1 1 labour protection law n.
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
1.1 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Law) PowerPoint Presentation
Download Presentation
1.1 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Law)

play fullscreen
1 / 13
Download Presentation

1.1 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Law) - PowerPoint PPT Presentation

leroy-atkins
215 Views
Download Presentation

1.1 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Law)

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

  1. 1.1 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Law)

  2. กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (Labour Protection Law) กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนี้คือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 ซึ่งในการประกาศบังคับใช้ดังกล่าวมีผลให้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 เรื่องคุ้มครองแรงงานและพ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2533 ถูกยกเลิก (มาตรา 3) กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิหน้าที่ระหว่างนายลูกจ้างโดยกำหนด ·มาตรฐานขั้นต่ำในการจ้าง (ค่าจ้างเหมาะสม) ·การใช้แรงงาน ·การจัดสถานที่และอุปกรณ์ในการทำงาน

  3. กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่จำกัดหลักเสรีภาพในการทำสัญญาหรือหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาหมายความว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานหาได้ยกเลิกหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาหรือหลักเสรีภาพในการทำสัญญาในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยสิ้นเชิงไม่หากแต่จำกัดหลักดังกล่าวให้แคบลงเท่านั้นคือจะแสดงเจตนาทำนิติกรรมใดๆให้มีมาตรฐานต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้ไม่ได้แต่ในทางตรงข้ามนายจ้างลูกจ้างยังคงมีเสรีภาพเต็มที่ในการทำสัญญาตราบเท่าที่สัญญานั้นไม่ขัดต่อบทบัญญัติในกฎหมายคุ้มครองแรงงานกล่าวอีกนัยหนึ่งถ้านายจ้างลูกจ้างแสดงเจตนาทำสัญญาได้สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้สัญญานั้นใช้บังคับได้และไม่ให้นำกฎหมายแรงงานมาบังคับใช้ กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่จำกัดหลักเสรีภาพในการทำสัญญาหรือหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาหมายความว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานหาได้ยกเลิกหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาหรือหลักเสรีภาพในการทำสัญญาในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยสิ้นเชิงไม่หากแต่จำกัดหลักดังกล่าวให้แคบลงเท่านั้นคือจะแสดงเจตนาทำนิติกรรมใดๆให้มีมาตรฐานต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้ไม่ได้แต่ในทางตรงข้ามนายจ้างลูกจ้างยังคงมีเสรีภาพเต็มที่ในการทำสัญญาตราบเท่าที่สัญญานั้นไม่ขัดต่อบทบัญญัติในกฎหมายคุ้มครองแรงงานกล่าวอีกนัยหนึ่งถ้านายจ้างลูกจ้างแสดงเจตนาทำสัญญาได้สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้สัญญานั้นใช้บังคับได้และไม่ให้นำกฎหมายแรงงานมาบังคับใช้

  4. กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนิติกรรมใดที่ทำขึ้นขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองแรงงานย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 หรือแตกต่างจากที่บัญญัติไว้ก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน ·บทบัญญัติที่เป็นข้อห้ามใช้คำว่า“ห้ามมิให้” ·ข้อต้องปฏิบัติใช้คำว่า“ให้หรือต้อง"

  5. สรุปลักษณะสำคัญของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ดังนี้สรุปลักษณะสำคัญของกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ดังนี้ 1. เป็นกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้นผูกพันอยู่กับสภาพสังคมเศรษฐกิจและการเมืองเมื่อสภาพต่างๆเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปได้ 2. เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนกฎหมายคุ้มครองแรงงานมุ่งที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคมโดยเฉพาะเพื่อคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบเกินไปบทบัญญัติในกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงเป็นข้อบังคับที่เด็ดขาดเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาหากมีการฝ่าฝืนและนายจ้างอาจถูกดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อบังคับให้จ่ายเงินหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิด้วย

  6. 3. เป็นกฎหมายกึ่งมหาชนกึ่งเอกชนคือเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างจึงมีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชนและมีโทษทางอาญาเมื่อมีการฝ่าฝืนซึ่งเป็นลักษณะของกฎหมายมหาชน 4. เป็นกฎหมายทางสังคมกฎหมายคุ้มครองแรงงานตราขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมมุ่งที่จะคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง

  7. การตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงานการตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงานในส่วนที่กำหนดความผิดและมีโทษทางอาญาจะต้องให้เป็นไปเช่นเดียวกับการตีความกฎหมายทั่วไปส่วนการตีความในกรณีมีปัญหาหรือข้อสงสัยว่าจะตีความบทกฎหมายที่ไม่ชัดแจ้งไปในทางใดให้ตีความไปในทางหรือนัยที่จะให้การคุ้มครองลูกจ้างและสร้างปทัสถานที่ดีแก่สังคมแรงงานยิ่งกว่าที่จะตีความไปในทางหรือนัยที่จะให้ประโยชน์แก่นายจ้างหรือปัจเจกบุคคล

  8. ขอบเขตการบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541ใช้บังคับแก่นายจ้างลูกจ้างในกิจการจ้างงานทุกรายไม่ว่าจะประกอบกิจการปกระเภทใดและไม่ว่าจะมีจำนวนลูกจ้างเท่าใดยกเว้นนายจ้างหรือกิจการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 คือ 1.ราชการส่วนกลางราชการส่วนภูมิภาคราชการส่วนท้องถิ่น 2.รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

  9. 3. นายจ้างประเภทที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งจะไม่ใช้บังคับตามกฎหมายทั้งฉบับหรือบางส่วนก็ได้ซึ่งได้ออกกฎกระทรวง 2 ฉบับยกเว้นมิให้ใช้บังคับกฎหมายทั้งฉบับแก่โรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับครูและครูใหญ่งานเกษตรกรรมและงานรับไปทำที่บ้านกับยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับกฎหมายบางส่วนแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (ฎีกาที่ 3206/2533) และนายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ

  10. **ตัวอย่าง งานที่มิได้แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจเช่นสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ (ฎีกาที่ 1340/2525) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฎีกาที่ 1785/2527) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (ฎีกาที่ 2762/2528) กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายตามกฎหมายว่าด้วยอ้อยและน้ำตาลทรายพ.ศ. 2527 มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจจึงไม่มีอำนาจฟ้องกองทุนให้รับผิดค่าชดเชยหนังสือกรมอัยการที่มท. 1201.1/23065 ลว. 25 พฤศจิกายน 2530) ในการพิจารณาว่างานที่ทำมีการแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจหรือไม่มิใช่ดูเพียงวัตถุประสงค์ขององค์การเท่านั้นถ้ามีการเรียกค่าตอบแทนถือว่าเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ

  11. นายจ้าง-ลูกจ้าง(บุคคลสำคัญตามกฎหมายแรงงาน)นายจ้าง-ลูกจ้าง(บุคคลสำคัญตามกฎหมายแรงงาน) นายจ้างหมายความว่าผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนายจ้างมี 4 ประเภทคือ (มาตรา 5) 1.นายจ้างตัวจริงหมายถึงบุคคลที่ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ซึ่งเป็นนายจ้างตัวจริง 2.นายจ้างตัวแทนหมายถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล 3.นายจ้างรับมอบหมายถึงผู้ซึ่งได้รับมอบให้ทำงานแทนนายจ้างตัวจริงหรือนายจ้างตัวแทน 4.นายจ้างรับถือหมายถึงผู้ประกอบการที่มีกิจการจ้างเหมาค่าแรงซึ่งถือว่าเป็นทั้งนายจ้างของลูกจ้างตนเองและนายจ้างของลูกจ้างซึ่งมารับเหมาค่าแรงในกิจการของตนด้วย

  12. ลูกจ้างหมายความว่าผู้ที่ตกลงทำงานให้แก่ลูกจ้างโดยได้รับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ลูกจ้างหมายความว่าผู้ที่ตกลงทำงานให้แก่ลูกจ้างโดยได้รับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ลูกจ้างจึง หมายถึงลูกจ้างทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างทดลองงานลูกจ้างชั่วคราวลูกจ้างประจำลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนลูกจ้างที่ทำงานไม่เต็มเวลาลูกจ้างสัญญาพิเศษและรวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านด้วย

  13. การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 1.การคุ้มครองทั่วไปและการใช้แรงงาน (แรงงานเด็กแรงงานหญิง) 2.การจ่ายค่าตอบแทนในการทำงาน 3.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน 4.การจ่ายค่าชดเชย