slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
การวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถิติ เพื่อ การทำวิจ PowerPoint Presentation
Download Presentation
การวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถิติ เพื่อ การทำวิจ

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 32

การวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถิติ เพื่อ การทำวิจ - PowerPoint PPT Presentation


  • 274 Views
  • Uploaded on

การวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถิติ เพื่อ การทำวิจัยอย่าง ง่าย. การวิจัย ?. การวิจัย ( Research ) หมายถึง กระบวนการเสาะหาความจริงให้เป็นที่ปรากฏ เป็นการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระเบียบ เพื่อแสวงหาคำตอบสำหรับปัญหาหรือคำถามการวิจัยที่กำหนดไว้ หรือเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'การวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถิติ เพื่อ การทำวิจ' - karleigh-vinson


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อการทำวิจัยอย่างง่ายการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อการทำวิจัยอย่างง่าย

slide2

การวิจัย ?

  • การวิจัย (Research) หมายถึง กระบวนการเสาะหาความจริงให้เป็นที่ปรากฏ เป็นการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระเบียบ เพื่อแสวงหาคำตอบสำหรับปัญหาหรือคำถามการวิจัยที่กำหนดไว้ หรือเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่
  • หรือ การวิจัย คือ กระบวนการค้นคว้าหาความรู้ที่เชื่อถือได้ โดยมีลักษณะ ดังนี้
  • 1. เป็นกระบวนการที่มีระบบ แบบแผน
  • 2. มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนและชัดเจน
  • 3. ดำเนินการศึกษาค้นคว้าอย่างรอบคอบ ไม่ลำเอียง
  • 4. มีหลักเหตุผล
  • 5. บันทึกและรายงานผลออกมาอย่างระวัง
slide3

วงจร / กระบวนการทำวิจัย

slide4

การวิจัย จะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่

1. มีประเด็นที่ต้องการแสวงหาคำตอบแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1) เกิดขึ้นจากปัญหาที่ต้องการแสวงหาคำตอบ เช่น ประเด็น “มีปัจจัยใดบ้างที่มีผลทำให้เกิดปัญหาหนี้สินของบุคลากร” และ 2) ประเด็นที่ต้องการจะศึกษาเพื่อให้ได้คำตอบ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกิดจากปัญหามาก่อน เช่น ประเด็น “นักศึกษาชอบดูรายการโทรทัศน์ประเภทไหน” ประเด็นในที่นี้ คือ คำถามที่ต้องการคำตอบนั่นเอง

2. ผ่านกระบวนการแสวงหาคำตอบที่เชื่อถือได้ การวิจัยจะต้องผ่านกระบวนการที่น่าเชื่อถือตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น ในการเลือกขนาดตัวอย่าง จะต้องเลือกมาในจำนวนที่ยอมรับได้ทางสถิติ หรือ กรณีเลือกกลุ่มตัวอย่าง จะต้องให้ประชากรทั้งหมดมีโอกาสที่จะถูกเลือกขึ้นมาเป็นตัวอย่างได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นต้น

slide5

การวิจัย จะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่

3. ได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำ ผลการวิจัยที่ออกมาจะต้องให้ตรง หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งในงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ จะเน้นคำตอบที่จะต้องถูกต้องแม่นยำที่ประมาณ 95% หรือมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ 5% แต่ความถูกต้องแม่นยำโดยเฉพาะในงานวิจัยทางการแพทย์ จะต้องเน้นคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำสูงถึง 99.99% เพราะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตคน

4. ผลประโยชน์ที่ได้รับจะต้องคุ้มค่า การวิจัยในแต่ละเรื่องจะต้องใช้กำลังคน งบประมาณและเวลา ดังนั้น ผลที่ได้จากการดำเนินการทำวิจัยควรจะมีผลประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่ามีประโยชน์ในภาพรวม

slide6

การวิจัยที่ดี ควรมีลักษณะที่สำคัญดังนี้

1. เป็นการค้นคว้าที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และความมีระบบ

2. เป็นงานที่มีเหตุมีผล และมีเป้าหมายที่แน่นอน

3. ต้องมีเครื่องมือ /เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้

4. มีการรวบรวมข้อมูลใหม่ และได้ความรู้ใหม่ ความรู้ที่ได้อาจเป็นความรู้เดิมได้ในกรณีที่มุ่งวิจัยเพื่อตรวจสอบซ้ำ

5. เป็นการศึกษาค้นคว้าที่มุ่งหาข้อเท็จจริง เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ หรือพัฒนากฎเกณฑ์ ทฤษฏี หรือตรวจสอบทฤษฏี

6. อาศัยความเพียรพยายาม ความซื่อสัตย์ กล้าหาญ จะต้องเฝ้าติดตามผลบันทึกผลอย่างละเอียดใช้เวลานาน บางครั้งผลการวิจัยขัดแย้งกับบุคคลอื่น อันอาจทำให้ได้รับการโจมตีผู้วิจัยจำต้องใช้ความกล้าหาญนำเสนอผลตรงตามความเป็นจริงที่ค้นพบ

7. การวิจัยจะต้องมีการบันทึก และเขียนรายงานการวิจัยอย่างระมัดระวัง

slide7

วัตถุประสงค์ของการวิจัยวัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. สอดคล้องกับชื่อเรื่องและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย

2. เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย

3. ควรกำหนดเป็นข้อๆ (มีหลายข้อ)

4. มักจะขึ้นต้นด้วยข้อความ

 เพื่อศึกษา.....

 เพื่อตรวจสอบ......

 เพื่อเปรียบเทียบ......

 เพื่อวิเคราะห์.......

 เพื่อประเมิน.........

slide8

ประเภทของการวิจัย

แบ่งตามประโยชน์ของการวิจัย

1. การวิจัยพื้นฐาน (Basic research) หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Pure research) หรือการวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical research) เป็นการวิจัยที่เสาะแสวงหาความรู้ใหม่เพื่อสร้างเป็นทฤษฎี หรือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ต่าง ๆ ให้กว้างขวางสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

2. การวิจัยประยุกต์(Applied research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action research) หรือการวิจัยเพื่อหาแนวทางปฏิบัติ (Operational research) เป็นการ วิจัยที่มุ่งเสาะแสวงหาความรู้ และประยุกต์ใช้ความรู้หรือวิทยาการต่าง ๆ ให้เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติหรือเป็นการวิจัยที่นำผลที่ได้ไปแก้ปัญหาโดยตรง

slide9

แบ่งตามลักษณะการวิเคราะห์ข้อมูล

1. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research)เป็นการวิจัยที่นำเอาข้อมูลทางด้านคุณภาพมาวิเคราะห์ ค้นหาความรู้ความจริงโดยอาศัยข้อมูลเชิงคุณลักษณะ

2. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็นการวิจัยที่ค้นหาความรู้ความจริงโดยนำเอาข้อมูลเชิงปริมาณมาวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลต้องใช้วิธีการทางสถิติเข้ามาช่วย

slide10

แบ่งตามลักษณะวิชาหรือศาสตร์

  • 1. การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (Scientific research)เป็นการวิจัยที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น วิทยาศาสตร์อาจจำแนกตามสาขาต่าง ๆ เช่น
  • - สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ เช่น ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ
  • - สาขาวิทยาศาสตร์ เช่น ศัลยศาสตร์ รังสีวิทยา ฯลฯ
  • - สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช เช่น อินทรีย์เคมี เภสัชศาสตร์ ฯลฯ
  • 2. วิจัยทางสังคมศาสตร์ (Social research)เป็นการวิจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย์
slide11

แบ่งตามระเบียบวิธีวิจัย

1. วิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical research) เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วในอดีต โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะบันทึกอดีตอย่างมีระบบ และมีความเป็นปรนัยจากการรวบรวมประเมินผล ตรวจสอบ และวิเคราะห์เหตุการณ์เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงในอันที่จะนำมาสรุปอย่างมีเหตุผล

2. วิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนา (Descriptive research)เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงในสภาพการณ์หรือภาวการณ์ของสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าเป็น อย่างไร

3. วิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้ความจริงที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาช่วย เพื่อพิสูจน์ผลของตัวแปรที่ศึกษา มีการทดลองและควบคุมตัวแปรต่างๆ

slide12

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ลักษณะของข้อมูล(Types of Data)

1. ข้อมูลเชิงปริมาณคือ เป็นข้อมูลที่แสดงตัวเลข ที่สามารถวัดเป็นอัตราส่วน และเป็นช่วงได้ เช่น ค่าใช้จ่ายของแต่ละครอบครัวน้ำหนักของสิ่งของ ส่วนสูงของนักศึกษา ปริมาณน้ำมันที่ใช้

2. ข้อมูลเชิงคุณภาพคือ เป็นข้อมูลที่ได้จากการแจงนับซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้จากการจำแนกกลุ่ม เช่น จำนวนคนที่นับถือศาสนาต่างๆ จำนวนรถยนต์จำแนกตามยี่ห้อต่างๆ ความชอบ

ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จาก การสำรวจภาคสนาม หรือข้อมูลที่ได้จากการทดลองที่ผู้ต้องการข้อมูลจะต้องดำเนินการเก็บรวบรวมด้วยตนเอง สามารถใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น แบบสอบถาม แบบฟอร์มต่างๆ การสัมภาษณ์

ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่ผู้อื่นหรือหน่วยงานอื่นได้ทำการเก็บรวบรวมมาก่อนแล้วการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิทำได้โดยการทำเรื่องขออนุญาตใช้ข้อมูลที่ต้องการจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูล แหล่งที่มาของข้อมูลประเภทนี้มาจากตำรา/เอกสารต่างๆหรือการบอกเล่าได้รับถ่ายทอดมาอีกต่อหนึ่ง รวมถึงข้อมูลที่ได้ถูกเก็บอยู่ในรูปแบบของรายงาน บทวิเคราะห์ สถิติ เป็นต้น

slide13

มาตรการวัด

(Scale of measurement)

  • มาตราของการวัดข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ
  • 1. ข้อมูลระดับนามบัญญัติ(Nominal Scale) เป็นมาตรวัดที่หยาบที่สุด จัดข้อมูลออกเป็นกลุ่มๆ แยกตามประเภทหรือชนิดของข้อมูล โดยไม่มีการจัดอันดับ
  •  เพศ ได้แก่ เพศชาย และเพศหญิง
  •  สี เช่น แดง น้ำเงิน เหลือง
  •  รหัสไปรษณีย์ เช่น 34000 33000 33130 เป็นต้น
  • 2. ข้อมูลระดับเรียงลำดับ(Ordinal Scale)เป็นข้อมูลที่สามารถจัดเรียงอันดับความสำคัญได้ หรือเปรียบเทียบกันได้ว่า ดีกว่า สวยกว่า สูงกว่า ให้เป็นอันดับที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 ตามลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งนั้น ๆ ข้อมูลที่เป็นข้อมูลมาตรเรียงลำดับ
  •  การตัดเกรด ได้แก่ เกรด A ,เกรด B ,เกรด C
  •  ผลการประกวดนางงามได้แก่ ลำดับที่ 1, 2, 3
  •  ความพึงพอใจ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย
slide14

3. ข้อมูลระดับอันตรภาค (Interval Scale)เป็นข้อมูลที่สามารถบอกได้ทั้งทิศทางและขนาดของความแตกต่างของข้อมูลมาตรวัดนี้ไม่มีศูนย์ที่แท้จริง (absolute zero)  ข้อมูลอุณหภูมิ การวัดอุณหภูมิน้ำ ซึ่งการที่น้ำมีอุณหภูมิ 0 องศาไม่ได้หมายความว่าน้ำไม่มีความร้อนอยู่เลย

 ข้อมูลการสอบ คะแนนการสอบนักศึกษาที่สอบได้ 0 คะแนนไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความรู้

4. ข้อมูลระดับอัตราส่วน (Ratio Scale) เป็นมาตรวัดที่มีลักษณะที่มีศูนย์ที่แท้จริง หมายถึง ไม่มีอะไรอยู่เลย เช่น มีความสูง 0 เซนติเมตรหมายความว่าไม่มีความสูงเลย

slide16

ลักษณะสำคัญและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะสำคัญและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ที่อยู่ในมาตราแต่ละระดับ

slide18

โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล

SPSS

slide19
SPSS

S = Statistical

P = Package

S = Social

S = Scientists

slide20
ทำความรู้จักโปรแกรม SPSS
  • SPSS เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่จัดทำขึ้นสำหรับงานวิจัย
  • มีคำสั่งหลากหลายคำสั่ง เป็นโปรแกรมย่อยๆ อยู่ภายใต้โปรแกรมใหญ่
slide21
โปรแกรม SPSS ได้พัฒนาและปรับปรุงแก้ไขมาตลอดจนถึง version 17 (SPSS x)
  • ถือได้ว่าเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในวงการวิจัย
  • การวิจัยมีโปรแกรม สำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ใช้กันอยู่มากมาย อาทิเช่น SAS BMDP MINITAB STATPAX EPI-INFO MICROSTAT SPIDA TSP etc.
slide22
SPSSforWindows และมีหลาย versions จนปัจจุบันเป็น versions 17
  • SPSS ที่ใช้กับเครื่อง Micro หรือ Laptop หรือ Notebook ก็ตามมีความสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่
slide23
ข้อดีของโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS
  • ง่าย สะดวก ถูก และรวดเร็วในการใช้
  • ใช้ได้กับทั้ง Dos และ Windows ได้อย่างเหมาะสม
  • หากโปรแกรมมีความผิดพลาด หรือข้อบกพร่อง ผู้ใช้สามารถตรวจสอบข้อผิดพลาด/บกพร่องได้เอง
  • มีรายละเอียดวิธีการใช้ทั้งในลักษณะหนังสือ หรือทางเมนูของโปรแกรมเอง
slide24
สามารถ run โปรแกรมได้หลายรูปแบบ
  • สามารถป้อนข้อมูลเข้าโปรแกรมได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยโปรแกรมอื่น ๆ
  • สามารถใช้ร่วมกับโปรแกรม อื่น ๆ ได้
  • มีตัวอย่างข้อมูลให้ทดลองใช้
  • มีคำอธิบายอยู่ในโปรแกรม สามารถเปิดดูได้
slide25
สิ่งจำเป็นในการใช้โปรแกรม SPSS
  • เครื่อง Computer
  • โปรแกรม SPSS รุ่นใดก็ได้
  • มีข้อมูล
  • มีคู่มือลงรหัส
  • มีความรู้ ความเข้าใจโปรแกรม และสถิติที่จะใช้
slide26

ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. การคำนวณค่าสถิติเบื้องต้น(Descriptive Statistics) ข้อมูลเชิงปริมาณสามารถคำนวณค่าสถิตพื้นฐานทั่วๆไป เช่น ค่าเฉลี่ย(Mean), มัธยฐาน(Median), ฐานนิยม(Mode), พิสัย(Range), ความแปรปรวน(Variance), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard deviation) เป็นต้น

2. การแจกแจงความถี่(Frequency Distributions) ข้อมูลเชิงกลุ่มสามารถแจกแจงค่าของตัวแปรตามจำนวนที่นับได้ทั้งแบบทางเดียวและแบบหลายทางพร้อมทั้งแสดงค่าสถิติที่เกี่ยวข้องเช่น ค่าเฉลี่ย(Mean), มัธยฐาน(Median), ฐานนิยม(Mode), พิสัย(Range), ความแปรปรวน(Variance), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard deviation), เปอร์เซ็นต์ไทล์(Percentiles) กราฟแท่งหรือค่าสถิติที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบทางสถิติ

3. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย(Mean Groups Comparison) สามารถทำการเปรียบเทียบและทดสอบค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มตัวอย่างโดยค่าสถิติ t (Student’s t) และสำหรับหลายกลุ่มตัวอย่างโดยสถิติ F ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance: ANOVA) ทั้งแบบทางเดียวและแบบหลายทาง

slide27

ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล

4. การหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร(Correlation) สามารถคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปลแบบต่างๆ

5. การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis)

6. การทดสอบแบบนอนพาราเมตริก

7. การวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับคำตอบแบบหลายคำตอบ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากจากแบบสอบถามที่มีตัวเลือกมาให้ และผู้ตอบสามารถตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ

slide29

ฟังก์ชั่นที่เหมาะสมกับการวิเคราะห์ข้อมูลฟังก์ชั่นที่เหมาะสมกับการวิเคราะห์ข้อมูล

1. การแจกแจงความถี่แบบทางเดียว Analyze / Descriptive Statistics / Frequencies

 เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Variable(s)

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ม Statistics, Chart, หรือ Format

 คลิกปุ่ม OK

2. การคำนวณค่าสถิติเบื้องต้น Analyze / Descriptive Statistics / Descriptive

 เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Variable(s)

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ม Options

 คลิกปุ่ม OK

slide30

3. การตรวจสอบข้อมูล Analyze / Descriptive Statistics / Explore

 เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Dependent List

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Statistics, Plots, หรือ Options

 คลิกปุ่ม OK

4. การแจกแจงความถี่ตั้งแต่ 2 ทาง Analyze / Descriptive Statistics / Crosstabs

 เลือกตัวแปรอย่างน้อย 1 ตัวที่ต้องการให้อยู่ด้านแถวไว้ในกรอบของ Row(s)

 เลือกตัวแปรอย่างน้อย 1 ตัวที่ต้องการให้อยู่ด้านหลักไว้ในกรอบของ Column(s)

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ม Statistics, Cell หรือFormat

 คลิกปุ่ม OK

slide31

5. คำนวณค่าสถิติเบื้องต้นจำแนกตามกลุ่ม Analyze / Compare Means / Means

 เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Dependent List และImpendent List

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Options คลิกปุ่ม OK

6. การทดสอบค่าเฉลี่ย 1 กลุ่ม Analyze / Compare Means / One-Sample T Test

 เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Test Variable(s)

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ม Options คลิกปุ่ม OK

7. ทดสอบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกันAnalyze / Compare Means / Impendent -Sample T Test

 เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Test Variable(s) และ Grouping Variable

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมปุ่ม Options คลิกปุ่ม OK

slide32

8. การทดสอบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน Analyze / Compare Means / Paired-Sample T Test

 เลือกตัวแปรไว้ในกรอบของ Paired Variable

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Options คลิกปุ่ม OK

9. การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว Analyze / Compare Means / One-Way ANOVA

 เลือกตัวแปรอย่างน้อย 2 ตัวไว้ในกรอบของ Dependent List และ Factor(s)

 กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมที่ปุ่ม Contrasts, Options

 การทดสอบหาคู่ที่ค่าเฉลี่ยต่างกัน Post Hocเสร็จแล้ว

 คลิกปุ่ม OK