slide1 l.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
??? ????? PowerPoint Presentation
Download Presentation
??? ?????

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 52

??? ????? - PowerPoint PPT Presentation


  • 119 Views
  • Uploaded on

การศึกษาผลกระทบของมาตรการภาษี ต่อการลงทุนของภาคการผลิต. ณพล สุกใส. 1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา. ภาษีมีความสำคัญทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งหารายได้ของรัฐบาลเพื่อนำมาใช้จ่ายตามเป้าหมายและโครงการต่างๆ เช่น การบริการสาธารณะ การศึกษา สาธารณสุข

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about '??? ?????' - benjamin


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

การศึกษาผลกระทบของมาตรการภาษีต่อการลงทุนของภาคการผลิตการศึกษาผลกระทบของมาตรการภาษีต่อการลงทุนของภาคการผลิต

ณพล สุกใส

slide2
1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา
  • ภาษีมีความสำคัญทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งหารายได้ของรัฐบาลเพื่อนำมาใช้จ่ายตามเป้าหมายและโครงการต่างๆ เช่น การบริการสาธารณะ การศึกษา สาธารณสุข
  • ภาษียังเป็นเครื่องมือของนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งเป้าหมายการกระตุ้น สร้างเสถียรภาพ การกระจายรายได้
  • การใช้มาตรการภาษี จึงกระทบต่อการผลิต และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

2

slide3

จึงสนใจศึกษาผลกระทบของภาษีที่กระทบต่อภาคการผลิต และระบบเศรษฐกิจ เช่น การลงทุน การสะสมทุน การจ้างงาน การบริโภค ปริมาณผลผลิต เป็นต้น

  • โดยกำหนดระบบภาษีที่พยายามให้สอดคล้องกับความจริงลงในแบบจำลอง คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีกำไรจากการขาย
  • จากการที่ระบบภาษีในระบบเศรษฐกิจมีผลต่อการบิดเบือนการตัดสินใจของประชาชน รวมทั้งมีผลต่อการสะสมทุน ซึ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราผลตอบแทนของทุนที่เปลี่ยนแปลงจากผลของอัตราภาษีแต่ละชนิด

3

slide4

ขณะที่ในระบบเศรษฐกิจหนึ่งๆ ประชาชนมีการสะสมทุนได้หลายวิธี ผ่านสินทรัพย์ต่างๆ ที่เอกชนเป็นผู้ออก ซึ่งเมื่ออัตราภาษีเปลี่ยนแปลงจะกระทบต่อผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละชนิดแตกต่างกันไป

  • จึงต้องการศึกษาผลของการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี ต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแหล่งเงินทุนของภาคการผลิต
  • โดยแบบจำลองนี้สมมติให้ระบบเศรษฐกิจมีสินทรัพย์ 2 ชนิด คือ หุ้น (Equity) และพันธบัตรเอกชน (Corporate bond)

4

slide5
2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา
  • เพื่อศึกษาผลกระทบของมาตรการภาษีของรัฐบาลต่อดุลยภาพทั่วไปของระบบเศรษฐกิจ
  • เพื่อศึกษาผลกระทบของมาตรการภาษีของรัฐบาลต่อระดับของหนี้ต่อหุ้น (Debt-equity ratio) ของภาคการผลิต

5

slide6
3. ขอบเขตของการศึกษา
  • กำหนดให้ระบบเศรษฐกิจประกอบด้วย 3 ภาค ได้แก่ ภาคครัวเรือน ภาคการผลิต และภาครัฐบาล
  • ระบบเศรษฐกิจประกอบด้วยภาษีทั้งหมด 4 ประเภท คือ
    • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal income tax)
    • ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate income tax)
    • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value added tax)
    • ภาษีกำไรจากการขาย (Capital gain tax)

6

slide7
4. วรรณกรรมปริทรรศน์
  • การกำหนดแบบจำลองใช้ General equilibrium model: ภาคการผลิต ครัวเรือน รัฐบาล
  • เนื่องจาก การสะสมทุนเป็นพฤติกรรมของภาคครัวเรือน การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีที่เกี่ยวกับผลตอบแทนในสินทรัพย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสะสมทุนของภาคครัวเรือน

[Abel and Blanchard (1983)Bovenberg (1986) Osterberg (1989) Turnovsky (2000) และ Hassett and Hubbard (2002)]

7

slide8

แบบจำลองที่อธิบายผลของภาษี ส่วนใหญ่มุ่งศึกษาเฉพาะภาษีบางประเภท เช่น งานของ Atkinson and Stiglitz (1980) Goulder and Summers (1989) Abel (1982)

  • ส่วน Turnovsky (2000) และ Hassett and Hubbard (2002) Brock and Turnovsky (1981) ถือว่าครอบคลุม
  • จึงใช้แบบจำลองของ Turnovsky (2000) เป็นต้นแบบ
  • แบบจำลองการลงทุนของภาคการผลิต Blanchard and Fischer (1989) Demers, Demers, and Altug (2003) แบ่งแบบจำลองการลงทุนเป็น 2 แบบคือ แบบที่ไม่ Adjustment cost และแบบที่มี Adjustment cost
  • Adjustment cost คือ ต้นทุนของการปรับระดับการสะสมทุนจากปัจจุบันไปในเวลาถัดไป เช่น การติดตั้ง ปรับปรุงเครื่องจักร โดยที่เงื่อนไขการลงทุนที่เหมาะสมต้องพิจารณาจาก Adjustment cost และ ผลได้จากการสะสมทุน [Blanchard (1989), Romer (2001), Turnovsky (2000)]

8

slide9

โครงสร้างแหล่งเงินทุนของภาคการผลิตBrock and Turnovsky (1981) และTurnovsky (2000) แสดงให้เห็นว่าเมื่อไม่มีต้นทุนของการออกพันธบัตรแล้ว จะทำให้ภาคการผลิตตัดสินใจเลือกขายหุ้น (Equity) หรือขายพันธบัตรเอกชน (Corporate bond) เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเลือกแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนของเงินทุนต่ำกว่า

  • Osterberg (1989) กล่าวว่าการขายพันธบัตรเป็นการแสวงหาเงินทุนจากภายนอกภาคการผลิต ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถขอกู้เงินได้โดยปราศจากข้อจำกัด
  • Myers (1977) และ Mao (2003) ถ้ามีหนี้เดิมสูงการก่อหนี้ใหม่จะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • Osterberg (1989) กำหนดให้การขายพันธบัตรมี Agency cost ซึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนของหนี้ต่อหุ้น ผลจึงทำให้สามารถอธิบายผลของการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีต่อ Debt-equity ratio ได้

9

slide10
5. กรอบแนวคิดทางทฤษฎี
  • ข้อสมมติของแบบจำลอง
    • ภาคครัวเรือน
    • ภาคการผลิต
    • ภาครัฐบาล
  • ดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจ
    • เงื่อนไขที่เหมาะสมของภาคครัวเรือน
    • เงื่อนไขที่เหมาะสมของภาคการผลิต
    • เงื่อนไขดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจ

10

slide11

แบบจำลองเป็น Discrete time model ตั้งแต่ ถึง

  • ระบบเศรษฐกิจประกอบด้วยภาคครัวเรือน ภาคการผลิต และ ภาครัฐบาล
  • ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบ Decentralized economy
  • ภาษีในระบบเศรษฐกิจประกอบด้วย 4 ประเภท
    • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal income tax)
    • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value added tax)
    • ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate income tax)
    • ภาษีกำไรจากการขาย (Capital gain tax)

ข้อสมมติของแบบจำลอง

11

slide12

ครัวเรือนตัดสินใจตลอดช่วงเวลา ตั้งแต่ ถึง เพื่อเลือกระดับการบริโภค การทำงาน การสะสมทุนผ่านการถือพันธบัตรเอกชน และการถือหุ้น ที่ทำให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

  • โดยที่
  • สมการงบประมาณอธิบายการใช้จ่ายเพื่อบริโภคและการสะสมทุนที่ไม่เกินระดับความมั่งคั่งที่มีอยู่ในแต่ละช่วงเวลา

ภาคครัวเรือน

(1)

(2)

12

slide13

Optimality conditions

    • อัตราการทดแทนส่วนเพิ่ม (Marginal rate of substitution) ระหว่างการบริโภคและการทำงาน เท่ากับ ราคาเปรียบเทียบระหว่างอัตราค่าจ้างหลังหักภาษีกับราคาสินค้าที่รวมภาษีแล้ว
    • อัตราผลตอบแทนของการบริโภค (Rate of return on consumption) เท่ากับ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรหลังหักภาษี (After-tax rate of return on bonds)
    • อัตราผลตอบแทนของการบริโภค (Rate of return on consumption) เท่ากับ อัตราผลตอบแทนของผลตอบแทนจากหุ้นหลังหักภาษี (After-tax rate of return ondividends) บวก อัตราผลตอบแทนจากมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงหลังหักภาษี (After-tax rate of return on the real capital gains)

13

slide14

ผู้ผลิตตัดสินใจเลือกระดับการผลิตที่ทำให้ได้รับผลกำไรสูงสุด ตลอดช่วงเวลา ถึง มีค่าสูงที่สุด

  • กำหนดฟังก์ชั่นการผลิต คือ
  • ข้อสมมติ คือ เป็น Constant returns to scale และ Marginal product มากกว่า 0 และมีลักษณะเป็น Diminishing marginal product คือ

ภาคการผลิต

(3)

14

slide15

กำไรเบื้องต้น (Gross profit ) ของการดำเนินกิจการ คือ ผลต่างของรายได้จากการขายสินค้า กับ ค่าจ้างแรงงาน และ Adjustment cost คือ

  • Adjustment cost คือ ต้นทุนของการปรับระดับการสะสมทุน จากที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นระดับที่มีในเวลาถัดไป ซึ่งหมายถึง ต้นทุนจากการติดตั้ง ปรับปรุงปัจจัยทุนของภาคการผลิต [Obstfeld and Rogoff (1996), Turnovsky(2000)]

(4)

15

slide16

ในแบบจำลองที่ไม่มี Adjustment cost เงื่อนไขการใช้ปัจจัยทุนที่เหมาะสม คือ ใช้ปัจจัยทุนที่ระดับที่ทำให้ อัตราผลตอบแทนของทุนเท่ากับ MPK ในทุกๆ ระยะเวลาการผลิต

  • แต่ข้อสมมติที่มี Adjustment cost ทำให้ภาคการผลิตไม่สามารถเลือกใช้ปัจจัยทุนตามเงื่อนไขดังกล่าวได้
  • เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลที่เกิดจากการลงทุน ซึ่งนอกจาก จะมีผลผลิตส่วนเพิ่มจากปัจจัยทุนแล้ว ยังต้องคำนึงถึงผลได้จากการสะสมทุน และต้นทุนส่วนเพิ่มของการลงทุนด้วย

[Obstfeld and Rogoff (1996), Barro and Sala-i-Martin(2003)]

16

slide17

โดยที่การลงทุนมี Adjustment cost คือ ที่เกิดขึ้นจากการปรับระดับของการสะสมทุน

  • สมการของการลงทุนที่รวมกับ Adjustment cost คือ
  • โดยที่ Adjustment cost เป็น Nonnegative, Linearly homogeneous, Convex function คือ
  • เงื่อนไขที่ค่าเริ่มต้น คือ Adjustment cost มีค่าต่ำที่สุดเท่ากับ 0 เมื่อการลงทุนเป็น 0 คือ และ

(5)

17

slide18

สมการ (4) เป็นผลกำไรที่ยังไม่ได้จัดสรรผลตอบแทนของการใช้ปัจจัยทุน

  • โดย Gross profit ถูกจัดสรรเป็นภาษีที่ต้องจ่ายให้รัฐบาลผลตอบแทนของพันธบัตร เงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น กำไรสะสม ต้นทุนการกู้ยืมจากภายนอก ซึ่งก็คือ Agency costs
  • สมมติให้การสะสมทุนในแต่ละช่วงเวลาเพิ่มขึ้นตามขนาดของการลงทุน โดยไม่มีการเสื่อมค่าของการสะสมทุน

(6)

(7)

18

slide19

โดยการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนได้จากกำไรสะสม การขายหุ้น และพันธบัตร คือ

  • ภาษีที่ภาคการผลิตจ่ายให้รัฐบาล คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่คิดจากผลกำไรหลังการชำระหนี้

(8)

(9)

19

slide20

Agency cost คือ ต้นทุนที่ภาคการผลิตต้องเผชิญจากการกู้ยืมเงินจากภายนอก นอกเหนือจากส่วนที่ต้องจ่ายในรูปดอกเบี้ยของพันธบัตร

  • เมื่อหนี้สูงขึ้น ความเสี่ยงที่จะไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ จะสูงขึ้นดังนั้น ผู้ให้กู้จะยอมให้กู้ก็ต่อเมื่อได้ผลตอบแทนสูงขึ้นด้วย
  • ดังนั้น เมื่อ Debt-equity ratio สูงขึ้น Agency costs จะสูงขึ้น
  • สมมติให้ เป็น Convex function คือ
  • ภาคการผลิตต้องเลือก Debt-equity ratio ที่เหมาะสมที่ทำให้ต้นทุนของเงินทุนมีค่าต่ำที่สุด

20

slide21

แทนค่าสมการ (8) (9) และ ลงในสมการ (5)

  • โดยที่
  • เมื่อ คือ Debt-equity ratio
  • สมการ (10) เป็นสมการเป้าหมายของภาคการผลิต คือ ต้องการให้กำไรสุทธิหลังหักภาษี ลบเงินลงทุน ซึ่งก็คือ กระแสเงินสดสุทธิ มีค่าสูงสุดตลอดช่วงเวลาดำเนินกิจการ

(10)

(11)

21

slide22

Optimality conditions

    • ผลผลิตส่วนเพิ่มของแรงงาน (Marginal product of labor) เท่ากับอัตราค่าจ้างที่แท้จริง
    • ต้นทุนส่วนเพิ่มของการลงทุน (Marginal cost of investment) เท่ากับมูลค่าหรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มของทุน (Marginal value of capital or Shadow price of capital (q))
    • ต้นทุนของทุน (Cost of capital) เท่ากับผลผลิตส่วนเพิ่มของปัจจัยทุนหลังภาษี (After-tax marginal product of capital) รวมกับ ผลได้ส่วนเพิ่มของการลงทุน และอัตราการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าของทุน

22

slide23

รัฐบาลทำหน้าที่ดุลการใช้จ่ายของรัฐบาลให้เท่ากับรายรับภาษีรัฐบาลทำหน้าที่ดุลการใช้จ่ายของรัฐบาลให้เท่ากับรายรับภาษี

ภาครัฐบาล

(12)

23

slide24

เงื่อนไขที่เหมาะสม: ภาคครัวเรือน

(1)

(2)

(13)

24

slide26

เงื่อนไขที่เหมาะสม: ภาคการผลิต

(10)

(6)

(19)

26

slide27

(20)

(21)

(22)

27

slide28

แทนค่าสมการ (21) ลงในสมการ (22) ได้เงื่อนไขการใช้ปัจจัยทุนที่เหมาะสมของการใช้ปัจจัยทุน คือ

  • ต้นทุนของทุน เท่ากับ ผลรวมของ
    • ผลผลิตหน่วยสุดท้ายของปัจจัยทุนหลังหักภาษี
    • ผลได้ของการลงทุน คือ ผลได้จากปัจจัยทุนที่สร้างขึ้นใหม่ หักลบด้วยต้นทุนของการลงทุน (Adjustment cost)
    • อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเงาของการลงทุน

(23)

28

slide29

ดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจ

  • เงื่อนไขเหล่านี้ กำหนดการบริโภค การจ้างงาน และการลงทุน

(14)

(24)

(25)

(26)

(27)

(25)

29

slide30

การเปลี่ยนแปลงของการสะสมทุน และ Shadow price of capital

  • ดุลยภาพของผลผลิต

(28)

(29)

(30)

30

slide31
6. ผลการศึกษา

พิจารณาผลของการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีใน 2 ประเด็น

  • ผลของการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีต่อระบบเศรษฐกิจ
  • ผลของการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีต่อต่อ Debt-equity ratio

31

slide32

จากเงื่อนไขดุลยภาพ เมื่อพิจารณา ณ ระดับ Steady state ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต่างๆ จะได้

ผลการศึกษา:การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีต่อระบบเศรษฐกิจ

(31)

(32)

(33)

(34)

32

slide33

จากสมการ (31) – (33) และ (34) นำมาวิเคราะห์ผลกระทบของภาษีต่อการเปลี่ยนแปลง

    • อัตราผลตอบแทนของทุนที่แท้จริง (Real cost of capital)
    • สัดส่วนของทุนต่อแรงงาน (Capital-labor ratio)
    • การจ้างงาน
    • การบริโภค
    • ปริมาณผลผลิต
    • การสะสมทุน

33

slide34

ผลต่ออัตราผลตอบแทนของทุนที่แท้จริง

+

+

+

+

(34)

  • เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้จากการทำงาน และผลตอบแทนของการออมหลังหักภาษีจะลดลง การสะสมทุนจึงลดลง ดังนั้น จึงสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้ครัวเรือนมีการออมมากขึ้น
  • เพิ่มขึ้น ทำให้ อำนาจซื้อของครัวเรือนจะลดลง ดังนั้น หากต้องการรักษาอำนาจซื้อเดิมไว้จึงต้องลดการออมลง ดังนั้น จึงสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้ครัวเรือนมีการออมมากขึ้น

34

slide35

เพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนของการออมหลังหักภาษีจะลดลง การสะสมทุนจึงลดลง ดังนั้น จึงสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้ครัวเรือนมีการออมมากขึ้น

  • เพิ่มขึ้น ทำให้แรงจูงใจในการผลิตของภาคการผลิตลดลง ปริมาณการนำทุนมาใช้จึงลดลง ดังนั้น ราคาของทุนจึงลดลง คือ ลดลง

35

slide36

ผลต่อสัดส่วนของทุนต่อแรงงาน

-

+

+

(35)

+

+

  • เพิ่มขึ้น ทำให้ ลดลง เนื่องจากต้นทุนของการใช้ทุนสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ภาคการผลิตจึงลดการใช้ปัจจัยทุนลง และหันมาใช้ปัจจัยแรงงานเพิ่มขึ้น
  • เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนของทุนลดลง ภาคครัวเรือนจึงมีการสะสมทุนลดลง ดังนั้น ในระยะยาวระบบเศรษฐกิจจึงมีการสะสมทุนลดลง จึงทำให้ ลดลง

36

slide37

เมื่อ เพิ่มขึ้น ทำให้ ลดลง

    • เนื่องจาก เมื่ออัตราภาษีเพิ่มขึ้น และทำให้ภาคการผลิตใช้ปัจจัยทุนลดลง และหันมาใช้ปัจจัยแรงงานเพิ่มขึ้น ทำให้ Marginal product of labor ลดลง ตามหลักของการลดลงของผลผลิตส่วนเพิ่ม
    • นอกจากนี้ เมื่อ เพิ่มขึ้น ยังทำให้อัตราค่าจ้างหลังหักภาษียิ่งลดลงด้วย
  • ผลต่ออัตราค่าจ้างหลังหักภาษี

37

slide38

พฤติกรรมด้านครัวเรือนพฤติกรรมด้านครัวเรือน

  • Income effect: เมื่อการพักผ่อนเป็นสินค้าปกติ ดังนั้น ถ้าอัตราภาษีเพิ่มขึ้นแล้วทำให้ค่าจ้างลดลง ดังนั้น ครัวเรือนจะเลือกการพักผ่อนลดลง และมีอุปทานแรงงานเพิ่มขึ้น
  • Substitution effect: เมื่อค่าจ้างลดลง ครัวเรือนจะมีต้นทุนของการพักผ่อนลดลง จึงมีแรงจูงใจให้พักผ่อนเพิ่มขึ้น (ซื้อการพักผ่อนมากขึ้น เมื่อราคาการพักผ่อนลดลง)
  • ผลต่อการจ้างงาน

?

(36)

+

-

38

slide39

ถ้าสมมติให้การพักผ่อนเป็นสินค้าปกติ Substitution effect จะมีขนาดมากกว่า Income effect ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า แรงงานจะทำงานลดลงเมื่ออัตราภาษีเพิ่มขึ้น

พฤติกรรมด้านนายจ้าง

  • แม้ว่าอัตราค่าจ้างจะลดลง และจูงใจให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นได้ก็ตาม แต่เนื่องจาก ผลของอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นทำให้ดุลยภาพของผลผลิตลดลง ดังนั้น การใช้ปัจจัยการผลิตรวมถึงปัจจัยแรงงานจึงลดลง

ด้วยเหตุผลทั้งสองด้าน การจ้างงานดุลยภาพจึงลดลงเมื่ออัตราภาษีเพิ่มขึ้น

39

slide40

เมื่อ เพิ่มขึ้น ทำให้การบริโภคลดลง เนื่องจาก

    • เนื่องจากการบริโภคเป็นสินค้าปกติ (Normal good) ดังนั้น เมื่อรายได้ลดลงจากการเพิ่มอัตราภาษี จึงทำให้การบริโภคลดลง
    • อัตราภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนของทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้น ครัวเรือนจึงมีการออมเงินเพิ่มขึ้น และลดการบริโภคลง
    • ปริมาณผลผลิตหลังจากผลของภาษีที่สูงขึ้น ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง ดังนั้น การบริโภคจึงลดลง
  • ผลต่อการบริโภค

-

(37)

+

-

40

slide41

เมื่อ เพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง

    • เนื่องจาก เมื่ออัตราภาษีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัจจัยทุน และการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจลดลง ดังนั้น เมื่อมีการนำปัจจัยการผลิตมาใช้ในกระบวนการผลิตลดลง จึงส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง
  • ผลต่อการปริมาณผลผลิต

-

(38)

+

-

41

slide42

เมื่อ เพิ่มขึ้น ทำให้การสะสมทุนลดลง

    • เนื่องจาก การสะสมทุนมาจากส่วนต่างระหว่างปริมาณผลผลิตกับปริมาณการบริโภค ดังนั้น เมื่อปริมาณผลผลิตลดลง จึงทำให้การสะสมทุนลดลง
  • ผลต่อการปริมาณผลผลิต

-

(39)

-

+

42

slide43

ข้อสมมติของแบบจำลองกำหนดให้มีสินทรัพย์ในระบบเศรษฐกิจ 2 ชนิด ได้แก่ พันธบัตร (Corporate bond) และหุ้น (Equity)

  • ภาคการผลิตต้องการใช้เงินทุนจากทั้ง 2 แหล่ง โดยที่ทำให้ต้นทุนของเงินทุนที่เผชิญอยู่ที่ระดับที่ต่ำที่สุด
  • ต้นทุนของหุ้น คือ เงินปันผล
  • ต้นทุนของพันธบัตร คือ อัตราดอกเบี้ย และ Agency cost

ผลการศึกษา:การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีต่อ Debt – equity ratio

43

slide44

จากสมการ (34) คือ

  • เงื่อนไขของ Debt-equity ratio ที่เหมาะสม คือ ระดับที่ต้นทุนส่วนเพิ่มของเงินทุนจากพันธบัตร เท่ากับ ต้นทุนส่วนเพิ่มของเงินทุนจากหุ้น
  • ดังนั้น เมื่อ Differentiating สมการ (34) เทียบกับ และกำหนดเท่ากับ 0 จะได้สมการกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมของ

(34)

(40)

44

slide45

สมการ (40) อธิบายว่า ระดับ Debt-equity ratio ที่เหมาะสม คือ ระดับที่ต้นทุนส่วนเพิ่มของทุนจากพันธบัตร (ต้นทุนของอัตราดอกเบี้ย รวมกับต้นทุนส่วนเพิ่มของ Agency cost) เท่ากับต้นทุนส่วนเพิ่มของทุนจากหุ้น (ต้นทุนของการจ่ายเงินปันผล )

  • ซึ่งเมื่ออัตราภาษีเปลี่ยนแปลง ต้นทุนของทุนจากแต่ละแหล่งจะเปลี่ยนแปลง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับ Debt-equity ratio ที่ยังทำให้ต้นทุนของทุนมีค่าต่ำที่สุด

45

slide46

จากสมการ (40) กำหนดเป็นเงื่อนไข

  • จากเงื่อนไขนี้ เมื่อ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนส่วนเพิ่มของทุนจากพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นกว่าต้นทุนส่วนเพิ่มของทุนจากหุ้น
  • ดังนั้น ภาคการผลิตจึงลดการใช้เงินทุนผ่านการขายพันธบัตรลง และหันมาใช้เงินทุนผ่านการขายหุ้นเพิ่มขึ้น เพื่อให้ตนเองยังคงเผชิญกับระดับต้นทุนของเงินทุนที่ต่ำที่สุด ดังนั้น Debt-equity ratio จึงลดลง

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อ Debt – equity ratio

46

slide47

จากสมการ (40) กำหนดเป็นเงื่อนไข

  • จากเงื่อนไขนี้ เมื่อ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนส่วนเพิ่มของทุนจากพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้นกว่าต้นทุนส่วนเพิ่มของทุนจากหุ้น
  • ดังนั้น ภาคการผลิตจึงลดการใช้เงินทุนผ่านการขายพันธบัตรลง และหันมาใช้เงินทุนผ่านการขายหุ้นเพิ่มขึ้น เพื่อให้ตนเองยังคงเผชิญกับระดับต้นทุนของเงินทุนที่ต่ำที่สุด ดังนั้น Debt-equity ratio จึงลดลง

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ Debt – equity ratio

47

slide48

จากสมการ (40) กำหนดเป็นเงื่อนไข

  • กระทบต่ออัตราผลตอบแทนของหุ้นเพียงชนิดเดียว ต่างจากภาษีชนิดอื่นๆ ที่การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจะกระทบต่ออัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั้งสองชนิด
  • จากเงื่อนไขนี้ เมื่อ เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ Debt-equity ratio เพิ่มขึ้น เนื่องจาก เมื่อเพิ่มจะทำให้ผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีที่ครัวเรือนได้รับจากการลงทุนในหุ้นลดลง

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีกำไรจากการขายต่อ Debt – equity ratio

48

slide49
7. สรุปผลการศึกษา

สรุปผล: การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีต่อระบบเศรษฐกิจ

49

slide50

สรุปผล: การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีต่อ Debt – equity ratio

50

slide51

ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไปข้อจำกัดและข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป

  • ผลการศึกษาที่ได้อธิบายได้เพียงทิศทางการเปลี่ยนแปลง แต่อธิบายขนาดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้น ถ้าทดลองกำหนดรูปแบบฟังก์ชั่นลงในแบบจำลองก็จะสามารถอธิบายขนาดการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงอาจช่วยตอบคำถามในกรณีที่ยังติดเป็นเงื่อนไขได้ดีขึ้น
  • การศึกษานี้กำหนดให้มี 1 ภาคการผลิต ซึ่งการศึกษาครั้งต่อไปอาจจะลองสมมติให้มีภาคการผลิต 2 กลุ่ม ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งด้านเทคโนโลยี และ Agency cost
  • ขณะเดียวกันก็ลองสมมติให้มีภาคครัวเรือนมากกว่า 1 กลุ่ม
  • ซึ่งผลที่ได้น่าจะมีประโยชน์ต่อการศึกษาผลกระทบของภาษีมากยิ่งขึ้น

51