by chairat
Download
Skip this Video
Download Presentation
by chairat

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 95

by chairat - PowerPoint PPT Presentation


  • 82 Views
  • Uploaded on

by chairat. เทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้น basic Photography. สิ่งที่เราต้องมาเรียนรู้กัน … เรื่องการถ่ายภาพ. แสง ปุ่มและฟังชั่นของกล้อง DSLR อุปกรณ์การถ่ายภาพ องค์ประกอบการจัดภาพ กฎสามส่วนของการถ่ายภาพ เทคนิคการถ่ายภาพในโอกาสต่างๆ. หน้าชัด … หลังเบลอ ถ่ายกันเป็นหรือยัง ? อิอิ.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'by chairat' - dinesh


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
by chairat

by chairat

เทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้น basic Photography

slide2
สิ่งที่เราต้องมาเรียนรู้กัน…เรื่องการถ่ายภาพ
  • แสง
  • ปุ่มและฟังชั่นของกล้อง DSLR
  • อุปกรณ์การถ่ายภาพ
  • องค์ประกอบการจัดภาพ
  • กฎสามส่วนของการถ่ายภาพ
  • เทคนิคการถ่ายภาพในโอกาสต่างๆ
light
แสงที่ใช้การถ่ายภาพ (Light)
  • "การถ่ายภาพ" หรือ "Photography" คือ การเขียนภาพด้วยแสงสว่าง  แสงเปรียบเหมือนสีที่จิตรกรใช้ในการวาดภาพ ถ้ารู้จักเก็บแสงสีดีๆก็จะได้ภาพสวยๆไปด้วย...  "แสง“จึงมีความจำเป็นที่สุดต่อการถ่ายภาพ     
slide7
แสงที่ใช้ในการถ่ายภาพ
  • แสงที่ใช้ในการถ่ายภาพ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ1. แสงธรรมชาติ (Natural light)คือ แสงสว่างที่ได้จากแหล่งกำเนิดแสงธรรมชาติ ได้แก่ ดวงอาทิตย์และแสงที่ได้จากการสะท้อนทางอ้อมในเวลากลางวัน ส่วนแสงจากดวงจันทร์และดวงดาวนั้นมีบ้างแต่มีโอกาสได้ใช้ค่อนข้างน้อย  2. แสงเทียน (Artificial light)คือ แสงสว่างที่ได้จากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์โดยกรรมวิธีต่างๆ เช่น แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าทุกชนิด แสงจากไฟแฟลชทุกชนิด แสงจากตะเกียงหรือเทียนไขและแสงรังสีต่างๆ ที่ใช้ในงานวิทยาศาสตร์และการแพทย์ 
slide9
ลักษณะของแสงที่ใช้ในการถ่ายภาพ
  • 1. แสงแบบแข็ง(hard light) แสงแบบแข็งเป็นแสงสว่างจากดวงไฟส่องไปยังวัตถุที่ถ่ายโดยตรง วัตถุที่มีร่องขรุขระจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างพื้นเรียบได้ชัดเจน
  • 2. แสงแบบนุ่ม (Soft light)เป็นส่วนที่สว่างและส่วนที่เป็นเงามืดมีความแตกต่างกันน้อย
  • 3. แสงสว่างทั่ว (High key)แสงสว่างทั่วเป็นการจัดแสงเพื่อทำให้ภาพดูนุ่มนวลชวนฝัน โดยใช้ฉากหลังเป็นสีอ่อนหรือสีขาวให้แสงสว่างกระจายทั่วส่องไปยังแบบให้เงาที่เกิดอ่อนที่สุด
  • 4. แสงสว่างส่วนน้อย (Low key)แสงสว่างส่วนน้อยเป็นการจัดแสงลักษณะตรงข้ามกับแบบแสงสว่างทั่ว เพื่อทำให้ภาพดูลึกลับตื่นเต้นน่าพิศวง ส่วนที่สว่างมีเนื้อที่น้อยที่สุด
slide11
ทิศทางของแสง
  • 1. แสงในแนวตั้ง (Vertical lighting)เป็นแสงที่ส่องไปยังวัตถุทำให้เกิดมุมของแสงตามแนวตั้ง ซึ่งเราสามารถจัดแสงให้อยู่ในระดับสายตา ระดับต่ำกว่าสายตา หรือจัดให้อยู่ในมุมสูงส่องลงมายังวัตถุก็ได้             
  • 1.1 แสงในมุมสูง    เป็นแสงที่ทำมุมกับแนวระนาบประมาณ 40°-60° ถ้าเป็นแสงธรรมชาติจะเป็นช่วงก่อนเที่ยงและช่วงบ่าย
  • 1.2 แสงในมุมต่ำ ได้แก่แสงที่ส่องจากด้านล่าง โดยมากไม่ค่อยพบในแสงธรรมชาติ แต่จะมีในเมื่อจัดแสงเทียมหรือแสงไฟจากแหล่งอื่นๆ  ถ้าถ่ายภาพบุคคลโดยใช้แบบมุมต่ำจะดูน่ากลัว ลึกลับ             
slide12
ทิศทางของแสง
  • 2. แสงในแนวนอน (Horizontal lighting)เป็นแสงที่ส่องมายังวัตถุในแนวนอน ได้แก่  2.1 แสงหน้า (Front light)เป็นแสงที่ส่องตรงเข้ามาทางด้านหน้าของวัตถุที่ถูกถ่าย แสงแบบนี้จะมีเฉพาะบริเวณ Highlightไม่เกิดเงาในภาพ ทำให้วัตถุดูเรียบแบน2.2 แสงข้าง (Side lightเป็นแสงที่ส่องมาด้านข้างของสิ่งที่จะถ่าย ทำมุมประมาณ 90ºด้านซ้ายและด้านขวา ทำให้เกิดเงามืดตัดกับแสงสว่าง ช่วยให้เห็นผิวพื้นชัดเจน

เห็นเป็นรูปลักษณะด้านสูง และลึก          

2.3 แสงหลัง (Back light)เป็นแสงที่มาจากด้านหลังของสิ่งที่จะถ่าย ตรงข้ามกับตำแหน่งที่ตั้งกล้องเห็นเป็นเงาดำๆ แสดงเฉพาะรูปทรงภายนอกเท่านั้น2.4 แสงเฉียงหน้าและแสงเฉียงหลัง (Semi - Front light and Semi - Back light)เป็นแสงที่ส่องเฉียงเข้าด้านข้างและด้านหลังของวัตถุ ทั้งด้านซ้ายและขวา 

digital camera
กล้องดิจิตอล (Digital Camera)
  • เมื่อเทคโนโลยีการถ่ายภาพได้พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมกันนั้นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ก็มีความก้าวหน้าเช่นกัน จึงได้มีผู้คิดค้นกล้องถ่ายภาพที่สามารถใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า กล้องดิจิตอล (Digital Camera) ที่ถ่ายภาพโดยไม่ต้องใช้ฟิล์ม ไม่ต้องผ่านกระบวนการล้าง อัด ขยายภาพ การบันทึกภาพจะบันทึกในรูปแบบของหน่วยความจำแบบดิจิตอล หรือบันทึกลงในแผ่นดิสก์เก็ต หรือ ซีดีรอม บางรุ่นสามารถบันทึกภาพได้ละเอียดถึง 6 ล้าน Pixel ช่องมองภาพจะเป็นจอภาพแบบ LCD หรือจอคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก สามารถพิมพ์ภาพออกทางเครื่องพิมพ์ (Printer) สามารถผลิตได้ทั้งภาพสี ภาพขาว ดำ สไลด์สี บางรุ่นสามารถบันทึกวิดีทัศน์ (Video) ได้ในตัว และสามารถแสดงผลทางจอภาพ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ตกแต่งและสร้างสรรค์ภาพด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิก เช่น Adobe PhotoShopสามารถเผยแพร่ภาพทางอินเทอร์เน็ต หรือส่งทาง Email ได้ ปัจจุบันกล้องชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก บริษัทผลิตกล้องถ่ายภาพหลายบริษัทได้หันมาพัฒนาเทคโนโลยีกล้องดิจิตอลมากขึ้น
digital camera1
กล้องดิจิตอล (Digital Camera)
  • เราจะเลือกซื้อแบบไหนให้ได้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่าได้อย่างไร กล้องมีมากมายหลายประเภทแล้วจะเลือกแบบไหนดี บางตัวเห็นมีเลนส์ยื่นออกมายาวๆ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แล้วแบบไหนล่ะที่ถ่ายภาพออกมาสวยงามกล้องที่เราเห็นอยู่มากมายหลายแบบ แยกออกเป็นประเภทดังนี้คือ
digital camera2
Digital Camera
  • กล้องคอมแพคหรือที่รู้จักกันในนาม ..กล้องปัญญาอ่อน.. อันที่จริงมันเป็นกล้องอัจฉริยะตะหากล่ะ เพราะว่ามันแสนรู้เพียงคนถ่ายกดปุ่ม ปุ่มเดียวโดยไม่ต้องปรับอะไรเลยก็ได้ภาพที่สวยสมใจแล้ว หากแสงไม่สว่างไม่พอกล้องแสนรู้ตัวนี้ก็จะสั่งให้แฟชทกระเด้งขึ้นมาและฉายแสงเอง อันที่จริงมันเป็นกล้องอัจฉริยะแต่ที่เรียกว่าปัญญาอ่อน ม่ายรู้ว่ากล้องหรือคนถ่ายกันแน่.... เอาเป็นว่าต่อไปเราเรียกมันว่ากล้องคอมแพคดีกว่านะ ดีกว่าเรียกว่ากล้องปัญญาอ่อนเดี๋ยวจะสะเทือนใจผู้ใช้งาน กล้องคอมแพคสมัยนี้มีคุณภาพที่สูงมาก ให้ความคมชัดสูง แทบทุกตัวจะมีซูมในตัวสามารถดึงภาพให้ได้ภาพที่ใหญ่ๆ บางรุ่นก็มีลูกเล่นมากมาย มีหลายระดับราคาให้เลือกตั้งแต่พันกว่าๆ ไปจนถึงเป็นหมื่นกว่าบาท กล้องประเภทนี้เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ปรับเปลี่ยนความเร็วในการบันทึกภาพไม่ได้
digital camera3
Digital Camera
  • ข้อดี ตัวเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา สะดวกต่อการพกพา ใช้ง่าย เห็นมุมไหนถูกใจก็เอาออกมาเล็ง แล้วก็กดเช๊ะเดียวก็ได้ภาพสมใจ ไม่ต้องมีความรู้เรื่องกล้องก็ใช้ได้
  • ข้อเสีย ไม่มีลูกเล่นอื่นๆ ที่จะสร้างสรรภาพให้สวยงามเหมือนดั่งกล้อง SLR ความคมชัดเป็นรองอย่างมาก
digital camera4
Digital Camera
  • กล้อง SLR (Single LenReflex)

มันย่อมาจากคำที่แปลว่า กล้องสะท้อนเลนส์เดี่ยวแปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือกล้องมองผ่านเลนส์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามองเห็นในช่องมองภาพก็จะเป็นภาพที่จะปรากฏบนภาพถ่าย ถ้าหากเราลืมเปิดหน้าเลนส์ก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย กล้องที่ช่างภาพเขาใช้กัน ที่ใส่เลนส์ยาวๆ ยืดได้หดได้นั่นล่ะ คือกล้อง SLR สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ตามที่ต้องการได้ เมื่อต้องการถ่ายภาพวิวส์ก็เปลี่ยนมาใช้เลนส์มุมกว้าง เมื่อต้องการถ่ายภาพที่ดึงภาพให้เห็นวัตถุที่ใหญ่ๆ เช่นการถ่ายภาพนกก็ต้องเปลี่ยนไปใช้เลนส์ถ่ายไกล สามารถเลือกใช้เลนส์ได้มากมายหลายขนาด

digital camera5
Digital Camera

กล้อง SLR แยกเป็น 3 ประเภท คือ

  • กล้องแมนนวล
  • กล้องไฟฟ้า
  • กล้องAF หรือกล้อง Auto Focus
slide23
กล้องแมนนวล

กล้องแมนนวล เป็นกล้องที่ผู้ใช้ต้องปรับเองทุกอย่าง ปรับความชัด ปรับขนาดหน้ากล้อง ปรับขนาดความเร็วชัตเตอร์ โดยจะมีเครื่องวัดแสงบ่งชี้ให้เรารู้ว่าแสงพอดีหรือมากไปน้อยไป

  • ข้อดีคือระบบการทำงานเป็นกลไก ทนทานกว่าระบบกล้องอิเลคโทรนิคเพราะไม่มีแผงวงจรไฟฟ้าที่อาจจะเสื่อมเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ
  • ข้อเสียก็มีคือ ช้า ต้องเสียเวลาปรับแต่ง ไม่ทันการถ่ายภาพเร่งด่วนที่สำคัญๆ เพราะมัวแต่วัดแสงและปรับความชัดของภาพ บางครั้งการถ่ายภาพคน คนยิ้มแล้วก็ยังไม่ยอมถ่ายจนทำให้นางแบบยิ้มแล้วยิ้มอีกจนเมื่อยแก้ม ยิ่งถ่ายภาพตอนกลางคืนยิ่งมีปัญหามากเพราะไม่สามารถมองเห็นวัตถุในที่มืดได้
  • กล้องแมนนวลมักจะมีราคาถูกเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นในการเรียนรู้การถ่ายภาพ ยกเว้นบางยี่ห้อที่ราคาแพงค้างฟ้าก็ยังมีคนซื้อเพราะติดในยี่ห้อ
slide24
กล้องไฟฟ้า
  • กล้องไฟฟ้า กล้องนี้หลักการทำงานคือช่วย กันระหว่างคนกับวงจรไฟฟ้า คนปรับบ้างกล้องปรับบ้างช่วยๆ กันไป สิ่งที่ผู้ถ่ายจะต้องปรับคือ ปรับความคมชัดของเลนส์นอกจากนี้อาจจะต้องปรับความเร็วชัดเตอร์ กล้องจะปรับขนาดรูรับแสงให้เองโดยอัตโนมัติ หรือผู้ถ่ายปรับขนาดรูรับแสง ส่วนกล้องปรับความเร็วชัตเตอร์ให้ แล้วแต่ยี่ห้อและรุ่นที่ออกมา หากอ่านแล้วงงๆ ว่าต้องปรับอะไร คลิกเข้าไปอ่านในเรื่องการปรับแสงในหัวข้อกล้องและเลนส์
af auto focus
กล้อง AF หรือกล้อง Auto Focus
  • กล้อง AF หรือกล้อง Auto Focus ปรับความชัดของภาพอัตโนมัติ กล้อง SLR แบบนี้เป็นกล้องระบบอิเลคโนนิคที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่อยู่ในตัวกล้อง แสนรู้เป็นที่สุด การใช้งานสะดวก สบายเหมือนกล้องคอมแพคแต่มีขนาดใหญ่กว่า แต่คุณภาพระดับสุดยอด การทำงานของกล้อง AF มีหลายระบบภายในตัวเดียวให้เลือกใช้ตามความต้องการของผู้ใช้
af auto focus1
กล้อง AF หรือกล้อง Auto Focus
  • 1. ระบบ Full Auto (Auto) หรือระบบอัตโนมัติเต็มระบบ ผู้ใช้มีหน้าที่กดปุ่มเพียงอย่างเดียวที่เหลือกล้องจัดการปรับให้ทุกอย่าง ถ้าแสงไม่พอแฟชทก็จะฉายไฟออกมาเองโดยอัตโนมัติ ใครก็ได้ที่มีนิ้วสำหรับกดปุ่มก็สามารถใช้งานได้แล้ว
  • 2. ระบบ Program (P)กล้องปรับให้เองทุกอย่างเหมือนกับระบบ Full Auto แต่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ เช่นการปรับหน้ากล้องให้แคบลง กล้องก็จะปรับลดความเร็วชัตเตอร์ลงเพื่อให้แสงพอดีสำหรับการถ่ายภาพ
af auto focus2
กล้อง AF หรือกล้อง Auto Focus
  • 3. ระบบ Tvผู้ถ่ายปรับแต่งความเร็วชัตเตอร์เอง โดยกล้องจะปรับขนาดรูรับแสงให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้แสงพอดีสำหรับการถ่ายภาพ
  • 4. ระบบ Av ผู้ถ่ายปรับแต่งขนาดรูรับแสงเอง โดยกล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้แสงพอดีสำหรับการถ่ายภาพ
  • นอกจากนี้ยังมีระบบอื่นๆ ที่เป็นลูกเล่นของแต่ละยี่ห้อเช่น โปรแกรมถ่ายดอกไม้ โปรแกรมถ่ายภาพกีฬา โปรแกรมถ่ายภาพวิวส์ เป็นต้น
slide28
อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ
  • ตัวกล้อง(Camera body)

เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายภาพ ตัวกล้องจะมีลักษณะเป็นกล่องภายในมีสีดำ ปิดมิดชิดเพื่อป้องกันแสงกระทบกับฟิล์ม ตัวกล้องอาจทำด้วยโลหะ หรือพลาสติกแข็ง ซึ่งแต่ละบริษัทใช้ผลิตออกมาจำหน่าย ภายในตัวกล้องจะมีกลไกต่าง ๆ หรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ที่ทำงานร่วมกันในการบันทึกภาพ กล้องบางรุ่นอาจเป็นระบบกลไก บางรุ่นอาจเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ หรือบางรุ่นอาจเป็นระบบดิจิตอล เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพ ภายในตัวกล้อง จะมีส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนี้

  • ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน กล้องถ่ายภาพได้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ได้มีการนำเอาระบบดิจิตอล (Digital)ที่มีความสะดวก รวดเร็วและมีความแม่นยำในการถ่ายภาพ ทำให้รูปแบบของกล้องถ่ายภาพได้เปลี่ยนไป จากการบันทึกภาพด้วยฟิล์มมาเป็น การบันทึกภาพด้วยระบบหน่วยความจำ (Memory) และสามารถแสดงผลได้ทั้งทางจอภาพคอมพิวเตอร์ (Monitor) และแสดงผลหรือพิมพ์ภาพผ่านเครื่องพิมพ์ (Printer)
slide29
อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ

เลนส์ (Lens)

  • เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการถ่ายภาพ โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่ถ่ายทอดแสงสะท้อนภาพให้ผ่านเข้าไปในกล้อง รวมแสงให้เป็นภาพที่มีความคมชัดบันทึกลงแผ่นฟิล์ม เลนส์สำหรับกล้องถ่ายภาพ 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยวนั้น จะทำจากแก้วเลนส์ จำนวนหลายชิ้น เลนส์แต่ละชิ้นจะเคลือบด้วยสารไวแสง เพื่อให้การรับภาพมีความคมชัด และภายในกระบอกเลนส์จะมีแผ่นไดอะแฟรม (Diaphragm) สำหรับเพิ่มหรือลดขนาดรูรับแสงเพื่อควบคุมปริมาณแสงเข้าไปในตัวกล้อง
optic
เลนส์(Optic)
  • เลนส์ คือ แก้วหรือวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถ

ส่งผ่านแสงหรือหักเหแสงได้

แสงที่สะท้อนจากวัตถุต่างๆ ด้านหน้าของเลนส์จะปรากฏเป็นภาพอีกภาพหนึ่งที่ระยะใดระยะหนึ่ง ด้านหลังของเลนส์นั้น และภาพของวัตถุที่เกิดจากแสงเดินทางผ่านเลนส์มานั้น จะมีลักษณะเหมือนภาพจากวัตถุจริงทุกประการ

slide32
ชนิดของเลนส์

นักประดิษฐ์เลนส์ถ่ายภาพ ได้พยายามพัฒนา ออกแบบ เลนส์ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท โดยจำแนกประเภทของเลนส์ตามความยาวโฟกัส (Focus length) เลนส์ที่มีความยาว โฟกัสแตกต่างกัน จะให้ผลในการถ่ายภาพแตกต่างกันออกไป โดยมีเลนส์ขนาดหนึ่งใช้เป็นเลนส์ประจำกล้องเพื่อถ่ายภาพธรรมดาทั่วไป ซึ่งมีองศาในการรับภาพใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย์ในการมองทั่วไป และมีเลนส์ขนาด อื่นแตกต่างกันออกไปอีกทั้งชนิด ที่มีองศารับภาพกว้างเหมาะสำหรับถ่ายภาพภูมิทัศน์ (Landscape) และเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสแคบ แต่สามารถถ่ายภาพในระยะไกลได้ นอกจากนี้ยงมีเลนส์ชนิดพิเศษที่สามารถอำนวยความสะดวก ในการถ่ายภาพได้ลักษณะตามต้องการ โดยจำแนกชนิดของเลนส์ ดังนี้

slide33
ชนิดของเลนส์
  • 1.เลนส์มาตรฐาน (Normal lens หรือ Standard lens)เป็นเลนส์ประจำกล้อง ซึ่งเมื่อซื้อกล้องถ่ายภาพจะมีเลนส์ชนิดนี้ ติดมาด้วยเป็นเลนส์ที่ใช้ง่าย มีความยาวโฟกัส ระหว่าง 40-58 มม. ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขนาด 50 มม. (โดยวัดจากกึ่งกลางเลนส์ถึงฟิล์ม) เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มเรียนรู้ในเรื่องการถ่ายภาพ เป็นเลนส์ที่มีองศาในการรับภาพกว้างประมาณ 47 องศา ซึ่งใกล้เคียงกับสายตาของมนุษย์

ภาพเลนส์มาตรฐาน (Normal lens หรือ Standard lens) มีความยาวโฟกัสตั้งแต่ 40 - 58 มม. องศาในการรับภาพประมาณ 47 องศา เหมาะสำหรับถ่ายภาพทั่วไป

slide34
ชนิดของเลนส์
  • 2.เลนส์มุมกว้าง (Wide-angle lens)เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นกว่าเลนส์มาตรฐาน และรับภาพได้มุมกว้างกว่า เหมาะสำหรับถ่ายภาพในสถานที่แคบหรือระยะห่างระหว่างกล้องถ่ายภาพ กับวัตถุที่จะถ่ายอยู่ใกล้กันแต่ต้องการเก็บภาพเป็น บริเวณกว้าง ซึ่งเลนส์ชนิดอื่นเก็บภาพได้ไม่หมด เหมาะสำหรับถ่ายภาพภูมิทัศน์(Land scape) หรือภาพในลักษณะอื่น ๆ เลนส์ชนิดนี้มีความชัดลึกสูงมาก คือแสดงให้เห็นระยะชัดตั้งแต่ใกล้สุดถึงไกลสุดได้ดี แต่ต้องระวังในเรื่องของสัดส่วนระยะ (Perspective) ต่าง ๆ จะเกิดการผิดเพี้ยน (Distortion) ถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมากยิ่งผิดเพี้ยนมากขึ้น
slide35
เลนส์มุมกว้าง แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
  • 2.1 เลนส์มุมกว้างธรรมดา (Moderate Wide-angle lens) มีความยาวโฟกัสระหว่าง28-35 มม. มีมุมองศาในการรับภาพระหว่าง 74-62 องศา
  • 2.2 เลนส์มุมกว้างมาก (Ultra Wide-angle lens) มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 13 -24 มม. มีมุมองศาในการรับภาพ 118-84 องศา
  • 2.3 เลนส์มุมกว้างพิเศษ หรือเลนส์ตาปลา (Fisheye lens) มีความยาวโฟกัสน้อยมาก คืออยู่ระหว่าง 6 - 16 มม. มีมุมองศาในการรับภาพ 180-360 องศา ภาพที่ได้จะมีลักษณะโค้งกลม นิยมใช้สำหรับการถ่ายภาพในลักษณะสร้างสรรค์ และแปลกตา
slide36
ชนิดของเลนส์

3.เลนส์ถ่ายภาพไกล (Telephoto lens) เลนส์ชนิดนี้มีคุณสมบัติตรงข้ามกับเลนส์มุมกว้าง คือ มีความยาวโฟกัสยาวกว่าเลนส์มาตรฐานและเลนส์มุมกว้าง มีมุมรับภาพแคบเฉพาะส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อรับภาพในระยะและตำแหน่งเดียวกันจะทำให้ภาพที่บันทึกได้มีขนาดใหญ่กว่าการใช้เลนส์ธรรมดาและเลนส์มุมกว้าง

  • เลนส์ถ่ายภาพไกล มีขนาดความยาวโฟกัสตกต่างกันหลายขนาด จาก 70 มม. ถึง 2,000 มม. มีมุมองศาการรับภาพตั้งแต่ 34-3 องศา เพื่อใช้ประโยชน์ต่างกัน ซึ่งพอจะแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามความยาวโฟกัสได้ดังนี้
slide37
เลนส์ถ่ายภาพไกล
  • 3.1 เลนส์ถ่ายภาพไกลช่วงสั้น (Short Telephoto lens)  มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 70-135มม. มีมุมองศาในการรับภาพกว้างประมาณ 34-18 องศา เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทั่ว ๆ ไป เช่น ภาพบุคคล ภาพภูมิทัศน์ ภาพถ่ายระยะใกล้ เป็นต้น
  • 3.2 เลนส์ถ่ายภาพไกลปานกลาง (Medium Telephoto lens) มีขนาดความยางโฟกัสอยู่ระหว่าง 150-300 มม. มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 18-8 องศา เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ไม่สามารถเข้าใกล้วัตถุที่จะถ่ายได้ เช่น สัตว์ในกรง วัตถุที่อยู่ที่สูงพอสมควร เป็นต้น
slide38
เลนส์ถ่ายภาพไกล
  • 3.3 เลนส์ถ่ายภาพช่วงไกล (Long Telephoto lens) มีความยางโฟกัสระหว่าง 400-600 มม. มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 6-4 องศา เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่อยู่ไกล เช่น นกบนต้นไม้ การแข่งขันกีฬา เป็นต้น
  • 3.4 เลนส์ถ่ายภาพไกลช่วงพิเศษ (Super Long Telephoto lens)  มีความยางโฟกัสระหว่าง 800-2,000 มม. มุมองศาในการรับภาพจะแคบลงอยู่ระหว่าง 3-1 องศา เท่านั้น สำหรับภาพที่ต้องการกำลังขยายมาก เช่น ภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ ภาพถ่ายบนตึกสูง เป็นต้น เลนส์พวกนี้จะน้ำหนักมากเป็นพิเศษ ควรใช้ขาตั้งกล้องช่วยในการถ่ายภาพ
zoom lens
Zoom Lens
  • เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens) หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า เลนส์ซูม เลนส์ชนิดนี้เป็น ที่นิยม อย่างมากเพราะใช้สะดวก มีเลนส์รวมกันอยู่หลายชนิดในตัวเดียว สามารถเปลี่ยนทางยาวโฟกัสได้ในตัว ด้วยการเลื่อนกระบอกเลนส์ (สำหรับเลนส์แบบวงแหวนเดียว)หรือการหมุนวงแหวน ปรับระยะ (สำหรับเลนส์แบบสองวงแหวน) ไม่ต้องคอยเปลี่ยนเลนส์บ่อย ๆ เหมือนกับเลนส์ชนิดความยาวโฟกัสคงที่ แต่เนื่องจากเลนส์ชนิดนี้มีชิ้นเลนส์มาก จึงทำให้ความคมชัดลดลงเล็กน้อย จึงไม่เหมาะสำหรับภาพที่ต้องการขยายใหญ่มาก ๆ แต่ก็เป็นเลนส์ที่มีผู้นิยมใช้กันมากตามเหตุผลที่ได้กล่าวมา เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ หรือเลนส์ซูมนี้ มีหลายขนาดให้เลือกใช้ โดยแบ่งออกเป็นหลายประเภท คือ
zoom lens1
เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens)
  • 4.1 เลนส์ซูมช่วงมุมกว้าง (Wide angle Zoom) มีช่วงขนาดความยาวโฟกัสสั้น รับภาพได้มุมกว้าง เช่นขนาด 20 -35 มม.24-35 มม.24-50 มม. เหมาะสำหรับการใช้งานในการถ่ายภาพมุมกว้าง
  • 4.2 เลนส์ซูมช่วงสั้น (Short Zoom) เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสตั้งแต่ขนาดสั้นถึงปานกลาง โดยจะมีเลนส์ขนดมาตรฐานรวมอยู่ด้วย เป็นเลนส์ซูมที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด และราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเลนส์ซูมขนาดอื่น ๆ กล้องถ่ายภาพของบางบริษัทจะใช้เลนส์ซูมประเภทนี้แทนเลนส์มาตรฐาน มีช่วงความยาวโฟกัสที่นิยมใช้ คือ ขนาด 35-70 มม.35-105 มม.35-135 มม. เป็นต้น
zoom lens2
เลนส์ถ่ายภาพต่างระยะ (Zoom lens)
  • 4.3 เลนส์ซูมช่วงไกล (Telephoto Zoom) เป็นเลนส์ซูมที่มีความยาวโฟกัสสูงกว่าเลนส์สองประเภทที่ได้กล่าวมา โดยมีขนาดที่นิยมใช้ คือ 80-200 มม.100-300 มม. สำหรับใช้งานแทนเลนส์ถ่ายภาพระยะไกล เลนส์ประเภทนี้จะมีน้ำหนักมาก ผู้ใช้ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญในการใช้ เพราะอาจทำให้กล้องสั่นไหวได้ง่าย
  • 4.4 เลนส์ซูมช่วงไกลพิเศษ (Super Telephoto Zoom) เป็นเลนส์ซูมที่มีช่วงความยาวโฟกัสสูงมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ถ่ายภาพเฉพาะด้าน เช่น ช่างภาพที่ถ่ายภาพกีฬาบางประเภท เช่น ฟุตบอล แข่งรถ นักถ่ายภาพสารคดี หรือนักถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ก็นิยมใช้เลนส์ประเภทนี้ เลนส์ซูมประเภทนี้ มีขนาดช่วงความยาวโฟกัสที่นิยมใช้ คือ 80-400 มม.400-800 มม.360-1200 มม. เป็นต้น
slide42
ชนิดของเลนส์ถ่ายภาพ

เลนส์ซูมช่วงสั้น(Short Zoom)

ขนาดความยาวโฟกัส 35-70 มม.

ภาพเลนส์ซูมช่วงมุมกว้าง (Wide angle Zoom)

ขนาดความยาวโฟกัส 20-35 มม

เลนส์ซูมช่วงไกลพิเศษ (Super Telephoto Zoom)

ขนาดความยาวโฟกัส 80-400 มม

เลนส์ซูมช่วงไกล (Telephoto Zoom)

ขนาดความยาวโฟกัส 80-200 มม.

slide43
ชนิดของเลนส์
  • เลนส์ภาพถ่ายใกล้ (Macro lens) เลนส์ถ่ายภาพใกล้หรือที่เรียกว่ามาโครเลนส์ เป็นเลนส์ชนิดที่สามารถถ่ายภาพในระยะใกล้ ๆ ได้มากเป็นพิเศษ ให้อัตราขยายของภาพได้ดีกว่าเลนส์ชนิดอื่น ๆ เหมาะสำหรับถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาดเล็ก เช่น แมลง ดอกไม้ เครื่องประดับ หรือวัตถุอื่น ๆ ที่ต้องการความคมชัดและให้เห็นรายละเอียดมาก ซึ่งเลนส์ชนิดอื่นทำไม่ได้ และยังสามารถใช้ถ่ายภาพทั่ว ๆ ไปได้เช่นเดียวกับเลนส์ชนิดอื่น ๆ ที่มีขนาดความยาวโฟกัสเท่ากัน
lens speed
ความไวแสงของเลนส์ (Lens Speed)
  • ความไวแสงของเลนส์ หมายถึง ขนาดความกว้างของรูรับแสงเมื่อเปิดรูรับแสงกว้างที่สุด เลนส์ที่สามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างกว่า แสดงว่าเลนส์ตัวนั้นมีความไวแสงมากกว่า ซึ่งจะมีข้อได้เปรียบในการถ่ายภาพในที่ที่มีแสงน้อย และสามารถปรับความเร็วชัตเตอร์ได้เร็วกว่าเลนส์ที่มีความไวแสงน้อย แต่เลนส์ยิ่งมีค่าความไวแสงมาก ราคาของเลนส์ก็จะสูงขึ้นไปด้วย ดังนั้นควรเลือกใช้เท่าที่จำเป็นและงบประมาณที่มี
  • ความกว้างของรูรับแสงจะมีตัวเลขบอกค่าไว้ที่กระบอกเลนส์ เรียกว่า เอฟ/สต็อป (f/stop) หรือ เอฟ/นัมเบอร์ (f/number) ซึ่งมีค่ากำหนดไว้ เช่น 1.2 1.4 4 5.6 8 11 22 ตัวเลขยิ่งมากเท่าใดรูรับแสงยิ่งแคบลง ตัวเลขยิ่งน้อยลง ดังภาพด้านล่าง
lens speed1
ค่าความไวแสงของเลนส์ (Lens Speed)

ภาพแสดงความกว้างของรูรับแสงและค่า เอฟ/สต็อป ของเลนส์ถ่ายภาพ

f number
F-number

 ภาพที่ 1 จะเห็นว่า ยิ่ง ค่ารูรับแสง น้อย ก็จะเปิดไดอะแฟรม ของกล้องมาก และ  ถ้า ค่ารูรับแสงมาก จะหรี่ไดอะแฟรม ลดจนแคบ และ มีให้เห็นได้ถึง f 32 เลยทีเดียว

slide47
แสง..เกิดจากฟังชั่น AV
  • นักถ่ายภาพที่ไม่ใช่มือใหม่ และมือใหม่ ต้องรู้จัก รูรับแสง หรือ

Aperture ValueAperture Value หรือ ค่ารูรับแสง เป็นค่าที่แสดง การเปิดของช่องรับแสงในกล้อง  ว่ามากน้อยเพียงใด ยิ่งค่าน้อย แสดงว่าเปิดรับแสงมาก ยิ่งค่ามาก แสดงว่าเปิดรับแสงน้อย  อย่าสับสนนะครับ ดูภาพตัวอย่างข้างล่างประกอบ     ค่า Aperture Value นี้ ในอดีต ปรับค่าเป็นแบบกลใก เพิ่มลงที่ละช่วง ใช้ค่า fแทนความสว่างแต่ละค่า จึงได้ยินบางครั้ง เขาเรียนกว่า f-number และ การเพิ่มขึ้นลง  ของ f- number ทีละขั้น ก็เรียกว่า f-stop ซึ่งปัจจุบันในระบบดิจิตอล สามารถเพิ่ม ลด  ได้ละเอียดมาก บางครั้ง เพิ่ม หรือ ลด ที่ละ 1/2 stop เรียกว่า ครึ่ง สต็อป

f number1
รูรับแสง(f-number)
  • โหมด Av หรือ A ในกล้องถ่ายภาพหมายถึง ค่ารูรับแสง หรือ f-number รูรับแสงน้อย หมายถึงเปิดไดอะแฟรม มาก รูรับแสงมาก หมายถึง เปิดน้อย         หากสามารถเปิดรูรับแสงได้มาก ย่อมมีความสว่าง มากกว่า นั้นเอง
  • ปรกติกล้องดิจิตอลทั่ว ๆ ไป ที่เรียกว่า กล้องคอมแพ็ก มักจะตั้งได้เพียง f 8เท่านั้น อย่ามากก็ตั้งแคบสุดได้เพียง f 11 ซึ่งต่างจากกล้อง DSLR ที่เปลี่ยนเลนส์ได้ มักจะตั้งได้ f 16 - f 32 เลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับเลนส์ที่ใช้      ส่วนรูรับแสง หรือ f-number มีผลอย่างไรกับภาพ ดูตัวอย่าง ในหัวข้อต่อ ๆ ไปได้เลยครับ ในบทนี้ แค่รู้จัก และ ไม่สับสน กับ Aperture , f-number และ f-stop ก็ยอดแล้วครับ
speed shutter
Speed Shutter
  • Shutter Speed ความเร็วชัตเตอร์ มีผลอย่างไรความเร็วชัตเตอร์ หรือ shutter speed หลายคนบอกว่า นี่เป็นความรู้ พื้นฐานเลยนะนี่ Basic ชัด ๆ นี่คือนักถ่ายภาพต้องรู้ ต้องทำความเข้าใจ ก็เพราะว่า นักถ่ายภาพ มือใหม่ เกือบ 80 % ไม่มีความรู้เรื่องนี้ บอกให้ถ่ายรูปที่ความเร็ว 1/5 วินาที รับรอง งง เป็น กุ้งตาแตกเลยครับ และ ต้องใช้ ขาตั้งกล้องอีก ไม่ใช่แค่ ยกกล้องขึ้นมาแล้วกด แช๊ะแช๊ะ
speed shutter1
Speed Shutter
  •  ความเร็วชัตเตอร์ เป็นความเร็วในการเปิด/ปิด ช่องรับแสง ของกล้อง ถ้าเห็นเครื่องหมาย / เช่น 1/125 แปลว่า มีความเร็วสูง คือ เสี้ยวหนึ่งของวินาทีแค่นั้นเอง แบ่งเวลา 1 วินาที ออกเป็น 125 ส่วน และ คิดดูว่า แค่ 1 ส่วนจะเร็วเพียงใด 1/5 วินาที คือ ครึ่งวินาทีนั้นเองแปลว่ามีความเร็วช้าลง      ถ้าเป็นตัวเลขโดด ๆ เช่น 1 หรือ 3 หรือ 8 อย่างนี้ เป็นวินาทีครับ คิดดูว่าหน้ากล้องเปิด8 วินาที มือใหม่จะถือกล้องถ่ายรูปกันอย่างไร นี่คือเหตุผลของการนำมาในการใช้ขาตั้งกล้องถึงตรงนี้ก็แสดงความพัฒนา ความสามารถขึ้นมาแล้วนะครับ     ความเร็วชัตเตอร์สูงมักใช้ถ่ายภาพ เคลื่อนไหว หรือ กีฬา ความเร็วชัตเตอร์น้อยมักถ่าย ภาพน้ำตกให้เป็นสาย หรือ ในถาพในที่แสงน้อย เพื่อให้มีความสว่างมากขึ้น ดูตัวอย่าง
shutter speed
ในความแตกต่างของ Shutter Speed

 ภาพที่ 1 ความเร็วชัตเตอร์ 1/25 วินาที เริ่มพริ้วขึ้น

ภาพที่ 2 ความเร็วชัตเตอร์ 1/13 วินาที มีความเป็น สายน้ำมากขึ้น

ภาพที่ 3 ความเร็วชัตเตอร์ 1 วินาที เป็นสายน้ำ นุ่มนวล สวยงาม

shutter speed1
Shutter Speed
  • สรุป        1. ความเร็วชัตเตอร์ คือ ระยะเวลาที่เปิดหน้ากล้องรับแสง ว่านานเท่าใด           ยิ่งเปิดนานขึ้นเท่าใด ก็จะยอมให้แสง ผ่านเข้ามาได้มากขึ้นเท่านั้น        2. ปรกติตัวเลข 15 , 60 , 125 , 250 ถ้าไม่มีเครื่องหมาย " แสดงว่าเป็น ส่วนของวินาที           คือ 1/15 วินาที แต่ถ้ามีเครื่องหมาย " เช่น 15" แปลว่าเปิดหน้ากล้องนาน

15 วินาที

slide53
พื้นฐานการถ่ายภาพ
  • เราก้อได้เรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการถ่ายภาพมาบ้างแล้ว ที่นี้ จะเริ่มเข้าสู่การถ่ายภาพกันจริงๆ โดยที่จะเป็นพื้นฐานการถ่ายถาพเบื้องต้นกัน

1.ความเร็วชัตเตอร์

  • เป็นการกำหนดระยะเวลาในการบันทึกภาพ ซึ่งกลไกของกล้องจะมีแผ่นเลื่อนเปิดปิดอยู่หน้าฟิล์ม (หรือแผ่นรับแสง CCD ในกรณีของกล้องดิจิตอล) เรียกว่าชัตเตอร์ สามารถเปิดและปิดเพื่อเปิดให้แสงเข้าไปบันทึกภาพตามระยะเวลาที่เราตั้งความเร็วชัตเตอร์ เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุที่ต้องการถ่ายภาพ โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง เช่น การถ่ายภาพจากแหล่งแสงที่มีแสงน้อย เช่น แสงเทียน ต้องเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์หลายวินาที ส่วนการถ่ายภาพกลางแจ้ง มีแดดจัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงกว่า เช่น 1/500 วินาทีเป็นต้น
slide54
พื้นฐานการถ่ายภาพ
  • ปัจจัยอื่นที่สำคัญคือ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุ เช่น การถ่ายภาพรถยนต์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ต้องการให้ภาพคมชัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่ทำได้ โดยสัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่เลือก เช่น ตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/4000 วินาที เป็นต้น
slide55
พื้นฐานการถ่ายภาพ

2. ขนาดรูรับแสง

  • กล้องส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์บังคับให้แสงผ่านเลนส์มากหรือน้อย โดยใช้แผ่นกลีบโลหะซึ่งติดตั้งอยู่ในตัวเลนส์เป็นการกำหนดปริมาณแสงผ่านเลนส์ได้มากหรือน้อย โดยวิธีเปิดรูเล็กสุด เช่น f/22 และค่อยๆใหญ่ขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเปิดเต็มที่ เช่น f/1.4 แต่ขนาดเปิดเต็มที่จะขึ้นกับขนาดชิ้นเลนส์ด้วย เลนส์ราคาสูงที่มีเลนส์ชิ้นหน้าขนาดใหญ่ จะรับแสงได้มากกว่า ซึ่งหมายถึงเปิดรูรับแสงเต็มที่ได้กว้างกว่า เช่น f/1.2 สำหรับการถ่ายภาพจะเลือกใช้ขนาดรูรับแสงใด โดยทั่วไปจะพิจารณาจากสภาพแสง ถ้าแสงมากมักจะใช้ขนาดรูรับแสงเล็ก เช่น f/11 ถ้าแสงน้อยมักจะใช้ขนาดรูรับแสงใหญ่ เช่น f/2 เป็นต้น
slide56
ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสง

การตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสง ต้องมีความสัมพันธ์กัน เพื่อให้ได้ปริมาณแสงที่พอเหมาะในการบันทึกภาพ ซึ่งในสภาพแสงเดียวกัน และเลือกค่าความไวแสงเท่ากัน สามารถตั้งค่าที่เหมาะสมได้หลายค่า ตามตัวอย่าง เช่น

slide58
การตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสง

การเลือกคู่ที่เหมาะสมตามตัวอย่างในหัวข้อ ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วชัตเตอร์กับขนาดรูรับแสงให้พิจารณาได้จากปัจจัยต่างๆดังนี้1. ความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุที่จะถ่าย

  • วัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว แต่เราต้องการภาพชัด ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดเท่าที่กล้องจะทำได้ แต่ถ้าเป็นวัตถุที่อยู่นิ่งนั้น สามารถเลือกความเร็วชัตเตอร์เท่าไรก็ได้
slide59
การตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสง

2.ความชัดลึกของวัตถุที่จะถ่าย

  • ขนาดรูรับแสงเล็ก เช่น f/22 จะให้ความชัดลึกมากกว่าขนาดรูรับแสงกว้าง เช่น f/1.4 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมากในการถ่ายภาพระยะใกล้ หรือใช้เลนส์ถ่ายไกลในการถ่ายภาพ
slide60
การชดเชยแสง
  • เป็นการปรับปริมาณแสงในการบันทึกภาพให้แตกต่างไปจากค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสง เช่น การถ่ายภาพย้อนแสงนั้น ค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสง มักจะได้ค่าที่ทำให้วัตถุค่อนข้างมืด การชดเชยแสง โดยเพิ่มแสงมากกว่าที่วัดแสงได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือ การถ่ายภาพวัถตุที่อยู่หน้าฉากหลังสีดำ ค่าที่ได้จากเครื่องวัดแสงมักจะได้ค่าที่ทำให้วัตถุค่อนข้างสว่างเกินไป การชดเชยแสงทำได้โดยลดแสงให้น้อยกว่าที่วัดแสงได้ เป็นต้น
slide61
การชดเชยแสง
  • การเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสงเพื่อชดเชยแสงในการชดเชยแสงนั้น นิยมปรับเปลี่ยน เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งคือความเร็วชัตเตอร์ หรือ ขนาดรูรับแสง หลักการชดเชยแสงก็มีเพียงสองทาง คือ เพิ่มแสง หรือลดแสง
slide62
การชดเชยแสง

การเพิ่มแสง

  • การปรับที่ความเร็วชัตเตอร์ คือ การลดความเร็วชัตเตอร์ลง เช่น วัดแสงได้ 1/500 วินาที เพิ่มแสง 1 ระดับก็ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์เป็น 1/250 ยึดหลักว่าถ้าชัตเตอร์ปิดช้าลงก็จะต้องได้แสงมากขึ้นแน่นอน หากเพิ่มแสงโดยปรับที่ขนาดรูรับแสงก็ต้องเพิ่มขนาดรูรับแสงให้ใหญ่ขึ้น เช่น วัดแสงได้ f/4 เพิ่มแสง 1 ระดับก็ต้องเปลี่ยนเป็น f/2.8

การลดแสง

  • การปรับที่ความเร็วชัตเตอร์ คือ การเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ เช่น วัดแสงได้ 1/500 วินาที ลดแสง 1 ระดับ ก็ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์เป็น 1/1000 คือให้ชัตเตอร์ปิดเร็วขึ้นเท่าตัวนั่นเอง หากลดแสงโดยปรับที่ขนาดรูรับแสง ก็ต้องลดขนาดรูรับแสงให้เล็กลง เช่น วัดแสงได้ f/4 ลดแสง 1 ระดับ ก็ต้องเปลี่ยนเป็น f/5.6
slide63
เทคนิคการถ่ายภาพแบบต่างๆ
  • DEPTH OF FIELDการถ่ายภาพลักษณะนี้เพื่อเน้นระยะชัดผู้ถ่ายภาพควรต้องทำความเข้าใจในการกำหนดค่าของรูรับแสงของเลนส์ เพื่อให้ได้ภาพตามต้องการค่าของรูรับแสง จะมีตั้งแต่กว้างสุด คือ 1.2   4   5.6   8   11  16   22  ค่าตัวเลขยิ่งน้อยรูรับแสงยิ่งกว้าง ระยะชัด ของภาพจะสั้นลง หรือที่เรียกว่า ชัดตื้นค่าของตัวเลขยิ่งมาก รูรับแสงจะแคบลง ยิ่งแคบมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ภาพ เกิด ระยะชัดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น  (ดูภาพประกอบ)
slide65
เทคนิคการถ่ายภาพแบบต่างๆ

ภาพที่ 3 เปิดรูรับแสง F 22 ความเร็วชัตเตอร์1/60 วินาที

  • ภาพที่ 1 เปิดรูรับแสง F 1.2
  • ความเร็วชัตเตอร์1/1000 วินาที

ภาพที่ 2 เปิดรูรับแสง F 5.6 ความเร็วชัตเตอร์1/250 วินาที

slide66
เทคนิคการถ่ายภาพแบบต่างๆ
  • จะสังเกตเห็นว่า ภาพที่ 1 จะมีระยะชัดที่สั้นมาก เพราะเปิดรูรับแสงที่กว้างสุดดังนั้นการปรับโฟกัสต้องแม่นยำ ระยะที่อยู่ห่างจากจุดโฟกัสจะพร่ามัวส่วนภาพที่ 2 เปิดรูรับแสงขนาดปานกลาง ระยะชัดจะเพิ่มมากขึ้น ฉากหน้าและฉากหลัง จะพร่ามัวเล็กน้อยส่วนภาพที่ 3 เปิดรูรับแสงแคบที่สุด คือ F 22 ทำให้ภาพมีความชัดทั้งฉากหน้า ฉากหลัง
land and sea scape
Land and Sea Scape

นักถ่ายภาพสมัครเช่นนิยมถ่ายภาพประเภทนี้มาก เพราะสามารถถ่ายได้ง่าย สะดวก ถ่ายได้ทุกหนทุกแห่งที่มีโอกาสผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรน้ำตก หรือท้องทะเลก็ตาม อย่างน้อยผู้ถ่ายภาพก็สามารถเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกถึงความหลังการถ่ายภาพทิวทัศน์ ควรถ่ายขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะได้ภาพสวยงามชัดเจน ถ้าอากาศมืดครึ้มหรือฝนตก ภาพที่ได้จะมีสีทึบ ขาดรายละเอียด การบันทึกความสวยงามของลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติดังกล่าว จะมีคุณค่าและความสวยงามนั้น ควรต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ช่วยสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นพยายามเลือกมุมกล้องที่แปลกตา คอยจังหวะให้มีลักษณะแสงสีที่สวยงาม สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ดูเกิดอารมณ์คล้อยตาม เช่น ภาพที่มีหมอกในฤดูหนาว ควัน ฝนตก หรือพายุ ฯลฯ

land and sea scape1
Land and Sea Scape
  • บรรยากาศ แสงสีในเวลาเข้ามืดก่อนจะสว่าง หรือในตอนเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตกจะมีแสงสีที่ให้ความรุนแรงมีสีน้ำเงิน ม่วง เหลือง แสดและแดงสลับกับก้อนเมฆรูปร่างต่าง ๆ ดูสวยงาม การถ่ายภาพทิวทัศน์นิยมเปิดช่องรับแสงให้แคบเพื่อช่วยให้ภาพมีความคมและชัดลึกตลอด แม้บางครั้งจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ สำหรับเลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์นอกจากเลนส์ธรรมดาติดกล้องแล้ว ควรมีเลนส์มุมกว้างและเลนส์ถ่ายภาพไกลที่มีขนาดความยาวโฟกัสประมาณ 105 มม. หรือ 250 มม. เพื่อช่วยให้ได้ภาพที่มีมุมแปลกตาดีขึ้น ถ้าเป็นการถ่ายภาพขาว – ดำ ควรมีแผ่นกรองแสงสีเหลือ สีส้ม หรือสีแดงติดไปด้วย เพราะฟิลเตอร์สีดังกล่าวจะช่วยให้ภาพขาว – ดำ มองเห็นก้อนเมฆขาวตัดกับท้องฟ้า ส่วนการถ่ายภาพสีก็ควรมีแผ่นกรองแสงตัดหมอกหรือแผ่นกรองแสงโพลาไรซ์เป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นอาจใช้แผ่นกรองแสงสำหรับเปลี่ยนแปลงสีของภาพเพื่อให้ได้ภาพทิวทัศน์ที่มีสีสันสวยงามแปลกตายิ่งขึ้น
night picture
Night Picture

การถ่ายภาพเวลากลางคืน ได้แก่ การถ่ายภาพที่อาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้าตามท้องถนน ป้ายนีออนโฆษณา น้ำพุ การยิงพลุ ห้องโชว์สินค้า ไฟประดับในวันเฉลิมฉลองต่าง ๆ แสงไฟจากรถยนต์ แสงเทียน สายฟ้าแลบ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้าความสวยงามต่าง ๆ ที่เราสามารถมองเห็นได้ในเวลาค่ำคืนดังกล่าว เราสามารถบันทึกภาพที่งดงามเหล่านั้นด้วยกล้องถ่ายภาพได้เช่นเดียวกับการถ่ายภาพในเวลากลางวัน การถ่ายภาพในเวลากลางคืนนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็นดังนี้

slide72
1. กล้องถ่ายภาพชนิดที่มีความเร็วชัตเตอร์B หรือ T2. ขาตั้งกล้อง3. สายไกชัตเตอร์4. นาฬิกาจับเวลา5. ไฟฉายดวงเล็ก ๆ6. สมุดบันทึกสำหรับจดรายละเอียด เช่น เวลาในการเปิดหน้ากล้อง
night picture1
Night Picture
  • แสงสว่างจากหลอดไฟต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้น เราจะวัดแสงลำบากและไม่แน่นอนจึงควรใช้ประสบการณ์ที่ได้ทดลองถ่ายและจดบันทึกรายละเอียดไว้ในแต่ละครั้งมาพิจารณา ปกติจะถ่ายภาพด้วยการตั้งความเร็วไว้ที่ B หรือ T แล้วนับเวลา(Time exposure) ใช้เวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์ เป็นวินาทีหรือนาทีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะและปริมาณของแสงในขณะที่ถ่ายภาพ เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการเปิดม่านชัตเตอร์ จึงจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันกล้องเคลื่อนที่และสั่นไหว ขาตั้งกล้องควรเป็นชนิดที่แข็งแรงมีที่สำหรับปรับมุมยกหน้ากล่องขึ้นและลงได้ และสามารถหมุนกล้องไปทางซ้าย
night picture2
Night Picture
  • และขวาที่เรียกว่า Pan กล้องได้ ซึ่งเราจะได้ถ่ายภาพออกมามีลักษณะและสีสันที่แปลกออกไปอีกแบบหนึ่งส่วนเลนส์ที่ใช้หากเป็นเลนส์ที่สามารถซูมภาพได้ ก็ยิ่งจะได้ภาพที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกนอกจากใช้ฟิล์มขาว–ดำ ถ่ายภาพไฟในเวลากลางคืนได้แล้ว อาจใช้ฟิล์มเนกาทิฟสีหรือสไลด์สีก็ได้ ซึ่งจะได้ภาพที่มีสีสวยงามยิ่งขึ้น การเลือกใช้ฟิล์มสไลด์สีขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะถ่ายเช่น การถ่ายภาพไฟตามถนน ป้ายนีออนโฆษณา ไฟประดับ ก็ควรใช้ฟิล์มแสงแดด (Day Light) ภาพที่ได้จะมีสีค่อนข้างเหลืองอาจใช้ฟิลเตอร์สีฟ้าสวมหน้าเลนส์เพื่อแก้สีก็ได้ ถ้าเป็นภาพการแสดงบนเวที งานประเพณีต่าง ๆ ควรใช้ฟิล์มที่มีควาไวแสงสูง
silhouete
การถ่ายภาพย้อนแสง (Silhouete)
  • การถ่ายภาพย้อนแสงหรือภาพเงาดำ ภาพประเภทนี้นักถ่ายภาพสมัครเล่นไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะจะได้ภาพที่ไม่ชัด ไม่เห็นรายละเอียดของวัตถุ ถ้าถ่ายภาพคนจะมองดูแล้วมืด แต่ที่จริงแล้วภาพย้อนแสงไม่ว่าจะเป็นภาพสี หรือขาว–ดำก็ตามจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องรูปร่าง (Shape) ของวัตถุที่บังแสงอยู่ นักถ่ายภาพอาชีพมักจะเสาะแสวงหาภาพประเภทนี้อยู่เสมอ เพราะภาพย้อนแสงจะให้ทั้งความงามให้อารมณ์ ให้สีสันรุนแรง ให้ความแปลกตาไปอีกลักษณะหนึ่งการถ่ายภาพย้อนแสงควรถ่ายให้ภาพมีช่วงความชัดลึก โดยเปิดช่องรับแสงให้แคบกว่าปกติเล็กน้อยพยายามเลือกวัตถุที่มีโครงร่างที่สวยงามหามุมย้อนแสง โดยวางจังหวะของดวงอาทิตย์ให้พอดี
action
การถ่ายภาพเคลื่อนไหว (Action)
  • การถ่ายภาพเคลื่อนไหว หมายถึง การถ่ายภาพของวัตถุที่เคลื่อนไหว เช่น คนวิ่ง กระโดดโลดเต้น เล่นชิงช้ากระโดดสูงว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน รถกำลังแล่น หรือการแข่งขันกีฬาด้านความเร็วประเภทต่าง ๆ การถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวดังกล่าวอาจจะทำได้ใน 3 ลักษณะ คือ
stop action
(Stop Action)
  • 1. การจับภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง (Stop – action) การถ่ายภาพในลักษณะนี้ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้สูงเช่น 1/250, 1/500 หรือ 1/1000 วินาที ตามความเหมาะสมกับความเร็วของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ เมื่อตั้งความเร็วชัตเตอร์สูง ๆ จำเป็นต้องเปิดช่องรับแสงให้กว้างขึ้น เพื่อชดเชยให้แสงผ่านเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มให้มากพอการถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งได้นั้น จะตั้งความเร็วชัตเตอร์เท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
stop action1
(Stop Action)

1) ความเร็วของวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว2) ทิศทางการเคลื่อนไหวของวัตถุ3) ระยะทางจากกล้องถึงวัตถุ4) ความยาวโฟกัสของเลนส์

stop action2
(Stop Action)
  • 2. การถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวดูแล้วให้รู้สึกว่าเหมือนกำลังเคลื่อนไหว การถ่ายภาพในลักษณะนี้ ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้ช้า ๆ เช่น 1/30 วินาที, 1/15 วินาที หรือ 1/8 วินาที เป็นต้น เมื่อตั้งความเร็วชัตเตอร์ช้า ก็ต้องเปิดช่องรับแสงให้เล็กลงภาพที่ได้จะปรากฏว่าสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวจะดูพร่า ทำให้เห็นว่าวัตถุนั้นกำลังเคลื่อนที่ส่วนวัตถุหรือสิ่งที่อยู่นิ่งจะคมชัดและการถ่ายภาพลักษณะนี้ควรจับถือกล้องให้นิ่งและมั่นคง หรือควรใช้ขาตั้งกล้องช่วย เพื่อไม่ให้กล้องสั่นไหว
paning
แพนกล้อง (Paning)
  • 3. การถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้เห็นวัตถุชัด ส่วนฉากหลังพร่ามัวเป็นทางยาว การถ่ายภาพในลักษณะนี้ จะต้องแพนกล้อง (Paning) ตามวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว พร้อม ๆ กับการกดไกชัตเตอร์ ความเร็วชัตเตอร์ความตั้งให้ช้า เช่น1/60วินาที,1/30วินาทีหรือช้ากว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยการปรับระยะชัดให้ปรับไปตรงจุดที่วัตถุเคลื่อนที่ผ่าน
portraits
การถ่ายภาพบุคคล (Portraits)
  • การถ่ายภาพบุคคล เป็นการบันทึกโครงสร้างลักษณะ และความนึกคิดของ ผู้ถ่ายภาพ และผู้ถูกถ่ายภาพฉะนั้นภาพถ่ายบุคคลจึงเปรียบเสมือนตัวแทนบุคคลที่ถูกถ่าย และผู้ถูกถ่ายภาพ ฉะนั้น

ภาพถ่ายบุคคลจึงเปรียบเสมือนตัวแทนบุคคลที่ถูกถ่าย ทั้งในด้านความนึกคิดและลักษณะท่าทาง การภาพถ่ายบุคคลที่ดีควรแสดงออกใน

2 ประการ คือ

1. การนึกและการสร้างสรรค์ของผู้ถ่ายภาพ2. สามารถแสดงบุคลิกของผู้ถูกถ่ายได้เป็นอย่างดี

portraits1
การถ่ายภาพบุคคล (Portraits)
  • ภาพถ่ายบุคคลจำเป็นต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบต่าง ๆดังนี้คือ1. การจัดเสื่อผ้าให้เหมาะสมกับบุคลิกและอาชีพ2. การจัดฉาก อาจจัดในสตูดิโอ หรือฉากธรรมชาติ3. การจัดภาพ จัดท่าทาง ของผู้เป็นแบบ4. การจัดแสง อาจใช้แสงธรรมชาติ หรือแสงไฟประดิษฐ์ แสงสีของฉากหลัง5. การเลือกใช้กล้อง ฟิล์ม แผ่นกลองแสงและเลนส์ในการถ่ายภาพให้เหมาะสม เลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพบุคคลควรเป็นเลนส์ถ่ายภาพระยะไกล ความยาวโฟกัสประมาณ 105 มม. หรือ 135 มม.การถ่ายภาพคนให้ดูดี มักนิยมใช้กันในช่วง 85-145 มม. ทั้งนี้เพราะในช่วงเทเลนั้นจะได้ภาพที่ดี ให้สัดส่วนสวยที่สุด
portraits2
การถ่ายภาพบุคคล (Portraits)
  • *ในการถ่ายภาพบุคคลนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้กว้างสุ ดเสมอไป นั่นคือ ให้พิจารณาเลือกเอาตามความเหมาะสมเป็นกรณีๆ ไปเช่น f/2.8-3.5 ในช่วง 50 มม. และ f/3.5-4.5 สำหรับช่วง 105 มม. เป็นต้นส่วนเลนส์อื่น ๆ ก็ให้อาศัยหลักการคำนวณคล้าย ๆ กัน เช่น ช่วงรับแสงกลาง ๆ ประมาณ 2 สต็อป จากกว้างสุด ถึง 2 สต็อปจากแคบสุด เป็นต้น6. การเลือกมุมกล้องในการถ่ายภาพ
  • *ตำแหน่งยอดนิยมในการวางกล้อง ก็คือ ตำแหน่งระดับปลายจมูกของนางแบบ หรือ สูง/ต่ำกว่าไม่มากนัก ไม่เกินตา และปาก ยกเว้นในกรณีหากพิจารณาแล้วเห็นว่า “นางแบบมีมุมสวยเป็นพิเศษ” หรือ “มีส่วนจะต้องหลบ/เลี่ยงเป็นพิเศษ” ก็อาจจะต้องกด หรือเงยกล้อง เข้าช่วย
  • “มุมมหาชนสำหรับถ่ายภาพนางแบบ ก็คือ มุมหน้าเฉียง” ตำแหน่งวางกล้อง ก็คือ ให้เล็งไปที่แนวแบ่งครึ่ง ระหว่างสันจมูก และดวงตา...มุมนี้ส่วนใหญ่มักจะสวย
slide87
การจัดองค์ประกอบภาพ
  • กฎสามส่วนเพื่อไม่ให้จุดเด่นในภาพวางอยู่ตรงกลางภาพจนดูน่าเบื่อหน่าย กลายเป็นจุดด้อยไป ให้เราตีเส้นสองเส้นแบ่งภาพออกเป็น 3 ส่วน แล้วเอาจุดที่เราให้ความสำคัญไปวางไว้ตรงนั้น กฎสามส่วนกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าภาพจะอยู่แนวตั้งหรือแนวนอนก็ตาม หากเราแบ่งภาพนั้นออกเป็นสามส่วน ทั้งตามแนวตั้งและแนวนอน แล้วลากเส้นแบ่งภาพทั้งสามเส่น จะเกิดจุดตัดกันทั้งหมด 4 จุด ซึ่งจุดตัดของเส้นทั้งสี่นี้ เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการจัดวางวัตถุที่ต้องการเน้นให้เป็นจุดเด่นหลัก ส่วนรายละเอียดอื่นๆนั้น เป็นส่วนสำคัญที่รองลงมา
slide91
นอกจากนี้เรายังสามารถใช้แนวเส้นแบ่ง 3 เส้นนี้ เป็นแนวในการจัดสัดส่วนภาพก็ได้อย่างการจัดวางเส้นขอบฟ้าให้อยู่ในแนวเส้นแบ่ง โดยให้ส่วนพื้นดินและท้องฟ้าอยู่ในอัตราส่วน 3:1 หรือ 1:3 แต่ไม่ควรแบ่ง 1: 1
slide93
การนำสายตา
  • การใช้เส้นนำสายตา เป็นการสร้างมิติให้กับภาพได้ดีวิธีหนึ่ง
  • เราสามารถใช้ ถนน ทางเดินของแม่น้ำลำธาร รั้ว หรือแม้แต่อะไรก็ได้ที่ดูแล้วเป็นเส้นนำสายตาผู้ชมเข้าไปสู่ในภาพการทำเช่นนี้จะทำให้ภาพถ่ายเกิดมิติ มีความลึก ยิ่งถ้าเราวางแนวเส้นสายตาให้ไปสูจุดสนใจในภาพได้ก็จะช่วยเสริมให้ภาพดูดีได้อีกทางการใช้เส้นตรงจะทำให้เกิดความรู้สึกรวดเร็วรุนแรง
ad