพของ

แต่ละบุคคลเป็นตัวขับดัน (Motive) และเป็นเจตคติ (Attitude) ที่วาง

เงื่อนไขกรอบความคาดหวัง (The range of Expectancies) ที่แต่ละบุคคล

หวังที่จะสมารถสนองความต้องการด้วยการมีส่วนร่วมในระบบ

slide112

องค์ประกอบประการที่สองของระบบคือองค์การรูปนัย (Formal

Organization) หมายถึงแบบแผนความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ของงาน (The

Interrelated Pattern of Jobs) ซึ่งประกอบขึ้นเป็นโครงสร้างของระบบ

Argyrils ได้กล่าวถึงความขัดแย้งโดยพื้นฐานอันเป็นผลมาจากข้อกำหนด

ของระบบ (The Demand made by the System) และโครงสร้างของบุคลิกภาพ

บุคคลหนึ่ง ๆ มีความคาดหวังในงานที่ตนปฏิบัติ ในทางกลับกันงานก็มี

ข้อกำหนดถึงแบบแผนว่าบุคคลต้องทำอะไรบ้าง มีมาตรฐานอย่างไรในการ

ปฏิบัติงานหนึ่ง ๆ

slide113

นักวิชาการทฤษฎีองค์การสมัยใหม่จำนวนมากให้ความสนใจนักวิชาการทฤษฎีองค์การสมัยใหม่จำนวนมากให้ความสนใจ

ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความต้องการขององค์การกับความ

ต้องการของปัจเจกบุคคล

องค์ประกอบของระบบประการที่สามคือ องค์การอรูปนัย

(Informal Organization) คือรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและ

กลุ่มแบบไม่ทางการมีอยู่ตามธรรมชาติรูปแบบปฏิสัมพันธ์นี้สามารถ

กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะการปรับแปลงการคาดหวังซึ่งกันและกัน (The

Mutual Modification of Expectancies)

slide114

องค์การอรูปนัยเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดที่มีต่อมวลสมาชิก คือ

แบบแผน พฤติกรรมที่คาดหวังจากบุคคลที่เป็นสมาชิก และคาดหวังของ

สมาชิกที่ได้รับความพึงพอใจในฐานะเป็นสมาชิกภาพ ปฏิสัมพันธ์เชิง

ความคาดหวังทั้งสองประการก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ

บุคคลให้เป็นไปตามความต้องการของกลุ่ม และบางครั้งพฤติกรรมกลุ่ม

อาจต้องปรับเปลี่ยนตามบุคลิกภาพของบุคคลและบรรทัดฐานกลุ่ม

slide115

องค์ประกอบประการที่สี่ของระบบคือ กระบวนการหล่อหลอม

ให้เกิดบูรณภาพ (The Fusion Process for Organization Integrity)

กระบวนการนี้นำเสนอโดยนักวิชาการในกลุ่มทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ชื่อ

Bakke ผู้ที่กล่าวถึงระบบความคาดหวังที่หลากหลายในองค์การ (The

Various Expectancy Systems in An Organization) ซึ่งหมายถึงแบบแผน

ทางพฤติกรรมที่เกิดจากความต้องการตามบทบาท (Role Demands) ที่เกิด

จากองค์การรูปนัยกับองค์การอรูปนัย และการรับรู้ในบทบาท (Role

Perceptions) ก่อให้เกิดกระบวนการ กระบวนการหล่อหลอม (The Fusion

Process)กระบวนการนี้เป็นพลังที่ประสานองค์ประกอบแตกต่างกันให้เกิด

บูรณภาพในองค์การ (Organization Integrity)

slide116

องค์ประกอบประการที่ห้าในการวิเคราะห์ระบบคือ องค์ประกอบ

ทางกายภาพ (Physical Setting) ได้แก่ ระบบของคนและเครื่องจักร

(Complex Man-Machine Systems) กล่าวว่าการดำเนินงานขององค์การ

จะเกิดประสิทธิผลไม่ได้ ถ้าไม่ได้คำนึงลักษณะทางกายภาพ จิตวิทยา และ

สังคมของบุคคลในองค์การ เครื่องจักร และการกระบวนการดำเนินการต้อง

ออกแบบให้เหมาะสมและสอดคล้องกับคุณลักษณะทางกายภาพและทาง

จิตใจของบุคลากรมากกว่าการจ้างบุคคลที่เหมาะสมสอดคล้องกับ

เครื่องจักร

slide117

องค์ประกอบของระบบประกอบด้วย ปัจเจกบุคคล องค์การรูปนัย

องค์การอรูปนัย สถานภาพและบทบาท และองค์ประกอบทางกายภาพองค์ประกอบ

เหล่านี้ประสานเกี่ยวพันกันเป็นระบบองค์การ โดยมีกระบวนการเชื่อมโยงองค์

ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน

2. กระบวนการเชื่อมโยงองค์ประกอบ (Linking Process)นักทฤษฎี

องค์การสมัยใหม่อธิบายว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ขององค์การมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์

กัน เพราะมีกระบวนการเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน กระบวนการ

เชื่อมโยงประกอบด้วย

2.1 การสื่อสาร (Communication)เป็นโครงข่ายให้องค์ประกอบต่าง ๆ

เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การสื่อสารมิได้เป็นเพียงตัวกระตุ้น (Stimuli) ให้เกิดการ

กระทำเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกควบคุม และประสานเชื่อมโยงศูนย์กลางการตัดสินใจ

ภายในระบบ

slide118

2.2 ความสมดุล (Balance)เป็นกระบวนการเชื่อมโยงระการหนึ่งที่ช่วยให้

ระบบเสถียร (An Equilibrating Mechanism) ทำให้องค์ประกอบต่างๆ ที่หลากหลาย

ของระบบประสานสัมพันธ์อย่างกลมกลืน ความสมดุลประกอบด้วยลักษณะ 2 ประการ

คือ กลไกกึ่งอัตโนมัติ (Quasi-Automatic) และนวัตกรรม (Innovative) รูปแบบความ

สมดุลทั้งสองประการทำให้เกิดบูรณภาพของระบบเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะความเปลี่ยน

แปลงทั้งจากภายในและภายนอก

กลไกกึ่งอัตโนมัติ (Quasi-Automatic) จะช่วยธำรงรักษาระบบให้อยู่ในสภาพ

ปกติ (Homeostatic Properties of Systems) ขณะที่นวัตกรรม (Innovative) มีบทบาท

ในการสร้างความสมดุลเพราะความคิดสร้างสรรค์ใหม่ทำให้ระบบปรับตัวเข้ากับการ

เปลี่ยนแปลงภายนอกได้ โดยมีการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ เพื่อรักษาให้ระบบหรือองค์การ

ปรับเข้าสู่ความสมดุลอีกครั้งเมื่อปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกเปลี่ยนแปลงไป

slide119

2.3 การตัดสินใจ (Decisions)การวิเคราะห์การตัดสินใจเป็นผลงานของ

March และ Simon ที่กล่าวไว้ในหนังสื่อชื่อ Organizations นักวิชาการทั้งสองท่าน

ได้แบ่งการตัดสินใจเป็นสองประเภท คือการตัดสินใจที่จะปฏิบัติงาน (Decisions to

Produce) การตัดสินใจที่จะมีส่วนร่วมในองค์การ (Decisions to Participate in the

System)

การตัดสินใจที่จะปฏิบัติงานเป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจตคติของแต่

ละบุคคลและความต้องการขององค์การ การวิเคราะห์เรื่องแรงจูงใจได้กลายเป็น

ประเด็นสำคัญ การตัดสินใจที่จะมีส่วนร่วมในองค์การนำไปสู่ประเด็นความเกี่ยวข้อง

ระหว่างรางวัลหรือผลตอบแทนที่องค์การจะให้เปรียบเทียบกับสิ่งที่องค์การต้องการ

จากสมาชิก

slide120

การตัดสินใจมีส่วนร่วมในองค์การมุ่งพิจารณาเหตุผลว่าทำไมบุคคลหนึ่ง

ตัดสินใจอยู่กับองค์การหรือลาออก March และ Simon มีความเห็นว่าการตัดสินใจ

เป็นตัวแปรภายในองค์การที่ขึ้นอยู่กับงาน (Jobs) ความคาดหวังและแรงจูงใจของ

แต่ละบุคคล (Individual Expectations and Motivations) และโครงสร้างองค์การ

(Organizational Structure)

นักวิชาการกลุ่มทฤษฎีองค์การสมัยใหม่คือ Marschak มองกระบวนการ

ตัดสินใจในฐานะเป็นตัวแปรอิสระ โดยมีตัวแปรตาม คือความอยู่รอดขององค์การ (The

survival of the Organization) กระบวนการตัดสินใจจึงเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดของ

องค์การ เป้าหมายขององค์การ (The Goals of Organization) คือ การเจริญเติบโต

(Growth) ความมั่นคง (Stability) และการปฏิสัมพันธ์ (Interaction) โดยเป้าหมาย

ต่างๆ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์การทุกประเภท

slide121

ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่สนใจศึกษา:ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่สนใจศึกษา:

1. องค์ประกอบย่อย (Parts) ซึ่งหมายถึงการสนใจศึกษาปัจเจก

บุคคล (Individuals) ที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบ รวมถึงศึกษาการ

เคลื่อนไหวของปัจเจกบุคคลที่เข้าสู่ระบบและออกจากระบบ

2. การปฏิสัมพันธ์ของบุคคลกับสภาพแวดล้อมของระบบ

3. การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระบบ

4. ความเจริญเติบโตและปัญหาความมั่นคงของระบบ

slide122
ลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยใหม่

Hicks ได้สรุปลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ไว้ 9 ประการ

1. เป็นแนวความคิดเชิงระบบ (Systems Viewpoint) คือพิจารณาองค์การในฐานะเป็นระบบ ๆ หนึ่ง

2. ตระหนักว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ขององค์การต้องมีการเปลี่ยนแปลง

(Dynamics) อยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาพ

แวดล้อมภายนอก

3. องค์การมีหลายระดับและหลากหลายมิติ (Multilevel and

Multidimensional) คือองค์การมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึง

ระดับนานาชาติและมีหลากหลายมิติทั้งภายในองค์การและภายนอกองค์การ

slide123

4. ระบบจูงใจมีหลากหลายวิธี (Multimotivated) คือสามารถจูงใจได้หลายทางทั้งทาง

เศรษฐกิจ ทางสังคม และความสำเร็จของงาน

5. มีความเป็นไปได้หลายทาง (Probabilistic) คือไม่มีความแน่นอนตายตัว

6. เป็นสหวิทยาการ (Multidisciplinary) ประยุกต์องค์ความรู้มาจากหลายสาขาวิชา

เพื่อมาใช้อธิบายองค์การ จึงทำให้เกิดมุมมองและแนวคิดที่มีต่อปัญหาองค์การที่

แตกต่างหลากหลายทัศนะ

7. เป็นการศึกษาเชิงประจักษ์หรือเชิงพรรณนา (Empirical or descriptive) คือมุ่ง

พิสูจน์และตอบปัญหาด้วยการใช้หลักฐานที่ชัดแจ้งชัดเจน ทั้งยังเป็นการอธิบายว่า

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร มิใช่เป็นการกล่าวอธิบายในลักษณะว่าสิ่งที่ดี

ถูกต้องควรเป็นอย่างไร (Normative or Prescriptive)

slide124

8. ประกอบด้วยตัวแปรหรือปัจจัยหลายปัจจัย (Multivariable) คือมี

ทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้าง เชิงมนุษย์ เชิงพฤติกรรม เชิงระบบ และ

อื่น ๆ

9. มีความสามารถในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยสภาพ

แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (Adaptive or Situational) คือพิจารณา

ว่าองค์การเสมือนสิ่งมีชีวิต ที่สามารถปรับตัวได้สอดคล้องกับ

สภาพการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามรถดำรงชีวิตอยู่ได้

slide125

ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่พิจารณาว่าองค์ประกอบด้วยองค์ประกอบทฤษฎีองค์การสมัยใหม่พิจารณาว่าองค์ประกอบด้วยองค์ประกอบ

ทั้งหมด (The Whole) และองค์ประกอบย่อย ( Parts) ที่ประกอบกันขึ้นเป็น

ระบบ ทฤษฎีนี้จึงเชื่อมโยงองค์ประกอบทั่วไป และองค์ประกอบเฉพาะเข้า

ด้วยกันโดยใช้กรอบทฤษฎีระบบทั่วไปเป็นพื้นฐาน

ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ประกอบด้วยทฤษฎีสำคัญคือทฤษฎีระบบ

( The Systems Approach ) และทฤษฎีการจัดการตามสถานการณ์

(Contingency Approach)

slide126
การจัดการเชิงระบบ (The Systems Approach ) มีฐานคติว่า การ

จัดการที่มีลักษณะต่อเนื่องกันและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งต้องพึ่งพา

อาศัยซึ่งกันและกันของหน่วยงานย่อยต่างๆกับส่วนรวมทั้งหมด ความ

สำเร็จในการจัดการขององค์การขึ้นอยู่กับการจัดการของทุกระบบมิใช่

ระบบหนึ่งระบบใดความสำเร็จในการจัดการขององค์การถือว่าเป็นระบบ

รวม ( TotalSystem ) ต้องอาศัยความสำเร็จของระบบย่อยทุกระบบ

เพราะแต่ละระบบเกี่ยวข้องผูกพันกับระบบใหม่คือ องค์การ

slide127
ระบบในสภาพที่เป็นทฤษฎี เรียกว่า ทฤษฎีระบบ ( Systems Theory ) เป็น

สาขาวิชาที่เกิดขึ้นช่วงปลายทศวรรษที่ 20

ทฤษฎีระบบเป็นสาขาวิชาที่พัฒนาขึ้นโดยอาศัยแนวความคิดหลายสาขา

โดยนำแนวคิดจากหลายสาขาวิชามาประยุกต์ผสมผสานสร้างเป็นทฤษฎีระบบขึ้นมา

ระบบ หมายถึงส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นหนึ่งเดียวมี

ความสัมพันธ์กันในทางหนึ่งทางใดรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน กระทำการเพื่อความสำเร็จ

ตามที่ต้องการ และการเคลื่อนไหวในส่วนหนึ่งจะมีปฏิกิริยา

กระทบต่อส่วนอื่นๆ ด้วยส่วนประกอบแต่ละส่วนก็เป็นระบบย่อยในตัว

ของมันเอง

slide128
คุณลักษณะของระบบประกอบด้วยคุณลักษณะของระบบประกอบด้วย

1. ส่วนต่างๆของระบบจะอยู่ในสถานะที่เคลื่อนไหวได้ โดยเหตุที่สิ่งต่างๆ

ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

แต่ละสิ่งต่างก็มีคุณสมบัติและกำลังความสามารถของมัน

2. การเคลื่อนไหวหรือแสดงออกของส่วนต่างๆ จะมีปฏิกิริยากระทบต่อกัน

เสมอ เมื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้มีลักษณะรวมตัวอยู่ด้วยกัน การเคลื่อนไหวหรือการ

แสดงออกของแต่ละส่วน จึงก่อให้เกิดปฏิกิริยากระทบ และตอบโต้ซึ่งกันและ

กัน

slide129
3. ในระบบหนึ่งๆ จะประกอบด้วยระบบย่อยต่างๆ( Subsystems ) และ

ภายในระบบย่อยอาจประกอบด้วยระบบย่อยลงไปอีกได้

4. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ณ ส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบ ย่อมทำให้มี

ผลกระทบที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ (Chain of Effects) และจำเป็นต้อง

เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงส่วนอื่นของระบบด้วยความสมดุล การเปลี่ยน

แปลงของระบบย่อยอันใดอันหนึ่ง ย่อมสามารถทำให้กระทบกระเทือนถึง

ระบบใหญ่ได้

slide130

วิธีการศึกษาองค์การในลักษณะระบบ อาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 แนว

ทาง คือ การศึกษาองค์การในลักษณะระบบปิด (Closed Systems Strategy)

และการศึกษาองค์การในลักษณะระบบเปิด (Open Systems Strategy)

การศึกษาองค์การในลักษณะระบบปิด เป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน

ของศาสตร์ทางกายภาพ ศึกษาถึงการตัดสินใจที่จะแก้ไขปัญหาภายในตัว

ของระบบเอง การแก้ไขและการตัดสินปัญหาเป็นไปตามเหตุผล ซึ่งเหตุผล

ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์และระเบียบที่กำหนดไว้

slide131
ระบบเปิดมิได้คำนึงแต่ด้านความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม แต่

ระบบเปิดยังคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ภายในองค์การ

ระบบเปิดปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมตลอดเวลา โดยการเปลี่ยน

แปลงโครงสร้าง และกระบวนการของปัจจัยต่างๆ ภายในระบบเปิดจะมี

ลักษณะที่มีความหมายกว้างกว่าและสมบูรณ์กว่าระบบปิด

คุณลักษณะของระบบเปิดจะขยายความสนใจไปถึงระบบภายนอก

ระบบเปิดยังคงถือว่าองค์การธุรกิจเป็นระบบๆหนึ่ง และองค์การนี้เอง

จะอยู่ภายในระบบ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การอีกทีหนึ่ง

slide132
ระบบที่อยู่ภายนอกองค์การคือ กิจกรรมของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบ

ของสภาพแวดล้อม (Environmental System) และมีส่วนสัมพันธ์กับระบบของ

องค์การอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

เหตุของการนำเอาระบบสภาพแวดล้อมภายนอกมาสัมพันธ์กับระบบ

ขององค์การ ก็เพราะองค์การเป็นระบบอิสระหนึ่งที่ตั้งขึ้นและจะมีความเกี่ยวพัน

กันอยู่เสมอ

การกระทำใด ๆ โดยองค์การก็ย่อมสามารถส่งผลกระทบต่อส่วนที่อยู่

ภายนอกองค์การหรือระบบใหญ่ด้วยเสมอและหากสภาพแวดล้อมภายนอก

เปลี่ยนแปลงไป ก็ย่อมส่งต่อผลองค์การได้

slide133
Kenneth E. Boulding ได้เสนอทฤษฎีระบบทั่วไป (General

System Theory) เพื่อเป็นกรอบทั่วไปที่ใช้ในการศึกษาระบบได้ทุกระบบ

โดยแบ่งระบบได้เป็น 9 ระดับดังนี้

1. โครงสร้างตายตัว (The Static Structure) หรือกรอบเค้าโครง

(Framework) เป็นระบบที่มีความซับซ้อนน้อยที่สุด ประกอบด้วย

โครงสร้างที่แน่นอนตายตัว ได้แก่ กายวิภาคของคนและสัตว์ (The

Anatomy of System)

slide134
2.ระบบที่เป็นพลวรรตอย่างง่าย (The Simple Dynamic System)

เป็นระบบที่เคลื่อนไหวอย่างง่าย เช่น กลไกนาฬิกา

3. ระบบไซเบอร์เนติก (The Cybernetic System) เป็นระบบที่ดำเนิน

ไปเพื่อรักษาดุลยภาพสามารถควบคุมตนเองได้ (A Process of Self-

Regulation)

4. ระบบเปิด (The Open System) เป็นระบบที่สามารถดำรงรักษา

ตนเองได้ เช่น เซลของสิ่งมีชีวิต

5. ระบบประสานกันทางพันธุกรรม (The Genetic-Societal System)

เป็นลักษณะการแบ่งงานกันทำของเซล

slide135
6. ระบบของสัตว์ (Animal Systems) เป็นการเคลื่อนไหวที่แสดงออก

ทางพฤติกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมาย

7. ระบบมนุษย์ (Human Systems) เป็นการแปลสัญลักษณ์และการ

สื่อสารแนวความคิดต่าง ๆ

8. ระบบสังคม (Social Systems) เป็นระบบที่แสดงถึงองค์การทาง

สังคมของมนุษย์

9 . ระบบก้าวพ้นโลก (Transcendental Systems) เป็นระบบสมบูรณ์

สุดยอด เช่น อาณาจักรพระเจ้า นิพพาน

slide136
ส่วนประกอบของระบบ

ทฤษฎีระบบ พิจารณาองค์การในฐานะเป็นระบบๆ หนึ่งที่รวมของ

กิจกรรมต่าง ๆ ในการเริ่มต้นให้ระบบเริ่มดำเนินการ องค์การต้องอาศัย

ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ วิธีการ ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อก่อให้เกิด

ผลงานตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ องค์การอยู่ท่ามกลางระบบอื่น ๆ ของ

สังคม อยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมีส่วนประกอบ 5 ส่วนคือ

1. ปัจจัยนำเข้าสู่ระบบ (Input) คือทรัพยากรที่ใช้ในการบริหารงานของ

องค์การ ได้แก่ คน เงินทุน วัสดุ เทคโนโลยี สารสนเทศ

slide137
2. กระบวนการเปลี่ยนปัจจัยนำเข้าให้เป็นผลลัพธ์ (Transformation

Process) คือ วิธีการที่นำปัจจัยนำเข้าสู่ระบบโดยดำเนินการเป็นขั้นตอน

เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ออกจากระบบ กระบวนการผลิต กระบวนการจัดการ

ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายขั้นตอน เช่น การวางแผน การจัดการทรัพยากร

มนุษย์

3. สิ่งที่ออกจากระบบ (Output) คือเป้าหมายความต้องการขององค์การ

อาจจะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ การบริการ กำไร ความพึงพอใจหรือ

ผลตอบแทนต่างๆ

slide138
4. ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นข้อมูลที่กลับมาสู่กระบวนการ

เป็นตัวช่วยปรับให้สิ่งที่ออกจากระบบได้มาตรฐานเป็นที่น่าพึงพอใจ

ข้อมูลต่างๆ มีความสัมพันธ์ต่อกัน จะถูกส่งเข้าย้อนกลับเข้าสู้ระบบเพื่อ

การปรับปรุงสิ่งนำเข้าสู่ระบบและกระบวนการต่างๆ ให้สอดคล้องต่อกัน

อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ข้อมูลย้อนกลับ ทำให้ระบบและ

กระบวนการของการดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมี

สมรรถภาพสูงตามที่ต้องการ ช่วยให้ข้อมูลและแสดงการเปรียบเทียบให้รู้

เห็นสิ่งที่ได้ปฏิบัติเพื่อเป็นความรู้ในการแก้ไขหรือระมัดระวังมิให้มี

เหตุการณ์เกิดเกิดขึ้นอีก และการควบคุม

slide139
5. สภาพแวดล้อม (Environment) อาจแบ่งเป็นสิ่งแวดล้อมทั่วไป

(General Environment) เป็นปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ส่งผลกระทบ

โดยตรงหรือไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมประจำวันของ

องค์การ ได้แก่ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม

เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับงาน (Task Environment) เป็น

ปัจจัย สภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบโดยตรงหรือส่งผลกระทบต่อการ

ดำเนินกิจกรรมประจำวันขององค์การ ได้แก่ ลูกค้า คู่แข่งขัน ผู้จัดหา

ปัจจัยการผลิต (Suppliers) ตลาดแรงงาน (Labor Market)

slide140
ประโยชน์ของวิธีการแบบระบบ วิธีการแบบระบบช่วยให้สามารถมี

กรอบของการพิจารณาที่รัดกุม และครอบคลุมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ

อย่างทั่วถึง

แนวคิดการจัดการตามสถานการณ์

Fred E. Fiedler ได้เสนอแนวความคิดการจัดการตามสถานการณ์

(Situational Management Theory) หรือทฤษฎีอุบัติการณ์

(Contingency Theory) ในปี 1967 ซึ่งถือเป็นทฤษฎีการจัดการที่ขึ้นอยู่

กับสภาพข้อเท็จจริงด้วยแนวคิดที่ว่าการเลือกทางออกที่จะไปสู้การ

แก้ปัญหาทางการจัดการว่าไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุด สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนด

ว่าควรจะใช้การจัดการแบบใดในสภาวtการณ์ นั้นๆ

slide141
การบริหารเชิงสถานการณ์ ถือว่าการบริหารจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ

สถานการณ์เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ และรูปแบบการจัดการที่เหมาะสม

ผู้บริหารต้องพยายามวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดีที่สุด โดยผสมผสานแนวคิด

ระหว่างระบบปิดและระบบเปิด และยอมรับหลักการของทฤษฎีระบบว่า

ทุกส่วนของระบบจะต้องสัมพันธ์กัน และมีผลกระทบซึ่งกันและกัน

การบริหารเชิงสถานการณ์จะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความต้องการของ

บุคคลในหน่วยงานเป็นหลักมากกว่าที่จะแสวงหาวิธีการอันดีเลิศมาใช้ใน

การทำงาน

slide142
ทฤษฎีการบริหารตามสถานการณ์ Contingency Theory มีฐานคติว่า

องค์การที่เหมาะสมที่สุดควรจะเป็นองค์การที่มีโครงสร้าง มีระบบที่สอดคล้องกับ

สภาพแวดล้อมและสภาพความเป็นจริง เป็นทฤษฎีที่ปฏิเสธแนวความคิด วิธีการที่ดี

ที่สุด (One Best Way) ของ Frederick Winslow Taylor

เปิดโอกาสให้สามรถรับรู้ถึงปัญหาที่ยุ่งยากสับสนต่างๆ ที่มักจะมีอยู่ใน

องค์การสมัยใหม่ วิธีการแก้ไขที่ดี อาศัยการจัดแบบความสัมพันธ์ เพื่อการวิเคราะห์

และสามารถดำเนินการกำหนดโครงรูปของเรื่องที่จะวิเคราะห์ภายในขอบเขตของ

ระบบย่อยต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนทำให้เกิดผลดีในทางปฏิบัติตามสภาพที่เป็นจริง และ

ถูกต้องตามสถานการณ์

slide143
วิธีการจัดการตามสถานการณ์เป็นวิธีที่สามารถให้คำตอบที่สุด สำหรับ

ทุกสถานการณ์หรือทุกเหตุการณ์

Stephen P. Robbins ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นที่เป็นข้อดีของวิธีการจัดการ

ตามสถานการณ์ว่า ลักษณะที่ตรงข้ามกับการมองเป็นระบบจะมองเห็นได้

เพียงผิวเผิน การใช้กรอบการวิเคราะห์ตามสถานการณ์จะช่วยให้สามารถ

พิจารณาถึงปัจจัยผันแปรทั้งที่มีอยู่ภายในและภายนอก ซึ่งจะมีผลต่อการ

จัดการของผู้บริหารและต่อผลงานขององค์การ คุณค่าของวิธีการจัดการ

ตามสถานการณ์ที่เสนอแนวทางที่ชัดเจนให้กับผู้บริหาร จะเป็นประโยชน์

อย่างมาก