บทที่
Download
1 / 104

????? 1 ?????????????????????????????????? (Management & Management Thought) - PowerPoint PPT Presentation


  • 103 Views
  • Uploaded on

บทที่ 1 การจัดการและแนวความคิดทางการจัดการ (Management & Management Thought). การบริหาร VS การจัดการ (Administration VS Management). การบริหาร (Administration)

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about '????? 1 ?????????????????????????????????? (Management & Management Thought)' - kaydence


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
1338947

บทที่ 1

การจัดการและแนวความคิดทางการจัดการ

(Management & Management Thought)


1338947

การบริหาร VS การจัดการ

(Administration VS Management)

การบริหาร (Administration)

เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและแผนงาน ตลอดจนการกำกับดูแลเพื่อให้แน่ใจว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับนโยบายและแผนที่วางไว้


1338947

การจัดการ (Management)

เป็นกระบวนการของการนำเอานโยบายและแผนงานไปปฏิบัติ

ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดในขั้นของการบริหาร


1338947

ผู้บริหารTop Manager

ผู้จัดการ Middle Manager

หัวหน้าคนงานFirst Line Manager

ลำดับชั้นของการจัดการ


1338947

ความหมายของการจัดการ

Mary Parker Follett

“การจัดการเป็นเทคนิคการทำงานให้สำเร็จ โดยอาศัยผู้อื่น”

Ernest Dale

“การจัดการ คือ กระบวนการการจัดองค์การและการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้นไว้ล่วงหน้า”


1338947

สมพงษ์ เกษมสิน

“การจัดการเป็นการใช้ศาสตร์และศิลปะนำเอาทรัพยากรการบริหาร มาประกอบตามกระบวนการบริหารเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ”


1338947

การจัดการ

ทรัพยากร

ทางการบริหาร

- คน

- เงิน

- วัสดุ

- วิธีการ

- เครื่องจักร

การจัดองค์การ

การวางแผน

เป้าหมายขององค์การ

การจัดคนเข้าทำงาน

การควบคุม

การสั่งการ

กระบวนการทางการจัดการ


1338947

ทรัพยากรทางการจัดการ

(Management Resources)

  • คน (Man)

  • เงิน (Money)

  • วัสดุ (Materials)

  • วิธีการบริหาร(Management or Method)

  • เครื่องจักร (Machine)

  • ตลาด (Market)



1338947

การจัดการเป็นศาสตร์ (Science)

หรือศิลป์ (Art) ?

Art

Science

การจัดการเป็นทั้งศิลป์ (Art) และศาสตร์ (Science)


1338947

บทที่ การจัดการเป็นศาสตร์ (Science) 1แนวความคิด

ทางการจัดการ

(Management Thought)


1338947

ยุคที่ 1 ยุคก่อนการจัดการแบบวิทยาศาสตร์

(Pre-scientific

Management Period)


1338947
สิ่งแวดล้อมทางการบริหาร ยุคก่อนปี ค.ศ. 1880

  • การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ต้องอาศัยอำนาจหรือการบังคับ เป็นปัจจัยทางการบริหารที่สำคัญที่สุด ได้แก่

  • วิธีการใช้อำนาจก็ได้แก่ การใช้แส้ โซ่ตรวน การจำคุก ฯลฯ

  • มนุษย์ในยุคนี้ยอมทำงานก็เพราะกลัวการลงโทษ

  • ถูกบังคับด้วยความจำใจ

  • ความสัมพันธ์ภายในหน่วยงานมีลักษณะเป็นนายกับบ่าว

  • กษัตริย์กับทาส ฯลฯ


1338947

นายกับบ่าว ยุคก่อนปี ค.ศ. 1880

กษัตริย์กับทาส


1338947

ยุคที่ 2 ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์

(Scientific Management)

  • บุคคลที่มีชื่อเสียงในการบริหารงานยุคนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 คน

  • Robert Owen,

  • FrederickW.Taylor

  • Henri Fayol


1338947

Robert Owen ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์

การจัดสภาพทางการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ให้ความเห็นว่าการปรับปรุงสภาพของพนักงานหรือคนงานให้ดีขึ้น จะส่งผลไปสู่การเพิ่มการผลิตและผลกำไร ในขณะที่ผู้บริหารคนอื่นๆมุ่งที่จะใช้เงินลงทุนไปในการปรับปรุงเทคนิคการผลิตมากกว่า


1338947

Frederick Winslow ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์

Taylor

(The Father of Scientific

Management)


1338947

The Midvale Steel Company ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ ในเมือง Bethlehem มลรัฐเพนซิลวาเนีย

Taylor คัดค้านการบริหารงานแบบเก่าที่ใช้

“อำนาจ” (Power)

Taylor ไม่พอใจในการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ


1338947

Taylor ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ ได้เสนอวิธีแสวงหาหลักเกณฑ์ที่ดีไว้ ดังนี้

1. ศึกษาว่างานแต่ละขั้นตอนนั้นต้องใช้เวลา (Time)

อย่างน้อยที่สุดเท่าไร จึงจะสามารถทำให้สำเร็จลงได้

2. ศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Motion) ในการทำงาน

แต่ละขั้นเพื่อปรับปรุงวิธีการทำงาน เพื่อหาทางทำงานให้

สำเร็จโดยใช้พลังงานให้ประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้

3. แบ่งงานออกตามขั้นตอน เพื่อให้คนงานได้ทำงานในขั้นตอนที่

เขาสามารถทำได้ดีที่สุดมากที่สุด ฯลฯ


1338947

การจัดการจึงควรต้องเน้นที่การปรับปรุงระบบการผลิต

ที่ผู้บริหารควรจะต้องปฏิบัติดังนี้

  • วางวิธีการทำงานของแต่ละคนด้วยหลักเกณฑ์ที่ทดลอง

  • แล้วว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุด (One best way)

  • มีระบบการคัดเลือกบุคคลและจัดบรรจุบุคคลเข้า

  • วิทยาศาสตร์สมัยใหม่


1338947

4. ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบงานด้านการวางแผนงาน


1338947

A Piece Rate Systemให้ความร่วมมือกับคนงานเสมอและคำนึงถึงว่าการทำงาน

หลักการของการกำหนดค่าจ้างตามวิธีการนี้ได้แบ่งอัตรา

ค่าจ้างเป็น 2 แบบคือ

1. อัตราหนึ่งใช้สำหรับผลผลิตที่ยังไม่ถึงมาตรฐาน

2. อีกอัตราหนึ่งจะใช้กับระดับผลผลิตที่เท่ากับหรือ

สูงกว่ามาตรฐาน


1338947

ตัวอย่างเช่น มาตรฐานกำหนดให้คนงานต้องผลิตสินค้าได้วันละ 100 หน่วย (การกำหนดมาตรฐานต้องศึกษามาจาก Time and Motion Study) อัตราค่าจ้างหน่วยละ 1.20 บาท สำหรับระดับการผลิตตั้งแต่ 0-99 หน่วย แต่ในกรณีที่คนงานผลิตได้ตั้งแต่ 100 หน่วย หรือมากกว่า อัตราค่าจ้างต่อหน่วยจะเท่ากับ 1.35 บาท ดังนั้น ถ้าคนงานผลิตสินค้าได้ 99 หน่วย เขาจะได้ผลตอบแทน 118.80 บาท (99x1.20)และในกรณีที่คนงานอีกคนหนึ่งผลิตสินค้าได้ 100 หน่วย เขาจะได้ผลตอบแทน 135 บาท (100x1.35)


1338947

ค.ศ. 1903 มาตรฐานกำหนดให้คนงานต้องผลิตสินค้าได้วันละ 100 หน่วย (การกำหนดมาตรฐานต้องศึกษามาจาก Time and Motion Study) อัตราค่าจ้างหน่วยละ 1.20 บาท สำหรับระดับการผลิตตั้งแต่ 0-99 หน่วย แต่ในกรณีที่คนงานผลิตได้ตั้งแต่ 100 หน่วย หรือมากกว่า อัตราค่าจ้างต่อหน่วยจะเท่ากับ 1.35 บาท ดังนั้น ถ้าคนงานผลิตสินค้าได้ 99 หน่วย เขาจะได้ผลตอบแทน 118.80 บาท (99x1.20)และในกรณีที่คนงานอีกคนหนึ่งผลิตสินค้าได้ 100 หน่วย เขาจะได้ผลตอบแทน 135 บาท (100x1.35) Taylor ได้เขียนหนังสือเรื่อง

“Shop Management”

ปี ค.ศ. 1910 ได้เขียนหนังสือซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดของเขาคือ

“The Principles of Scientific

Management”


1338947

ตัวอย่างการศึกษาถึงหลักการบริหารตามหลัก

วิทยาศาสตร์ของ Taylor

1. การขนแร่เหล็ก

2. การทดลองตักวัตถุ


1338947

การขนแร่เหล็ก ตัวอย่างการศึกษาถึงหลักการบริหารตามหลัก การทดลองของ Taylor เป็นเรื่องของการขนแร่เหล็กที่ออกจากเตาหลอมไปยังรถบรรทุกที่บริษัท Bethlehem Steel


1338947

การทดลองตักวัตถุ ตัวอย่างการศึกษาถึงหลักการบริหารตามหลัก การทดลองนี้นำชื่อเสียงมาให้แก่ Taylor อย่างมาก เมื่อ Taylor เข้ามาทำงานที่บริษัท Bethlehem Steel


1338947

ผู้สนับสนุนแนวความคิดของ Taylor

บุคคลสำคัญที่สนับสนุนแนวความคิดของ Taylor

ก็คือ Hary L. Gantt

และสองสามีภรรยา Frank Bunker

Gilbreth and Lillian Moller Gilbreth


1338947

Henry L. Gantt Taylor

ควรมีการกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษในรูปของโบนัส

สำหรับคนงานที่สามารถทำงานได้ตามที่มอบหมายในแต่ละวัน


1338947

Frank TaylorBunker Gilbreth

Lillian Moller Gilbreth

จัดทำภาพยนตร์แสดงการเคลื่อนไหวของคนงาน

เพื่อชี้ให้แสดงถึงการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า และไม่มีผลทางการผลิต และเคลื่อนไหวที่จำเป็นในการทำงาน ทั้งนี้โดยเรียกความเคลื่อนไหวพื้นฐานนี้ว่า Therblig


1338947

Henri J. Fayol Taylor

ความแตกต่างระหว่างการศึกษาของ Fayol และTaylor

อยู่ที่ว่า Fayol มุ่งสนใจที่ ผู้บริหารหรือผู้จัดการระดับสูง

ขององค์การ ในขณะที่ Taylor มุ่งศึกษาโดยเน้นความสนใจ

ที่ผู้บริหารระดับต่ำหรือคนงาน


1338947

Fayol Taylor ได้แบ่งงานด้านอุตสาหกรรมเป็น 6 กลุ่มด้วยกันคือ1. Technical (Production)2. Commercial (Buying, Selling, and

Exchange)3. Financial (Serch for and Optimum use of

persons)4. Security (Protection of property and

persons)5. Accounting (including statistics)6. Managerial (planning organizing

commanding coordinating and controlling)


1338947

Fayol Taylor ให้ความสนใจในกลุ่มที่ 6 เกี่ยวกับเรื่องการจัดการทั้งนี้เนื่องจากได้มีผู้กล่าวถึง 5 กลุ่มแรกกันมากแล้วและเขาก็ได้เน้นถึงคุณภาพของผู้จัดการที่ดีต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1. ร่างกายที่แข็งแรง (มีสุขภาพอนามัยดี) 2. มีสติปัญญา (มีความสามารถเข้าใจ เรียนรู้ ริเริ่ม ตัดสินใจและปรับตัว) 3. มีจริยธรรม (มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ รู้จักกาลเทศะ จงรักภักดี) 4. มีการศึกษา (มีความรู้) 5. มีความสามารถและเทคนิควิธีการในการจัดการ 6. มีประสบการณ์


1338947

Fayol Taylor ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกแนวความคิด

เกี่ยวกับการจัดการเชิงบริหาร

(Administrative Management)


1338947

  • หน้าที่ของนักบริหาร Taylor

  • (Management Functions) มีดังนี้

  • 1.1 การวางแผน (Planning)

  • 1.2 การจัดองค์การ (Organizing)

  • 1.3 การสั่งการ (Directing)

  • 1.4 การประสานงาน (Coordination)

  • 1.5 การควบคุม (Controlling)


1338947

  • หลักการบริหาร Taylor

  • (Management Principle)

  • Fayol ได้วางหลักการบริหารงานเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของผู้บริหารที่ใช้ได้ทั่วไป 14 ข้อ ดังต่อไปนี้

  • 1. Division of Work

  • 2. Authority


1338947

3. Discipline Taylor

4. Unity of Command

5. Unity of Direction

6. Subordinationof

IndividualInterestto

the General Interest


1338947

7. TaylorRemuneration of Personnel

8. Centralization

9. Scalar Chain

10. Order

11. Equity

12. Stability of Tenture of

Personnel


1338947


1338947

ยุคที่ 3 แนวความคิดของมนุษย์สัมพันธ์

(Human Relations)


1338947

George Elton Mayo แนวความคิดของมนุษย์สัมพันธ์

Mayo เป็นนักจิตวิทยาชาวออสเตรเลีย เริ่มงานวิชาชีพ

ในการสอนจริยธรรม ปรัชญา และตรรกวิทยา ที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์


1338947

  • “Hawthorne Experiment” แนวความคิดของมนุษย์สัมพันธ์

  • โดยแบ่งการศึกษาทดลองออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  • Room studies

  • ทำการทดลองระหว่างปี ค.ศ. 1924 - 1927

  • Interviewing studies

  • ทำการทดลองระหว่างปี ค.ศ. 1928 - 1931

  • 3. Observational studies ทำการทดลอง ระหว่างปี ค.ศ. 1931 - 1932


1338947

1.1 การปรับสภาพความชื้นของอุณหภูมิในห้องให้มีสภาพต่างๆกัน

1.2 จัดให้ทำงานและหยุดเป็นระยะๆ

1.3 เปลี่ยนแปลงการทำงานไม่ให้ทำซ้ำๆซากๆในงานอย่างเดียวกัน

นานๆ

1.4 เพิ่มค่าจ้างแรงงานเพื่อเป็นเครื่องจูงใจ

1.5 เปลี่ยนแปลงวิธีการควบคุมงาน


1338947

2. การศึกษาโดยการสัมภาษณ์

(Interviewing studies)

การทดลองนี้ได้สัมภาษณ์คนงานในโรงงานรวม 2,000 คน

จากทุกๆ แผนกของบริษัท

ได้จัดโครงการที่ปรึกษาพนักงานเจ้าหน้าที่

(Employee Counseling Program)


1338947

  • คนงานมิใช่วัตถุหรือสิ่งของที่จะซื้อหามาด้วยเงิน

  • ประสิทธิภาพของการทำงาน

  • มิได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ดีแต่เพียงอย่างเดียว

  • 3. การแบ่งงานกันทำตามลักษณะเฉพาะอย่าง

  • (Specialization)

  • 4. พนักงานในระดับสูง การจูงใจทางด้านจิตใจ (Mental Motivation)


1338947

สรุป

ทั้ง Organization Without Man กับ Man Without Organization ต่างก็มีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งคู่


1338947

Mary Parker Follett

กล่าวว่าในการจัดการหรือการบริหารงาน

จำเป็นต้องมีการประสานงาน 4 ชนิด ดังต่อไปนี้

1. การประสานงานโดยการติดต่อโดยตรงกับตัวบุคคลที่รับผิดชอบงานนั้นๆ

2. การประสานงานในระยะเริ่มแรกหรือในขั้นวางแผนกิจกรรมต่างๆ

3. การประสานงานที่เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในกิจกรรมทุกอย่างที่กระทำ

4. การประสานงานที่กระทำเป็นกระบวนการต่อเนื่อง


1338947

Chester Irving Barnard

เป็นบุคคลแรกที่เขียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ

ประสงค์ของตัวบุคคล และวัตถุ-ประสงค์ขององค์การ


1338947

Abraham Harold Maslow

อธิบายได้ว่าเมื่อความต้องการนั้นได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการของมนุษย์ก็จะเลื่อนขึ้นไปอีกเป็นขั้นๆ


1338947

Douglas Mcgregor

แบ่งพฤติกรรมของบุคคลออกเป็น 2 ด้านที่แตกต่างกัน

หรือที่รู้จักกันในนามของทฤษฏี X และ ทฤษฏี Y


1338947

ยุคที่ 4 ยุคของการจัดการเชิงปริมาณ

(Quantitative Management)

ระยะเวลาของยุคนี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1950

เรื่อยมาจนถึง ค.ศ. 1960


1338947

ยุคนี้ได้นำเอาแนวความคิดหลายๆ ทางมารวมกันเพื่อพัฒนาและแก้ไขข้อบกพร่องให้ดีขึ้น และเก็บรักษาส่วนดีไว้มาผสมกัน

กล่าวคือ ในการบริหารงานแบบมีกฎเกณฑ์ตามหลักการบริหารงานแบบวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญต่องานมากเกินไป (Production Oriented)

ส่วนการบริหารตามแนวมนุษย์สัมพันธ์ให้ความสำคัญแก่คนงานมากเกินไป (People Oriented) ในยุคนี้กล่าวว่านักบริหารที่ดีมีความสามารถ ต้องไม่ให้ความสำคัญต่องานและคนงานมากจนเกินขอบเขตของความพอดี


1338947

Herbert ยุคนี้ได้นำเอาแนวความคิดหลายๆ ทางมารวมกันเพื่อพัฒนาและแก้ไขข้อบกพร่องให้ดีขึ้น และเก็บรักษาส่วนดีไว้มาผสมกัน A. Simon

The Father of Decision

Making


1338947

Simon ยุคนี้ได้นำเอาแนวความคิดหลายๆ ทางมารวมกันเพื่อพัฒนาและแก้ไขข้อบกพร่องให้ดีขึ้น และเก็บรักษาส่วนดีไว้มาผสมกัน ได้เสนอทฤษฎีการตัดสินใจใหม่โดยมีข้อสมมติฐานว่า

1. ทุกคนต่างก็มีข้อจำกัดทั้งในแง่ของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกและกฎเกณฑ์ต่างๆ

2. ทุกคนจะตัดสินใจปฏิบัติตามด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ค่อยมีระเบียบนักโดยใช้ความนึกคิดประกอบกับการเดา

3. ทุกคนไม่พยายามค้นหาหนทางที่จะให้ได้ผลสูงสุด แต่จะเลือกเอาทางเลือกที่เป็นที่ถูกใจ ตามความชอบของตนเอง

4. ระดับความชอบของตนที่ใช้ในการตัดสินใจ มักจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามคุณค่าของทางเลือกต่างๆ ที่ได้พบเห็นใกล้ตัวที่สุด


1338947

ยุคที่ 5 ยุคของการจัดการสมัยใหม่

(Modern Management)


1338947

แนวคิดเรื่องการจัดการสมัยใหม่เป็นแนวความคิดทางการจัดการที่ได้รับการเสนอแนะและถูกกล่าวขานในช่วงเวลาที่ไม่นานมานี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะตระหนักถึงสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลต่อการจัดการ ซึ่งจะประยุกต์และขยายขอบเขตจากแนวความคิดเดิมที่พิจารณาปัจจัยภายในองค์การเท่านั้น


1338947

ทฤษฏีเชิงระบบ (System Theory) แนวคิดเรื่องการจัดการสมัยใหม่เป็นแนวความคิดทางการจัดการที่ได้รับการเสนอแนะและถูกกล่าวขานในช่วงเวลาที่ไม่นานมานี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะตระหนักถึงสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลต่อการจัดการ ซึ่งจะประยุกต์และขยายขอบเขตจากแนวความคิดเดิมที่พิจารณาปัจจัยภายในองค์การเท่านั้น

เสนอโดย Richard Johnson

Fremont Kast

และ James Rosenzweig


1338947

ทฤษฏีเชิงระบบ แนวคิดเรื่องการจัดการสมัยใหม่เป็นแนวความคิดทางการจัดการที่ได้รับการเสนอแนะและถูกกล่าวขานในช่วงเวลาที่ไม่นานมานี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะตระหนักถึงสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลต่อการจัดการ ซึ่งจะประยุกต์และขยายขอบเขตจากแนวความคิดเดิมที่พิจารณาปัจจัยภายในองค์การเท่านั้น (System Theory)

ปัจจัยนำเข้า(inputs)ทรัพยากรทางกายภาพ

ทรัพยากรทางการเงิน

ทรัพยากรมนุษย์

ทรัพยากรข้อมูล

กระบวนการแปรสภาพ (transformation)

หน้าที่การจัดการ

การปฏิบัติด้านเทคโนโลยี่

กิจกรรมการผลิต

ผลผลิต(outputs)

สินค้าและบริการ

กำไรขาดทุน

พฤติกรรมพนักงาน



1338947

การจัดการจะมีความเป็นสากลที่สามารถประยุกต์กับทุกองค์การ แต่มิได้หมายความว่าผู้บริหารจะใช้เทคนิคการจัดการของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกเหตุการณ์ ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในองค์การหนึ่ง อาจจะเป็นผู้บริหารระดับธรรมดาเมื่อต้องไปบริหารธุรกิจอื่น


1338947

William G. Ouichi การจัดการจะมีความเป็นสากลที่สามารถประยุกต์กับทุกองค์การ แต่มิได้หมายความว่าผู้บริหารจะใช้เทคนิคการจัดการของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกเหตุการณ์ ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในองค์การหนึ่ง อาจจะเป็นผู้บริหารระดับธรรมดาเมื่อต้องไปบริหารธุรกิจอื่น

ทำการศึกษาเปรียบเทียบการจัดการของธุรกิจอเมริกันและญี่ปุ่น โดยสรุปเป็นทฤษฎี A ทฤษฎี J และทฤษฎี Z


1338947

ลักษณะขององค์การแบบอเมริกันลักษณะขององค์การแบบอเมริกัน (A)

1. การจ้างงานระยะสั้น

2. การตัดสินใจโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

3. ความรับผิดชอบเฉพาะบุคคล

4.การประเมินผลและการเลื่อนตำแหน่ง

อย่างรวดเร็ว

5. การควบคุมอย่างเป็นทางการ

6. เส้นทางอาชีพแบบเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

7. แยกเป็นส่วนๆ


1338947

ลักษณะขององค์การแบบญี่ปุ่น (J)

1. การจ้างงานระยะยาว

2. การตัดสินใจเป็นเอกฉันท์

3. ความรับผิดชอบแบบกลุ่ม

4. การประเมินผลและการเลื่อนตำแหน่ง

แบบค่อยเป็นค่อยไป

5. การควบคุมในตัวเองไม่เป็นทางการ

6. เส้นทางอาชีพไม่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

7. มีความเกี่ยวข้องกัน


1338947

การค้นหาความเป็นเลิศทางการบริหาร

(In Search of Excellence)

Thomas J. Peter และ Robert H.

Waterman, Jr. ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ

การบริหารที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้นชื่อ

In Search of Excellence


1338947

คุณสมบัติดีเด่นขององค์กรที่ประสบความสำเร็จ 8 ประการ

ในหนังสือ In Search of Excellence

ได้แก่

1. เน้นการปฏิบัติ (A bias for action)

2. การใกล้ชิดกับลูกค้า (Close to

customer)


1338947

3. มีความเป็นอิสระและเป็นผู้ประกอบการ

(Autonomy and

entrepreneurship)

4. เพิ่มประสิทธิภาพผ่านบุคคล

(Productivity through people)

5. ถึงลูกถึงคน สัมผัสงานอย่างใกล้ชิด

ใช้คุณค่าเป็นแรงผลักดัน

(Hand-on and value driven)


1338947

6. ทำแต่ธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ

(Stick to the knitting)

7. รูปแบบเรียบง่าย และใช้พนักงานน้อย(Simple

and lean staff)

8. เข้มงวดและผ่อนปรน หรือยืดหยุ่นในการทำงาน

(Simultaneous loose-tight

properties)


1338947

การรื้อปรับระบบ (Re-engineering)

James Champy

Michael Hammer


1338947

James Champy (Re-engineering) และ Michael Hammer ท่านทั้ง 2 ได้เขียนหนังสือที่โด่งดังมากในยุคนี้ชื่อ “Reengineering the Corporation” (1993)


1338947

เสนอความคิดว่า (Re-engineering)“ถ้าองค์การจะอยู่รอดและสามารถแข่งขันได้ในอนาคต ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงองค์การอย่างถอนรากถอนโคน”(Radical Change) โดยปรับการดำเนินงานจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่เป็นการบริหารงานตามกระบวนการธุรกิจ (Business Process Management)



1338947

เสนอโดย Peter M. Senge แห่ง M.I.T. ท่านผู้นี้ได้เขียนหนังสือเรื่อง วินัยประการที่ห้าขององค์การเรียนรู้ (TheFifthDiscipline of Learning Organization) นักวิชาการท่านนี้เสนอแนวคิดในการมองภาพรวมขององค์การ การบริหารองค์ความรู้และการพัฒนาภูมิปัญญาขององค์การให้มีความก้าวหน้า สามารถปรับตัวให้สู้กับแข่งขันได้


1338947

ผู้จัดการและระดับชั้นของผู้จัดการผู้จัดการและระดับชั้นของผู้จัดการ

ผู้บริหารระดับสูง

(Top Manager)

ประธาน, รองประธาน

ผู้บริหารระดับกลาง

(Middle Manager)

ผู้จัดการ

งานบริหาร

ผู้บริหารระดับต้น

(First-Line Manager)

หัวหน้าแผนก

งานปฏิบัติ

คนงาน (Workers)


1338947

ผู้บริหารระดับต้นผู้จัดการและระดับชั้นของผู้จัดการ

(First-Line Manager)

เป็นผู้รับผิดชอบต่อการประสานงานและควบคุมของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำแก่พนักงาน และคนงานผู้บริหารในระดับนี้ปกติจะไม่ทำงานทางด้านปฏิบัติ


1338947

ผู้บริหารระดับกลางผู้จัดการและระดับชั้นของผู้จัดการ

(Middle Manager)

เป็นผู้รับผิดชอบในด้านการบริหารงานและควบคุมผู้บริหารระดับต้นให้ดำเนินงานตามนโยบาย และแผนงานที่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งรายงานต่อผู้บริหารระดับสูง


1338947

ผู้บริหารระดับสูงผู้จัดการและระดับชั้นของผู้จัดการ

(Top Manager)

เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายต่างๆ ของกิจการ มักจะทำหน้าที่ในการประสานการสั่งการทั้งหมดขององค์การ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้องค์การสามารถบรรลุวัตถุประสงค์


1338947

Robert L. Katzผู้จัดการและระดับชั้นของผู้จัดการ

ได้ทำการศึกษาทักษะ (Skill) ของผู้จัดการในแต่ละระดับเขาแบ่งทักษะของผู้จัดการออกเป็น 3 ชนิด คือ

  • Technical Skill

  • Human Skill

  • Conceptual Skill


1338947

ระดับชั้นของผู้บริหารและทักษะในการบริหารระดับชั้นของผู้บริหารและทักษะในการบริหาร

ทักษะด้านความคิด

ทักษะด้านความคิด

ทักษะด้านความคิด

ทักษะด้านมนุษย์

ทักษะด้านมนุษย์

ทักษะด้านมนุษย์

ทักษะด้านเทคนิค

ทักษะด้านเทคนิค

ทักษะด้านเทคนิค

ผู้บริหารระดับต้น

ผู้บริหารระดับกลาง

ผู้บริหารระดับสูง


1338947

ระดับของผู้บริหารระดับชั้นของผู้บริหารและทักษะในการบริหาร

เก่งคิด

สูง

เก่งคน

กลาง

เก่งงาน

ต้น

ความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพและเทคนิคการทำงาน

เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน


1338947

หน้าที่ในการจัดการ ระดับชั้นของผู้บริหารและทักษะในการบริหาร

(The Functions

of Management)


1338947

Luther Gulickระดับชั้นของผู้บริหารและทักษะในการบริหาร และ Lyndall Urwick ได้กำหนดหน้าที่ของผู้บริหารในการจัดการไว้ 7 ประการ คือ

P = Planning หมายถึงการวางแผน

O = Organizing หมายถึงการจัดองค์การ

S = Staffing หมายถึงการจัดคนเข้าทำงาน

D = Directing หมายถึงการอำนวยการ

CO = Coordinating หมายถึงการประสานงาน

R = Reporting หมายถึงการรายงาน

B = Budgeting หมายถึงการจัดทำงบประมาณ

ซึ่งมักนิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า POSDCORB


1338947

Henri Fayolระดับชั้นของผู้บริหารและทักษะในการบริหาร ได้กำหนดหน้าที่ไว้ 5 ประการ คือ

P = Planning หมายถึงการวางแผน

O = Organizing หมายถึงการจัดองค์การ

C = Commanding หมายถึงการบังคับบัญชา

C = Coordinating หมายถึงการประสานงาน

C = Controlling หมายถึงการควบคุม


1338947

Harold D. Koontzระดับชั้นของผู้บริหารและทักษะในการบริหาร ได้กำหนดหน้าที่ไว้ 5 ประการ คือ

P = Planning หมายถึงการวางแผน

O = Organizing หมายถึงการจัดองค์การ

S = Staffing หมายถึงการจัดคนเข้าทำงาน

D = Directing หมายถึงการสั่งการ

C = Controlling หมายถึงการควบคุม


1338947

ผู้จัดการในระดับสูงระดับชั้นของผู้บริหารและทักษะในการบริหาร

ผู้จัดการในระดับสูง

ผู้จัดการในระดับสูง

ผู้จัดการในระดับต่ำ


1338947

เวลาที่ใช้ไปในการทำงานของผู้บริหารเวลาที่ใช้ไปในการทำงานของผู้บริหาร

การวางแผน การจัดองค์การ การสั่งการ การควบคุม

ผู้บริหารระดับสูง 28% 36% 22% 14%

ผู้บริหารระดับกลาง 18% 33% 36% 13%

ผู้บริหารระดับล่าง 15% 24% 51% 10%


1338947

ขอบเขตและหน้าที่ของการจัดการจะประกอบไปด้วยขอบเขตและหน้าที่ของการจัดการจะประกอบไปด้วย

  • การวางแผน(Planning)

  • การจัดองค์การ (Organizing)

  • การจัดคนเข้าทำงาน (Staffing)

  • การสั่งการ (Directing)

  • การควบคุม (Controlling)



1338947

  • องค์การธุรกิจเป็นระบบเปิด (Open System) ที่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมีทั้งสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (Control and Uncontrol)

  • หากจะแบ่งสภาพแวดล้อมออกจะได้เป็น 2 ชนิดคือ

  • InternalEnvironment)

  • External Environment)


1338947

สภาพแวดล้อมทั่วไป องค์การธุรกิจเป็นระบบเปิด (Open System) ที่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมีทั้งสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (Control and Uncontrol)

สภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน

สภาพแวด

ล้อมภายใน

โครงสร้างสภาพแวดล้อมของธุรกิจ


1338947

  • สภาพแวดล้อมภายใน องค์การธุรกิจเป็นระบบเปิด (Open System) ที่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมีทั้งสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (Control and Uncontrol)

  • (Internal Environment)

  • เป็นปัจจัยภายในองค์การที่มีอิทธิพลต่อการทำงานขององค์การ ประกอบไปด้วย

  • Owners and shareholders

  • Board of Directors

  • Employee

  • Organization culture


1338947

2. สภาพแวดล้อมภายนอก องค์การธุรกิจเป็นระบบเปิด (Open System) ที่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมีทั้งสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (Control and Uncontrol)

(External Environment)

เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลมากระทบถึงศักยภาพในการบริหารงานขององค์การและความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย ประกอบด้วย

2.1 General Environment

2.2 Task Environment


1338947

2.1 สภาพแวดล้อมทั่วไป องค์การธุรกิจเป็นระบบเปิด (Open System) ที่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมีทั้งสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (Control and Uncontrol)

(General Environment)

เป็นสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เกิดขึ้นทั่วๆไป ไม่มีผลเจาะจงเฉพาะกิจการขององค์การเท่านั้น แต่มีผลกระทบกับทุกองค์การ

  • General Environment

  • Political and Legal

  • Economic

  • Technology

  • Socio-cultural

  • International


1338947

2.2 องค์การธุรกิจเป็นระบบเปิด (Open System) ที่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมีทั้งสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (Control and Uncontrol) สภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน

(Task Environment)

เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การที่มีผลกระทบโดยตรงต่อองค์การและการดำเนินงานขององค์การมากกว่าสภาพแวดล้อมทั่วไป ผู้บริหารจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมในระดับนี้ให้ชัดเจน เพื่อที่จะนำโอกาสที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่องค์การ

สภาพภาพแวดล้อมในการดำเนินงานประกอบด้วย


1338947

  • Customers องค์การธุรกิจเป็นระบบเปิด (Open System) ที่ต้องดำเนินงานอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมีทั้งสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ (Control and Uncontrol)

  • Competitors

  • Labors

  • Suppliers

  • Partners


1338947

การจัดการและความรับผิดชอบการจัดการและความรับผิดชอบ

ต่อสังคมของธุรกิจ

(Management and

Social Responsibility)


1338947

  • Economic Responsibilityการจัดการและความรับผิดชอบ

  • Legal Responsibility

  • Ethical Responsibility

  • Discretionary Responsibity


1338947

ระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์ธุรกิจระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์ธุรกิจ

ความรับผิดชอบโดยใช้ดุลยพินิจ

ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ

ความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งหมด

ความรับผิดชอบทางจริยธรรม

ความรับผิดชอบ

ทางกฎหมาย


1338947

หลักของระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์ธุรกิจ“ธรรมมาภิบาล”

“การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีเป็นแนวทางสำคัญในการจัดระเบียบให้สังคมทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน ซึ่งครอบคลุมถึงฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายราชการและฝ่ายธุรกิจสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”


1338947

องค์ประกอบ ระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์ธุรกิจ“ธรรมมาภิบาล” คือ

  • Transparence

  • Rule of Law

  • Responsibility

  • Equity

  • Worthiness

  • Participation


1338947

Q & Aระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์ธุรกิจ


1338947

The Endระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์ธุรกิจ


ad