silicates 2 l.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
Silicates 2 PowerPoint Presentation
Download Presentation
Silicates 2

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 114

Silicates 2 - PowerPoint PPT Presentation


  • 541 Views
  • Uploaded on

Silicates 2. Cyclosilicates หรือ Ring silicates. ไซโคลซิลิเกตประกอบด้วย SiO 4 เตตระฮีดรอน เชื่อมต่อกันเป็นวงปิด โดยมีอัตราส่วน Si:O = 1 : 3 การเชื่อมต่อกันมี 3 แบบ

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'Silicates 2' - paul


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
cyclosilicates ring silicates
Cyclosilicates หรือ Ring silicates

ไซโคลซิลิเกตประกอบด้วย SiO4เตตระฮีดรอน เชื่อมต่อกันเป็นวงปิด โดยมีอัตราส่วน Si:O = 1 : 3 การเชื่อมต่อกันมี 3 แบบ

  • แบบ Si3O9เป็นแบบที่ง่ายที่สุด มี SiO4-เตตระฮีดรอน 3 ตัวเชื่อมต่อกัน แร่ที่มีโครงสร้างแบบนี้มีน้อยมาก เช่น เบนิโทไอต์
  • แบบ Si4O12มี SiO4เตตระฮีดรอน เชื่อมต่อกัน 4 ตัว เช่น พาพาโกไอต์
  • แบบ Si6O18คือ แบบี่มี SiO4เตตระฮีดรอน 6 ตัวเชื่อมกัน เช่น เบริล และทัวร์มาลีน
cyclosilicates ring silicates3
Cyclosilicates หรือ Ring silicates

แบบที่ 3 : Si6O18

beryl
เบริล (Beryl)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนราบ (Hexagonal systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: ลักษณะผลึกแสดงรูปปริซึมที่ชัดเจนมาก มักพบร่องหรือลายเส้นในแนวดิ่งบนหน้าผลึกได้บ่อย ผลึกเบริลที่มีธาตุซีเซียม (Cs) ปนมักจะมีหน้าราบในแนว {0001}
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักพบผลึกเป็นรูปแท่ง(columnar) และอยู่เกาะกลุ่มกันเป็นเนื้อแน่น(massive)
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : Be3Al2Si6O18

beryl5
เบริล (Beryl)

โครงสร้างของเบริล Beryl structure

beryl6
เบริล (Beryl)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.65 - 2.8

สี(colour): สีของเบริลจัดแบ่งตามวาไรตีดังนี้

Aquamarine อะความารีน : เบริลสีฟ้า หรือสีน้ำเงินอมเขียว

Morganite มอร์แกไนต์ หรือ Rose beryl โรสเบริล : เบริลสีชมพูอ่อน หรือสีกุหลาบ

Emerald มรกต : เบริลสีเขียว

Golden beryl โกลเดนเบริล : เบริลสีเหลืองทอง

Red beryl เรดเบริล : เบริลสีแดง

Goshenite โกชีไนต์ : เบริลใสไม่มีสี

สีผง(steak): ขาว (white)

beryl7
เบริล (Beryl)

Aquamarine

Emerald

Red beryl

beryl8
เบริล (Beryl)

Heliodor

Morganite

Goshenite

beryl9
เบริล (Beryl)

ความแข็ง(hardness): 7 ½ - 8

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {0001} ไม่สมบูรณ์

รอยแตก(fracture): คล้ายฝาหอย (conchoidal)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใส (transparent) ถึงโปร่งแสง (translucent)

  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ประกอบด้วย BeO 13.96% Al2O3 18.97% SiO2 67.07%

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

รูปผลึกที่เกิดเป็นแท่งprism

beryl10
เบริล (Beryl)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

เบริลพบอยู่ทั่วไปในหินเพกมาไทต์ และหินแกรนิต โดยส่วนใหญ่ฝังแน่นอยู่ในเนื้อหิน เป็นเบริลคุณภาพต่ำ ส่วนเบริลคุณภาพดีมักเกิดเป็นรูปผลึกอยู่ในช่องว่างของหินเพกมาไทต์ พบemeraldในหินmica schist และหินไนส์เช่นกัน emerald คุณภาพดีมาจากเมือง Muzo และ El Chivor ในประเทศColumbia พบในหินปูน โดยเกิดสัมพันธ์กับสายแร่น้ำร้อน แหล่งอื่นที่พบได้แก่ Brazil, Pakistan, Zambia, Nigeria, Afghanistan, China และแหล่งใหม่ที่พบคือ Madagascar

  • ประโยชน์

ใช้ทำอัญมณี

tourmaline
ทัวร์มาลีน (Tourmaline)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนราบ (Hexagonal systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: ประกอบด้วยผลึก 3 หน้า ของ trigonal prism และหน้าผลึก 6 หน้าของ second order hexagonal prism เมื่อมองในแนวตัดขวางจะเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยม บางครั้งแสดงขอบโค้งซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของทัวร์มาลีน มักพบเส้นstriation ขนานไปกับผลึก
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักเกิดเป็นผลึกเดี่ยวที่มีรูปผลึกสมบูรณ์ บางครั้งอาจรวมกันเป็นกลุ่ม (massive) หรือเรียงตัวเป็นรัศมี หรือเกิดเป็นผลึกเล็กยาวเหมือนเป็นเส้นใยอยู่รวมกัน
tourmaline12
ทัวร์มาลีน (Tourmaline)
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : XR3Al6B3Si6O2.7(OH)4โดยตำแหน่ง X และ R แตกต่างกัน

ตามชนิดแร่ ดังนี้

Elbaite : X = Na R = Al และ Li

Liddicoatite : X = Ca R = Al และ Li

Dravite : X = Na R = Mg

Uvite : X = Ca R = Mg

Schorl : X = Na R = Fe และ Mg

tourmaline13
ทัวร์มาลีน (Tourmaline)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.) : 3.06

สี(colour) : พบทุกสี แต่สีที่พบบ่อยที่สุดคือ สีดำ ชนิดที่เป็นอัญมณี ส่วนใหญ่อยู่ในประเภท elbaite และ liddicoatite และประเภท dravite

สีผง(steak) : ขาว (white)

ความแข็ง(hardness) : 7 - 7 ½

ประกาย(Luster) : คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage) : ไม่เด่นชัด

รอยแตก(fracture) : ไม่เรียบ (uneven)

ความโปร่งใส(Diaphenity) : โปร่งใส (transparent) ถึงโปร่งแสง (translucent)

tourmaline15
ทัวร์มาลีน (Tourmaline)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ทัวร์มาลีน เป็นแร่ซิลิเกตที่มีโครงสร้างซับซ้อนของธาตุ B และ Al ซึ่งมีการแทนที่ของธาตุเหล่านี้คือ Ca เข้าแทนที่ Na บริเวณจุดศูนย์กลางของช่องว่างที่เป็นวงแหวน Mg และ Al แทนที่ Li ในระหว่างการจับตัวกัน ของเตตระฮีดรอนแต่ละอัน ของวงแหวน Si6O18และกลุ่ม BO3Fe3+และ Mn3+เข้าแทนที่ Al ในรูปเหลี่ยมหลายหน้าที่จับกับวงแหวน Si6O18

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

ภาพสามเหลี่ยมโค้งในแนวหน้าตัดตามขวางของแท่งผลึก

tourmaline16
ทัวร์มาลีน (Tourmaline)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

ทัวร์มาลีนมักเกิดในหินเพกมาไทต์ ที่มีองค์ประกอบเป็นแกรนิต (Granite pegmatite) และในหินข้างเคียงที่อยู่โดยรอบ นอกจากนี้ยังพบป็นแร่รองในหินอัคนีและหินแปร ทัวร์มาลีนส่วนใหญ่ที่เกิดในเพกมาไทต์จะมีสีดำ และเกิดร่วมกับแร่ไมโครไคลน์ แอลไบต์ ควอรตซ์ และมัสโคไวต์ เพกมาไทต์ยังเป็นแหล่งของทัวร์มาลีนซึ่งมีLi เป็นองค์ประกอบ จะมีสีจางและเกิดร่วมกับแร่เลพิโดไลต์ เบริล อะพาไทต์ ฟลูออไรต์ และแร่หายากอื่นๆ ส่วนทัวร์มาลีนสีน้ำตาล พบในหินปูนที่ตกผลึกใหม่

tourmaline17
ทัวร์มาลีน (Tourmaline)

แหล่งทัวร์มาลีนที่มีชื่อเสียง ได้แก่ อิตาลี บราซิล รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ส่วนในประเทศไทยพบทัวร์มาลีนสีดำในหินเพกมาไทต์ทั่วๆไป สีเขียวพบที่ จ.เชียงใหม่ และจันทบุรี สีชมพูพบที่ จ.ชุมพร

  • ประโยชน์

ใช้ทำอัญมณี ใช้ทำมาตรวัดความดัน เพื่อวัดความกดดันที่เกิดจากแรงระเบิด

inosilicates chain silicates
Inosilicates หรือ Chain silicates

อิโนซิลิเกตมีลักษณะเด่น คือ ในโครงสร้างประกอบด้วย SiO4

เตตระฮีดรอน เชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ยาว โดยไม่ขาดตอนตลอดผลึก โดยแต่ละเตตระฮีดรอนจะใช้ออกซิเจนไอออนร่วมกับเตตระฮีดรอนอื่นๆ จำนวน 2 ไอออน หรือ 2 ½ ไอออน จากลักษณะโครงสร้างดังกล่าว ทำให้รูปผลึกของแร่กลุ่มนี้มักยาวตามทิศทางของลูกโซ่ หรือยาวไปตามแนวแกน C เสมอ แร่ในหมู่อิโนซิลิเกตแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามลักษณะโซ่ ได้แก่

inosilicates chain silicates19
Inosilicates หรือ Chain silicates
  • กลุ่มไพรอกซีน (Pyroxene group : Single chain) เป็นกลุ่มแร่ที่ SiO4

เตตระฮีดรอนเชื่อมต่อกันเป็นโซ่เดี่ยวๆ ตามแกน c โดยใช้ออกซิเจนร่วมกัน 2 ไอออน (SiO3 chain) แต่ละแนวลูกโซ่จะเชื่อมต่อกันทางด้านข้างด้วยไอออนบวกและในแนวลูกโซ่จะมีการซ้ำกันของโครงสร้างทุกๆ 2 เตตระฮีดรอน เป็นระยะทางประมาณ 5.2 อังสตรอม

inosilicates chain silicates20
Inosilicates หรือ Chain silicates
  • กลุ่มไพรอกซีนอย (Pyroxenoid group) มีลักษณะการเรียงตัวของ SiO4เตตระฮีดรอนเช่นเดียวกับไพรอกซีน ต่างกันที่ลูกโซ่เตตระฮีดรอนจะมีการบิดเบี้ยว หรือหมุนเป็นระยะๆ ทำให้การซ้ำกันของโครงสร้างเกิดขึ้นทุกๆ 3, 5, 7 เตตระฮีดรอน ซึ่งต่างจากไพรอกซีน
inosilicates chain silicates21
Inosilicates หรือ Chain silicates
  • กลุ่มแอมฟิโบล (Amphibole group : Double chain)แร่ในกลุ่มนี้มีโครงสร้างเป็นโซ่คู่ เกิดจากโซ่เดี่ยวๆ ดังเช่นไพรอกซีนมาจับเป็นคู่ โดยมีการใช้ออกซิเจนไอออน ร่วมกัน 2 และ 3 ไอออนสลับกันไปในแต่ละเตตระฮีดรอน ซึ่งต่างกับในไพรอกซีนที่จะมีการซ้ำกันทุกๆ 2 เตตระฮีดรอน
inosilicates chain silicates22
Inosilicates หรือ Chain silicates
  • กลุ่มแร่ไพรอกซีนที่สำคัญ คือ
  • Enstatite – Ferrosilite series

Enstatite MgSiO3

Ferrosilite FeSiO3

Pigeonite Ca0.25(Mg, Fe)1.75Si2O6

  • Diopside – Hedenbergite series

Diopside CaMgSi2O6

Hedenbergite CaFeSi2O6

Augite XY(Z2O6)

Sodium pyroxene group

Jadeite NaAlSi2O6

Aegirine NaFe3+Si2O6

Spodumene LiAlSi2O6

enstatite ferrosilite
เอนสตาไตต์ (Enstatite)และเฟอร์โรซิไลต์ (Ferrosilite)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนต่าง (Orthorhombic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: มีลักษณะเป็นแท่ง แต่พบได้น้อยมาก
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน คล้ายเส้นใย หรือเป็นแผ่นซ้อนกัน
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : Enstatite MgSiO3

Ferrosilite FeSiO3

enstatite ferrosilite24
เอนสตาไตต์ (Enstatite)และเฟอร์โรซิไลต์ (Ferrosilite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 3.2 - 3.6 สำหรับเอนสตาไตต์ที่บริสุทธิ์ ถ.พ.จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณ Fe

สี(colour): เทา เขียว เหลืองเข้ม เหลืองน้ำตาล น้ำตาลอมเขียว น้ำตาล และดำ (Gray, green, dark yellow, yellow-brown, greenish-brown, brown, black)

สีผง(steak): น้ำตาลอ่อน ถึง ขาวอมเทา (light brown to grayish white)

ความแข็ง(hardness): 5 ½ - 6

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว, ไหม, กึ่งโลหะ และด้าน (Vitreous, silky, submetallic, dull)

enstatite ferrosilite25
เอนสตาไตต์ (Enstatite)และเฟอร์โรซิไลต์ (Ferrosilite)

แนวแตกเรียบ(cleavage): มีแนวแตกเรียบ {210} ดี

รอยแตก(fracture): ไม่เรียบ (uneven)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงทึบแสง (transparent to opaque)

Ferrosilite

Enstatite

enstatite ferrosilite26
เอนสตาไตต์ (Enstatite)และเฟอร์โรซิไลต์ (Ferrosilite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

องค์ประกอบของ Fe2+อาจเข้าแทนที่ Mg ได้เกือบหมดจนถึง 90% เป็น FeSiO3เอนสตาไตต์ที่บริสุทธิ์จะประกอบด้วย MgO 40 % SiO2 60% และมี CaO ไม่เกิน 1.5% โดยน้ำหนัก ส่วนเฟอร์โรซิไลต์พบน้อยมากในธรรมชาติ

ในการจัดแบ่งระหว่างแร่เอนสตาไตต์และแร่เฟอร์โรซิไลต์นั้น แร่ที่มีปริมาณของ Mg และ Fe อยู่ด้วย ในบางตำราใช้เรียกว่า Hyperstene บางตำราใช้คำว่า Orthopyroxene

enstatite ferrosilite27
เอนสตาไตต์ (Enstatite)และเฟอร์โรซิไลต์ (Ferrosilite)
  • Enstatite is magnesium silicate. However, it is usually contains some iron replacing some magnesium. When a significant amount of iron present, the mineral is called Hypersthene (magnesium iron silicate). [Most authorities agree that Hypersthene contains a ratio of magnesium to iron about 1:1. If only a small amount of iron is present, the mineral is still Enstatite.] In many reference guides, Hypersthene is categorized as a variety of Enstatite, and not as a separate mineral. Enstatite forms a series with Ferrosillite (FeSi2O6), in which the intermediary member is Hypersthene. Specimens of pure Enstatite (without any iron) are not common, and specimens of pure Ferrosillite (without any magnesium) are virtually unknown.
enstatite ferrosilite28
เอนสตาไตต์ (Enstatite)และเฟอร์โรซิไลต์ (Ferrosilite)
enstatite ferrosilite29
เอนสตาไตต์ (Enstatite)และเฟอร์โรซิไลต์ (Ferrosilite)
  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

สี แนวแตกเรียบ และความวาว (colour, cleavage and luster ) วาไรตีที่มีปริมาณ Fe สูง จะมีสีดำ และแยกจากแร่ Augite ได้ยาก หากไม่ใช่วิธีตวรจคุณสมบัติทางแสง

  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

ออโทไพรอกซีนที่มี Mg มาก มักพบเป็นแร่ประกอบหิน Perridotite Gabbro Basalt และเกิดร่วมกับClinopyroxene ที่มี Ca มาก (Augite) แหล่งที่สำคัญคือ USA

  • ประโยชน์ใช้ทำอัญมณี
diopside hedenbergite augite
ไดออปไซต์ (Diopside) ฮีเดนเบอร์ไจต์ (Hedenbergite) และออไจต์ (Augite)
  • Diopside และ Hedenbergite เกิดเป็นอนุกรมผลึกผสมเนื้อเดียวอย่างสมบูรณ์ โดยมีคุณสมบัติทางกายภาพ และทางแสงแปรเปลี่ยนไปตามส่วนประกอบ ส่วนAugite เป็น Clinopyroxene ที่มี Na เข้าแทนที่ Ca บางไอออน ส่วน Al เข้าแทนที่ทั้ง Mg และ Si ถึงแม้ผลึกจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็พอที่จะบรรยายลักษณะต่างๆไปร่วมกันได้
diopside hedenbergite augite31
ไดออปไซต์ (Diopside) ฮีเดนเบอร์ไจต์ (Hedenbergite) และออไจต์ (Augite)
  • ระบบผลึก: ระบบหนึ่งแกนเอียง (Monoclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: ในผลึกมีลักษณะเป็นแท่งprism แสดงหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส หรือรูป 8 เหลี่ยม
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นรูปเสา (columnar) และเป็นแผ่นซ้อนกัน (lamellar) อาจพบผลึกแฝดซ้อนขนานบนแนว {001} หรือบนแนว {100}
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : Diopside CaMgSi2O6

Hedenbergite (Ca,Fe) Si2O6

Augite (Ca,Na)(Mg,Fe,Al)(Si,Al)2O6

diopside hedenbergite augite32
ไดออปไซต์ (Diopside) ฮีเดนเบอร์ไจต์ (Hedenbergite) และออไจต์ (Augite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.) : 3.2 – 3.3

สี(colour): Diopside มีสีขาวถึงเขียว สีจะเข้มขึ้นตามปริมาณ Fe (white to dark green, up to the amount of Fe ) Augite มีสีดำ (black) Hedenbergite มีสีเขียวถึงเขียวเข้ม น้ำตาลอมเขียว น้ำตาล เทา ดำ (Green to dark green, brownish-green, brown, gray, black)

สีผง(steak): เขียวอ่อน จนถึง ขาว (light green to white)

ความแข็ง(hardness) : 5 - 6

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {110} ไม่สมบูรณ์ (imperfect)

รอยแตก(fracture): ไม่เรียบ (uneven)

ความโปร่งใส(Diaphenity) : โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

diopside hedenbergite augite33
ไดออปไซต์ (Diopside) ฮีเดนเบอร์ไจต์ (Hedenbergite) และออไจต์ (Augite)

Diopside

Hedenbergite

Augite

diopside hedenbergite augite34
ไดออปไซต์ (Diopside) ฮีเดนเบอร์ไจต์ (Hedenbergite) และออไจต์ (Augite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ในอนุกรมไดออปไซด์และฮีเดนเบอร์ไจต์ Mg และ Fe2+จะแทนที่กันได้ทุกสัดส่วน สำหรับ Augite จะมี Mg และ Fe2+ไม่คงที่ Al สามารถเข้าแทนที่ได้ทั้ง Mg และ Si อาจพบ Mn Fe3+ Ti และ Na ปรากฏอยู่บ้าง

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

ลักษณะรูปร่างผลึก และแนวแตกเรียบที่ทำมุม 87oและ 93oที่ไม่สมบูรณ์

diopside hedenbergite augite35
ไดออปไซต์ (Diopside) ฮีเดนเบอร์ไจต์ (Hedenbergite) และออไจต์ (Augite)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

Diopside และ Hedenbergite เกิดในหินแปร Diopside มักเกิดร่วมกับ Forsterite และ Calcite ซึ่งการเกิดแร่เหล่านี้ เป็นผลมาจากการแปรสภาพโดยได้รับอิทธิพลของความร้อนของหินปูน หรือโดโลไมต์ที่มีซิลิกาและแมกนีเซียมสูง ดังสมการต่อไปนี้

CaMg(CO3)2 + 2SiO2 -----------------> CaMgSi2O6 + 2CO2Dolomite Quartz Diopside

diopside hedenbergite augite36
ไดออปไซต์ (Diopside) ฮีเดนเบอร์ไจต์ (Hedenbergite) และออไจต์ (Augite)

ส่วน Hedenbergite เกิดในหินแปรที่มี Fe สูง Diopsideและ Hedenbergite เกิดจากการตกผลึกของหินอัคนี โดยในช่วงแรกนั้น แร่ Clinopyroxene ที่มี Ca สูงจะตกผลึกก่อน และในช่วงสุดท้ายอาจมีแร่ Hedenbergite ตกผลึกออกมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของ Fe ที่หลงเหลืออยู่ในหินหนืดด้วย แหล่งที่สำคัญได้แก่ East Greenland, Russia, Austria, Swisserland, Italy, Sweden, USA

diopside hedenbergite augite37
ไดออปไซต์ (Diopside) ฮีเดนเบอร์ไจต์ (Hedenbergite) และออไจต์ (Augite)

ส่วน Augite เป็นแร่ไพรอกซีนที่สามัญที่สุด และเป็นแร่ประกอบหินที่สำคัญ พบในหินอัคนีสีเข้ม เช่น Gabbro, Perridotite แหล่งที่สำคัญเช่น East Greenland, Italy สำหรับในประเทศไทยพบแร่ออไจต์เป็นแร่ประกอบหินอัคนี เช่นหิน Andesite

  • ประโยชน์

วาไรตีที่โปร่งใสของไดออปไซต์ใช้ทำอัญมณี

jadeite
เจไดต์ (Jadeite)
  • ระบบผลึก: ระบบหนึ่งแกนเอียง (Monoclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: ลักษณะผลึกทั่วไปพบได้ยากมาก
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักพบเป็นกลุ่มก้อน (massive)
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : NaAlSi2O6

jadeite39
เจไดต์ (Jadeite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 3.3 – 3.5

สี(colour): มีหลายสีตั้งแต่ ขาว เขียว เหลือง ส้มอมแดง น้ำตาล เทา ดำ และม่วงอ่อน (white, green, yellow, reddish orange, brown, gray, black, lavender)

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 6 ½ - 7

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว ถึงคล้ายน้ำมัน (vitreous and greasy)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {110} แต่ในก้อนหยกจะเหนียวมาก แตกหักยาก

รอยแตก(fracture) : แบบเม็ด ถึง แบบเสี้ยน (granular to splintery)

ความโปร่งใส(Diaphenity): กึ่งโปร่งแสงถึงทึบแสง (subtranslucent to opaque)

jadeite41
เจไดต์ (Jadeite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ประกอบด้วย Na2O 15.4% Al2O3 25.2% SiO2 59.4% Jadeite มีองค์ประกอบอยู่ระหว่างNepheline (NaAlSiO4) และ Albite (NaAlSi3O8) แต่ไม่ได้เกิดในสภาวะการตกผลึกเหมือนแร่ทั้งสอง แต่จะเกิดในสภาวะความดันสูง (10 – 25 กิโลบาร์) และในอุณหภูมิสูง 600 – 1000 o C

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

ลักษณะเด่นที่สีเขียว และเป็รการเกาะกลุ่มผลึกที่เหนียวมาก ผลึกมีลักษณะคล้ายเส้นใยอัดตัวกันแน่น ผิวที่ขัดมันแล้วจะมีความวาวคล้ายแก้ว

jadeite42
เจไดต์ (Jadeite)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

Jadeite พบในหินแปรเท่านั้น เกิดร่วมกับแร่ Glaucophane, Aragonite, Muscovite, Lawsonite, Quartz แหล่งที่สำคัญเช่น เทือกเขา Alpes, USA, Mynmar, Thailand พบที่เชียงใหม่

  • ประโยชน์

ใช้ทำเครื่องประดับตกแต่ง ภาชนะ เครื่องประดับ

spodumene
สปอดูมีน (Spodumene)
  • ระบบผลึก: ระบบหนึ่งแกนเอียง (Monoclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: เป็นแท่ง Prism มักเป็นแผ่นแบตามแนว {100} มีร่องลึกตามแนวตั้งของผลึก ผลึกมักหยาบและหน้าผลึกขรุขระ
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักพบเป็นกลุ่มก้อน (massive)
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : LiAlSi2O6

spodumene44
สปอดูมีน (Spodumene)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 3.15 – 3.20

สี(colour): สีขาว ไม่มีสี เทา ชมพู ม่วง เขียว เหลือง และน้ำตาล (White, colorless, gray, pink, violet, green, yellow, brown) วาไรตีที่มีสีม่วงคล้ายดอกไลแลก โปร่งใส เรียกว่า คุนไซต์ (Kunzite) ส่วนสีเขียวมรกต โปร่งใส เรียก ฮิดเดนไนต์ Hiddenite

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 6 ½ - 7

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {100}

รอยแตก(fracture): แบบไม่เรียบ และแบบสี้ยน (uneven and splintery)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงทึบแสง (transparent to opaque)

spodumene46
สปอดูมีน (Spodumene)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ประกอบด้วย Li2O 8.0 % Al2O3 27.4% SiO2 64.6% อาจพบ Na เข้าแทนที่ Al ได้

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

แนวแตกเรียบตามแนว prism (cleavage)

  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

สปอดูมีนส่วนใหญ่พบเฉพาะในหินเพกมาไทต์ที่มี Li มาก แม้ว่าเป็นแร่ที่ค่อนข้างหายาก แต่อาจพบก้อนแร่ขนาดใหญ่ เช่นที่ เหมืองเอทตา (Etta Mine) ที่รัฐเซาท์ดาโกตา (South Dakota) ซึ่งแต่เดิมเป็นเหมืองถลุงแร่ Li

spodumene47
สปอดูมีน (Spodumene)

แหล่งที่สำคัญ ได้แก่ Brazil และ Afganistan ส่วนประเทศไทยมีรายงานว่าพบที่ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

  • ประโยชน์

ใช้ทำอัญมณีและเป็นแหล่งสินแร่ลิเทียม (Lithium Ore) ซึ่งนำไปใช้ในการผสมกับจารบี เอรักษาสภาพการหล่อลื่น นอกจากนี้ยังใช้ในเซรามิกส์ แบตเตอร์รี่ เครื่องปรับอากาศ และเป็นน้ำประสานในการเชื่อม

pyroxenoid group
กลุ่มไพรอกซีนอยด์ (Pyroxenoid group)
  • แร่ในกลุ่มนี้มีสมมาตรต่ำกว่ากลุ่มไพรอกซีน คือ อยู่ในระบบสามแกนเอียง (Triclinic systems) โครงสร้างมีลักษณะเป็นลูกโซ่ ทำให้คุณสมบัติบางประการมีลกษณะเด่น เช่น มีรอยแตกแบบเสี้ยน และบางครั้งผลึกจะมีลักษณะคล้ายเส้นใย แร่ในกลุ่มนี้ได้แก่

Wollastonite CaSiO3

Rhodonite MnSiO3

Pectolite Ca2NaH(SiO3)3

rhodonite
โรโดไนต์ (Rhodonite)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนเอียง (Triclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: โดยปกติผลึกมีรูปแบน (tabular) ที่ขานตามแนว {001} มักมีผิวผลึกขรุขระและขอบผลึกกลมมน
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักเกาะกลุ่มกันเป็นก้อนแน่น(massive) หรือลอกออกเป็นแผ่น(lamellar) บางครั้งพบเป็นผลึกฝังตัวในหิน
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : MnSiO3

rhodonite50
โรโดไนต์ (Rhodonite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 3.4 – 3.7

สี(colour): สีแดงกุหลาบ ชมพู น้ำตาล เพราะเกิดการออกซิเดชันที่ผิว (rose red, pink, brown cause of oxidation)

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 5 ½ - 6 ½

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว และคล้ายมุก (vitreous and pearly)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {110} สมบูรณ์

รอยแตก(fracture): แบบไม่เรียบ และแบบฝาหอย (uneven and conchoidal)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

rhodonite51
โรโดไนต์ (Rhodonite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

Rhodonite เป็นแร่ไม่บริสุทธิ์ มักประกอบด้วย Ca ปะปนอยู่บ้างโดยมี CaSiO3ปริมาณสูงสุดคือ 20 % Fe2+อาจเข้าแทนที่ Mn ได้มากถึง 14% โดยน้ำหนัก

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

สีชมพู แนวแตกเรียบเกือบ 90oแยกจากโรโดโครไซต์โดยที่โรโดไนต์ความแข็งสูงกว่า

rhodonite52
โรโดไนต์ (Rhodonite)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

โรโดไนต์เกิดในแหล่งแร่แมงกานีส และแหล่งแร่เหล็กที่มีปริมาณสูงปนอยู่มาก ซึ่งแหล่งดังกล่าวนี้ ด้รับอิทธิพลจากกระบวการแปรสภาพ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการแปรสภาพโดยการแทนที่

แหล่งที่สำคัญ เช่น Sweden, Russia, Ural Mountain, Australia, USA ประเทศไทยพบที่ เลย พิจิตร แพร่ และนราธิวาส

  • ประโยชน์

ใช้ทำเครื่องประดับ

amphibole group
กลุ่มแอมฟิโบล (Amphibole group)
  • แร่ในกลุ่มนี้สามารถเปลี่ยนจากแร่หนึ่งไปยังอีกแร่หนึ่งได้ โดยการแทนที่ของไอออนต่างๆ ถึงแม้ว่าจะมีส่วนประกอบทางเคมีต่างกันเพียงเล็กน้อยก็เรียกเป็นแร่ชนิดใหม่ ดังนั้นจึงได้ตั้งชื่อแร่ในกลุ่มนี้ว่า แอมฟิโบล(Amphibole) มาจากคำว่า Ambibolos (Ambiguous) แปลว่า คลุมเครือ ไม่ชัดเจน (not clear)
  • แร่ในกลุ่มนี้ที่พบมากได้แก่

Anthophyllite (Mg,Fe)7Si8O22(OH)2

Cummingtonite series

Cummingtonite Fe2Mg5Si8O22(OH)2

Grunerite Fe7 Si8O22(OH)2

amphibole group54
กลุ่มแอมฟิโบล (Amphibole group)

Tremolite series

Tremolite Ca2Mg5 Si8O22(OH)2

Actinolite Ca2(Mg,Fe)5 Si8O22(OH)2

Hornblende X2-3Y5Z8O22(OH)2

Sodium Amphibole group

Galucophane Na2Mg3Al2 Si8O22(OH)2

Riebeckite Na2Fe32+Fe23+ Si8O22(OH)2

tremolite actinolite
ทรีโมไลต์ (Tremolite)และ แอคติโนไลต์ (Actinolite)
  • ระบบผลึก: ระบบหนึ่งแกนเอียง (Monoclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: มักเป็นรูปแท่งprism ด้านปลายผลึกมีฟอร์มprismทำมุมต่ำ ปิดอยู่
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักจับตัวกันเป็นกลุ่มแบบใบมีด (bladed) หรือเป็นรูปเสากระจายตามแนวรัศมี (columnar) บางครั้งมีลักษณะคล้ายเส้นใย(fibrous) หรือเป็นเม็ดหยาบ เม็ดละเอียดเกาะกัน นอกจากนี้ยังพบเป็นเม็ดอัดตัวกันแน่น (massive)

ผลึกที่เป็นเส้นใย(fibrous)เกาะกลุ่มกันคล้ายสักหลาด เรียกว่า Mountain leather หรือ Mountain cork ส่วนวาไรตีที่เหนียวเรียกว่า Nephrite

  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : Tremolite Ca2Mg5 Si8O22(OH)2

Actinolite Ca2(Mg,Fe)5 Si8O22(OH)2

tremolite actinolite56
ทรีโมไลต์ (Tremolite)และ แอคติโนไลต์ (Actinolite)

Nephrite

tremolite actinolite57
ทรีโมไลต์ (Tremolite)และ แอคติโนไลต์ (Actinolite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 3.0 – 3.3

สี(colour): ขาว ถึง เขียว (whte to green)

สีผง(steak): ไม่มีสี (colourless)

ความแข็ง(hardness): 5 - 6

ประกาย(Luster): คล้ายแก้วหรือคล้ายไหม (vitreous or silky)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {110} สมบูรณ์

รอยแตก(fracture): แบบไม่เรียบ และแบบเสี้ยน (uneven and splintery)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

tremolite actinolite58
ทรีโมไลต์ (Tremolite)และ แอคติโนไลต์ (Actinolite)

Actinolite

Tremolite

tremolite actinolite59
ทรีโมไลต์ (Tremolite)และ แอคติโนไลต์ (Actinolite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

Tremolite ประกอบด้วย CaO 13.81% MgO 24.81% SiO2 59.17% H2O 2.22% ส่วน Actinolite ประกอบด้วย CaO 12.81% MgO 13.81% FeO 16.41% SiO2 54.91% H2O 2.06%

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

ผลึกเป็นแท่งprism มีแนวแตกเรียบตามแนวprismที่ดี

tremolite actinolite60
ทรีโมไลต์ (Tremolite)และ แอคติโนไลต์ (Actinolite)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

Tremolite ส่วนใหญ่พบในหินปูนที่มีแร่Dolomite ซึ่งถูกแปรสภาพ ส่วนActinolite เป็นแร่ที่พบในลักษณะปรากฎของGreenschist facies ของกระบวนการแปรสภาพ และยังเกิดในหิน Galucophane schist ร่วมกับแร่ quartz, epidote, glaucophane, lawsonite

แหล่งที่สำคัญของแร่ได้แก่ Swisserland, Italy, USA, ส่วน Nephrite พบที่ China, New Zealand, Mexico, USA

  • ประโยชน์

Nephrite ใช้ทำอัญมณีและเป็นแร่ประดับ

phyllosilicates sheet silicates
Phyllosilicates หรือ Sheet silicates
  • คำว่า ฟิลโลซิลเกต (Phyllosilicate) มาจากภาษากรีกว่า ฟิลลอน (Phyllon) หมายถึง ใบไม้(leaf) เนื่องจากแร่ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นแผ่น หรือเป็นเกล็ด มีแนวแตกเรียบที่เด่นชัดมาก 1 ทิศทาง โดยทั่วไปเป็นแร่ที่มีความแข็ง และถ.พ.ต่ำ อาจมีคุณสมบัติโค้งงอได้(flexibility) หรือดีดกลับได้ (elasticity) ของแผ่นที่ลอกออกตามแนวเรียบ
  • การที่แร่กลุ่มนี้มีลักษณะเป็นแผ่นลอกออกจากกันได้ง่ายนั้น เนื่องจากโครงสร้างประกอบด้วยชั้นของซิลิกอนเตตระฮีดรอน (SiO4) จับตัวต่อเนื่องกันเป็นแผ่น แผ่นเหล่านี้วางตัวซ้อนกัน และเชื่อมต่อกันด้วยแรงแวนเดอร์วาลส์ หรือพันธะไฮโดรเจน ซึ่งทำให้เกิดแนวแตกเรียบชัดเจนเพียงทิศทางเดียว นอกจากนี้ยังทำให้แร่มีความแข็งในแนวต่างๆ แตกต่างกัน โดยความแข็งในแนวแตกเรียบมีค่าน้อยกว่าในแนวอื่น
phyllosilicates sheet silicates62
Phyllosilicates หรือ Sheet silicates

ตัวอย่างแร่ในหมู่ฟิลโลซิลิเกตได้แก่

  • Serpentine group

Antiglorite Mg3Si2O5(OH)4

Chrysotile Mg3Si2O5(OH)4

  • Clay mineral group

Kaolinite Al2Si2O5(OH)4

  • Talc Mg3Si4O10(OH)2
  • Pyrophyllite Al2Si4O10(OH)2
phyllosilicates sheet silicates63
Phyllosilicates หรือ Sheet silicates
  • Micagroup

Muscovite KAl2(AlSi3O10)(OH)2

Phlogopite KMg3(AlSi3O10)(OH)2

Biotite K(Mg,Fe)3(AlSi3O10)(OH)2

Lepidolite K(Li,Al)2-3(AlSi3O10)(OH)2

Margarite CaAl2(AlSi3O10)(OH)2

  • Chlorite group

Chlorite (Mg, Fe)3(Si, Al)4O10(OH)2 – (Mg,Fe)3(OH)6

phyllosilicates sheet silicates64
Phyllosilicates หรือ Sheet silicates

นอกจากนี้ยังมีแร่ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับฟิลโลซิลิเกตอย่างน้อย 3 ชนิด คือ

  • Apophyllite KCa2(Si4O10)2F.8H2O
  • Prehnite Ca2Al(AlSi3O10)(OH)2
  • Chrysocolla Cu4H4Si4O10(OH)8
biotite
ไบโอไทต์ (Biotite)
  • ระบบผลึก: ระบบหนึ่งแกนเอียง (Monoclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: มักเป็นรูปแท่งprism แบนๆ(tabular)
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักอยู่รวมกันเป็นแผ่นซ้อนๆกัน
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : K(Mg,Fe)3(AlSi3O10)(OH)2

biotite66
ไบโอไทต์ (Biotite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.7 – 3.1

สี(colour): น้ำตาลเข้ม น้ำตาลอมเขียว น้ำตาลอมดำ เหลือง และขาว (dark brown, greenish brown, blackish brown, yellow, white)

สีผง(steak): เทา (gray)

ความแข็ง(hardness): 2 ½ - 3

ประกาย(Luster): คล้ายแก้วหรือคล้ายมุก (vitreous or pearly)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {001} สมบูรณ์

รอยแตก(fracture): แบบแผ่น (micaceous)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

biotite67
ไบโอไทต์ (Biotite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ประกอบด้วย K2O 10.86% MgO 23.24% Al2O3 11.76% FeO 8.29% SiO2 41.58% H2O 3.64% และ F 1.10%

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

สามารถลอกออกเป็นแผ่นได้ โค้งงอได้ (flexible) และดีดกลับได้ (elasticity)

biotite68
ไบโอไทต์ (Biotite)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

มักพบในหินแกรนิต และหินอัคนีชนิดอื่นๆ แร่ไบโอไทต์มักพบเป็นผลึกขนาดใหญ่อยู่ในสายแร่เพกมาไทต์ (pegmatite veins) สามารถกิดได้ในอุณหภูมิและความดันในช่วงกว้าง เกิดร่วมกับแร่ Quartz, feldspar, apatite, calcite, hornblende, garnet, schorl แหล่งที่สำคัญได้แก่ Canada, USA, Scotland

  • ประโยชน์

ใช้เป็นฉนวนกันความร้อน (good heat insulator)

muscovite
มัสโคไวต์ (Muscovite)
  • ระบบผลึก: ระบบหนึ่งแกนเอียง (Monoclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: มักเป็นรูปแท่ง prism แบนๆ(tabular)
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักอยู่รวมกันเป็นแผ่นซ้อนๆกัน มีเค้าโครงคล้ายกับฟอร์มของ hexagonal (psedohexagonal)
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : KAl2(AlSi3O10)(OH)2

muscovite70
มัสโคไวต์ (Muscovite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.77 – 2.88

สี(colour): ขาว เทา เงิน ขาวอมน้ำตาล ขาวอมเขียว (white, gray, silver white, brownish white, greenish white)

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 2 – 2 ½

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {001} สมบูรณ์

รอยแตก(fracture): แบบแผ่น (micaceous)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

muscovite72
มัสโคไวต์ (Muscovite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ประกอบด้วย K2O 11.81% Al2O3 38.36 % SiO2 45.21% H2O 4.07% และ F 0.95%

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

สามารถลอกออกเป็นแผ่นได้ โค้งงอได้ (flexible) และดีดกลับได้ (elasticity)

  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

แร่มัสโคไวต์เป็นแร่สามัญและแร่ปฐมภูมิ(primary minerals) พบได้ทั้งในหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เกิดร่วมกับแร่tourmaline, topaz, beryl, almandine และอื่นๆ แหล่งที่สำคัญได้แก่ India, Pakistan, Brazil, USA

kaolinite
คาโอลิไนต์ (Kaolinite)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนเอียง (Triclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: ผลึกมีขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มีลักษณะเป็นเม็ดเล็กคล้ายดินอัดแน่น หายใช้กำลังขยายจะพบรวมกันเป็นแผ่นซ้อนๆ
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : Al2Si2O5(OH)4

kaolinite74
คาโอลิไนต์ (Kaolinite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.16 – 2.68

สี(colour): ขาว อาจพบสีแดง น้ำเงิน และสีน้ำตาลเจืออยู่ เป็นผลมาจากมลทิน (white sometimes red, blue or brown tints from impurities)

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 2 – 2 ½

ประกาย(Luster): คล้ายดิน หรือ ด้าน (earthy or dull)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {001} สมบูรณ์

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

kaolinite75
คาโอลิไนต์ (Kaolinite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ประกอบด้วย Al2O3 39.5% SiO2 46.55% และ H2O 13.96%

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

มีลักษณะเบา สีขาว

  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

แร่คาโอลิไนต์เป็นผลิตผลมาจากการผุพังของของแร่mica, plagioclase และ alkali feldspar ภายใต้อิทธิพลของน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และกรดอินทรีย์ มักเกิดร่วมกับแร่ดินเหนียว quartz, mica, sillimanite, tourmaline และ rutile

kaolinite76
คาโอลิไนต์ (Kaolinite)

แหล่งแร่ที่สำคัญ ได้แก่ China, USA, Bulgaria ส่วนในประเทศไทยพบหลายแห่ง เช่น ลำปาง อุตรดิตถ์ ปราจีนบุรี ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เป็นต้น

  • ประโยชน์

ประโยชน์ของแร่ดินขาวมีมากมายหลายประการ เช่น ในด้านการเกษตร เป็นส่วนผสมในการทำช็อคโกแลต เป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา เซรามิกส์ การแพทย์ เคลือบกระดาษ หรือแม้กระทั่งยาสีฟัน และเครื่องสำอางค์ แร่คาโอลิไนต์มีชื่อทางการค้าว่า เกาลิน (Kaolin) มาจากชื่อเหมืองในประเทศจีน

slide77
ทัลก์ (Talc)
  • ระบบผลึก: ระบบหนึ่งแกนเอียง (Monoclinic systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: ที่พบเป็นรูปผลึกหายากมาก ปกติพบเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือเฮกซะโกนอล
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักมีการเรียงตัวของเม็ดแร่ และตามแนวรัศมี ถ้าเป็นกลุ่มที่เป็นก้อนเนื้อแน่น เรียกว่าหินสบู่ (Soap stone)
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : Mg3Si4O10(OH)2

slide78
ทัลก์ (Talc)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.7 – 2.8

สี(colour): เขียว ขาว เทา หรือขาวเงิน (green, white, gray or silver gray)

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 1

ประกาย(Luster): คล้ายมุก หรือ คล้ายไข (pearly or waxy)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {001}

รอยแตก(fracture): แบบไม่เรียบ (uneven)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งแสง (translucent)

slide79
ทัลก์ (Talc)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

แร่ทัลก์บริสุทธิ์ ประกอบด้วย MgO 31.7% SiO2 63.5% H2O 4.8% Al หรือ Ti อาจเข้าไปแทนที่ Si ได้บ้างเล็กน้อย ส่วน Fe อาจเข้าแทนที่ Mg ได้บ้าง

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

ลักษณะรูปร่างทั่วไปของผลึก แนวแตกเรียบ ความแข็งต่ำ และสัมผัสลื่นเหมือนไข

slide80
ทัลก์ (Talc)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

ทัลก์เป็นแร่ทุติยภูมิ(secondary mineral) เกิดขึ้นโดยการแปรเปลี่ยนสภาพของสารแมกนีเซียมซิลิเกต เช่น Olivine, pyroxene และ amphibole ทัลก์ที่เป็นวาไรตีหินสบู่ เกิดในหินแปรเกรดต่ำ ในลักษณะเป็นก้อนเนื้อแน่น ซึ่งอาจพบเป็นองค์ประกอบอยู่เกือบทั้งหมดของมวลหิน นอกจากนี้ยังพบเป็นองค์ประกอบของหินชีสต์ เรียกว่า หินทัลก์ชีสต์ (Talc schist) แหล่งที่สำคัญ เช่น USA สำหรับประเทศไทยพบที่ อุตรดิตถ์

  • ประโยชน์

ทัลก์และหินสบู่ส่วนใหญ่ใช้ทำแป้งผัดหน้า และแป้งโรยตัว ลักษณะที่เป็นผงใช้ผสมสี เซรามิกส์ ยาง และยาฆ่าแมลง เครื่องมุงหลังคา กระดาษ และการฉาบเบ้าหล่อ สามารถใช้เป็นวัตถุตกแต่งได้ เช่น ใช้แกะสลักเป็นของชิ้นเล็กๆ

tectosilicates framework silicates
Tectosilicates หรือ Framework silicates
  • แร่ในหมู่เทคโทซิลิเกต ประกอบด้วยแร่ที่มีองค์ประกอบเป็น SiO4เตตระฮีดรอนเป็นพื้นฐาน มีไอออนของออกซิเจนทุกตัวในเตตระฮีดรอนใช้ร่วมกันกับเตตระฮีดรอนที่อยู่ติดกัน เป็นผลให้โครงสร้างมีสภาพเสถียรมาก โครงสร้างที่จับตัวกันแข็งแรงในสัดส่วน Si :O คือ 1 : 2 ตัวอย่างแร่ในหมู่นี้ได้แก่
tectosilicates framework silicates82
Tectosilicates หรือ Framework silicates
  • SiO2 Group

Quartz SiO2

Tridymite SiO2

Cristobalite SiO2

Opal SiO2.nH2O

  • Feldspar group
    • K – feldspar

Microcline

Orthoclase KAlSi3O8

Sanidine

tectosilicates framework silicates83
Tectosilicates หรือ Framework silicates
  • Feldsparthoid group

Leucite KAlSi2O6

Nepheline (Na,K)AlSiO4

Sodalite Na8(AlSiO4)6Cl2

Lazurite (Na,Ca)8(AlSiO4)6 (SO4, S,Cl)2

  • Plagioclase feldspar

Albite NaAlSi3O8

Anorthite CaAl2Si2O8

  • Analcime NaAlSi2O6.H2O
quartz
ควอรตซ์ (Quartz)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนราบ (Hexagonal systems)
  • รูปผลึกทั่วไป: ลักษณะของผลึกทั่วไปเป็นรูปแท่ง (prism) หรือหน้าผลึกที่มีแนวเส้นวางตัวในแนวราบ ปลายผลึกมักประกอบด้วยฟอร์มผลึกrhombohedral ขวาและซ้ายผสมกันอยู่ ซึ่งมีลักษณะของหน้าผลึกเท่าๆกัน ในบางผลึกอาจมีรอมโบฮีดรอนเด่นเพียงชุดเดียว
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: ผลึกอาจเรียงเป็นแถว (drusy) นอกจากนี้ยังพบเกิดเป็นกลุ่มก้อนจากผลึกขนาดหยาบไปจนถึงละเอียด รวมทั้งเป็นหินแข็งหรือผลึกซ่อนรูป ทำให้เกิดเป็นวาไรตีต่างๆมากมาย
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : SiO2

quartz85
ควอรตซ์ (Quartz)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.67

สี(colour): เมื่อบริสุทธิ์จะใสไม่มีสี ดังจะกล่าวไว้ในหัวข้อวาไรตี ต่อไป

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 7

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage): ไม่มี (none)

รอยแตก(fracture): แบบฝาหอย (conchoidal)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

quartz86
ควอรตซ์ (Quartz)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

เมื่อเทียบกับแร่ทุกชนิดแล้ว ควอรตซ์เป็นแร่ที่มีองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกับความบริสุทธิ์ทางเคมีมากที่สุด และมีคุณสมบัติทางกายภาพที่คงที่มากที่สุด ประกอบด้วย Si 46.7% และ O 53.3% โครงสร้างของควอรตซ์อุณหภูมิต่ำ (Low quartz) จะเปลี่ยนเป็นควอรตซ์อุณหภูมิสูงได้ที่อุณภูมิ 573o C โดยเปลี่ยนเพียงโครงสร้างภายในเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่มีการแตกของพันธะ Si-O เลย

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

ความวาวคล้ายแก้ว รอยแตกเหมือนฝาหอย และฟอร์มผลึก

quartz87
ควอรตซ์ (Quartz)
  • วาไรตี (Varieties)ควอรตซ์จัดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผลึกหยาบ (Coarsely crystalline varieties) และกลุ่มผลึกละเอียด (cryptocrystalline varieties) ดังนี้
  • กลุ่มผลึกหยาบ (Coarsely crystalline varieties)

Rock crystal ร็อคคริสตัล: แร่ควอรตซ์สไม่มีสี ปกติพบเป็นผลึกที่แยกออกชัดเจน

Amethyst อะเมทิสต์: ควอรตซ์สีม่วง ม่วงอมน้ำเงิน และม่วงอมแดง โปร่งแสงถึงโปร่งใส สีเกิดจาก Fe และศูนย์กลางสี

Citrine ซิทริน: สีเหลือง ส้ม ถึงส้มอมน้ำตาล ใสสะอาด อาจสับสนกับโทแพซได้

quartz88
ควอรตซ์ (Quartz)

Rose quartz โรสควอรตซ์: สีชมพูอ่อน โดยปกติไม่เห็นฟอร์มของผลึก สีเกิดจาก Ti4+

Smoky quartzสโมกกี้ควอรตซ์: สีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลเข้ม สีเกิดจากAl3+

Milky quartz มิลกี้ควอรตซ์: สีขาวขุ่น เกิดจากมลทินก๊าซและของเหลวจำนวนมาก

Quartz with inclusions ควอรตซ์ที่มีแร่มลทิน:

Tiger’s eye ตาเสือ หรือคตไม้สัก: แถบเหลืองแสงสีเหลืองน้ำตาล เกิดจากเส้นใยของแร่ใยหิน(chrosidolite)

Cat’s eye quartz: มีมลทินแร่ใยหินอัดตัวกันแน่นขนานกัน เกิดเป็นปรากฎการณ์ตาแมว ถ้าเรียงตัวกัน 3 ทิศทาง จะเกิดสตาร์ เรียกว่า star quartz

Rutilated quartz: แร่ควอรตซ์ประกอบด้วยมลทินแร่รูไทล์ เหมือนเส้นเข็มสีแดง สีทอง ภาษาไทยเรียกว่าแก้วโป่งข่าม

quartz90
ควอรตซ์ (Quartz)
  • กลุ่มผลึกละเอียด (cryptocrystalline varieties)วาไรตีนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามโครงสร้างของเนื้อผลึกแร่ที่มาเกาะกลุ่มกัน คือ เป็นเม็ด(granular) และเป็นเส้นใย(fibrous) ซึ่งต้องใช้กล้องกำลังขยายสูงจึงจะมองเห็นได้ ในทางปฏิบัติจึงเรียกรวมๆว่า คาลซีโดนี (Chalcedony)
  • Fibrous varietiesคำว่าคาลซีโดนี หมายถึง ควอรตซ์เนื้อละเอียด มีสีเหลืองหรือสีน้ำผึ้งอ่อนๆ ถึงสีเทา โปร่งแสง และประกายเหมือนไข มักเกิดเป็นก้อนแบบ botryoidal สีและแถบสีของแร่ชนิดนี้ถูกแบ่งออกเป็นวาไรตี้ดังนี้
quartz91
ควอรตซ์ (Quartz)

Carnelian คาร์นีเลียน: สีส้มอมเหลือง ถึงแดงอมส้ม หรือแดงอมน้ำตาล กึ่งโปร่งแสงหากมีสีน้ำตาลเข้มเรียกว่า ซาร์ด (Sard)

Chrysoprase ไครโซเพรส: สีเขียวอมเหลือง โปร่งแสง เป็นคาลซีโดนีที่ราคาดีที่สุด

Agate อะเกต: ประกอบด้วยหลายแถบสี มีความหนาและความพรุนแตกต่างกัน สลับกันเป็นชั้นๆ

Onyx โอนิกซ์: คล้ายอะเกตแต่จะมีสีสลับกันเป็นสีขาว ดำ ถ้ามีสีแดงสลับอยู่ด้วยเรียกว่า ซาร์โดนิกซ์ (sardonyx)

quartz92
ควอรตซ์ (Quartz)
  • Granular varietiesประกอบด้วยเม็ดควอรตซ์ขนาดละเอียดเท่าๆกัน ดังนี้

Jasper แจสเปอร์: สีแดงถึงน้ำตาลอมแดง ทึบแสง

Prase เพรส: คล้ายแจสเปอร์ สีเขียว มักเกิดร่วมกัน

quartz94
ควอรตซ์ (Quartz)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

ควอรตซ์เป็นแร่สามัญที่เกิดอยู่มากมายในสภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยาได้อย่างกว้างขวาง มีอยู่ในหินอัคนีและหินแปรหลายชนิด และเป็นองค์ประกอบหลักของหินเพกมาไทต์ที่เป็นแกรนิต เกิดในสายแร่แบบน้ำร้อน สายแร่โลหะ และสายแร่อื่นๆหลายชนิด

ร็อคคริสตัลพบหลายแห่งที่มีชื่อเสียง เช่น เทือกเขาAlpes, Brazil, Japan

อะเมทิสต์พบที่ เทือกเขาUral, เชกโกสโลวเกีย, อุรุกวัย, แซมเบีย และบราซิล

สโมกกี้ควอรตซ์ พบที่สวิสเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา

quartz95
ควอรตซ์ (Quartz)

แหล่งที่สำคัญของอะเกตอยู่ทางตอนใต้ของประเทศบราซิล และทางตอนเหนือของประเทศอุรุกวัย เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก

สำหรับประเทศไทย พบคาลซีโดนีมากที่เขาโป่งหัวแหวน บ้านห้วยดีเลิศ อ.พนัสนิคม จ.ลพบุรี ส่วนผลึกใสพบที่อ.เถิน จ.ลำปาง น่าน อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ ระนอง พังงา ภูเก็ต อะเมทิสต์พบที่ลำปาง ตาก นครนายก โรสควอรตซ์พบที่ จันทบุรี ราชบุรี ระนอง พังงา และภูเก็ต

quartz96
ควอรตซ์ (Quartz)
  • ประโยชน์

ควอรตซ์มีประโยชน์หลายประการ เช่น ใช้เป็นอัญมณี เครื่องประดับตกแต่ง ควอรตซ์ในรูปของเม็ดทราย ใช้ทำครก ผสมคอนกรีต ฟลักซ์ และผงขัด รวมทั้งในอุตสาหกรรมทำแก้ว และอิฐที่เป็นซิลิกา ผงควอรตซ์ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา สี กระดาษทราย สบู่ถูตัว สารอัดเนื้อไม้ก่อนลงสี เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำมาทำอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เพราะมีคุณสมบัติยอมให้รังสีอินฟราเรดและอัลตราไวโอเลตผ่านได้

slide97
โอปอ (Opal)
  • ระบบผลึก: เป็นผลึกอสัณฐาน (mineraloid)
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: เป็นก้อนเนื้อแน่น มักพบเป็นรูปพวงองุ่น

หินย้อย

  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : SiO2.nH2O

slide98
โอปอ (Opal)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.) : 2.0 – 2.25

สี(colour) : ไม่มีสี ขาว เทา และน้ำเงิน ชนิดPrecious opal แสดงการเล่นสี (play of colour) หากไม่เล่นสีเรียกว่า Common opal

สีผง(steak) : ขาว (white)

ความแข็ง(hardness) : 5 - 6

ประกาย(Luster) : คล้ายแก้วหรือคล้ายางสน (vitreous or resinous)

แนวแตกเรียบ(cleavage) : ไม่มี (none)

รอยแตก(fracture) : แบบฝาหอย (conchoidal)

ความโปร่งใส(Diaphenity) : โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

slide99
โอปอ (Opal)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

โครงสร้างของโอปอประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็ก เรียกว่า ซิลิกาเจล (Silica gel) ขนาดต่างๆ(150 -300 nm) เรียงตัวอัดชิดแบบ hexagonal packing ทำให้เกิดระนาบของช่องว่างที่มีระยะห่างของแต่ละระนาบเท่าๆกัน ในช่องว่างอาจมีน้ำ อากาศ หรือ ซิลิกา ที่มีค่าดัชนีหักเหต่างกันเล็กน้อยเมื่อแสงตกมากระทบช่องว่างเหล่านี้ จึงเกิดการสะท้อนของแสงในช่วงคลื่นที่แน่นอนออกจากโอปอ ขนาดของทรงกลมมีส่วนสำคัญต่อสีที่เห็น ถ้ามีขนาดเล็ก ช่วงคลื่นแสงสะท้อนออกมาจะมีสีน้ำเงิน แต่ถ้ามีขนาดใหญ่แสงที่สะท้อนออกมาจะมีสีแดง

slide101
โอปอ (Opal)
  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

แยกจากควอรตซ์ โดยโอปอมีความแข็งและถ.พ.ต่ำกว่า และมีน้ำเป็นองค์ประกอบ

  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

โอปอเกิดอยู่ใกล้ผิวโลก เป็นสายแร่หรือป็นก้อนแทรกอยู่ในหินอื่น บางครั้งอาจเกิดจากการหมุนเวียนของน้ำบาดาล หรือสารละลายน้ำแร่ร้อนที่แทรกดันขึ้นมาจนถึงใกล้ผิวโลก เมื่อเจอสภาวะที่เหมาะสมเช่น ซิลิกา ออกซิเจน และน้ำ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของโอปอ เกิดการแข็งตัวเป็นโอปอแทรกตัวอยู่ในหินอัคนีหรือหินตะกอน แหล่งโอปอที่สำคัญของโลกอยู่ที่ออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังพบที่ เมกซิโก สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฮังการี เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย พบไดอะตอมไมต์ ซึ่งเป็นวาไรตีหนึ่งของโอปอ พบที่ จ.ลำปาง โอปอธรรมดาพบที่ลพบุรี นอกจากนี้พบที่ นครราชสีมา น่าน ลำพูน

  • ประโยชน์ใช้ทำอัญมณี
microcline
ไมโครไคลน์ (Microcline)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนเอียง (Triclinic system)
  • รูปผลึกทั่วไป: รูปผลึกทั่วไปคล้ายกับฟอร์มของออร์โทเคลส เกิดเป็นผลึกแฝดเช่นเดียวกับออร์โทเคลส
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักเกิดเป็นแถบที่ไม่ต่อเนื่อง มีรูปร่างไม่แน่นอน อันเกิดจากผลึกผสมเนื้อแยก จากแร่แอลไบต์
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : KAlSi3O8

microcline103
ไมโครไคลน์ (Microcline)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.54 – 2.57

สี(colour): ขาวถึงเหลืองอ่อน สีแดง เขียว เรียกว่า อะเมโซไนต์ (Amazonite) (white to light yellow, red, green called Amazonite)

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 6

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {001} สมบูรณ์

รอยแตก(fracture): แบบฝาหอยถึงไม่เรียบ (conchoidal to uneven)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

microcline105
ไมโครไคลน์ (Microcline)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ประกอบด้วย K2O 16.9% Al2O3 18.4% SiO2 64.7% Na เข้าแทนที่ K ได้บ้าง

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

ส่วนใหญ่มักใช้การส่งกล้องจุลทรรศน์ในการจำแนก

  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

ไมโครไคลน์เป็นองค์ประกอบหลักของหินอัคนี เช่น แกรนิต และไซอีไนต์ ซึ่งเป็นหินที่เย็นตัวอย่างช้าๆในบริเวณลึก ส่วนในหินตะกอนมักพบในหินอาร์โคส(Arkose) และหินกรวดมน(conglomerate) ในหินแปร จะพบแร่นี้ได้ในหินไนส์

microcline106
ไมโครไคลน์ (Microcline)

แหล่งที่พบได้แก่ สหรัฐอเมริกา ส่วนอะเมโซไนต์พบทั่สเซีย นอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา เช่นกัน ส่วนประเทศไทยพบที่ จ.ราชบุรี แลในแหล่งเพกมาไทต์ทั่วไป

  • ประโยชน์

เฟลด์สปาร์ใช้มากในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา โดยนำไปบดให้ละเอียดผสมกับดินขาวหรือดินเหนียวและควอรตซ์ เมื่อถูกความร้อนเฟลด์สปาร์จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานสารต่างๆเข้าด้วยกัน

sodalite
โซดาไลต์ (Sodalite)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนเท่า (Isometric system)
  • รูปผลึกทั่วไป: เป็นฟอร์มโดเดคคะฮีดรอน แต่หายาก
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักพบเป็นกลุ่มก้อน เกิดฝังตัวอยู่ในหิน
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : Na8(AlSiO4)6Cl2

sodalite108
โซดาไลต์ (Sodalite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.15 - 2.3

สี(colour): น้ำเงิน ขาว เทา เขียว (blue, white, gray, green)

สีผง(steak): ขาว (white)

ความแข็ง(hardness): 5 ½ - 6

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {011} ไม่สมบูรณ์

รอยแตก(fracture): แบบฝาหอยถึงไม่เรียบ (conchoidal to uneven)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งใสถึงโปร่งแสง (transparent to translucent)

sodalite109
โซดาไลต์ (Sodalite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

ประกอบด้วย Na2O 25.6% Al2O3 31.6% SiO2 37.2% Cl 7.3% K เข้าแทนที่ Na ได้เล็กน้อย

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

ปกติมักสับสนกับแร่ลาซูไรต์ แตกต่างกันตรงที่โซดาไลต์ไม่มีไพไรต์เกิดร่วมด้วย

sodalite110
โซดาไลต์ (Sodalite)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

โซดาไลต์เป็นแร่ที่ค่อนข้างหายาก เป็นแร่ประกอบหินที่เกิดร่วมกับแร่เนฟิลีน และเฟลด์สปาร์ทอยด์อื่นๆ แหล่งที่พบ ได้แก่ ในหินลาวาของภูเขาไฟวิสซูเวียส อิตาลี แคนาดา และนามิเบีย

  • ประโยชน์

ใช้แกะสลักทำเครื่องตกแต่ง

lazurite
ลาซูไรต์ (Lazurite)
  • ระบบผลึก: ระบบสามแกนเท่า (Isometric system)
  • รูปผลึกทั่วไป: เป็นฟอร์มโดเดคคะฮีดรอน แต่หายาก
  • การเกาะกลุ่มกันของผลึก: มักพบเป็นกลุ่มก้อน เนื้อแน่น
  • คุณสมบัติทางเคมี

สูตรเคมี : (Na,Ca)8(AlSiO4)6(SO4,S,Cl)2

lazurite112
ลาซูไรต์ (Lazurite)
  • คุณสมบัติทางกายภาพ

ความถ่วงจำเพาะ(S.G.): 2.40 - 2.45

สี(colour): น้ำเงินสด และน้ำเงินอมเขียว (blue, grennish blue)

สีผง(steak): น้ำเงินอ่อน (light blue)

ความแข็ง(hardness): 5 – 5 ½

ประกาย(Luster): คล้ายแก้ว (vitreous)

แนวแตกเรียบ(cleavage): แตกในแนว {011} ไม่สมบูรณ์

รอยแตก(fracture): แบบฝาหอย (conchoidal)

ความโปร่งใส(Diaphenity): โปร่งแสง (translucent)

lazurite113
ลาซูไรต์ (Lazurite)
  • องค์ประกอบและโครงสร้าง(crystal structure)

Rb, Sr, Cs,Ba อาจเข้าแทนที่ Na ได้ในปริมาณเล็กน้อย มีการแปรเปลี่ยนปริมาณของ SO4, S และ Cl ได้ในช่วงกว้าง

  • ลักษณะที่ใช้จำแนก (Diagnostic features)

สีน้ำเงิน และมีแร่ไพไรต์เกิดร่วมด้วย

lazurite114
ลาซูไรต์ (Lazurite)
  • การเกิด และแหล่งแร่ที่สำคัญ

ลาซูไรต์เป็นแร่หายาก มักเกิดในหินปูนที่ผ่านการตกผลึกใหม่บริเวณแปรสภาพแบบสัมผัส สำหรับลาพิส ลาซูรี (Lapis lazuri) เป็นหินที่ประกอบด้วยแร่ลาซูไรต์เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นเป็นแร่แคลไซต์ ไพรอกซีน และซิลิเกตอื่นๆ และมีแร่ไพไรต์เกิดเป็นจุดประเล็กๆ ลาพิสที่ดีที่สุดมาจากทางตอนเหนือ ประเทศอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ยังพบที่รัสเซีย และชิลี

  • ประโยชน์

ใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง และอัญมณี