slide1 l.
Download
Skip this Video
Download Presentation
อัญมณีอินทรีย์ (Organic Gems)

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 28

อัญมณีอินทรีย์ (Organic Gems) - PowerPoint PPT Presentation


  • 164 Views
  • Uploaded on

อัญมณีอินทรีย์ (Organic Gems). 5.2.1 อำพัน (Amber).

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'อัญมณีอินทรีย์ (Organic Gems)' - daisy


Download Now An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

อัญมณีอินทรีย์ (Organic Gems)

5.2.1 อำพัน (Amber)

อำพัน เป็นอัญมณีที่ใชักันมานานตั้งแต่สมัยยุคหิน(stone age) เมื่อ 6,000 กว่าปีมาแล้ว อำพันเป็นซากดึกดำบรรพ์(fossil) ของยางไม้ที่เกิดจากต้นสนโบราณอายุหลายล้านปี ชื่อPinus succiniferaในปัจจุบันสูญพันธ์ไปแล้ว ยางสนแข็งตัวเป็นอำพันโดยการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน(oxidation) การสูญเสียน้ำและถูกทับถมไว้เป็นเวลานาน

อำพันมีลักษณะเป็นก้อน(nodule) มีขนาดและรูปร่างต่างๆ ผิวมักแตกร้าว บางครั้งพบซากแมลงโบราณราหรือตะไคร่โบราณถูกกักเก็บไว้ในอำพันขณะที่ยังเป็นยางไม้เหนียว

slide2

amber ที่กักเก็บซากแมลงโบราณ

slide3

อำพันขนาดเล็กมักนำมาเชื่อมติดกันโดยความร้อนและความดัน ใช้อุณหภูมิประมาณ 180 0C จะหลอมเชื่อมติดกันเป็นชิ้นใหญ่ เรียกว่า อำพันอัด (pressed amber) หรือ ambroid อำพันมักมีฟองอากาศเล็กๆ อยู่ภายใน ทำให้ขุ่นมัว เมื่อนำมาเผาในน้ำมัน สามารถขจัดฟองอากาศออกไป ทำให้ใสขึ้นได้ และทำให้เกิดรอยแตกเป็นวงกลม(discoid fracture) เรียกว่า sun spangle

Crystallography

สารอสัณฐาน (amorphous)

slide4

Physical properties

Fracture : เปราะแตกง่าย(brittle) แตกแบบก้นหอย

Hardness : 2 – 2 ½ ใช้ปลายเข็มหรือลวดทองแดง ขีดเข้าได้ง่าย

Specific gravity : 1.08 (+ 0.02 ถึง - 0.08) จมในน้ำ แต่ลอยในสารละลาย เกลือแกงที่อิ่มตัว

Melting point : 295 – 395 0C ให้กลิ่นเหมือนยางไหม้

Electric conductivity : เมื่อถูอำพันไปมา จะเกิดประจุลบขึ้นเป็นไฟฟ้าสถิตย์์ สามารถดูดฝุ่นละอองหรือกระดาษชิ้น เล็กๆ ได้ ชาวกรีก โบราณ จึงเรียกอำพันว่า electron

slide5

Optical properties

Luster : คล้ายยางสน ถึงคล้ายแก้ว Transparency : โปร่งแสงถึงโปร่งใส บางเม็ดอาจทึบแสง Optic character :isotropic

Refractive index : 1.540 (+0.005 ถึง – 0.001) มักแสดง double refraction ที่ผิดปกติชัดเจน Fluorescence : อำพันบางเม็ดเรืองแสงชัดเจน เห็นเป็นสีฟ้า ขาวอมฟ้า เขียวอมเหลือง หรือเหลืองส้มในLWUV ส่วนใน SWUV เรืองแสงเช่นกัน แต่สีอ่อนกว่า

slide6

Colour : ส่วนใหญ่มีสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลดำ หรือสีส้ม แต่อาจพบสีขาว แดงบ้าง ส่วนสีออกเขียวหรือฟ้าพบน้อยมาก เป็นผลจากการเรืองแสงใสแสงอาทิตย์

amber มีชื่อทางการค้า ดังนี้

  • clear amber: มีความโปร่งใสมาก
  • fatty amber: มีฟองอากาศอยู่เป็น จำนวนมาก ทำให้ดูเหมือนไขมันสัตว์
slide7

cloudy amber: มีความโปร่งแสงน้อยกว่า fatty amber

  • bone amber: เกือบทึบแสง และอ่อนกว่า cloudy amber ขัดเงาได้ยากดูเหมือน กระดูกหรืองาช้าง

Chemical properties

อำพัน มีส่วนประกอบหลากหลายมาก ทำให้มีส่วนประกอบทางเคมี สมบัติทางกายภาพ และทางแสงแตกต่างกัน amber จากทะเล Baltic ส่วนใหญ่มีปริมาณคาร์บอน ( C ) 79 % ไฮโดรเจน( H ) 10.5 % และออกซิเจน( O ) 10.5 % มีสูตรทางเคมีเป็น C10H16O

slide8

Diagnostic features

อำพัน มีลักษณะเฉพาะตัวที่ใช้แยกจากอัญมณีชนิดอื่นได้ง่าย

amber

  • amber เลียนแบบที่ทำจากพลาสติกบางชนิด จะจมในน้ำเกลือเข้มข้น ขณะที่ amber ลอยตัวอยู่ได้
  • พลาสติกชนิด polystyrene มีสีและสมบัติต่างๆ ใกล้เคียงกับ amber แยกได้โดยใช้ปลายเข็มร้อนจี้ จะได้กลิ่นที่ต่างกัน

amber imitated (plastic)

  • อำพันอัดแยกจากอำพันธรรมดาได้โดย พบฟองอากาศแบนๆ ลักษณะเนื้อที่เป็นเม็ด มีรอยต่อระหว่างเม็ดเห็นได้ชัด มีการเรืองแสงไม่สม่ำเสมอ
slide9

นอกจากอำพันแล้ว ยังมีซากดึกดำบรรพ์ของยางสนที่มีอายุอ่อนกว่าอำพัน เรียกว่า โคปอล(copal) มีลักษณะเหมือนอำพันมาก แยกได้โดยใช้สาร acetone หยดลงบนผิว โดย copal จะละลายใน 2 –3 วินาที ขณะที่อำพันไม่ละลาย หรือละลายเล็กน้อย นอกจากนั้น copal ยังเรืองแสงสีออกขาวใน SWUV

  • เมื่อนำ copal ไปตากแดดจะเกิดรอยแตกร้าวเป็นเหลี่ยม (crazing) บนผิว ถ้าเป็นอำพัน จะเกิดการแตกร้าวเช่นกัน แต่ใช้ระยะเวลานานกว่ามาก และเปลี่ยนเป็นสีส้มถึงน้ำตาล ขณะที่ copal ไม่เปลี่ยนสี

copal

slide10

Occurrence

ในสมัยแรก พบอำพันแถบชายฝั่งทะเล Baltic บริเวณประเทศ Poland และ USSR แหล่งอื่นที่พบ ได้แก่ Dominican Republic Rumania Sicily Czechoslovakia Canada และ Myanmar

Baltic amber

Sicilian amber

Burmese amber

Name

amberมาจากภาษาลาตินโบราณ ambrum ซึ่งมาจากภาษาอารบิค ambar

slide11

5.2.2 มุก (Pearl)

มุก เป็นอัญมณีอินทรีย์ที่สำคัญที่สุด และใช้มานาน แม้ว่าจะมีความแข็งต่ำและต้องระวังเป็นพิเศษแต่ยังเป็นที่นิยมกันมากจนต้องมีการทำฟาร์มเลี้ยงมุก โดยมุกที่ได้ เรียกว่า มุกเลี้ยง(cultured pearl) มีลักษณะเหมือนมุกธรรมชาติมาก แยกจากกันได้ยากมาก ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น เครื่อง X-ray

slide12

มุกธรรมชาติ (Natural pearl)

เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในตัว หอยบางชนิดสามารถสร้างสารแคลเซียมคาร์บอเนตมาหุ้มสารแปลกปลอมนั้นไว้ โดยพอกเป็นชั้นๆ เรียกว่า calcareous concretion มีลักษณะเป็นเม็ดรูปร่างกลมหรือรูปร่างต่างๆ ถ้ามีผิวที่แสดงการเหลือบแสงสวยงาม เรียกว่า มุก หรือ ไข่มุก

หอยที่ให้มุกมีทั้งหอยน้ำจืดและหอยน้ำเค็ม โดยมุกที่เกิดในหอยน้ำเค็มมีราคาแพงกว่า หอยที่พบมุกส่วนใหญ่ เป็นหอย 2ฝาใน species Pinctada ชนิดMargaritiferaMaximaหรือMeleagrinaส่วนมุกน้ำจืดพบในหอยกาบหรือUnio

Species Pinctada Maxima

slide13

Physical properties

      • Fracture : แตกแบบไม่เรียบ
      • Hardness : 2 ½ - 4 ½
  • Specific gravity : หอยน้ำเค็ม มีค่า = 2.70 (+ 0.015 ถึง – 0.09)
  • หอยน้ำจืด มีค่า = 2.72 (+ 0.06)

Optical properties

      • Luster : ประกายเหมือนมุก(pearly)
  • Refractive index : 1.530 – 1.685
      • Birefringence : 0.155
  • Fluorescence : ไม่เรืองแสง หรืออาจเรืองแสงสีฟ้า เหลือง เขียว หรือชมพูเด่นชัด
  • ทั้งใน LWUV และ SWUV
slide14

Colour : การเรียกสีมุก แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

  • body colour : เป็นสีพื้นของเนื้อมุก อาจมีสีขาวหรือสีครีม
  • overtone : เป็นสีที่ดูเหมือนลอยอยู่บนสีพื้น เหมือนการเคลือบด้วยแลคเกอร์ อาจมีสีชมพู เขียว หรือฟ้า โดยสีชมพูพบมากที่สุด
  • orient : เป็นสีที่เหลือบจาก iridescent effect เกิดจากการรบกวนกันของแสงที่สะท้อนจากชั้น nacre บางๆ
slide15

Chemical properties

ส่วนประกอบของมุก เรียกว่า nacre มีส่วนประกอบเป็น CaCO3 82 % อยู่ในรูปของ aragonite มี H2O 2 – 4 % และสารโปรตีนเรียกว่า conchiolin โครงสร้างของมุก มีลักษณะเหมือนหัวหอม(onion structure) ประกอบด้วยชั้นของ aragonite เรียงตัวซ้อนกันเป็นวงกลมล้อมรอบสิ่งแปลกปลอม โดยผลึก aragonite วางตัวในแนวแกน C ตั้งฉากกับรอยต่อของแต่ละชั้น

slide16

Occurrence

แหล่งสำคัญที่พบมุกน้ำเค็ม คือ Persian Gulf โดยเฉพาะที่เกาะ Bahrain Gulf of Myanmar อยู่ระหว่าง Sri Lanka กับ India และใน Red Sea แหล่งอื่นที่พบ คือ Australia เกาะต่างๆใน Micronesia และ Polynesia Venezuela Mexico Panama และ Colombia

มุกน้ำจืดธรรมชาติ พบในแม่น้ำแถบ Europe ได้แก่ Scotland Wales Ireland และ France ส่วนใน USA. พบในแม่น้ำ Mississippi

มุกน้ำจืดรูปร่างต่างๆ

slide17

มุกเลี้ยง (Cultured pearl)

ชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่ทำการเลี้ยงมุก ต่อมามีการพัฒนาโดยชาวญี่ปุ่น และผลิตออกมาเป็นจำนวนมากในปี 1921 โดย Kokichi Mikimoto ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของการเลี้ยงมุก(father of commercial pearl culturing)

การเลี้ยงมุกน้ำเค็มเชิงพาณิชย์ ทำในหลายประเทศ ได้แก่ Japan Thailand Philippines Myanmar Australia France Polynesia และ Indonesia ส่วนมุกน้ำจืดเลี้ยงกันมากใน Japan และ China

Name

คำว่า pearl มาจากภาษาลาติน perula เป็นคำที่ใช้เรียกมุก

slide18

5.2.3 ปะการัง (Coral)

ปะการัง มีส่วนประกอบเป็น แคลเซียมคาร์บอเนต(CaCO3) ที่สัตว์ทะเลตัวเล็กๆ เรียกว่า polyp สกัดจากน้ำทะเลมาสร้างเป็นกระดูกหุ้มตัวไว้ โดยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม(colony) ทำให้กระดูกเชื่อมต่อกันเหมือนกิ่งก้านต้นไม้

slide19

Coral ชนิดที่เป็นอัญมณี มี 2 ชนิด คือ

1. Corallium rubrumเป็น precious coral มีสีตั้งแต่สีขาว ชมพูอ่อนถึงแดงเข้ม บางทีเรียกว่า calcareous coral เนื่องจากประกอบด้วยแร่ calcite ขนาดละเอียดและมีสมบัติเหมือนแร่ calcite

2. Corallium nigran เป็น black coral มีสีดำถึงน้ำตาลดำ มีส่วนประกอบเป็น conchiolin ซึ่งเป็นสารโปรตีน บางทีจึงเรียกว่า conchiolin coral

slide20

Crystallography

ชนิด calcareous coral เป็น hexagonal–rhombohedron

Physical properties

      • Fracture : ชนิด calcareous coral แตกแบบเสี้ยนถึงแตกไม่เรียบ
  • ชนิด conchiolin coral แตกแบบก้นหอยถึงแตกไม่เรียบ Hardness : ชนิด calcareous coral แข็ง 3 ½ - 4 แข็งกว่า calcite เนื่องจาก มลทินและลักษณะโครงสร้างต่างจาก calcite ส่วนใน conchiolin coral มีความแข็ง = 3
  • Specific gravity : 2.65 (+ 0.05) ใน calcareous coral และ 1.35 ใน conchiolin coral
slide21

Optical properties

      • Luster : คล้ายไขถึงคล้ายแก้ว
      • Transparency : กึ่งโปร่งแสงถึงทึบแสง
      • Optic character :Uni -
  • Refractive index : = 1.658 = 1.486 และ 1.560 (+ 0.020 ถึง – 0.010) ในชนิด conchiolin coral
      • Birefringence : 0.172 (calcareous coral) Fluorescence :
  • ชนิดสีขาว ไม่เรืองแสง หรือเรืองแสงสีขาวอมฟ้าทั้งใน LWUV และ SWUV
  • ชนิดสีแดงและชมพู ไม่เรืองแสง หรือเรืองแสงสีส้ม ถึงส้มอมชมพู
  • ชนิดสีแดงมืด ไม่เรืองแสง หรือเรืองแสงสีแดงมืด ถึงแดงอมม่วง
  • ชนิดสีดำ ไม่เรืองแสง
slide22

Colour : ชนิด calcareous coral มีสีชมพูอ่อนถึงสีแดงมืด ส้ม ขาว และสีครีม ชนิดสีม่วงหรือน้ำเงินพบน้อย

pink coral

white coral

black coral

สีแดงเป็นสีที่มีราคาแพงที่สุด สีของปะการังซีดจางลงเมื่อโดนความร้อนและกรด

red coral

slide23

Chemical properties

Calcareous coral มีส่วนประกอบเป็น CaCO3

Conchiolin coral มีส่วนประกอบเป็น C3H48N2O11

Occurrence

ปะการังเกิดอยู่ในเขตน้ำอุ่น ที่ความลึกไม่เกิน 150 ฟุต ส่วนใหญ่จึงพบอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ระหว่างเส้นละติจูด 30 0N ถึง25 0Sแหล่งปะการังใหญ่ คือ Great Barrier Reef ใน Australia และ เกาะปะการัง(atoll) ใน South Pacific ทางตอนเหนือขึ้นไปพบที่ทะเล Mediterranean พบที่ชายฝั่งของ Algeria Tunisia Italy Spain และ Hawaii ในทวีป Asia พบที่ Japan Taiwan และ Malaysia

Name

คำว่า coral มาจากภาษาลาติน corallium

slide24

5.2.4 งา (Ivory)

คำว่า ivory ในสมัยแรกใช้เรียกอัญมณีที่เป็นงาช้างเท่านั้น แต่ปัจจุบัน หมายรวมถึงฟันหรือนอของตัว walrus และ narwhale รวมถึงซากดึกดำบรรพ์ของ mammoth ทั้งหมดมีส่วนประกอบเหมือนฟัน(teeth) มีความแข็งต่ำ และมีความเหนียวจึงนิยมนำไปแกะสลัก

whale tooth

hippopotamus tusk

molar tooth

molar tooth

slide25

Crystallography

มีเนื้อแน่น บางส่วนเป็นผลึก

Physical properties

  • Fracture : แตกแบบเสี้ยน
  • Hardness : 2 ½ - 2 ¾
  • Specific gravity : 1.85 ( + 0.15) ขึ้นกับชนิด โดยงาของตัวสิงโตทะเล(walrus) มีเนื้อแน่นมากกว่างาช้าง

Optical properties

      • Luster : คล้ายน้ำมันถึงด้าน
  • Colour : มีสีขาวถึงสีครีม สีจะเข้มขึ้นตามอายุของสัตว์
      • Transparency : โปร่งแสงถึงทึบแสง
  • Optic character :isotropic
slide26

Refractive index : 1.540 ( + 0.005)

Fluorescence : ส่วนใหญ่เรืองแสงสีขาวอมฟ้า หรือม่วง-น้ำเงิน ทั้งใน LWUV และ SWUV

Chemical properties

มีส่วนประกอบเป็นสารอินทรีย์ 35 % และสารอนินทรีย์ 65 % โดยสารอินทรีย์ คือ collagen ที่มี elastin และสารอนินทรีย์เป็น calcium phosphate ซึ่งเหมือนกับ apatite Ca5(PO4)3(F,OH)

slide27

Diagnostic features

งาช้างแสดงโครงสร้างเป็นแนวเส้นคล้ายคลื่น(wavy) ตัดกัน 2 ทิศทางเรียกว่า engine turned effect ลักษณะนี้ไม่พบในงาหรือนอของสัตว์ชนิดอื่น หรือในกระดูกสัตว์ที่นิยมนำมาทำงาเลียนแบบ(ivory imitation) ซากดึกดำบรรพ์ของฟันหรือกระดูกสัตว์ที่ถูกแทนที่โดยแร่ apatite สีฟ้า เรียกว่า odontolite หรือ fossil turquoise

slide28

Occurrence

Ivory ส่วนใหญ่มาจากงาช้าง ทั้งช้างเอเชียและช้างอาฟริกา บางส่วนเป็นงาของตัว walrus หรือนอของ hippopotamus และปลาวาฬชนิด narwhale บางส่วนเป็นซากดึกดำบรรพ์ของงาของสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้ว คือ ตัว mammoth ซึ่งพบฝังตัวอยู่ในธารน้ำแข็ง (glacier)

Indian elephant ivory

African elephant ivory

Name

คำว่าivoryมาจากภาษาฝรั่งเศสดั้งเดิม ivuria ซึ่งหมายถึง งาช้าง