slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
จัดทำโดย . นางสาว วิทิ ตา สุขทั่วญาติ PowerPoint Presentation
Download Presentation
จัดทำโดย . นางสาว วิทิ ตา สุขทั่วญาติ

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 105

จัดทำโดย . นางสาว วิทิ ตา สุขทั่วญาติ - PowerPoint PPT Presentation


  • 218 Views
  • Uploaded on

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อารย ธรรม กรีก. จัดทำโดย . นางสาว วิทิ ตา สุขทั่วญาติ. อธิบายลักษณะของ อารย ธรรม กรีก ในด้านต่างๆ และการแพร่ขยาย ของ อารย ธรรม กรีก ได้ . ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง. สารบัญ อารย ธรรม กรีก. คลิกตามหัวข้อที่ต้องการศึกษา. ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'จัดทำโดย . นางสาว วิทิ ตา สุขทั่วญาติ' - ardice


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

เรื่อง

อารยธรรมกรีก

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide2
อธิบายลักษณะของอารยธรรมกรีกในด้านต่างๆ และการแพร่ขยายของอารยธรรมกรีกได้

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

slide3
สารบัญอารยธรรมกรีก

คลิกตามหัวข้อที่ต้องการศึกษา

  • ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน
  • อารยธรรมกรีกสมัยก่อนประวัติศาสตร์
  • อารยธรรมกรีกสมัยประวัติศาสตร์
  • มรดกทางวัฒนธรรมของอารยธรรมกรีก
  • แบบทดสอบ
slide4
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐานปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide5

อารยธรรมกรีก

ชาวกรีกเป็นชาวอารยันหรือชาวอินโดยูโรเปียน เดินทางมาจากถิ่นเดิมทางตอนเหนือ เมื่อประมาฯ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งอีกพวกหนึ่งเดินทางไปยังตะวันออกคืออินเดีย กรีกดินทางมาทางตะวันตก ผ่านที่ราบอันกว้างใหญ่ทางตอนใต้ของรุสเซียลงสู่แหลมบอลข่าน และเข้ามาตั้งรกรากบริเวณคาบสมุทรในปัจจุบันเรียกว่า กรีซ

ชาวกรีกโบราณเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในคุณค่าของมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน และเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีเกียรติและควรแก่การยกย่องด้วยค่าของความเป็นมนุษย์ ในขณะที่บ้านเมืองทางตะวันออกซึ่งขณะนั้นปกครองด้วยระบอบเอกาธิปไตยที่มีกษัตริย์หรือจักรพรรดิผู้ทรงมีอำนาจเด็ดขาด กรีกได้หล่อหลอมความเชื่อมั่นว่า มนุษย์จะต้องได้รับการยกย่องความสามารถด้วยตนเอง มิใช่ฐานะที่เป็นกลไกของเจ้าเหนือหัวผู้ทรงอำนาจ

slide7

แผนที่แสดงเขตการปกครองของกรีกแผนที่แสดงเขตการปกครองของกรีก

1. อัตติกะ(Attica)

2. เซนทรัลกรีซ(Central Greece)

3. เซนทรัลมาซิโดเนีย(Central Macedonia)

4. ครีต(Crete)

5. อีสต์มาซิโดเนียและเทรซ(East Macedonia and Thrace)

6. อีไพรัส (Epirus)

7. ไอโอเนียนไอแลนล์ (Ionian Islands)

8. นอร์ทอีเจียน (North Aegean)

9. เพโลพอนนีส(Peloponnese)

10. เซาท์อีเจียน(South Aegean)

11. เทสซาลี (Thessaly)

12. เวสต์กรีซ(West Greece)

13.เวสต์มาซิโดเนีย(West Macedonia)

slide8

อารยธรรมกรีก

อารยธรรมของกรีก (ประเทศกรีซในปัจจุบัน) มีวิวัฒนาการมาหลายช่วงเวลาเช่นกันกับอารยธรรมอื่นๆ เช่นกัน โดยเริ่มมาตั้งแต่อารยธรรมมิโนน (Minoan), อารยธรรมไมซีเนียน (Mycenaean), ยุคมืด, ยุคนครรัฐ (City-Sates) และเข้าสู่ช่วงสุดท้ายภายใต้อาณาจักรมาเซโดเนียและพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งเป็นช่วงที่วัฒนธรรมกรีกได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางผสมผสานกับวัฒนธรรมอื่นๆ จนถึงบริเวณที่เป็นประเทศอินเดีย (บางส่วน) และประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการพัฒนาการของอารยธรรมของกรีก คือ สภาพทางภูมิศาสตร์ โดยที่กรีกนั้นประกอบด้วยเกาะเล็กๆ ซึ่งถูกแบ่งออกโดยทะเลและภูเขา

slide9

อารยธรรมกรีก

ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการพัฒนาการของอารยธรรมของกรีก คือ สภาพทางภูมิศาสตร์ โดยที่กรีกนั้นประกอบด้วยเกาะเล็กๆ ซึ่งถูกแบ่งออกโดยทะเลและภูเขา สภาพพื้นที่เป็นภูเขาช่วยแบ่งแยกให้ชุมชนตามเกาะต่างๆ พัฒนาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเป็นของเฉพาะตนเองขึ้นมา ซึ่งได้สร้างความแตกต่างอันนำมาสู่การพุ่งรบกันเพื่อให้ตนเองเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะนำมาสู่ความอ่อนแอและการล่มสลายของกรีกในที่สุด และด้วยสภาพของพื้นที่ๆ มีขนาดไม่กว้างขวาง ทำให้กรีกสามารถที่จะพัฒนาระบบการเมืองแบบมีส่วนร่วมขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า ประชาธิปไตย

slide10

อารยธรรมกรีก

1. เขตเพลอปปอนเนซุส (Peloponnesus)

2. เขตแอติกา (Attica)

3. เขตบิโอเชีย (Boeotia)

4. เขตเติสซาลี (Thessaly)

5. เขตมาเซโดเนีย (Macedonia)

แผนที่กำเนิดอารยธรรมกรีก

slide11
อารยธรรมกรีกสมัยก่อนประวัติศาสตร์อารยธรรมกรีกสมัยก่อนประวัติศาสตร์

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

minoan crete

อารยธรรมมิโนนครีต (Minoan Crete)

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide13

อารยธรรมมิโนนครีต

อารยธรรมมิโนน หรือมิโนนครีต (Minoan Crete) เป็นอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่งซึ่งเชื่อว่ามีช่วงระยะเวลา 2800 ถึง 1100 ปี ก่อนคริสตกาล มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่เกาะครีต (Crete) บนคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรีกแผ่นดินใหญ่ อารยธรรมแห่งนี้ถูกจัดให้อยู่ในอารยธรรมยุคโลหะสำริด (Bronze Age) (ทั้งนี้เพราะใช้โลหะ โดยเฉพาะทองแดงในการทำอาวุธ)

ภาพถ่ายทางอากาศแหล่งขุดค้น

พบทางโบราณคดีที่เรียกว่า

นาสซัส (Knossos) บนเกาะครีต

slide14

อารยธรรมมิโนนครีต

ในปี พ.ศ. 2443 นักโบราณคดี เซอร์อาร์เธอร์ อีวาน พบจารึกแผ่นดินเหนียวจำนวนมาก ซึ่งเขียนด้วยเครื่องหมายแปลกๆ ที่นอสซอส เกาะครีท อีวานส์เชื่อว่า เขาค้นพบพระราชวังของพระเจ้าไมเนอร์ และเขาวงกตแห่งไมนอร์ทัว เขาจึงตั้งชื่อภาษาและจารึกนั้นว่าไมนวน เขาพยายามถอดความจารึกเหล่านั้น แต่ทำได้น้อยมาก เขาตั้งสมมติฐานว่า ในจารึกมีระบบการเขียนที่แตกต่างกัน 3 ระบบ คือ อักษรเฮียโรกลิฟฟิก อักษรไลเนียร์เอและอักษรไลเนียร์บี อักษรเฮียโรกลิฟฟิก ปรากฏเฉพาะส่วนที่เป็นตราประทับ และพอจะถอดความได้บ้าง อักษรไลเนียร์เอยังถอดความไม่ได้ แต่น่าจะมาจากอักษรเฮียโรกลิฟฟิก อักษรไลเนียร์บีน่าจะมาจากอักษรไลเนียร์เอ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอักษรทั้งสอง ยังไม่ชัดเจน

อักษรไลเนียร์บี

slide15

อารยธรรมมิโนนครีต

ความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมแห่งนี้ จะเห็นได้จากซากทางโบราณคดีที่ได้รับการขุดค้นพบ โดยเฉพาะในแหล่งสำคัญที่เรียกว่า นาสซัส (Knossos) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมแห่งนี้ นอกจากนี้ จากการขุดค้นพบป้อมทางทหารที่เป็นกำแพงเมืองเพื่อการป้องกันตนเองมีจำนวนน้อย อาวุธก็ถูกค้นพบในจำนวนน้อย ทำให้เชื่อกันว่าอาณาจักรครีตน่าจะมีกองทัพเรือที่เข้มแข็งมากกว่า และนอกจากนั้น จากหลักฐานที่ค้นพบ

slide16

อารยธรรมมิโนนครีต

ทำให้เชื่อได้ว่าชาวเกาะครีตมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีต่อการเดินทางโดยเรือในทะเล และทำการติดต่อกับอาณาจักรที่เจริญกว่าอย่างอียิปต์ ทั้งนี้จากการค้นพบผลิตภัณฑ์ของชาวครีตที่อียิปต์และขณะเดียวกันก็พบเจอผลิตภัณฑ์ของชาวอียิปต์ที่เกาะครีตเช่นกัน นอกจากนี้ ก็ยังส่งอิทธิพลต่อชุมชนที่พูดภาษากรีกในพื้นที่ๆ เป็นแผ่นดินใหญ่ด้วย

slide17

อารยธรรมมิโนนครีต

ภายในพระราชวังที่ขุดค้นพบ

อารยธรรมมิโนนเจริญรุ่งเรืองสุดในช่วงปี 2000 ถึงปี 1450 ก่อนคริสตศักราช ดังจะเห็นได้จากพระราชวังต่างๆ (มีพระราชวังขนาดเล็กๆ ในพระราชวังขนาดใหญ่)

โดยเฉพาะที่แหล่งขุดค้นที่เรียกว่า Knossusภายในพระราชวังพบพระที่นั่งของกษัตริย์ มีห้องส่วนตัวของสมาชิกในราชวงศ์มากมาย ห้องสำหรับการทำแจกันและตกแต่ง รูปปั้นทำจากงาช้างขนาดเล็ก (Ivory figurines) เครื่องประดับเพชรพลอย (Jewelry) ในห้องน้ำมีท่อส่งน้ำที่ทำอย่างประณีต และมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ภาพวาดตามผนังห้อง (fresco) ที่แสดงกิจกรรมด้านกีฬา ซึ่งทำให้มีข้อสมมุติฐานว่าชาวเกาะครีตเป็นผู้ที่รักธรรมชาติอย่างมาก

mycenaean greeks

กรีกไมเซเนียน (Mycenaean Greeks)

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide19

กรีกไมเซเนียน

อาณาเขตมาเซโดเนีย

ประตู Lion Gate

คำว่าไมเซเนียน มาจากคำว่า ไมเซเน (Mycenae) ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการขุดค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญ และเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของอารยธรรมไมเซเนียนนี้ อารยธรรมแห่งนี้ได้รับการค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมันที่เชื่อว่า Heinrich Schliemann (ความจริงนักโบราณคดีกรีกที่ชื่อว่า Pittakisเป็นคนลงมือขุดเป็นคนแรกในปี 1841 ซึ่งพบประตูที่เรียกว่า Lion Gate และทำการบูรณะใหม่ และ Heinrich Schliemann ได้สำรวจค้นต่อมาจนสำเร็จในปี 1874)

slide20

กรีกไมเซเนียน

Treasury of Atreus

เป็นหลุมฝังศพทรงกลม ที่ไมซีเนียน

อารยธรรมแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในระหว่างปี 1400 - 1200 ก่อนคริสตศักราช ซึ่งประกอบด้วยเมืองหลักๆ 5 เมือง คือ

1. เมืองไมซีนี (Mycenae) 2. เมืองเทียรินซ์ (Tiryns) 3. เมืองพีลอส (Pylos)

4. เมืองตีบซ์ (Thebes) 5.เมืองออร์โคเมนัส (Orchomenos)

slide21

กรีกไมเซเนียน

พระเจ้าฟิลิป  ที่ 2

ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไมซีนี ทั้งนี้โครงสร้างของการเมืองการปกครองเป็นแบบกษัตริย์ที่ทรงอำนาจ มีที่พำนักอยู่ตามพระราชวังที่ล้อมรอบด้วยกำแพงขนาดใหญ่ สร้างอยู่ตามเนินเขา สันนิษฐานว่าเมืองศูนย์กลางอำนาจเหล่านี้น่าจะรวมตัวกันอย่างหลวมๆ โดยแต่ละเมืองก็มีความเป็นอิสระในการปกครองตนเองด้วย แต่โดยที่เมืองไมซีนีมีความเข้มแข็งมากที่สุด

slide22

กรีกไมเซเนียน

ชาวไมเซเนียนนี้เป็นชนชาตินักรบ ซึ่งมีความภูมิใจในวีรกรรมการรบของตนเอง และนอกจากนี้หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบยังชี้ให้เห็นว่ามีโครงข่ายของกิจกรรมการค้าขยายอย่างกว้างขวางในอารยธรรมแห่งนี้ ดังจะเห็นได้จากเครื่องดินเผา (Pottery) ของไมเซเนียน ได้ถูกพบอยู่ทั่วไปบริเวนคาบสมุทรเมดิเตอเรเนียน เช่นในซีเรียและอียิปต์

(ทางตะวันออกของไมเซเนีย) ซิซิลีและทางตอนใต้ของอิตาลี (ทางตะวันตกของไมเซเนีย)

เครื่องยิง

เครื่องขว้างก้อนหิน

slide23
อารยธรรมกรีกสมัยประวัติศาสตร์อารยธรรมกรีกสมัยประวัติศาสตร์

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide24

อารยธรรมกรีก ยุคนครรัฐ

(City States)

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide25

กรีกยุคนครรัฐ (City States)

กรีกยุคนครรัฐ (City States) คือช่วงเวลาตั้งแต่ 750-500 ปี ก่อนคริสตกาล ลักษณะสำคัญของอารยธรรมกรีกในช่วงเวลานี้ คือ การพัฒนาระบบการเมืองการปกครองที่เรียกว่า Polis ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของสังคม และการขยายอิทธิพลเข้าไปสร้างอาณานิคมในพื้นที่บริเวณทะเลเมติเตอเรเนียนและทะเลดำ

slide26

การปกครองแบบพาลิส

ลักษณะการเมืองการปกครองแบบพาลิส (Polis) หรือ (Poleis) ได้กลายเป็นสถาบันรากฐานของสังคมกรีกในช่วงเวลานี้ ลักษณะของพาลิสเป็นเหมือนกับหน่วยทางการเมืองปกครองตนเอง

(เป็นชุมชนที่จัดการปกครองตนเอง) ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของเมือง หรือหมู่บ้าน และมีชนบทล้อมรอบ ซึ่งภายในแต่ละพาลิสแต่ละแห่งจะมีเมือง หรือหมู่บ้านเป็นศูนย์กลางที่พลเมืองมารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง สังคม และศาสนา (ระบบพาลิสของกรีกซึ่งแตกต่างจากอารยธรรมอื่นๆ เช่นของอียิปต์ ซึ่งมีผู้ปกครองเพียงคนเดียวเป็นศูนย์กลางอำนาจในการปกครองที่เรียกว่าจักรพรรดิ)

slide27

เมืองเอเธนส์

พาลิสบางแห่งตั้งอยู่บนเนินเขา เช่น Acropolis ในเมืองเอเธนส์ ซึ่งเป็นสถานที่ในการอพยพหลบภัยในกรณีที่ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม บางแห่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนา

ซึ่งมีการสร้างวัดหรืออนุสาวรีย์สาธารณะขึ้นมา และเบื้องล่างของโพลิส จะเป็นที่โล่งที่เรียกว่า Agora ซึ่งเป็นสถานที่ๆ พลเมืองของโพลิสมารวมตัวกันและเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนค้าขายติดต่อกัน ขนาดของโพลิสแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันทางพื้นที่ตั้งแต่ 2-3 ตารางไมล์ จนกระทั่งเป็น 100 ตารางไมล์ ที่มีขนาดใหญ่นั้นเกิดจากการรวมตัวกันของหลายๆ พาลิส เช่น ในเขตแอติกานั้นเดิมประกอบด้วย 12 พาลิส แต่ต่อมาได้รวมเป็นพาลิสเดียว ที่เรียกว่า เอเธนส์

slide28

ปกครองแบบนครรัฐ

สภาพการเมืองการปกครองในลักษณะเช่นนี้ จึงมีการเรียกว่าการปกครองแบบนครรัฐ (City- State) ทั้งนี้เพราะแต่ละเมืองมีความเป็นอิสระในการปกครองตนเองไม่ขึ้นอยู่กับเมืองอื่นๆ ใด

ในแต่ละโพลิสประกอบด้วยคนที่เป็น พลเมือง (Citizen) ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งในทางการเมือง อันได้แก่ผู้ชายที่มีอายุ 20 ปี พลเมืองที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งได้แก่ผู้หญิงและเด็ก โดยพลเมืองทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐาน (fundamental right) ซึ่งคู่ขนานไปกับการมีหน้าที่ และคนที่ไม่ได้เป็นพลเมือง อันได้แก่ ทาสและชาวต่างชาติ คนในแต่เมืองจะมีความจงรักภักดีต่อโพลิสหรือต่อเมืองของตนสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญอันนำมาสู่ความแตกแยกและการล่มสลายของกรีกในที่สุด

slide29

ระบบการรบแบบใหม่

เทคนิคของการรบแบบใหม่ที่เรียกว่า phalanx hoplite กล่าวคือ เป็นการรบโดยกองทหารที่จัดรูปแบบการรบออกเป็นแนวสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามตำแหน่งกองละ 8 คน (กล่าวคือการยืนเรียงหน้ากระดานเป็นแถว แต่ละแถวมีความลึก 8 คน) ซึ่งนักรบแต่ละคนเรียกว่า ฮาฟไลท์ (Hoplite) จะสวมหมวก (ที่ทำจากสำริดหรือยาง) มีแผ่นป้องกันที่หน้าอก สลับหน้าแข้ง (greave) ถือโล่กลมเพื่อป้องกันตัว มีดาบสั้นและหอกที่มีความยาวประมาณ 9 ฟุตเป็นอาวุธประจำกาย การรบแบบใหม่ที่เป็นกลุ่มก้อนเช่นนี้ ต้องอาศัยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการมีระเบียบวินัยของแต่ละคนเป็นสำคัญ ซึ่งความสำคัญของหน่วยรบแบบฮาฟไลท์นี้ มีนัยสำคัญต่อการเมืองด้วย ในฐานะที่เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ในการรวมตัวกันท้าทายอำนาจของนักรบที่เป็นชนชั้นสูงเดิมที่เริ่มหมดสมัยลงไป (ทั้งนี้ฮาฟไลท์แต่ละคนได้รับการจัดสรรอาวุธให้เป็นของตนเอง)

slide30

การขยายตัวของชาวกรีก

การขยายตัวของชาวกรีก คือทางตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตามแนวชายฝั่งทางตอนเหนือของอิตาลี ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ทางตะวันออกของสเปน ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาด้านตะวันตกของอียิปต์ และขึ้นไปทางตอนเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณพื้นที่ๆ เรียกว่าเธรส (Thrace) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกพืชให้เมล็ด (grain) ได้เป็นอย่างดี บริเวณชายฝั่งของทะเลดำ ที่เมืองเฮลเลสปอนท์ (Hellespont) (ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี) เมืองบาสพอรัส (Bosphorus) (ในประเทศตุรกี) และเมืองไบเซนติอุมByzantium) (เมืองอิสตันบูลในปัจจุบัน)

slide31

นครรัฐเอเธนส์

(Athens)

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide32

นครรัฐเอเธนส์

เอเธนส์เป็นอีกนครรัฐหรือพาลิส (Polis) ที่สำคัญในประวัติศาสตร์กรีก ตั้งอยู่ในเขตแผ่นดินใหญ่ที่เรียกว่า แอตติกา ในช่วงปีที่ 700 ก่อนคริสตกาล การปกครองในเมืองแห่งนี้ช่วงแรก (ก่อนหน้าปีที่ 700 ก่อนคริสตกาล) อยู่ภายใต้ระบบกษัตริย์ (monarchy) และภายหลังจากนี้ได้ตกมาอยู่ใต้การปกครองของกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า Aristocrat โดยกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเจ้าของที่ดินและมีอิทธิพลทางการเมืองและการศาสนา ภายใต้สภาที่เรียกว่า council of nobles (สภาขุนนาง) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยอีกจำนวน 9 คนที่เรียกว่า archons และแม้จะมีสภาพลเมืองที่เรียกว่า assembly แต่สภาของพลเมืองมีอำนาจน้อย (กว่าสภาขุนนาง)

ซากที่หลงเหลือของ Acropolis

ในนครรัฐเอเธนส์

slide33

นครรัฐเอเธนส์

ช่วงท้ายของปีที่ 700 ก่อนคริสตกาล เป็นช่วงที่นครรัฐเอเธนส์เกิดความไม่สงบทางสังคมและการเมือง อันเกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งภายในกลุ่มบุคคลชั้นปกครองเรียกว่า Aristocrat ด้วยกันเอง และปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ โดยที่ชนชั้นชาวนา (farmer) ผู้อยู่ใต้ปกครอง ได้มีจำนวนมากขึ้นและได้ถูกขายเป็นทาสของชนชั้นผู้ปกครองมากขึ้น เพราะไม่มีมาใช้หนี้ที่ยืมไปจากคนเหล่านี้ ทั้งนี้เพราะในการกู้ยืมได้เอาตัวเองเข้าเป็นทรัพย์เพื่อค้ำประกันเงินที่ตนได้กู้ไป (collateral) และด้วยสภาพของสังคมชั้นล่างที่ได้รับความเดือดร้อนเช่นนี้ จึงได้เกิดการปฏิวัติซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกหนี้สินที่ชาวนาเหล่านี้ได้กู้ยืมไปและให้มีการจัดสรรที่ดินกันใหม่

slide34

นครรัฐเอเธนส์

ปี 594 ก่อนคริสตศักราช สังคมของเอเธนส์ได้ปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้จากบทบาทการปฏิรูปของชนชั้นปกครองที่สำคัญบุคคลหนึ่งที่ชื่อว่า Solon โดยผู้นี้ได้รับการเลือกจากชนชั้นผู้ปกครองให้เป็นเจ้าหน้าที่แต่เพียงผู้เดียวในสภาผู้ช่วยขุนนางที่เรียกว่า archon นั้น โดยได้รับอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการกำหนดการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงสังคม

slide35

นครรัฐเอเธนส์

การปฏิรูปของโซลอนที่เกิดขึ้นเป็นไปในทั้งสองส่วนของสังคมทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญเช่นการยกเลิกหนี้ที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งหมด กำหนดให้การกู้ยืมเงินที่เอาชีวิตมนุษย์มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (collateral) เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป และปลดปล่อยกลุ่มคนที่ตกเป็นทาสเพราะติดหนี้สินเหล่านี้ให้เป็นอิสระ แต่โซลอนได้ปฏิเสธที่จะจัดให้มีการจัดสรรที่ดินกันใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานแห่งปัญหาของสังคมเอเธนส์ ซึ่งความล้มเหลวที่จะจัดสรรที่ดินใหม่ในครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากความรุ่งเรืองทางด้านการค้าขายและอุตสาหกรรมซึ่งจะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนในศตวรรษข้างหน้าต่อไปนี้

slide36

นครรัฐเอเธนส์

วัฒนาธรรมของเอเธนส์เป็นวัฒนธรรมของผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ราษฎรชายมีหน้าที่ปกครองและบริหารบ้านเมือง การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาวเอเธนส์ การพบปะพูดคุยสังสรรค์กันเป็นประจำในบริเวณอะกอรา (Agora) ซึ่งเป็นตลาดหรื่อย่านชุมชน

slide37

สถาบันการปกครองของรัฐเอเธนที่สำคัญสถาบันการปกครองของรัฐเอเธนที่สำคัญ

slide38

นครรัฐเอเธนส์

จากการปฏิรูปของไคลส์เธอนีสนี้ ทำให้สภาพลเมืองกลายเป็นศูนย์กลางทางอำนาจการเมืองการปกครองมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับการเรียกว่าระบบประชาธิปไตยชาวเอเธนส์ (Athenian democracy) ซึ่งได้กลายเป็นรากฐานที่สำคัญของสังคมเอเธนส์ในเวลาต่อจากนี้ไป โดยชาวเอเธนส์ได้เรียกระบบการปกครองของตนเองว่า Democracy (เพราะคำๆ นี้มีรากฐานมาจากภาษากรีกนั่นเอง โดยมาจากคำว่า demos ซึ่งแปลว่าประชาชน และคำว่า kratiaแปลว่าอำนาจ)

slide39

นครรัฐสปาร์ตา

(Spartas)

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide40

นครรัฐสปาร์ตา

ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ในส่วนของแผ่นดินใหญ่ที่เรียกว่า เพลโลปอนเนชุสPeloponnesus และอยู่ในเขตย่อยลงไปอีกที่เรียกว่า Laconia เดิมประกอบด้วยหมู่บ้านเล็กๆ 4 หมู่บ้าน (เชื่อกันว่าชาวดอเรียนที่อพยพลงมายังทางใต้ที่บริเวณแผ่นดินที่เรียกว่า เพลโลปอนเนชุสpeloponnesusเมื่อ 1200 ปี ก่อนคริสตกาล คือบรรพบุรุษของชาวสปาร์ตา) ซึ่งต่อมาได้รวมตัวเข้ากันเป็นพาลิส (Polis) แห่งหนึ่ง การรวมตัวกันในครั้งนี้ ทำให้สปาตาร์กลายเป็นชุมชนแห่งหนึ่งที่เข้มแข็งในเขตลาโคเนียนี้ และสามารถที่จะก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือคนที่อยู่ในเขตลาโคเนียเดิมที่เรียกว่า Helot

แผนที่สปาร์ตาโบราณ

slide41

รูปแบบการเมืองการปกครองเป็นแบบรัฐหารรูปแบบการเมืองการปกครองเป็นแบบรัฐหาร

ชีวิตของชาวสปาร์ตาได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด (คำว่าสปาร์ตา แปลว่า ผู้ที่มีระเบียบวินัยในตัวเองสูง) โดยเด็กแต่ละคนที่เกิดมาจะได้รับการตรวจสุขภาพทุกคนเพื่อดูว่ามีความแข็งแรงพอที่จะอยู่ต่อไปหรือไม่ หากพบว่าไม่แข็งแรงก็จะถูกฆ่าทิ้งไป สำหรับผู้ที่อยู่รอดต่อมา พอมีอายุถึง 7 ปี ก็ต้องจากแม่มาอยู่ในการควบคุมของรัฐบาลหรือของรัฐ ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนให้เป็นคนที่มีระเบียบวินัยที่เข้มงวด เป็นคนที่ทรหดอดทน ได้รับการศึกษาในลักษณะของทหาร และให้เชื่อฟังต่อผู้มีอำนาจ

slide42

นครรัฐสปาร์ตา

พอถึงอายุ 20 ปี ชายชาวสปาร์ตาจะได้รับการเกณฑ์ให้เข้ามารับใช้ชาติเป็นทหารประจำการ แต่ได้รับการอนุญาตให้แต่งงานได้ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องกลับเข้ามาประจำการเช่นเดิม

โดยมีการกินอาหารทุกมื้อในโรงอาหารสาธารณะร่วมกันกับเพื่อนทหารด้วยกัน อาหารที่กินก็เป็นแบบธรรมดาเท่านั้น ตัวอย่างเช่นน้ำซุปสีดำที่ทำจากเนื้อหมู 1 ชิ้นต้มกับเลือดใส่เกลือและน้ำส้มสายชู พอถึงอายุ 30 ชายชาวสปาร์ตาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงได้รับการอนุญาตให้ออกเสียงทางการเมืองได้และกลับเข้ามาอยู่อาศัยที่บ้านได้ (ไม่ต้องเข้าประจำการเช่นเดิม) แต่ยังคงต้องทำหน้าที่ทางทหารอยู่จนกระทั่งอายุ 60 ปี

slide43

ร้อย

นครรัฐสปาร์ตา

ผู้หญิงชาวสปาร์ตา ระหว่างที่สามีของตนถูกเกณฑ์ไปเข้าประจำการเป็นทหารก่อนจะได้กลับเข้ามาอยู่ในบ้านนั้น ก็ต้องรับผิดชอบครอบครัวอยู่ที่บ้าน ยังผลให้ผู้หญิงชาวสปาร์ตา มีขอบเขตแห่งเสรีภาพมากกว่าและมักจะเป็นผู้มีอำนาจในครัวเรือนมากกว่าผู้หญิงในที่อื่นๆ ของประเทศกรีซ ผู้หญิงชาวสปาร์ตาได้รับการส่งเสริมให้ออกกำลังกายทั้งนี้เพื่อให้แข็งแรงอยู่ตลอดเพื่อคลอดและเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีการออกกำลังกายเล่นกีฬาโดยการเปลือยการเหมือนกันกับผู้ชาย มีการเดินเป็นขบวนเปลือยกายของผู้หญิงวัยรุ่นโชว์ต่อหน้าผู้ชายรุ่นหนุ่ม พร้อมกับร้องเพลงที่ว่าด้วยเรื่องความกล้าหาญและความขี้ขลาดที่เกิดขึ้นในสนามรบ มีการยึดถือคุณค่าหรือค่านิยมว่าสามีของตนเองและลูกชายจะต้องเป็นผู้ที่กล้าหาญ ในการทำสงคราม

slide44

ประชาชนในนครรัฐสปาร์ตาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

1. สปาร์เตียตส์ (Spartites) เป็นพวกดอเรียนส์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในสปาร์ตา ถือเป็นชาว สปาร์ตาโดยแท้ พวกนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในนครรัฐ ทำหน้าที่เป็นทหารรัฐ

slide45

ประชาชนในนครรัฐสปาร์ตาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

2. เปริโอซิ ((Perioeci) คำนี้ภาษากรีกแปลว่า ผู้ที่อาศัยอยู่โดยรอบ ได้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโดยรอบนครรัฐสปาร์ตา เป็นชาวเลซีเดโมเนียนที่สืบเชื้อสายปะปนกันมา พวกนี้จัดเป็นเสรีชนและมีส่วนในกิจการต่างๆ ภายในหมู่บ้านของตน แต่ขาดสิทธิในทางการเมืองภายในนครรัฐ สปาร์ตา ขาดสิทธิในการสมรสกับหญิงสปาร์เตียตส์ มีหน้าที่ต่อรัฐคือรับราชการทหารและประกอบการ กสิกรรม

slide46

ประชาชนในนครรัฐสปาร์ตาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

3. เฮล็อต (Helot) พวกนี้เป็นชนพื้นเมืองเดิม ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้มาก่อน เมื่อพวกเลซีเดโมเนียนเข้ามาตั้งบ้านเรือน ก็ได้ปกครองคนเหล่านี้ในฐานะเป็นทาสของรัฐ มีหน้าที่ทำงานในที่ดินของผู้ที่เป็นนายและแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินให้แก่ผู้ที่เป็นนาย พวกเฮล็อตนั้นเป็นชาวกรีกโดยแท้และมีจิตใจรักอิสรภาพเช่นชาวกรีกทั้งหลาย

เมื่อมาถูกจำกัดอิสรภาพและลดฐานะก็เกิดความไม่พอใจ และมักปักใจอยู่กับการก่อการปฏิวัติ พวกสปาร์เตียตส์ก็ตระหนักในเรื่องนี้ดี ดังนั้น เมื่อมีการสงสัยว่าเฮล็อต คนใดคิดการปฏิวัติ ผู้นั้นจะได้รับโทษถึงประหารชีวิตทันที

slide47

นครรัฐสปาร์ตา

นครรัฐสปาร์ตากลายเป็นรัฐทางทหารแล้ว ยังได้มีการปฏิรูปในทางการเมืองการปกครองด้วยโดยการสร้างระบบคณาธิปไตย (Oligarchy) ขึ้นมา มีกษัตริย์ 2 พระองค์จากต่างราชวงศ์เป็นผู้ที่ดูแลเกี่ยวกับการทหารและเป็นแม่ทัพในการรบ นอกจากนี้ยังเป็นพระตำแหน่งสูงสุด (supreme priest) ในการศาสนาของรัฐด้วย และมีบทบาทบางอย่างในด้านกิจการต่างประเทศ

slide48

นครรัฐสปาร์ตา

กษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์ทรงใช้อำนาจปกครองร่วมกับองค์กรที่เรียกว่าสภาผู้อาวุโสที่เรียกว่า Gerousia (คล้ายกับวุฒิสภาในระบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 28 คน ซึ่งมีฐานะเป็นพลเมืองอายุกว่า 60 ปีขึ้นไป มาจากการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต และรวมทั้งกษัตริย์ 2 พระองค์นั้น ซึ่งสภาแห่งนี้มีหน้าที่ในการตระเตรียมข้อเสนอมาให้องค์กรที่เรียกว่า Apellaซึ่งเป็นที่ประชุมของชายที่เป็นพลเมืองทั้งหมด ทั้งนี้องค์กรแห่งนี้ไม่มีการถกเถียงปัญหาต่างๆ เหมือนอย่างสมาชิกสภาผู้แทนในระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน แต่ทำหน้าที่เพียงออกเสียงว่าจะรับหรือไม่รับข้อเสนอที่องค์กรแรกเสนอมาหรือไม่เท่านั้น ซึ่งก็หายากมากที่องค์กร Apellaจะทำการปฏิเสธข้อเสนอที่เตรียมมาให้เลือกนั้น

slide49

นครรัฐสปาร์ตา

สภา Apellaยังทำหน้าที่ในการเลือกสภา Gerousiaและองค์กรที่เรียกว่า Ephorsด้วย โดยองค์กร Ephorsนี้ ประกอบด้วยผู้ชายจำนวน 5 คน ซึ่งจะมาหน้าที่ในการควบคุมดูแลระบบการศึกษาของกลุ่มคนวัยรุ่นและดูแลเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติตัวของพลเมืองทุกคน ผลจากการที่นครรัฐสปาร์ตาได้พัฒนาไปเป็นรัฐที่เน้นความเข้มแข็งทางทหาร ทำให้นครรัฐแห่งนี้มีการพัฒนาตัวของความรู้ด้านอื่นๆ น้อย ทั้งนี้สืบเนื่องจากการปิดประเทศไม่ให้แนวคิดใหม่ๆ เผยแพร่เข้ามา และในขณะเดียวกันก็ห้ามมิให้ชาวสปาร์ตาเดินทางออกนอกรัฐด้วย ซึ่งเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ เป็นไปเพื่อการความกลัวว่าจะทำให้มีการนำแนวความคิดใหม่ๆ เข้ามาอันจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของระบบความเข้มแข็งทางทหารของตนเอง

slide50

นครรัฐสปาร์ตา

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมนครรัฐแห่งนี้จึงสามารถที่จะขยายอำนาจจนครอบคลุมเมืองหรือนครรัฐอื่นๆ ทั้งหมดภายในแผ่นดินใหญ่ของกรีกที่เรียกว่า Peloponnesus ได้เมื่อถึงปีที่ 500 ก่อนคริสตกาล และได้รับการยอมรับว่าเป็นนครรัฐที่มีความเข้มแข็งทางทหารมากที่สุดของกรีก

slide51
มรดกทางวัฒนธรรมของอารยธรรมกรีกมรดกทางวัฒนธรรมของอารยธรรมกรีก

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide52
วัฒนธรรมเอเลติก

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide53

ละคร

(Drama)

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide54

ละคร (Drama)

ละคร (Drama) (การแสดงที่ผูกขึ้นเป็นเรื่องราว) ที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมตะวันตกนั้น ก็สืบรากมาจากวัฒนธรรมการแสดงของกรีกในช่วงคลาสสิคนี้ โดยชาวกรีกได้มีการจัดการแสดงขึ้นในโรงละครกลางแจ้ง (theaters) อันเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองทางศาสนา โดยในการแสดงประกอบด้วยนักแสดงชาย 3 คน สวมหน้ากลางแสดงในทุกๆ ตอน และมีกลุ่มคนที่เรียกว่า chorus (ซึ่งก็เป็นผู้ชายเช่นกัน) อธิบายถึงเรื่องราวการแสดงที่ดำเนินอยู่นั้น

slide55

ละคร (Drama)

แนวโศกนาฏกรรม (Tragedy) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการประสบความยากลำบากของบุคคลที่เป็นฮีโร (hero) และมักจะจบลงด้วยความหายนะ (disaster) นักเขียนบทละครในแนวนี้คนแรก คือ เอสเคอลัส (Aeschylus) (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 525-456 ก่อนคริสตกาล) สร้างเขียนละครถึง 90 เรื่อง แต่ยังคงเหลือตกทอดมาถึงปัจจุบันเพียง 7 เรื่อง ที่สำคัญเช่นเรื่อง Oresteiaซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ตอน

กล่าวคือ เป็นละครชุด 3 ตอนที่เรียกว่า trilogy ซึ่งโครงเรื่องของละครเรื่องนี้เอามาจากบทประพันธ์ของโฮเมอร์ ในตอนแรกว่าด้วยกษัตริย์อาณาจักรไมซีเนนามว่าอากาเมมนอน (Agamemnon) ได้ไปรบกับเมืองทรอยกลับมาในฐานะวีรบุรุษโดยเอาชนะเมืองทรอยได้ แต่ต้องมาถูกมเหสีของตนเองนามว่า ไคลทัมนัสตรา (Clytemnestra) ฆาตกรรมเสีย เพื่อแก้แค้นให้กับความตายของลูกสาวของเธอนามว่าเอฟฟิเจอไนเออ (Iphigenia) จากการทำบูชายัญของ อากาเมมนอน

slide56

ละคร (Drama)

ซาโฟคลีส (Sophocles) (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 496-406 ก่อนคริสตกาล) เป็นผู้เขียนบทละครที่เป็นที่รู้จักกันมากเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง Oedipus the King ว่าด้วยเรื่องที่เทพเจ้าอะพอลโล (Apollo) ได้ทำนายถึงเรื่องราวของมนุษย์คนหนึ่ง (เอดิปุส) ที่ได้ฆ่าบิดาของตนเอง (ชื่อว่า Laius) แล้วแต่งงานกับมารดาของตนเอง (ชื่อว่า Jocasta)

ซาโฟคลีส

slide57

ละคร (Drama)

ยูริพิดิส เกิดเมื่อ 484 ปีก่อนคริสตกาลเขาเป็นนักประพันธ์ชาวกรีกที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง ได้รับสมญานามว่าเป็นนักละครสมัยใหม่คนแรกของโลก คือเป็นคนที่คิดถึงกิเลสของมนุษย์ และบรรจุความสนใจของมนุษย์ลงในเรื่องละครละครของเขาหลายเรื่อง เช่น "หญิงเมืองทรอย" (Trojan woman) , "เฮคิวบา" (Hecuba) และ "มีเดีย" (Medea) เป็นเรื่องที่ตัวนำฝ่ายหญิงมีความร้ายกาจ มีกิเลสและความปรารถนาต่างๆนานาและแม้สมัยที่เขามีชีวิตอยู่ ผู้ดูจะตามเรื่องของเขาไม่ทัน และไม่สู้จะนิยมดูนักยูริพีดิส เป็นนักละครโศกนาฏกรรมคนสุดท้ายของกรีก

ยูริพิดิส

slide58

แนวคอมเมดี้ (Comedy)

ผลงานบทละครในแนวนี้ เห็นได้จากงานของ อาริสตาฟานีส (Aristophanes) (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 450 -385 ก่อนคริสตกาล) ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนบทละครที่ยิ่งใหญ่ในแนวคอมเมดีของกรีก มีผลงานที่สำคัญคือ The Clouds (ปีที่แต่ง 423), The Birds (ปีที่แต่ง 414), Lysistrate (ปีที่แต่ง 411) งานบทละครคอมเมดีในเอเธนส์เหล่านี้ ได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมากกว่าที่จะเป็นเรื่องคอมเมดี้อย่างเดียว เช่นเรื่อง The Clouds ที่โจมตีนักปรัชญาที่ชื่อว่าโสกคราตีส และเรื่อง Lysistrateที่แสดงออกถึงการต่อต้านการทำสงครามเพลอพอนเน

แนวคอมเมดี้ (Comedy) (แปลว่าละครชวนหัว) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากละครแนวแรก ปรากฎแสดงเป็นครั้งแรกในเทศกาลเฉลิมฉลองเทพเจ้าไดอะไนซัสในกรุงเอเธนส์ในระหว่างปี 488-487 ก่อนคริสตกาล

slide59

ศิลปะ

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide60

สถาปัตยกรรม

ด้านสถาปัตยกรรม ที่สำคัญที่สุดคือวัดหรือวิหาร (temple) ที่สร้างเพื่ออุทิศเทพเจ้า (god) ทั้งชายและหญิง เอกลักษณ์วิหารของกรีกคือการสร้างเสาที่เรียกว่า Column ล้อมรอบห้องๆ หนึ่งซึ่งอยู่ตรงกลางวิหาร (โดยห้องนี้จะเป็นที่บรรจุรูปปั้นของเทพเจ้าและขอที่คนนำมาถวาย) วิหารของกรีกจึงมีโครงสร้างแบบเปิดมากกว่าวิหารทางศาสนาในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะชาวกรีกนิยมทำพิธีกรรมทางศาสนาในที่เปิดโล่ง

slide61

สถาปัตยกรรม

สิ่งที่โดดเด่นของวิหารกรีก คือรูปแบบของเสาต่างๆ ที่สร้างล้อมรอบห้องใจกลางวิหาร โดยช่วงแรกเป็นเสาไม้ แต่เปลี่ยนมาเป็นเสาหินปูน (limestone) ในราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล (ปีที่ 700 ก่อนคริสตกาล) และเป็นเสาหินปูนในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล เสาเหล่านี้จะมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกัน รวมทั้งรูปลักษณะตรงหัวเสาและด้านล่างหรือฐานของเสาก็แตกต่างกัน และมีชื่อเรียกต่างๆ กัน คือ

slide62

สถาปัตยกรรม

เสาแบบดอริค (Doric order) ได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกในเขตเพลอพอนเนซุสของกรีกดอเรียน มีขนาดหนามากที่สุด ส่วนบนของเสา (Capital) (ที่รองรับคานที่เรียกว่า Architrave และ Frieze) มีลักษณะราบเรียบไม่มีลวดลายโค้งให้อารมณ์ความอ่อนช้อย และส่วนล่างของเสา (ที่ติดกับพื้น) ไม่มีฐานของเสาที่เรียกว่า Base ชาวกรีกเห็นว่าเสาแบบดอริคเป็นสัญลักษณ์แห่งหลุมฝังศพหรือความตาย (grave) ความเงียบขรึมน่าเกรงขาม (dignified) และความเป็นชาย (masculine)

เสาแบบดอริค (Doric order)

slide63

สถาปัตยกรรม

เสาแบบไอโอนิค (Ionic order) ได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกในกรีกตะวันตก เขตเอเชียไมเนอร์ (ฝั่งติดกับเปอร์เซีย) มีขนาดที่บางและเรียวกว่าแบบดอริค ส่วนบนของเสาหรือหัวเสามีลักษณะที่ตกแต่งมีลวดลายที่คดโค้งมากขึ้นที่เรียกว่า Volute และส่วนฐานของเสาก็เช่นกันมีการตกแต่งไม่แข็งทื่อเหมือนกับแบบดอริค ชาวกรีกเห็นว่าเสาแบบไอโอนิคเป็นสัญลักษณ์ของความบอบบาง (slender) ความงดงาม (elegant) และความเป็นผู้หญิง (feminine)

เสาแบบไอโอนิค (Ionic order)

slide64

สถาปัตยกรรม

เสาแบบโคลินเธียน (Colinthian order) ได้รับการพัฒนาขึ้นมาหลังสุดในราวปลายศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ขนาดเสายังคงความเรียวเช่นกับแบบไอโอนิค และมีการประดับมาฐานเสาเช่นกัน แต่มีความแตกต่างตรงที่ส่วนบนของเสามีการตกแต่งเป็นรูปใบไม้ที่เรียกว่า acanthus leave

เสาแบบโคลินเธียน (Colinthian order)

slide66

สถาปัตยกรรม

วิหารกรีกที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นลักษณะสถาปัตยกรรมของกรีกคลาสสิคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) ในเมืองเอเธนส์ ก่อสร้างในราวปี 447-432 ก่อนคริสตกาล ผู้ควบคุมการก่อสร้างมีชื่อว่า อิกไทนัส (Ictinus) และ Callicrates

วิหารพาร์เธนอน(Parthenon)

เพื่ออุทิศให้กับการบูชาเทพเจ้าเอธีนา (Athena) รวมความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองของเมืองเอเธนส์ วิหารแห่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นหลักการทางสถาปัตยกรรมของกรีกในสมัยนี้ คือการแสวงหาความสงบ (Calmness) ความกระจ่าง (Clarity) และการไม่ยึดติดกับรายละเอียดที่ฟุ่มเฟือย (superfluous) โครงสร้างแต่ละส่วนของวิหารสร้างขึ้นตามหลักสัดส่วนทางคณิตศาสตร์ที่ค้นพบในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของนักปรัชญาของกรีกที่จะเข้าใจกฎทั่วไปของธรรมชาติ

slide67

ประติมากรรม

ศิลปะกรีกที่โดดเด่นในช่วงเวลานี้ เนื่องจากรูปปั้นของกรีกมีความอ่อนช้อยและการผ่อนคลายกว่าสมัยก่อนหน้านี้ ชิ้นงานที่สำคัญเช่น รูปปั้นเปลือยของผู้ชายที่มีชื่อว่า Doryphoros (รูปผู้ชายเปลือยเป็นที่นิยมของนักปั้นกรีกในช่วงนี้) โดยนักปั้นรูปที่มีนามว่า พอลลิไคลทัส (Polyclitus) ปั้นขึ้นในราวปีที่ 500 ก่อนคริสตกาล มีความโดดเด่นที่มีความสมจริง กริยาของรูปมีความผ่อนคลายมากกว่า และกล้ามเนื้อของรูปปั้นราบเรียบขึ้น มีข้อวิเคราะห์ว่าแม้รูปปั้นจะดูมีความสมจริง แต่ความจริงแล้วปติมากรผู้ปั้นไม่ได้มุ่งหมายที่จะให้มีความสมจริงอย่างเดียว แต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นถึงความงามในอุดมคติของกรีกมากกว่า ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของปติมากรรมของกรีกในช่วงนี้ ทั้งนี้พอลลิไคลทัสได้สร้างผลงานโดยอาศัยหลักสัดส่วนทางคณิตศาสตร์ที่พบได้ในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

slide68

ปรัชญาคลาสิก

ของชาวกรีก

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide69

ปรัชญา (Philosophy)

คำว่า ปรัชญา (Philosophy) เป็นคำในภาษากรีกมีความหมายดั้งเดิมว่า "ความรักในปัญญา" (love of wisdom) หรือบางคนแปลว่า "ความรักในความรู้" (love of knowledge) ปรัชญากรีกในช่วงแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ (critical) และเหตุผล (rational) เกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล รวมทั้งสถานที่ๆ อยู่ของสิ่งที่ก่อให้เกิดพลังของจักรวาล (divine force) และจิตวิญญาณในจักรวาล (เชื่อว่ามีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติ) เป็นความพยายามที่จะเข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่รอบตัวของตนเอง

slide70

ปรัชญากรีกในยุคคลาสสิคปรัชญากรีกในยุคคลาสสิค

ปรัชญากลุ่มแรกที่พบเรียกว่า Thales of Miletus (อยู่ในช่วงปีที่ 600 ก่อนคริสตกาล) ทฤษฏีที่สำคัญของนักปรัชญากลุ่มนี้คือเชื่อว่าจักรวาลสร้างขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งปรากฏตัวในรูปของวัตถุต่างๆ ต้นไม้ สัตว์ และคน ซึ่งแต่ละอย่างก็เป็นน้ำต่างชนิดกัน

slide71

ปรัชญากรีกในยุคคลาสสิคปรัชญากรีกในยุคคลาสสิค

อะแนกสมานเดอร์ (Anaximander) (อยู่ในช่วงปี 610-545) ก่อนคริสตกาล เชื่อว่าทุกสิ่งประกอบขึ้นจากสาร (substance) อันเดียวกัน ไม่ใช่น้ำแต่เป็นพลังที่เป็นอมตะ (everlasting force ) ที่เรียกว่า apeironนอกจากนี้ยังบอกว่าโลกมีรูปร่างเหมือนกลอง และชีวิตมีกำเนิดมาจากโคลนที่ได้รับความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์

Anaximenes (อยู่ในช่วงราวปี 546 ก่อนคริสตกาล) สารที่ประกอบทุกสิ่งขึ้นมานั้นคืออากาศ (air) ส่วนนักปรัชญาที่โดดเด่นอีกคนคือ Democritus (เดมาเครตัส) อยู่ในช่วงปีที่ 460-370 ก่อนคริสตกาล เชื่อว่าจักรวาลประกอบขึ้นมาจากอะตอม (atom) ที่ไม่สาารถมองเห็นได้ เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึง ลักษณะสำคัญของปรัชญากรีกในช่วงเวลาก่อนหน้าโสเครตีสเท่านั้น

อแนกซิแมนเดอร์

นักปรัชญาชาวกรีก

slide72

ปรัชญากรีกในยุคคลาสสิคปรัชญากรีกในยุคคลาสสิค

โสเครตีส (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 470-399 ก่อนคริสตกาล) เป็นนักปรัชญาหรือนักคิดคนแรกของกรีกที่มุ่งประเด็นความคิดไปที่เรื่องจริยธรรม (อะไรถูกอะไรผิด) ที่เรียกว่า ethical และการแสวงหาความรู้ (ความจริง) ที่เรียกว่า epistemological มุ่งศึกษาไปที่ตัวมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพรอบตัวมนุษย์ มุ่งตอบคำถามว่า "ข้าพเจ้าจะรู้ได้อย่างไร" (How do I know?) (มุ่งที่กระบวนการที่จะรู้) มากกว่าคำถามว่า "อะไรคือสิ่งที่จะต้องรู้" (What is to be known) (มุ่งที่วัตถุที่ต้องการจะรู้)

โสเครตีส

slide73

ปรัชญากรีกในยุคคลาสสิคปรัชญากรีกในยุคคลาสสิค

เพลโต (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 427-347 ก่อนคริสตกาล) เป็นลูกศิษย์ของโสเครตีส ลักษณะสำคัญของปรัชญาของเพลโตคือการพยายามที่จะวิธีการที่จะเข้าถึงความจริง และสรุปว่าความจริงเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้เมื่อเลยจุดหนึ่งขึ้นไป นอกจากนี้ เพลโตยังได้พูดถึงประเด็นทางการเมืองว่าประเทศหรือรัฐควรจะปกครองโดยกษัตริย์ที่เป็นนักปรัชญา (philosopher-king) และมีการวิเคราะห์ว่าเพลโตเป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเป็นประชาธิปไตย

เพลโต

slide74

ปรัชญากรีกในยุคคลาสสิคปรัชญากรีกในยุคคลาสสิค

อริสโตเติล (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 384-322 ก่อนคริสตกาล) เป็นลูกศิษย์ของโสเครตีส เป็นนักปรัชญาที่มีผลงานในเกือบทุกสาขาของศาสตร์ในปัจจุบันนับตั้งแต่กวีนิพนธ์ (Poetics) ฟิสิกส์ ( Physics), อภิปรัชญา (Metaphysics) และการเมือง (Politics) เป็นต้น ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่ออารยธรรมของประเทศตะวันตกจนกระทั่งปัจจุบัน

อริสโตเติล

slide75

ปรัชญากรีกในยุคคลาสสิคปรัชญากรีกในยุคคลาสสิค

นักปรัชญาทั้งหลายโดยชาวกรีกเหล่านี้เห็นได้ว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อว่ามนุษย์มีความสามารถที่จะเข้าใจจักรวาล (cosmos) และทุกสิ่งภายในจักรวาลได้โดยใช้เหตุผล (reason) และการเฝ้าสังเกตการณ์ (careful observation) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของศาสตร์ที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

slide76

ศาสนา

กรีกจะมีนักคิดนักปรัชญาที่พยายามเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างมีเหตุผล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวกรีกทั้งหมดจะเป็นผู้ที่เชื่อแต่ในเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลแต่เพียงอย่างเดียว ชาวกรีกยังมีความคิดความคำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่าเทพเจ้าหรือพระเจ้าอยู่อย่างมากเช่นกัน มีการวิเคราะห์ว่าศาสนากรีกในยุคคลาสสิคนี้ มีความแตกต่างจากศาสนาก่อนช่วงเวลานี้ (ก่อนปีที่ 500 ก่อนคริสตกาล) อย่างน้อย 2 ประการ คือ 1. เทพเจ้าหรือพระเจ้าในความคิดของกรีกมีความน่ากลัวลดน้อยลงและมีอำนาจลดน้อยลง

2. พระในศาสนาของกรีกไม่มีความเป็นชนชั้นหรือลำดับศักดิ์ พระมีบทบาทเพียงเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการในกิจกรรมที่จัดตั้งกันแบบหลวมๆ

slide77

ศาสนา

พิธีกรรม (ritual) ที่แสดงออกมาในรูปของการเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ และเพื่อแสดงความเคารพเทพเจ้าต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ที่ยึดโยงอยู่กับวิถีชีวิตในแง่มุมต่างๆในเรื่องของการเป็นอยู่หรือความตาย ทั้งนี้ชาวกรีกรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าในแง่มุมที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างมาก โดยพระเจ้าของกรีกมีความรู้สึกรัก เกลียด หรือโกรธได้ และนอกจากนี้ พิธีกรรมของชาวกรีกยังมีความสำคัญในแง่ของการแสดงออกถึงความรักชาติหรือเมืองหรือชุมชนของตนเอง (patriotism) โดยแต่ละเมืองหรือพาลิสมีพระเจ้าหรือเทพเจ้าประจำเมืองของตน เช่น เทพีเอธีนา (Athena) ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้หญิงประจำเมืองเอเธนส์

เทพีเอธีนา

slide78

ศาสนา

พิธีกรรมทางศาสนาของชาวกรีกมีลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ มีการแสดงละคร ดนตรี เต้นรำ และกิจกรรมด้านกีฬาประกอบด้วย ตัวอย่างเช่นในเมืองเอเธนส์ มีเทศกาลที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งที่เรียกว่า Panathenaeaจัดขึ้นสำหรับ เทพีเอเธนา หรืออธีนี (Athene) ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองเมืองเอเธนส์ จัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม และในรอบทุก 4 ปี จะมีการจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าปกติในแต่ละปี มีระยะเวลาของเทศกาล 6 วัน ภายในงานมีการเล่นดนตรีและการขับร้อง และตามด้วยการแข่งขันกีฬา ผู้ชนะจะได้รับน้ำมันมะกอกคุณภาพดีที่สุดบรรจุในหม้อ ซึ่งน้ำมันนี้เอามาจากต้นมะกอกศักดิ์สิทธ์แห่งเมืองเอเธนส์ มีการแห่ขบวนขึ้นไปยังเมืองบนเนินเขาที่เรียกว่า Acropolis ที่ซึ่งมีวิหารของเทพเจ้าตั้งอยู่ และมีการฆ่าสัตว์เลี้ยงถวายเทพเจ้า พร้อมทั้งมีการเปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่ให้เทพเจ้าด้วย

slide79

กีฬา

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide80

กีฬา

สนามหินอ่อนในกรุงเอเธนส์, กรีซ

ชาววกรีกเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับร่างกายของตนเอง ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชีวิตมนุษย์ ชื่นชอบกับการมีสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งมีหลักฐานที่สำคัญเห็นได้จากการจัดให้มีการแข่งขันกีฬาระหว่างกันเองในหมู่ชาวกรีก ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดีในปัจจุบันที่เรียกว่า “กีฬาโอลิมปิก” หรือ “Olympic Games”

slide81

กีฬา

จากหลักฐานที่มีการบันทึก เทศกาลโอลิมปิกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 766 ก่อนคริสตกาล และจัดขึ้นเป็นเวลาในรอบทุกๆ 4 ปี ต่อๆ มา สถานที่จัดการแข่งขันครั้งแรกคือเมืองพาลิสเล็กๆ มีชื่อว่าโอลิมเปีย (Olympia) บริเวณชายฝั่งทางตะวันตกของเกาะเพลอพอนเนเชียน

slide82

กีฬา

การแข่งรถม้าในกีฬาโอลิมปิกกรีก

การแข่งขันที่จัดขึ้น มีความเกี่ยวข้องเป็นเทศกาลทางศาสนามากกว่าที่จะเป็นเกมกีฬาล้วนๆ ในช่วงแรกๆ และกลายมาเป็นทั้งที่เป็นเรื่องของศาสนาและเกมกีฬาในเวลาต่อๆ มา นักกีฬาแต่ละคนลงแข่งขันเพื่อเมืองของตนเองชนิดกีฬาที่แข่งมีตั้งแต่การวิ่ง (foot race) การแข่งรถม้า (chariot drive) การขว้างจักร (discus throw) การยกน้ำหนัก (weightlifting) และอื่นๆ เป็นต้น

slide83

วัฒนธรรมเฮเลนนิสติค

(Hellenistic Culture)

ศาสนา

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide84

วัฒนธรรมเฮเลนนิสติค

เฮเลนนิสติค (Hellenistic) นี้ เป็นคำที่ใช้อ้างอิงอธิบายถึงวัฒนธรรมหรืออารยธรรมของกรีกในช่วงที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรมาเมโดเนีย โดยเฉพาะในสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (และก่อนหน้าที่โรมจะก้าวขึ้นมาเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่) โดยที่กรีกในช่วงเวลานี้แม้ไม่ได้เป็นนครรัฐที่เป็นอิสระเหมือนก่อนหน้านี้ก็ตาม (ก่อนสงคราม Battle of Chaeronea ในปี 338 ก่อนคริสตกาล ซึ่งกรีกพ่ายแพ้สงครามต่ออาณาจักรมาเซโดเนียที่อยู่เหนือตนขึ้นไปในทางภูมิศาสตร์ และเป็นจุดเริ่มต้นที่มาเซโดเนียได้เข้าครอบครองกรีกทั้งหมด) แต่ปรากฏว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมกรีกยังคงได้รับความสำคัญอยู่ และมิหนำซ้ำยังได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง

รูปปั้นอเล็กซานเดอร์มหาราช

slide85

วัฒนธรรมเฮเลนนิสติค

การขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางของวัฒนธรรมกรีก ตามพื้นที่จักรวรรดิที่กว้างใหญ่ไพศาลและในหมู่ประชากรที่หลากหลายทางเชื้อชาติ ได้สร้างให้จักรวรรดิมีกลิ่นไอของความเป็นเอกภาพอยู่บ้างท่ามกลางความหลากหลาย โดยมีวัฒนธรรมหลายแขนง (วรรณกรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ และปรัชญา) ได้พัฒนายิ่งขึ้นไปในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะจะมีความโดดเด่นเป็นอย่างมากใน 2 เมืองนี้คือ เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) (ทางตอนเหนือของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน) และเมืองเปอเกมัม (Pergamum) (ทางตะวันตกของประเทศตุรกีในปัจจุบัน)

ประภาคารฟาโรส

แห่งอะเล็กซานเดรีย

ประเทศอียิปต์

slide86

ศาสนายุคเฮเลนนิสติค

เทพเจ้าซีอุส

เทพเจ้าเอธีนา

ศาสนาในช่วงนี้ มีรูปแบบอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อของกรีก เช่นนิยมทำพิธีกรรมในสถานที่โล่งแจ้ง (outdoor) พระ (priest) มีบทบาทและเอกสิทธิทางสังคม (ได้รับการนับถือ) น้อยลงเป็นลำดับ ส่วนในด้านเนื้อหาของความคิดความเชื่อทางศาสนา การบูชาเทพเจ้าประเพณีของกรีกเดิมเช่นซีอุส (Zeus) และเอธีนา (Athena) ได้เสื่อมลงไปอย่างสิ้นเชิง

slide87

พิธีกรรมทางศาสนาของกรีกพิธีกรรมทางศาสนาของกรีก

พิธีกรรมทางศาสนาของกรีกไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่เป็นเรื่องของจริยธรรม หรือที่บอกให้เห็นว่าสิ่งใดดีหรือชั่วอย่างไร (เช่นเรื่องนรกหรือสวรรค์) หรือแม้กระทั่งการสร้างความรู้สึกรับรู้เชื่อมไปถึงการมีอยู่ของพระเจ้า แต่มีลักษณะที่เป็นพิธีกรรมเฉลิมฉลองของชาวเมืองมากกว่า

(มีลักษณะเป็นเรื่องของพลเมืองที่เป็นมนุษย์ธรรมดามากกว่าพระเจ้าจริงๆ หรือเป็นเรื่องที่ตั้งอยู่บนเหตุผลมากกว่าความรู้สึกดีชั่วแบบงมงาย ทำให้มีคุณค่าทางจิตใจน้อยกว่า) เพราะเหตุนี้ จึงทำให้ไม่เป็นที่สนใจต่อประชากรที่ไม่ใช่กรีก (ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่

slide88

พิธีกรรมทางศาสนาของกรีกพิธีกรรมทางศาสนาของกรีก

เทพเจ้าไอซิส (เป็นศาสนาและพิธีกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนี้ ตามภาพนี้เป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่หน้าวัดไอซิส ด้านบนพระคนหนึ่งกำลังถือภาชนะทองคำ ขณะที่ด้านล่างพระอีกคนกำลังนำกลุ่มทำพิธีบูชา และพระอีกคนกำลังพัดไฟในเตา (ภาพนี้เป็นภาพฝาผนังในอิตาลี)

slide89

ศาสนาและความเชื่อ

ในศตวรรษที่ 2 ศาสนาและความเชื่อที่เป็นของคนพื้นถิ่นเดิม (โดยเฉพาะของอียิปต์) กลับเป็นที่นิยมในหมู่ชาวกรีกตะวันออก (กรีกที่อพยพออกมายังที่ต่างๆ ของอาณาจักรมาเซโดเนีย) คือ การบูชาเทพเจ้าไอซิส (cult of Isis)

เทพเจ้าไอซิส

เทพเจ้าเซอเรพเพิศ

ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำไนล์และการเกิดใหม่ เทพเจ้ามิตรา (cult of Mithra) เทพเจ้าแห่งชีวิตที่เป็นนิรันดร์ และเทพเจ้าเซอเรพเพิส (cult of Serapis) ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่อยู่ใต้โลกและผู้ตัดสินวิญญาณ โดยลักษณะที่ร่วมกันเป็นประการสำคัญของเทพเจ้าทั้งสามนี้ คือความลึกลับที่เรียกว่า mystery religions ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของชะตากรรม (faith) มากกว่าเหตุผล (reason) โดยที่เชื่อว่ามีโลกหน้า (โลกหลังความตาย)

slide90

ปรัชญา

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide91

ปรัชญา

ปรัชญาที่มีชื่อว่า Epicureanism ได้ชื่อตามผู้ก่อตั้งที่มีชื่อว่า เอพิคคิวเรียส (Epicurus) มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 341-270 ก่อนคริสตกาล ซึ่งบุคคลผู้นี้ได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนปรัชญาในเมืองเอเธนส์ในช่วงต้นปีที่ 300 ก่อนคริสตกาล หลักปรัชญานี้เชื่อว่าความสุข (happiness) คือจุดมุ่งหมายของชีวิต และการที่จะบรรลุความสุขได้คือการสร้างความพึงพอใจ (pleasure) ให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตอย่างแท้จริง ความพึงพอใจไม่ไช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับร่างกายหรือทางกายภาพ แต่เป็นเรื่องการเป็นอิสระ (freedom) จากความขุ่นหมองทางอารมณ์ (emotional turmoil) จากความวิตกกังวล และความเป็นอิสระเกิดขึ้นจากความสงบของจิตใจ (mind at rest) การที่บุคคลจะประสบความพึงพอใจได้อย่างหนึ่งคือการวางเฉยตัวเองจากกิจกรรมทางสาธารณะ แล้วสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในจิตใจของตนเอง

ปรัชญาของเอพิคคิวเรียสนี้ ได้รับการวิเคราะห์ว่ามีความคล้ายคลึงกับพุทธศาสนาในบางแง่มุม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความบังเอิญ ซึ่งบางทีเอพิคคิวเรียสอาจมีความรู้เกี่ยวกับปรัชญาของอินเดีย ซึ่งกำลังเจริญอยู่ในช่วงเวลานี้เช่นกัน

slide92

ปรัชญา

สำนักปรัชญาในอยู่ในช่วงเวลานี้อีกสำนักหนึ่งในเมืองเอเธนส์คือ สำนักปรัชญาที่มีชื่อว่า สโตเออซิสม์ (Stoicism) คำนี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า stoaหรือ stoapoikileซึ่งเป็นชื่อเรียกสถานที่ๆ ศาสดาหรือผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญานี้ที่มีนามว่า ซีโน (Zeno) หรือ (Zeno of Citium) (มีชีวิตอยู่ระหว่าง 335-263 ปีก่อนคริสตกาล) ใช้สอนปรัชญาของตน Zeno เป็นชาวโฟนีเชียน (Phoenician) เป็นทาสที่เป็นอิสระที่ถูกนำเข้ามายังเมืองเอเธนส์ในราวปี 300 ก่อนคริสตกาล

คำสอนของปรัชญาสำนักนี้ได้รับความนิยมในยุคนี้อย่างกว้างกว่าสำนักอื่น ปรัชญาของสำนักนี้มีความคล้ายคลึงกับปรัชญาเอพิคคิวเรียนนิสม์ในแง่ที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาความสุข (Happiness) (ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด) ในชีวิต แต่มีความแตกต่างในวิธีการเข้าถึงความสุข โดยปรัชญาสำนักสโตเออซิสม์นี้บอกว่าวิธีการที่จะเข้าถึงความสุขได้นั้นมีอยู่วิธีเดียวคือการใช้ชีวิตให้สอดคล้อง (harmony) กับเจตน์จำนงของพระเจ้า โดยวิธีการสร้างความสงบภายในบุคคลนั้นๆ

slide93

ความเจริญก้าวหน้า

ทางวิทยาศาสตร์

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide94

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเจริญอย่างสำคัญในช่วงเวลานี้ คือ ชีววิทยา (Biology) ดาราศาสตร์ (Astronomy) ภูมิศาสตร์ (Geography) ฟิสิกส์ (Physics) คณิตศาสตร์ (Math) และที่เจริญอย่างมากคือความรู้ทางการแพทย์ (Medical) และเมืองหรือบริเวณที่เป็นศูนย์กลางของความเจริญของความรู้ทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ คือเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ ที่ตั้งของอาณาจักรทาเลอเมียค (Ptalemaic) โดยกษัตริย์ได้ก่อตั้งและสนับสนุนให้มีศูนย์ทดลองวิจัยที่มีขนาดใหญ่สุดของโลกในช่วงเวลา

slide95

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

ดาราศาสตร์ คือ Aristarchus of Samos (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 310-230 ก่อนคริสตกาล) เป็นผู้เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า heliocentric ซึ่งมีสาระสำคัญว่าโลกมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางและโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ กับทฤษฎีที่เรียกว่า geocentric ที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งมีอิทธิพลต่อวงการของดาราศาสตร์ต่อมาเป็นเวลาถึง 1500 ปี ก่อนสมัยของโคเปอร์นิคัส (Copernicus) นักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์ที่เสนอความเชื่อเปลี่ยนมาที่ว่าโลกหมุนรอบแกนตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์

slide96

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

ภูมิศาสตร์ ชาวกรีกชื่อว่า เอราทอสเตอนีส (Eratosthenes) (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 276-194 ก่อนคริสตกาล) และบุคคลที่ชื่อว่า สเตรโบ (Strabo) (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 64 ก่อนคริสตกาล - ปีที่ 23 หลังคริสตกาล) โดยเอราทอสเตอนีสสามารถคำนวณเส้นรอบวง (circumference) ของโลกได้อย่างแม่นยำมากและยังวาดแผนที่โลกจากข้อมูลที่ได้จากนักเดินเรือและการสังเกตการณ์ของตนเอง

slide97

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

ในแขนงของ ฟิสิกส์ ที่โดดเด่นที่สุด คือ อาคะมีดิส (Archimedes) (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 287-212 ก่อนคริสตกาล) ผู้ที่มีความโดดเด่นทางด้านคณิตศาสตร์และเป็นนักประดิษฐ์ด้วย ซึ่งเป็นผู้ค้นพบหลักของการลอยตัว (principle of buoyancy) และความรู้ในเรื่องเรขาคณิตของวงกลมและทรงกระบอก (geometry sphere and cylinder)

อาร์คีมีดีส

เป็นนักคณิตศาสตร์

slide98

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

ช่วงเวลาปีที่ 200 ก่อนคริสตกาล ความรู้ในช่วงยุคเฮเลนนิสติคนี้ ก็เริ่มเสื่อมลงมาเรื่อยๆ มีเพียงความรู้ทางการแพทย์เท่านั้นที่พอที่ได้รับการสืบทอดต่อมา ดังจะเห็นได้จากบทบาทของกลุ่มนักปรัชญาที่เรียกว่า Empiricist ซึ่งใช้วิธีการวิเคราะห์โรคอย่างละเอียดเพื่อที่จะค้นหาสาเหตุแห่งความเจ็บป่วยของร่างกาย และบุคคลผู้มีชื่อว่า ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาทางการแพทย์ ผู้ที่ศึกษาร่างกายของมนุษย์ด้วยการผ่าศพ (anatomy) ซึ่งทำให้ทราบถึงระบบการไหลเวียนของเลือดและระบบการทำงานของอวัยวะภายในของร่างกาย เป็นต้นว่าระบบประสาทและตับเป็นต้น

ฮิปโปเครตีส

slide99

ศิลปะ

และวรรณกรรม

จัดทำโดย. นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ

slide100

ศิลปะและวรรณกรรม

งานศิลปะในยุคนี้โดยทั่วไปได้สืบทอดแบบอย่างหรือรูปแบบมาจากสมัยกรีกต้นตำรับ หรือที่เรียกว่า Hellenic Age แต่ดูสมจริงและเน้นการแสดงออกทางอารมณ์มากขึ้น อย่างไรก็ตามไม่ค่อยแสดงออกให้เห็นถึงการริเริ่มใหม่หรือการสร้างสรรค์และจินตนาการเหมือนอย่างช่วงเวลาที่ผ่านมา (แม้จะยังคงทักษะความชำนาญที่สืบทอดจากสมัยคลาสสิคอยู่) ศิลปะในยุคนี้ส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของคนรวยกลุ่มใหม่ที่ต้องการโอ้อวดถึงฐานะของตนโดยการประดับตกแต่งบ้านของตนเองด้วยศิลปะ (กษัตริย์และผู้มีฐานะร่ำรวยเป็นผู้สนับสนุนทุนในการสร้างผลงานศิลปะ)

slide101

ศิลปะและวรรณกรรม

งานศิลปะด้านวรรณกรรม (ซึ่งส่วนใหญ่หลงเหลืออยู่มากกว่างานในยุคคลาสสิค) ส่วนใหญ่เป็นงานที่จัดอยู่ในประเภทที่เรียกว่า second-rate (ไม่โดดเด่น ไม่น่าสนใจ) โดยส่วนใหญ่เป็นงานที่ลอกเลียนแบบมา ที่เป็นความคิดของตนเองมีน้อย งานที่โดดเด่นจึงมีน้อยมาก เมืองศูนย์กลางของวรรณกรรมอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมืองเปอ-เกมัม (Pergamum) เมืองโรดส์ (Rhodes) และเมืองทางตะวันออกอื่นๆ มากกว่าที่จะเป็นเมืองเอเธนส์หรือกรีกแผ่นดินใหญ่

slide102

ศิลปะและวรรณกรรม

นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่มีชื่อว่า โพลีบิอุส (Polybius) (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี 203-120 ก่อนคริสตกาล) งานประวัติศาสตร์ของโพลีบิอุสได้วิเคราะห์ถึงพัฒนาการของชาวโรมันจากการเป็นนครรัฐเล็กก่อนก้าวขึ้นมามีอำนาจครอบงำพื้นที่กว้างขวางที่เรียกว่าจักรวรรดิโรมัน ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของโรมันในหมู่ของนักวิชาการในยุคต่อมาและในยุคปัจจุบัน และโพลีบิอุสได้เป็นที่ยอมรับในวงการศึกษาประวัติศาสตร์ว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ที่สำคัญคนหนึ่งของกรีกต่อจากยุคของนักประวัติศาสตร์คนสำคัญ

slide103

ศิลปะและวรรณกรรม

ศิลปะด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรม ซึ่งดูมีสร้างสรรและโดดเด่นมากกว่านั้น ได้เกิดขึ้นที่พื้นที่ทางฝั่งตะวันออกมากกว่ากรีกแผ่นดินใหญ่เอง ประเด็นนี้มีการวิเคราะห์ว่าเพราะเป็นแหล่งที่อยู่ของคนมีฐานะมากกว่า งานปติกรรมที่โดดเด่นมากนั้นคืองานประติมากรรมด้านหิน (ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาแล้วในยุคคลาสสิค) ที่สืบทอดและพัฒนาขึ้นอีกในยุคนี้ เช่นงานที่มีชื่อว่า Laocoon, The Dying Gaul, และ The Old Market Woman ที่มีลักษณะสำคัญที่เรียกว่า “ทำให้หินพูดได้” อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วก็ยังถือว่างานประติมากรรมส่วนใหญ่เป็นงานเกรดสองอยู่ดี

Laocoon

The Old Market Woman

คลิกที่นี่ เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

slide104

ผู้ผลิตสื่อ

  • นางสาววิทิตา สุขทั่วญาติ
  • ครูชำนาญการ
  • กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
  • โรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ จ. แพร่
  • e-mail : Wittita_@hotmail.com
  • เว็บไซต์โรงเรียน : www.ras.ac.th