slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
Cell Structure and Function PowerPoint Presentation
Download Presentation
Cell Structure and Function

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 92

Cell Structure and Function - PowerPoint PPT Presentation


  • 192 Views
  • Uploaded on

สิ่งมีชีวิต (living organism) แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม. สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (unicellular organism) เช่น แบคทีเรีย สาหร่าย โปรตัวซัว และยีสต์เป็นต้น. สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (multicellular organism) ได้แก่ ฟังไจ พืช และสัตว์. Cell Structure and Function. บทนำ.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

Cell Structure and Function


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

สิ่งมีชีวิต (living organism) แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (unicellular organism)

เช่น แบคทีเรีย สาหร่าย โปรตัวซัว

และยีสต์เป็นต้น

สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (multicellular organism)

ได้แก่ ฟังไจ พืช และสัตว์

Cell Structure and Function

บทนำ

slide2

“ขนาดของร่างกายกำหนดจากจำนวนเซลล์ ไม่ได้กำหนดจากขนาดของเซลล์”

สิ่งมีชีวิตนอกจากมีความหลากหลายชนิดแล้ว ขนาดยังมีความแตกต่างกันด้วย ขนาดรูปร่างของหนูเล็กกว่าของคนมาก และขนาดของคนก็เล็กว่าช้างมาก ไม่ว่าขนาดร่างกายจะต่างกันอย่างไร ขนาดของเซลล์จะใกล้เคียงกัน ดังนั้นขนาดของร่างกายกำหนดจากจำนวนเซลล์ ไม่ได้กำหนดจากขนาดของเซลล์

ตัวอย่างเช่น

ขนาดเซลล์ของหนู ~ ขนาดเซลล์ของช้าง แต่จำนวน เซลล์ของช้างมีจำนวนมากกว่า จำนวนเซลล์ของหนู

slide3

คำว่า “cell” (เซลล์) มีความหมายถึงช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ

:บัญญัติขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ Robert Hooke เมื่อปี ค.ศ. 1665 โดยการใช้กล้องจุลทรรศน์ที่ปรับปรุงขึ้นส่องดูชิ้นไม้คอร์คที่ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ซึ่งเห็นเป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กมากมาย

: ต่อมาอีก 2-3 ปี นักกายวิภาคศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ M. Malpighi ก็พบลักษณะโครงสร้างคล้ายกันนี้ในเนื้อเยื่อสัตว์ซึ่งเขาเรียกว่า vesicles หรือ utricles

slide4

ประวัติการศึกษาเรื่องเซลล์ประวัติการศึกษาเรื่องเซลล์

ค.ศ. 1590 Jansen ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ที่เป็น compound microscope

ค.ศ. 1650-1700 Antony van Leeuwenhoeck ได้สังเกตเห็นนิวเคลียส สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว รวมถึงแบคทีเรีย

  • ค.ศ. 1700-1800 มีการกล่าวถึงและมีงานพิมพ์ที่เป็นรูปวาดเกี่ยวกับเนื้อเยื่อพืชเป็นส่วนมาก
  • ค.ศ. 1831-1833 Robert Brown ได้อธิบายถึงลักษณะนิวเคลียสในเซลล์พืชว่ามีรูปร่างกลม

ค.ศ. 1838-1839 Theodor Schwann นักสัตวศาสตร์ชาวเยอรมันและ Matthias Schleiden นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันได้สรุปว่า เนื้อเยื่อของสัตว์และพืชประกอบขึ้นด้วยเซลล์ แต่ละเซลล์เจริญพัฒนาอย่างเป็นอิสระ และได้เสนอทฤษฎีเซลล์ (Cell theory)

slide5

* สิ่งมีชีวิตทั้งหลายประกอบขึ้นด้วยเซลล์ซึ่งอาจจะเป็นเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์

* เซลล์เป็นทั้งหน่วยโครงสร้างและหน่วยหน้าที่ของสิ่งมีชีวิต

ทฤษฎีเซลล์ (Cell theory)

  • มีใจความหลักว่า
  • ต่อมา นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ Rudolf Virchow ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของเซลล์ ได้เสนอความคิดเสริมเพิ่มเติมกับทฤษฎีเซลล์ว่า

* เซลล์ทั้งหลายกำเนิดขึ้นมาจากเซลล์ที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยการแบ่งเซลล์

slide6

ค.ศ. 1840 ได้มีการเรียกชื่อส่วนประกอบทั้งหลายภายในเซลล์ว่า “protoplasm” โดย Purkinje ซึ่งต่อมาก็มีการใช้คำ “cytoplasm” ซึ่งหมายถึงของเหลวที่อยู่รอบนิวเคลียส

ค.ศ. 1887-1900 ได้มีการปรับปรุงคุณภาพของกล้องจุลทรรศน์ น้ำยารักษาสภาพเนื้อเยื่อ (fixatives) สีย้อมและการตัดเนื้อเยื่อ ทำให้ความรู้เกี่ยวกับเซลล์เป็นไปอย่างกว้างขวางและได้รายละเอียดมากขึ้น

ค.ศ 1930 เป็นต้นมา เมื่อมีการสร้างกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนที่มีความ

สามารถในการขยายสูง ทำให้การศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้าง

ส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ระดับลึก (ultrastructure) ก็ได้รับการศึกษาอย่าง

กว้างขวาง

slide7

เซลล์คืออะไร????

คือ หน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งเป็นทั้งหน่วยโครงสร้างและหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตที่แสดงคุณลักษณะของชีวิตได้ ซึ่งได้แก่

สามารถนำวัตถุดิบเข้าภายในเซลล์ได้

สามารถใช้วัตถุดิบนั้นมาเป็นพลังงานและสังเคราะห์โมเลกุลใหม่ได้

มีการเจริญเติบโตได้

ตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบ ๆ ได้

สามารถดำรงสภาพสมดุล (homeostasis) ได้

สามารถแพร่พันธุ์ด้วยตนเองและปรับตัวได้

slide8

ขนาดของเซลล์

เซลล์ทั้งหลายมีขนาดเล็กมากและไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ยกเว้นบางชนิดเช่น เซลล์ไข่ของพวกนกหรือไก่ เซลล์ไข่ของกบ เป็นต้น

ใหญ่กว่า

เซลล์พืช

ใหญ่กว่า

เซลล์สัตว์

เซลล์แบคทีเรีย

10-100 ไมครอน

10-30 ไมครอน

1 ไมครอน

slide9

ทำไมเซลล์ต้องจำกัดตัวเองให้มีขนาดเล็กทำไมเซลล์ต้องจำกัดตัวเองให้มีขนาดเล็ก

:เนื่องจากมีข้อจำกัดของความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ผิวกับปริมาตรหรือที่เรียกว่า “surface-to-volume ratio”

ยิ่งเซลล์มีขนาดเล็กประสิทธิภาพของการผ่านเข้า-ออกของสารผ่านพลาสมา เมมเบรน และการกระจายของสารภายในเซลล์ย่อมดีกว่าเซลล์ที่มีขนาดใหญ่

ยกเว้น

เซลล์พืชบางชนิดแม้จะมีขนาดใหญ่แต่ก็ดำเนินกิจกรรมภายในเซลล์ได้ดี ทั้งนี้เพราะอาศัย cytoplasmic streaming ช่วยกระจายสารต่าง ๆ ให้ทั่วถึงภายในเซลล์

slide12

The electron micrograph reveals little internal detail in the prokaryotic cell

,although a number of flagella are seen.Prokaryotes are structurally much simpler than

eukaryotic cells yet they carry many of the same chemical process

slide13

เซลล์ที่มีขนาดใหญ่

- ปริมาตรของเซลล์มาก

พื้นที่ผิว : ปริมาตร น้อย

- พื้นที่ผิวมาก

:จะเป็นอุปสรรคต่อ

กิจกรรมต่างๆของเซลล์

  • เซลล์ที่มีขนาดเล็ก

- ปริมาตรเซลล์น้อย

พื้นที่ผิว : ปริมาตร มาก

- พื้นที่ผิวน้อย

:กิจกรรมต่างๆ ของเซลล์

เกิดได้มีประสิทธิภาพ

slide14

ชนิดของเซลล์

เซลล์ (cell)

Prokaryotic cell

heterotrophs

autotrophs

eukaryotic cell

slide15

Prokaryotic cell

- โครงสร้างไม่สลับซับซ้อน, ขนาดเล็กประมาณ 1/10 ของ

Eukaryotic cell

- ออร์แกเนลล์มีเฉพาะ ribosome

- มีนิวเครียสไม่แท้จริง ( nucleoid ) , DNA เป็นวง

Eukaryotic cell

- เป็นโครงสร้างที่มีความซับซ้อน

- มีออร์แกเนลลืหลายชนิด

- มีนิวเครียสแท้จริง (มี nuclear membrane), DNA เป็นสายตรง

slide18

Animal cell

: ลักษณะและองค์ประกอบ

slide20

Plant cell

: ลักษณะและองค์ประกอบ

slide22

Organelles

1. Plasma membrane

แสดงชั้น phospholipid 2 ชั้น โมเลกุล phospholipid มีสองส่วน ส่วนที่เป็น charged หรือ polar head จัดเรียงตัวเป็นพื้นผิวอยู่ด้านนอกและด้านในเซลล์ ส่วนที่เป็น uncharged หรือ nonpolar tail หันเข้าหากันเป็นชั้นอยู่ตรงกลาง ในชั้น phospholipid นี้มีโปรตีนแทรกอยู่มากมาย และที่เซลล์สัตว์มีโมเลกุล cholesterol แทรกด้วย

slide23

2. Nucleus and nuclear envelope

แสดงลักษณะของนิวเคลียส ส่วนที่หุ้มรอบเป็น nuclear envelope ซึ่งเป็นเมมเบรนสองขั้น แต่ละชั้นเมมเบรนเป็น lipid bilayer structure ตลอดทั่ว envelope มี protein pores มากมาย

slide24

3. Endoplasmic reticulum (ER)

โครงสร้างเป็นระบบเมมเบรนที่เป็นถุงแบนและหลอดซึ่งติดต่อกัน ER ติดต่อถึงกันกับ nuclear envelope ER มีทั้ง rough ER และ smooth ER

slide25

4. Golgi apparatus

เป็นถุงเมมเบรนแบนซ้อนกัน โครงสร้างนี้มีด้านที่รับ vesicles เข้ามาเป็น cis face และด้านที่ปล่อย vesicles ออกไปเป็น trans face

slide27

5. Mitochondrion

เป็นแหล่งที่เกิดการหายใจของเซลล์ โครงสร้างที่หุ้มรอบด้วยเมมเบรนสองชั้น เมมเบรนชั้นในยื่นแทรกเข้าภายในเป็น cristae ซึ่งมีเอนไซม์ใช้ในการสร้าง ATP ภายในมี DNA, RNA, ribosomes และเอนไซม์หลายชนิด สามารถจำลองตัวเพิ่มจำนวนได้

slide28

6. Centrioles

เป็นโครงสร้างรูปแท่งทรงกระบอกขนาดเล็ก 2 แท่ง วางตัวตั้งฉากซึ่งกันและกันและอยู่บริเวณ centrosome ซึ่งเป็นบริเวณใกล้กับนิวเคลียส แต่ละแท่ง centriole ประกอบด้วยชุดไมโครทูบูล 9 ชุด เรียงเป็นวงรอบ (9+0) แต่ละชุดมีไมโครทูบูล 3 แท่ง

slide29

7. Lysosomes

เป็นถุงเมมเบรนกลมมีลักษณะทึบเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ถุงเมมเบรนนี้หลุดจาก trans face ของ Golgi apparatus เป็น primary lysosome และเมื่อรวมกับโครงสร้างอื่นจะกลายเป็น secondary lysosome

slide30

8. Ribosomes

เป็นอนุภาคขนาดเล็กประกอบด้วย 2 subunits ribosomes ที่อยู่เป็นอิสระภายในไซโทพลาสซึมเกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนที่ใช้อยู่ภายในเซลล์ ส่วน ribosome ที่ติดกับ ER ทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่ถูกขับออกนอกเซลล์

slide31

9. Peroxisomes (Glyoxysomes)

เป็นถุงมีเมมเบรนหุ้ม ภายในมีเอนไซม์ที่ใช้ในการขนถ่ายไฮโดรเจนจากสารหลายชนิดไปยังออกซิเจนและได้ผลิตผลเป็น hydrogen peroxide (H2O2) และ H2O2 นี้ถูกเปลี่ยนให้เป็น H2O ในเซลล์ตับ peroxisome ช่วยทำลายพิษของสารที่เป็นพิษ ในเนื้อเยื่อพืชที่เก็บไขมัน เช่น เมล็ดพืชที่กำลังงอก เอนไซม์ใน peroxisome สามารถเปลี่ยนกรดไขมันให้เป็นน้ำตาลได้ peroxisome ไม่ได้กำเนิดมาจากระบบเมมเบรนภายในเซลล์ แต่เกิดขึ้นโดยการเข้ารวมกันของโปรตีนและไขมันเป็นเมมเบรน

slide32

10. Cilia and Flagella

เป็นโครงสร้างลักษณะคล้ายเส้นขนเคลื่อนไหวได้ ส่วนที่เป็นแกนประกอบด้วยคู่ไมโครทูบูล 9 คู่เรียงเป็นวงรอบ และมีไมโครทูบูล 1 คู่ อยู่ตรงกลางวง (9+2) บริเวณส่วนฐานยึดติดกับ basal body ซึ่งมีโครงสร้างเช่นเดียวกับ centriole

slide33

11. Cytoskeleton : Microtubules

มีลักษณะเป็นหลอดทรงกระบอกกลวง ไม่สามารถมองเห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา แต่เมื่อมาจัดเรียงตัวเป็น mitotic spindle จะเห็นได้ แต่ละไมโครทูบูลมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 25 นาโนเมตร ความยาวไม่แน่ชัด มักอยู่กระจายทั่วเซลล์

slide35

12. Cytoskeleton : Actin filaments

มีลักษณะเป็นเส้นบาง ๆ มีขนาดกว้างประมาณ 5 นาโนเมตร และยาวราว 1.0 ไมครอน ประกอบขึ้นด้วย globular protein ที่จัดเรียงตัวเป็นสาย 2 สาย และอยู่พันกันเป็นเกลียว

slide37

13. Cytoskeleton : Intermediate filament

เป็นเส้นใยบาง ๆ ประกอบด้วยโปรตีนแตกต่างกันหลายชนิด ในเซลล์ชนิดต่าง ๆ

slide38

14. Plastids : Chloroplasts

เป็นออร์แกเนลล์ขนาดใหญ่ มีสีเขียว อยุ่ในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์เท่านั้น โครงสร้างเป็นรูปไข่ มีเมมเบรนหั้ม 2 ชั้น ภายในเป็น stroma และมีแผ่น thyrakoid เรียงซ้อนกัน ที่เมมเบรน thyrakoid มีเอนไซม์สังเคราะห์ ATP และมี รงควัตถุ chlorophyll และ carotenoids ภายใน chloroplast มี DNA และ ribosomes สามารถสร้างโปรตีนและจำลองตัวเองได้

slide40

15. Plastids : Leucoplasts (White plastids

Leucoplastids เป็น plastids ที่ไม่มีสีเนื่องจากไม่มี pigments โดยปกติแล้วทำหน้าที่เก็บสะสมอาหาร และมักมีมากในส่วนของพืชที่มีหน้าที่เก็บสะสม เช่น ราก เมล็ด และใบอ่อน plastids นี้มีหลายชนิด เช่น amyloplast เก็บสะสมแป้ง lipidoplasts เก็บสะสมลิปิด น้ำมันหรือไขมัน proteoplasts เก็บสะสมโปรตีน

slide41

16. Chromoplasts (Colored plastids)

Chromoplasts เป็น plastids ที่มีสีต่าง ๆ ตาม pigments เช่น pigments carotenes ทำให้เป็นสีส้ม xanthophylls ทำให้เป็นสีเหลือง และอีกหลาย pigments ที่ทำให้เกิดสีแดง chromoplasts นี้ทำให้เกิดสีสรรต่าง ๆ ของดอกไม้และผลไม้

slide42

17. Cell wall

เป็นผนังแข็งทึบห่อหุ้มเซลล์พืช เซลล์สาหร่ายและฟังไจ องค์ประกอบทางเคมีของผนังเซลล์เหล่านี้แตกต่างกัน แต่โดยหน้าที่แล้วคล้ายคลึงกัน ผนังเซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างที่เซลล์พืชแบ่งเซลล์เรียกว่า “primary wall” ต่อมาผนังนี้หนาตัวขึ้นกลายเป็น “secondary wall”

slide43

18. Vacuoles

เป็นถุงที่มีผนังเป็นเมมเบรนชั้นเดียว ภายในบรรจุไว้ด้วยของเหลว ในเซลล์สัตว์มี vacuole ขนาดเล็ก เช่น phagocytic vacuoles, food vacuoles, autophagic vacuoles และ contractile vacuoles แต่เซลล์พืชโดยเฉพาะพวก parenchyma cells และ collenchyma cells มี vacuoles ใหญ่เรียกว่า “large central vacuole”

slide46

Cytoplasmic Inclusion คืออะไร?????

Inclusion เป็นส่วนที่พบได้ในไซโทพลาสซึมของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์

เป็นสิ่งที่เกิดจากกระบวนการเมตาโบลิซึม

เป็นสารที่เซลล์เก็บสะสมไว้

เป็นสิ่งที่เซลล์นำเข้ามาจากภายนอก

slide47

Inclusion ในเซลล์สัตว์ เช่น

Inclusion ในเซลล์พืช เช่น

Lipid droplet

เม็ดแป้ง

ผลึก

Glycogen

vacuole

Zymogen

Pigments

slide48

เนื้อเยื่อสัตว์ (Animal Tissues)

บทนำ

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีลำดับการจัดรวมกันขององค์ประกอบ (level of organization) เป็นตัวของสิ่งมีชีวิต

อะตอม

ชีวโมเลกุล

ออร์แกเนลล์

slide49

เซลล์

เนื้อเยื่อ

อวัยวะ

ระบบอวัยวะ

สิ่งมีชีวิต

slide50

เนื้อเยื่อ หมายถึงกลุ่มเซลล์ที่มีรูปร่างคล้ายกันและทำหน้าที่ร่วมกัน โครงสร้างของเนื้อเยื่อมีรูปแบบต่าง ๆ กันซึ่งแต่ละรูปแบบก็เหมาะกับหน้าที่ต่างกันออกไป

สัตว์มีกระดูกสันหลัง (vertebrates) เนื้อเยื่อถูกจัดแบ่งออกเป็น 4 ชนิด

(1) เนื้อเยื่อบุผิว (epithelial tissue)

(2) เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue)

(3) เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (muscular tissue)

(4) เนื้อเยื่อประสาท (nervous tissue)

slide51

เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelial tissue)

“ เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบขึ้นด้วยเซลล์เยื่อบุผิว (epithelial cells) เข้ามาเรียงชิดต่อกันเป็นแผ่นหรือเป็นชั้น โดยทำหน้าที่ปกคลุมอยู่ตามผิวภายนอกร่างกายและอวัยวะ และบุรอบช่องว่างภายในร่างกาย “

เซลล์เยื่อบุผิวที่เข้ามาอยู่ชิดและติดกันได้โดยที่มีสารแทรกระหว่างเซลล์ (intercellular substance) น้อยมาก ทั้งนี้อาศัย

tight junctions

desmosomes

slide52

เยื่อบุผิวมีลักษณะพิเศษที่ต่างไปจากเนื้อเยื่ออื่น ๆ ได้แก่

(1) การที่มีเซลล์อยู่เบียดชิดกันแน่นโดยมีสารแทรกระหว่างเซลล์น้อยมาก

(2) ระหว่างเซลล์ต่อเซลล์ที่มีการยึดเหนี่ยวกัน

(3) การมีความแตกต่างของด้าน

(4) การมี เยื่อรองรับฐาน (basement membrane) ทำหน้าที่เป็นฐานให้เซลล์

ยึดเหนี่ยว

ไกลโคโปรตีนซึ่งสร้างมาจากเซลล์เยื่อบุผิว

เส้นใยโปรตีนคอลลาเจนสร้างจากเซลล์ในชั้น

เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

(5) การมีใยประสาทแทรกเข้าไปในชั้นเยื่อบุผิว แต่ไม่มีหลอดเลือด

นำเลือดไปหล่อเลี้ยง

(6) เยื่อบุผิวมีความสามารถในการเสริมสร้างทดแทนส่วนที่เสียหายไปได้

อย่างรวดเร็ว

slide53

ชนิดของเยื่อบุผิว :-

เยื่อบุผิวถูกจัดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่

covering and lining epithelium

glandular epithelium

covering and lining epithelium จัดจำแนกเป็นรูปแบบย่อยๆ ๆ ได้อีก โดยมีเกณฑ์การพิจารณาหลัก ๆ ได้แก่

(1) จำนวนชั้นของเซลล์เยื่อบุผิว

simple epitheliumทำหน้าที่ absorption,

secretion, filtration

stratified epitheliumทำหน้าที่ protection

slide54

(2) รูปร่างของเซลล์เยื่อบุผิวที่อยู่ด้านบน

เซลล์แบนบาง (squamous cell)

เซลล์รูปลูกบาศก์ (cuboidal cell)

เซลล์รูปทรงกระบอก (columnar cell)

  • จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวสามารถแบ่ง covering and lining epithelium
  • ได้ 2 หลายรูปแบบ

1. Simple epithelium

Simple squamous epithelium

Simple cuboidal epithelium

Simple columnar epithelium

slide55

2. Stratified epithelium

Stratified squamous epithelium

Stratified cuboidal epithelium

Stratified columnar epithelium

“ เยื่อบุผิวลักษณะนี้เรียกว่า “transition epithelium

เยื่อบุผิวของอวัยวะบางแห่ง มีลักษณะคล้ายกับเซลล์ซ้อนกัน

แต่แท้ที่จริงไม่ซ้อน เรียกว่า pseudostratified epithelium

เช่น ผนังด้านในหลอดลม เยื้อบุผิวเป็น

pseudostratified ciliated columnar epithelium

slide61

เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue)

หน้าที่หลัก :“เชื่อมยึดและค้ำจุนเนื้อเยื่ออื่น ๆ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการป้องกันอันตราย การห่อหุ้ม และการขนส่งสารในร่างกาย ”

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันประกอบด้วย

cells

fibers

ร่วมกันเรียกว่า matrix

ground substance

slide62

เซลล์ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีหลายอย่างเซลล์ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีหลายอย่าง

  • เรียกชื่อแตกต่างกันตามชนิดของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

fibroblast

chondroblast

osteoblast

hemocytoblast

macrophage

plasma cell

mast cell

เซลล์ไขมันและเม็ดเลือดขาวที่ออกมาจากหลอดเลือด

slide63

Fibers ของเนื้อเยื่อเกี่ยวกันซึ่งทำหน้าที่ให้การค้ำจุนมี 3 ชนิด

(1) collagenous fibers

(2) elastic fibers

reticular fibers

เป็นไฟเบอร์ที่ประกอบด้วยโปรตีน collagen ไฟเบอร์ชนิดนี้ไม่ยืดหยุ่น แต่มีความเหนียวมากทนทานต่อฉีกขาดเมื่อถูกดึง

เป็นไฟเบอร์ที่มีลักษณะคล้ายเส้นด้ายยาว ประกอบขึ้นด้วยโปรตีน elastinเส้นใยชนิดนี้ก่อให้เกิดคุณสมบัติยืดและหดกลับได้

เป็นไฟเบอร์ที่เป็นเส้นบางมากและมีการแตกแขนงแผ่ออกไปประสานเป็นร่างแห ประกอบขึ้นด้วยโปรตีน collagen

slide64

Ground substance

: เป็นส่วนที่ไม่มีรูปทรงแทรกอยู่ระหว่างเซลล์และไฟเบอร์

ประกอบด้วย

proteoglycans

interstitial fluid

เป็นของเหลวที่แทรกซึม

อยู่ใน ground substance

เป็นสารที่ประกอบด้วยโปรตีนที่ทำหน้าเป็นแกน โดยมีglycosaminoglycans ยึดติดอยู่กับแกนโปรตีน

slide65

บทบาทของ ground substance: เป็นตัวกลางที่สารอาหารและสารอื่น ๆ ละลายแพร่ไปได้ระหว่างหลอดเลือดฝอยและเซลล์อื่น ๆ

ชนิดของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน:-

  • อาศัยความแตกต่างของเซลล์ชนิดต่าง ๆ ชนิดของไฟเบอร์และปริมาณและชนิดของ ground substance

(1) เนื้อเยื่อเกี่ยวพันโปร่งบาง (areolar connective tissue)

(2) เนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue)

(3) เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแน่นทึบ (fibrous connective tissue)

(4) กระดูกอ่อน (cartilage)

(5) กระดูก (bone)

(6) เลือด (blood)

slide66

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันโปร่งบาง :-

ลักษณะ :เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีไฟเบอร์อยู่กระจายหลวม ๆ ลักษณะของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดนี้อ่อนนุ่ม มีกระจายกว้างขวางทั่วร่างกาย โดยอยู่แทรกระหว่างเนื้อเยื่ออื่น ๆ และทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวเนื้อเยื่ออื่น ๆ ให้อยู่ด้วยกัน

ไฟเบอร์ที่พบ

collagenous fibers, elastic fibers และ reticular fibers

เซลล์ที่พบมีหลายชนิด ที่มีมากได้แก่

fibroblasts และ macrophages

ground substance มีสารประเภท

hyaluronic acid

slide68

เนื้อเยื่อไขมัน

: เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันโปร่งบางชนิดหนึ่งที่มีเซลล์ไขมัน (adipose cells) อยู่เป็นจำนวนมาก

  • ไขมันอยู่ในรูปเม็ดไขมัน ขนาดใหญ่ภายในเซลล์
  • การสะสมไขมันขึ้นอยู่กับ

- กรรมพันธุ์

- การออกกำลังกาย

- ปริมาณไขมันที่กินเข้าไป

: ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย

เป็นชั้นที่รับแรงกระแทก ป้องกันการสูญเสียความร้อนของร่างกาย

slide70

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแน่นทึบ :-

มีไฟเบอร์ชนิด collagenous fibers หนาแน่น

แบ่งเป็น :

dense regular connective tissueเช่น เอ็น (tendon)

และ ligament

dense irregular connective tissueเช่นที่พบในหนังแท้ ,

แคปซูลหุ้มรอบอวัยวะ

slide72

กระดูกอ่อน :-

- มีคุณสมบัติอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแน่นทึบและกระดูก

มีลักษณะแข็งขึ้นแต่ยังโค้งบิดงอได้

- ทำหน้าที่ค้ำจุนและรักษารูปทรงของอวัยวะ เช่น จมูก ใบหู กล่องเสียง

หลอดลม เป็นต้น

ชนิดของกระดูกอ่อน

(1) hyaline cartilage

(2) elastic cartilage

(3) fibrocartilage

slide73

Hyaline cartilaye

- มี collagenous fiber มาก

- ตัวอย่าง --->> กระดูกอ่อนที่หลอดลม กล่องเสียง กระดูกอ่อน

โครงร่าง ขณะที่เป็นเอมบริโอ

Fibrocartilage

- ก้ำกึ่งระหว่าง Hyaline cartilaye และ dense regular connective

tissue

- ตัวอย่าง ----->> กระดูกอ่อนระหว่างกระดูกสันหลัง

Elastic cartilage

- มี elastic fiber มาก

- ตัวอย่าง ------>> กระดูกอ่อนที่ใบหู, epigottis

slide76

กระดูก

เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีเกลือแร่เข้าไปสะสม

แข็งคล้ายหิน

ทำหน้าที่

- เป็นโครงร่างค้ำจุน

- ป้องกันอันตรายให้กับเนื้อเยื่อข้างใต้

- สะสมไขมันและสร้างเม็ดเลือดแดง

องค์ประกอบ

เซลล์ osteoblasts osteocyte อยู่ใน lacuna

ติดต่อกับทาง canaticuli

Collagen fiber และ ground substance

เกลือแร่

กระดูกมีลักษณะแข็ง

slide77

โครงสร้างของกระดูก

Spongy bone

- ชิ้นกระดูกเล็กๆ ที่ติดต่อประสานกัน, พรุน

- ไม่มี Haversion system

Compect bone

- เนื้อแน่นทึบ

- มี Haversion system

slide78

- เป็นเซลล์ที่มีนิวเครียสและออร์แกเนลล์

- มี 2 ชนิดใหญ่ๆ

Agranular leukocyte - ไม่มี specific granules

Granular leukocyte - มี specific granules

เม็ดเลือดขาว

slide79

Agranular leukocyte

Lymphocyte

- ขนาด 6 - 8 ไมครอน

- นิวเครียสกลมเกือบเต็มเซลล์

- สร้างภูมิต้านทาน

Monocyte

- ขนาด 9 - 12 ไมครอน

- นิวเครียสรูปไต

- เป็น phagocytic cells

slide80

Granular leukocyte

Neutrophil

- ขนาด 10 - 12 ไมครอน

- นิวเครียสมี 3 - 5 พู

- เป็น phagocytic cell

Eosinophil

- ขนาด 12 ไมครอน

- นิวเครียส 2 พู, กรานูลชัดเจน

- จับกับคอมเพลคของแอนติเจนและแอนติบอดี

Basophil

- ขนาด 10 - 12 ไมครอน

- นิวเครียสเป็นพู, กรานูลหยาบ

- เกี่ยวข้องกับการเกิดอาการแพ้

slide81

เลือด :-

:- เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีลักษณะเป็นของเหลว

องค์ประกอบของเลือด

: ส่วนที่มีรูปร่าง

red blood cells, white blood cells,

platelets

:ส่วนที่ไม่มีรูปร่าง

plasma

น้ำ เกลือแร่ โปรตีน สารอาหารและของเสียต่าง ๆ

slide82

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม:สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม:

เม็ดเลือดแดง

ไม่มีนิวเคลียส

ไม่มีออร์แกเนลล์

รูปร่างของเม็ดเลือดแดง

เป็น biconcave disk

ประกอบด้วยโมเลกุล ฮีโมโกบิน ซึ่งจับกับ O2และ NO

ทำให้หลอดเลือดฝ่อยขยายตัว และ

ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ได้ดี

slide83

เกล็ดเลือด

:ในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ แผ่นเลือดเป็นเศษไซโทพลาสซึมที่มีขนาด 2-3 ไมครอน โดยแตกหลุดมาจากเซลล์ขนาดใหญ่ในไขกระดูก

:ในสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นที่ไม่ใช่พวกเลี้ยงลูกด้วยนมมีเซลล์ที่ทำหน้าที่คล้ายกับแผ่นเลือดเรียกว่า thrombocytes

มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดเมื่อมี

บาดแผลเกิดกับหลอดเลือด

slide84

เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ(Muscular tissue)

- ประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่างยาวซึ่งเรียกว่า muscle fibers

- มีบทบาทเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายและอวัยวะภายใน

muscle fiber มี

myofilaments ที่สำคัญสองชนิดคือ

myosin filaments

contractile proteins

Actin filaments

slide85

สัตว์มีกระดูกสันหลังมีกล้ามเนื้อ 3 ชนิด

(1) skeletal muscle

: เป็นกล้ามเนื้อที่ยึดติดกับกระดูกโครงร่าง

: มีบทบาทเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายใต้อำนาจจิตใจ

: muscle fiber มีรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอกยาว มีหลายนิวเคลียส

(2) cardiac muscle

: อยู่ที่ผนังหัวใจและผนังหลอดเลือดขนาดใหญ่ใกล้หัวใจ

: muscle fiber มีรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอกยาว มี1-2นิวเครียส

และปลายเซลล์มีการแยกแขนงติดต่อกันที่ intercalateddisc

Smooth muscle

: อยู่ตามผนังของทางเดินอาหาร ผนังกระเพาะปัสสาวะ ผนังหลอด

เลือดและผนังของอวัยวะภายในอื่น ๆ

: เซลล์แหลมหัวแหลมท้ายมีนิวเคลียสหนึ่งนิวเคลียสอยู่กลางเซลล์

slide88

เนื้อเยื่อประสาท( Nervous tissue)

เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบประสาท

สมอง

ไขสันหลัง

เส้นประสาท

เนื้อเยื่อประสาทประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด

เซลล์ประสาท (neurons)

เซลล์ค้ำจุนประสาท (supporting cells) หรือ glial cells

slide89

เซลล์ประสาทแต่ละเซลล์มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

มีส่วนที่เป็นตัวเซลล์ (cell body) ส่วนนี้เป็นที่อยู่ของนิวเคลียส

และออร์แกเนลล์

ส่วนที่เป็นแขนง (processes) ที่ยื่นออกไปจากตัวเซลล์ ซึ่งได้แก่

dendrites และ axons

dendrite ทำหน้าที่นำสัญญาณจากปลายแขนง

เข้ามาสู่ตัวเซลล์

“dendrites “

ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทออกจากตัวเซลล์ไป

ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ

axons

slide90

ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง axons จะมี myelin sheath หุ้ม เรียกว่า

myelinated axonsทำให้การนำกระแสประสาทไปได้อย่างรวดเร็ว

Axon ที่ไม่มี myelin sheath หุ้ม เรียกว่า unmyelinated axons axon ชนิดนี้

จะนำกระแสประสาทได้ช้า พบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

เซลล์ค้ำจุนประสาท

- ไม่ได้ทำหน้าที่นำกระแสประสาท

- ความสำคัญ ทำให้การทำหน้าที่ของเซลล์ประสาทเป็นไปอย่างปกติ

slide91

ชนิดของเซลล์ค้ำจุนประสาทชนิดของเซลล์ค้ำจุนประสาท

astrocytes

oligodendrocytes

microglia

ependymal cell

schwann cell

จบการนำเสนอ

slide92

เอกสารอ้างอิง

Campbell, N.A. Reece, J.B. and Mitchell. L.G. 1999. Biology. 5thed. Addison Wesley Longman, Inc. New York. pp. 776-783.

Marieb, E.N. 1995. Human Anatomy and Physiology. 3rd ed. The Benjamin/Cummings Publishing Company, Inc. California. pp. 102-133.

Ratcliffe, N.A. 1982. Practical Illustrated Histology. The Macmillan Press LTD. London and Basingstoke. pp. 48-61.