slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ PowerPoint Presentation
Download Presentation
ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 103

ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ - PowerPoint PPT Presentation


  • 194 Views
  • Uploaded on

ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ. Classical Theory and The Keynesian Revolution. Classical Theory. Classical Economist : Adam Smith ก่อน ค.ศ 1930 นักเศรษฐศาสตร์สนใจวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจในเชิงจุลภาคเป็นหลัก โดยเฉพาะทฤษฎีการกำหนดราคาและปริมาณสินค้าเฉพาะอย่าง ( individual products )

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ

classical theory
Classical Theory
  • Classical Economist : Adam Smith
    • ก่อน ค.ศ 1930 นักเศรษฐศาสตร์สนใจวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจในเชิงจุลภาคเป็นหลัก โดยเฉพาะทฤษฎีการกำหนดราคาและปริมาณสินค้าเฉพาะอย่าง (individual products)
    • เพราะเชื่อว่า “เศรษฐกิจอาจมีการว่างงานได้ชั่วคราว แต่ในที่สุดเศรษฐกิจก็จะกลับสู่ภาวะมีการจ้างงานเต็มที่ได้เองในที่สุด”
    • Say’s Law“Supply creates its own Demand”
keynesian school of economics
Keynesian School of Economics
  • Keynesian Economics: John Maynard Keynes

-ในช่วงปี ค.ศ. 1930 เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำครั้งรุนแรงที่สุด

- เศรษฐกิจไม่สามารถปรับตัวได้เองตามที่เชื่อกันในสมัยนั้น

- เคนส์ได้เขียนตำรา ชื่อ “The General Theory of Employment, Interest and Money” และได้เสนอแนวคิดว่า “อัตราการว่างงานและผลผลิตของชาติอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้เสมอตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะระดับรายได้ประชาชาติกับระดับการจ้างงานนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด”

slide5

จึงได้เสนอทฤษฎีเศรษฐศสาตร์ใหม่ สรุปได้ว่า “ภาวการณ์ว่างงานเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และไม่อาจปรับตัวเข้าหาดุลยภาพได้ด้วยตัวเอง”

  • J.M. Keynes“Demand creates its own Supply”
  • เคนส์จึงได้สร้าง“ทฤษฎีการกำหนดรายได้ประชาชาติ”ขึ้นทฤษฎีนี้อธิบายได้ว่า“ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม จะเป็นตัวกำหนดรายได้ประชาชาติ”
slide6

Desired Aggregate Expenditure = C + I + G + (X – M)

หรือ Aggregate Demand = C + I + G + (X – M)

(DAE)

(AD)

ทั้งนี้ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจ

AD / DAE < , > , = AS / NI

slide7
องค์ประกอบของความต้องการใช้จ่ายมวลรวม (DAE)

1. รายจ่ายเพื่อการบริโภค (C) และการออม (S)

2. รายจ่ายเพื่อการลงทุน (I)

3. รายจ่ายของภาครัฐบาล (G)

4. การส่งออกสุทฺธิ (X-M)

slide9

รายได้

C

รายได้

C

S

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม
  • รายได้สุทธิส่วนบุคคลหรือรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง(Disposable Income)

S

slide10
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม
  • ขนาดของสินทรัพย์สภาพคล่องสินทรัพย์สภาพคล่องคือสิ่งที่เราถือว่าเป็นเงิน(Money)ได้แก่เงินสดเงินฝากกระแสรายวันเงินฝากประจำพันธบัตรทองคำหุ้นและที่ดินซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้รวดเร็วและไม่เสียค่าใช้จ่ายมากนัก
slide11

นาย ก. มีรายได้ 10,000 บาท/เดือน

มีเงินฝากประจำ 1,000,000 บาท

นาย ข. มีรายได้ 10,000 บาท/เดือน

มีที่ดินมูลค่า 1,000,000 บาท

>

C ก

C ข

slide12

สินค้าคงทน

C

สินค้าคงทน

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม

3. สินค้าคงทนที่ผู้บริโภคมีอยู่

S

S

C

slide13

รายได้ในอนาคต

C

รายได้ในอนาคต

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม
  • การคาดการณ์ของผู้บริโภค ได้แก่ รายได้ในอนาคต

S

S

C

slide14

ราคาในอนาคต

C

ราคาในอนาคต

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม

4. การคาดการณ์ของผู้บริโภค ได้แก่ ราคาสินค้าในอนาคต

S

S

C

slide15

เงินดาวน์ /ดอกเบี้ยเงินกู้

C

เงินดาวน์ /ดอกเบี้ยเงินกู้

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม
  • สินเชื่อเพื่อการบริโภคและอัตราดอกเบี้ย

(เงินดาวน์และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้)

S

C

S

slide16

ดอกเบี้ยเงินฝาก

C

ดอกเบี้ยเงินฝาก

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม

5. อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

S

S

C

slide17

C

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม

6. ค่านิยมทางสังคม

ค่านิยมฟุ่มเฟือย

S

ค่านิยมประหยัด

S

C

slide18

C

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม

7. อัตราการเพิ่มของประชากรและโครงสร้างอายุของประชากร

อัตราประชากร

S

อัตราประชากร

S

C

slide19

C

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออมปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม

7. อัตราการเพิ่มของประชากรและโครงสร้างอายุของประชากร

ประชากรในวัยทำงาน

S

ประชากรในวัยทำงาน

S

C

slide20

ฟังก์ชั่นการบริโภค

C = f(Yd, A1, A2, A3, …ฯลฯ )

เมื่อ

Cคือรายจ่ายเพื่อการบริโภค

Ydคือรายได้สุทธิหรือรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง(DI)

A1, A2, A3,…ฯลฯคือปัจจัยอื่นๆ

ฟังก์ชั่นการบริโภคของบุคคล

slide21

ในระยะสั้น Consumption Functionคือ

C = f (Yd)

ฟังก์ชั่นการบริโภคในระยะสั้นของบุคคล

Consumption Function

จาก C = f(Yd, A1, A2, A3, … ฯลฯ)

slide22

ระดับรายได้สุทธิส่วนบุคคลและระดับการใช้จ่ายบริโภคระดับรายได้สุทธิส่วนบุคคลและระดับการใช้จ่ายบริโภค

slide23

สมการการบริโภคของบุคคลสมการการบริโภคของบุคคล

C = a + b Yd

โดยที่

a คือ การบริโภคเมื่อรายได้เป็นศูนย์

b คือ ค่าความชันของการบริโภค

Yd คือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้

slide24

การบริโภค (C)

C = a + b Yd

a

รายได้ (Yd)

0

average propensity to consume apc

C

Yd

ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการบริโภค(Average Propensity to Consume : APC)
  • อัตราส่วนของค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่อรายได้
  • ค่าที่แสดงว่ารายจ่ายในการบริโภคคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของรายได้

APC =

slide26

พฤติกรรมการใช้จ่ายของบุคคล มี 3 แบบ

  • บุคคลจะใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคเกินกว่า รายได้ที่ได้รับในงวดที่มีการใช้จ่ายนั้น
  • (C > Yd)
  • 2. บุคคลจะใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคเท่ากับ รายได้ที่ได้รับในงวดที่มีการใช้จ่ายนั้น
  • (C = Yd)
  • 3. บุคคลจะใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคน้อยกว่า รายได้ที่ได้รับในงวดที่มีการใช้จ่ายนั้น
  • (C < Yd)
slide27

C = a + bYd

C

C

B

A

C3 = 475

C2 = 400

a

C1= 325

Yd

0

y1=300

Y1

Y2

Y3

y2 = 400

y3 = 500

slide28

APC A

C = 325

Y 300

= 1.08

C Yd ; APC1

APC B

C = 400

Y 400

C = Yd ; APC = 1

= 1.00

APC c

C  Yd ; APC  1

C = 475

Y 500

= 0.95

slide29

C Yd ; APC1

C = Yd ; APC = 1

C  Yd ; APC  1

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า

เมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ค่า APC จะมี

ค่าลดลงเรื่อย ๆ ด้วย

marginal propensity to consume mpc

C

Yd

ความโน้มเอียงส่วนเพิ่มในการบริโภค(Marginal Propensity to Consume : MPC)
  • อัตราส่วนของการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายในการบริโภคต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้

C2 - C1

Yd2 - Yd1

MPC =

=

slide31

เมื่อ Ydเพิ่มขึ้น Cจะเพิ่มขึ้น

แต่ Cจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าYdที่เพิ่มขึ้น

MPC > 0

MPC < 1

จากทฤษฎีของ Keynes กล่าวไว้ว่า

เพราะฉะนั้นจะได้

0 < MPC < 1

slide32

C = a + bYd

C

C

B

A

C3 = 475

C2 = 400

a

C1= 325

Yd

0

y1=300

Y1

Y2

Y3

y2 = 400

y3 = 500

slide33

MPC (A - B)

C = C2 – C1 = 400 - 325

Y Yd1 – Yd2 400 - 300

= 75

100

= 0.75

เพราะฉะนั้นจะได้

0 < MPC < 1

slide34

ฟังก์ชั่นการออม

S = f(Yd, A1, A2, A3, … ฯลฯ )

เมื่อ

Sคือ การออม

Ydคือรายได้สุทธิหรือรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง(DI)

A1, A2, A3,..ฯลฯ คือปัจจัยอื่นๆ

ฟังก์ชั่นการออมของบุคคล

slide35

ในระยะสั้น Saving Function คือ

S = f (Yd)

ฟังก์ชั่นการออมในระยะสั้นของบุคคล

Saving Function

จาก s = f(Yd, A1, A2, A3, … ฯลฯ)

slide36

จาก Yd = C + S

ฟังก์ชันการออม S = f (Yd)

ดังนั้นเงินออม คือ รายได้สุทธิส่วนที่เหลือจากการใช้จ่าย

ก็จะได้ S = Yd – C

และจากสมการการบริโภค C = a + bYd

แทนค่าสมการ S = Yd – a – bYd

ดังนั้นจะได้สมการการออม คือ S = – a + (1-b) Yd

slide37

สมการการออมของบุคคล

S = -a+ (1-b) Yd

โดยที่

-a คือ การออมเมื่อรายได้เป็นศูนย์

1-b คือ ค่าความชันของการออม

Yd คือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (DI)

slide38

การออม (S)

S = -a+ (1-b)Yd

saving

0

รายได้ (Yd)

Dissaving

-a

average propensity to save aps

S

Yd

ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการออม(Average Propensity to Save : APS)
  • อัตราส่วนของการออมต่อรายได้
  • ค่าที่แสดงว่าการออมคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของรายได้

APS =

slide40

การออม (S)

S = -a+ (1-b)Yd

C

s3 = 25

B

A

รายได้ (Yd)

0

Y1=300

Y2=400

Y3=500

s1 = -25

s2 = 0

-a

slide41

APS A

S = -25

Yd 300

= - 0.08

S 0 ; APS 0

หรือมีค่าติดลบ

APS B

S = 0

Yd 400

S = 0; APS = 0

หรือมีค่าเท่ากับ 0

= 0

APS c

S  0 ; APS  0

หรือมีค่าเป็นบวก

S = 25

Yd 500

= 0.05

slide42

S 0 ; APS 0 หรือมีค่าติดลบ

S = 0 ; APS = 0

S  0 ; APS  0หรือมีค่าเป็นบวก

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า

เมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ค่า APS จะมี

ค่าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน

marginal propensity to save mps

S

Yd

ความโน้มเอียงในการออมหน่วยสุดท้าย(Marginal Propensity to Save : MPS)
  • อัตราส่วนของการเปลี่ยนแปลงของการออมต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้

S2 - S1

Yd2 - Yd1

MPS =

=

slide44

เมื่อ Ydเพิ่มขึ้น Sจะเพิ่มขึ้น

แต่ Sจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าYdที่เพิ่มขึ้น

MPS > 0

MPS < 1

ตามหลักของ Keynes ที่กล่าวว่า

เพราะฉะนั้นจะได้

0 < MPS < 1

slide45

การออม (S)

S = -a+ (1-b)Yd

C

s3 = 25

B

A

รายได้ (Yd)

0

Y1=300

Y2=400

Y3=500

s1 = -25

s1 = 0

-a

slide46

MPS (A – B)

S = C2 – C1 = 0 – (-25)

Yd Yd1 – Yd2 400 - 300

= 25

100

= 0.25

เพราะฉะนั้นจะได้

0 < MPS < 1

slide47

Yd = 500  APC = 0.95 , APS = 0.05

ณ รายได้ 500 บาท โดยเฉลี่ยแล้ว เงิน 1 บาท จะนำไปบริโภค 0.95 บาท และนำไปออม 0.05 บาท

Yd = C + S

ถ้า Yd = 1

Yd = C + S

Yd

Yd

Yd

1 =

+

APS

APC

ความสัมพันธ์ระหว่าง APC และ APS

slide48

MPC = 0.75 , MPS = 0.25

ถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น 1 บาท จะใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น 0.75 บาท และนำไปออมเพิ่มขึ้น 0.25 บาท

Yd = C + S

Yd

ดังนั้น

= C + S

Yd = C + S

ถ้า Yd = 1

Yd

Yd

Yd

1 =

MPC

+

MPS

ความสัมพันธ์ระหว่าง MPC และ MPS

slide49

C , S

C = Yd

C = a + bYd

C <Yd ; APC <1

C =Yd ; APC =1

S = -a + (1-b)Yd

a

C >Yd ; APC >1

S > 0 ; APS > 0

45

S = 0 ; APS = 0

0

Yd

S < 0 ; APS <0

-a

slide50
การเปลี่ยนแปลงการบริโภค (C) และการออม (S)
  • การเปลี่ยนแปลงบนเส้นการบริโภคและเส้นการออม (move along the curve)
  • การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเส้นการบริโภคและการออม หรือการเคลื่อนขึ้นหรือเคลื่อนลงของเส้นการบริโภคและการออมทั้งเส้น (change in or shift in consumption and saving function)
slide51
1. การเปลี่ยนแปลงบนเส้นการบริโภคและการออม
  • เกิดขึ้นเมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดการบริโภคและการออมคงที่ โดยให้มีเพียงการเปลี่ยนแปลงในรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงเท่านั้น เมื่อรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงเปลี่ยนก็จะมีผลทำให้ระดับการบริโภคและการออมเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยการเปลี่ยนแปลงจะเลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งบนเส้นการบริโภคและการออมเส้นเดิม
slide52

C , S

C

C2

C1

C3

S

S2

S1

S3

Yd

0

Yd1

Yd2

Yd3

slide53
2. การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเส้นการบริโภคและการออม
  • เกิดขึ้นเมื่อให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคและการออมเปลี่ยนแปลง แต่รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อปัจจัยอื่น ๆ เปลี่ยน โดยที่รายได้คงที่ ก็จะส่งผลทำให้เส้นการบริโภคและเส้นการออม เคลื่อนขึ้นทั้งเส้น หรือเคลื่อนลงทั้งเส้นในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ถ้าเส้นการบริโภคเคลื่อนขึ้นไป เส้นการออมจะต้องเคลื่อนลงมาทั้งเส้น แต่ถ้าเส้นการบริโภคเคลื่อนลงมา เส้นการออมก็จะเคลื่อนขึ้นไปทั้งเส้น นอกจากนี้การเคลื่อนขึ้นลงของเส้นทั้ง 2 จะต้องมีช่วงห่างจากเส้นเดิมในจำนวนทีเท่า ๆ กันด้วย
slide54

C2

C , S

C1

C3

S3

S1

S2

Yd

0

Yd1

aggregata comsumption aggregata saving
การบริโภคมวลรวม(Aggregata Comsumption) และ การออมมวลรวม (Aggregata Saving)
slide56
ฟังก์ชันการบริโภคและการออมมวลรวมในระยะสั้นฟังก์ชันการบริโภคและการออมมวลรวมในระยะสั้น
  • การหาการใช้จ่ายในการบริโภคของระบบเศรษฐกิจ ณ ระดับรายได้ต่าง ๆ สามารถหาได้โดยการรวมค่าใช้จ่ายในการบริโภคของบุคคลต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ ณ ระดับรายได้นั้นเข้าด้วยกัน
  • ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคและการออมของระบบเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยตัวเดียวกันกับปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคและการออมของบุคคล
  • ฟังก์ชันการบริโภคและการออมของระบบเศรษฐกิจจะมีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่นเดียวกันกับฟังก์ชันการบริโภคและการออมของบุคคล
slide57
สมการ ตาราง เส้นการบริโภคและการออมมวลรวม
  • เส้น 45 องศา เป็นเส้นที่แบ่งครึ่งระหว่างแกนรายจ่ายเพื่อการบริโภคกับแกนรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง
  • เส้น 45 องศา เป็นเส้นที่แสดงถึงภาวะการณ์ที่รายจ่ายเพื่อการบริโภคมีค่าเท่ากับรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง
  • ทุก ๆ จุดบนเส้น 45 องศา จะแสดงถึงระดับรายได้ดุลยภาพ
  • ใช้เป็นเส้นที่สำคัญยิ่งในการวิเคราะห์ระดับรายได้ดุลยภาพ
  • ดังนั้นจึงเขียนเป็นสมการและรูปกราฟได้ดังนี้
slide58

รายจ่ายเพื่อการบริโภคมวลรวม (C)

C = Yd

45

0

รายได้ประชาชาติ (Yd)

slide59
สมการการบริโภคและการออมมวลรวม สมการการบริโภคและการออมมวลรวม

สมการการบริโภคมวลรวม C = Ca + bYd

สมการการออม มวลรวม S = -Sa + (1-b)Yd

โดยที่

Ca คือ การบริโภคเมื่อรายได้เป็นศูนย์

Sa คือ การออมเมื่อรายได้เป็นศูนย์

ซึ่งเท่ากับ - Ca

b คือ MPC = C

Yd

slide60

Yd

C

S

APC

APS

MPC

MPS

0

100

-100

-

-

-

-

100

175

-75

1.75

-0.75

0.75

0.25

200

250

-50

1.25

-0.25

0.75

0.25

300

325

-25

1.08

-0.08

0.75

0.25

400

400

0

1.00

0

0.75

0.25

500

475

25

0.95

0.05

0.75

0.25

600

550

50

0.92

0.08

0.75

0.25

700

625

75

0.89

0.11

0.75

0.25

800

700

100

0.88

0.12

0.75

0.25

slide61

C, S

C = Yd

C

700

600

500

400

ระดับรายได้เสมอตัว (Break even)

300

200

S

100

Yd

0

200

400

600

800

-100

slide62

Yd

C

S

APC

APS

MPC

MPS

0

80

100

160

200

240

300

320

400

400

500

480

600

560

700

640

800

720

slide63

Yd

C

S

APC

APS

MPC

MPS

0

80

-80

-

-

-

-

100

160

-60

1.60

-0.60

0.80

0.20

200

240

-40

1.20

-0.20

0.80

0.20

300

320

-20

1.06

-0.06

0.80

0.20

400

400

0

1.00

0

0.80

0.20

500

480

20

0.96

0.04

0.80

0.20

600

560

40

0.93

0.07

0.80

0.20

700

640

60

0.91

0.09

0.80

0.20

800

720

80

0.90

0.10

0.80

0.20

slide64

การบริโภค (C)

C = 80 + 0.80Yd

80

รายได้ (Yd)

0

slide65

การออม (S)

S = -80+ 0.20Yd

0

รายได้ (Yd)

-80

slide66

จงหาสมการการออมจากสมการการบริโภคต่อไปนี้จงหาสมการการออมจากสมการการบริโภคต่อไปนี้

1) C = 300 + 0.75 Yd

1) S = -300 + 0.25 Yd

2) C = 120 + 0.80 Yd

2) S = -120 + 0.20 Yd

3) C = 100 + 0.90 Yd

3) S = -100 + 0.10 Yd

4) C = 80 + 0.65 Yd

4) S = -80 + 0.12 Yd

slide67

จงหาสมการการบริโภคจากสมการการออมต่อไปนี้จงหาสมการการบริโภคจากสมการการออมต่อไปนี้

1) S = -80 + 0.12 Yd

1) C = 80 + 0.88 Yd

2) S = -190 + 0.37 Yd

2) C = 190 + 0.63 Yd

3) S = -250 + 0.30 Yd

3) C = 250 + 0.70 Yd

4) S = -100 + 0.15 Yd

4) C = 100 + 0.85 Yd

slide68

จงหา BREAK- EVENจากสมการการบริโภคที่กำหนดให้

1) C = 100 + 0.80 Yd

500

1,000

2) C = 600 + 0.40 Yd

3) C = 1200 + 0.60 Yd

3,000

slide69

จงหา BREAK -EVENจากสมการการออมที่กำหนดให้

1) S = -120 + 0.12 Yd

1,000

1,250

2) S = -250 + 0.20 Yd

3) S = -1000 + 0.40 Yd

2,500

slide70

จงวาดรูปกราฟสมการการบริโภคและการออมลงบนพื้นที่แกนเดียวกันจงวาดรูปกราฟสมการการบริโภคและการออมลงบนพื้นที่แกนเดียวกัน

ถ้ากำหนดสมการมาให้ดังนี้

1) S = -660 + 0.15 Yd

2) S = -720 + 0.24 Yd

3) C =1400 + 0.70 Yd

slide71

C , S

C = Yd

C = 660 + 0.85Yd

S = -660 + 0.15Yd

660

45

Yd

0

-660

slide72

C , S

C = Yd

C = 720 + 0.76Yd

S = -720 + 0.24Yd

720

45

Yd

0

-720

slide73

C , S

C = Yd

C = 1400 + 0.7Yd

S = -1400 + 0.3Yd

1400

45

Yd

0

-1400

investment i
การลงทุน(Investment : I)
  • ค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าทุน (Capital goods)
  • การใช้จ่ายโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือทำให้การผลิตสินค้าและบริการในอนาคตเพิ่มขึ้น
slide77
ปัจจัยกำหนดการลงทุน
  • ระดับรายได้ประชาชาติและการเปลี่ยนแปลงรายได้ประชาชาติ
  • อัตราดอกเบี้ย
  • กำไรที่คาดว่าจะได้รับ
  • ความจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
  • นโยบายของรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมือง
slide78

I = f(Y, A1, A2, A3, …)

Iคือปริมาณการลงทุน

Yคือรายได้ประชาชาติ

A1, A2, A3,…คือปัจจัยอื่นๆ

เมื่อ

ฟังก์ชั่นการลงทุน

slide79
ประเภทของการลงทุน
  • การลงทุนโดยอิสระ(Autonomous investment)
  • การลงทุนโดยจูงใจ(Induced investment)
slide80

I

Y

เส้นการลงทุนโดยอิสระ

Ia

0

slide81

I

Y

เส้นการลงทุนโดยจูงใจ

I = iY

0

slide82

สมการการลงทุนมวลรวม(I)

I = Ia + Ii

หรือ I = Ia + iY

I = การลงทุนมวลรวม

Ia = การลงทุนแบบอิสระ

Ii = การลงทุนแบบชักจูง

i = ความโน้มเอียงในการลงทุนหน่วยสุดท้าย

( MPI = I )

Y

slide83

เส้นการลงทุนมวลรวม

I

I = Ia + Ii

หรือ I = Ia + iY

Ii

Ia

Ia

Y

0

slide84

การเปลี่ยนแปลงบนเส้นการลงทุนมวลรวมการเปลี่ยนแปลงบนเส้นการลงทุนมวลรวม

I

I = Ia + iY

B

I2

A

I1

c

I3

Ia

Y

0

Y3

Y1

Y2

slide85

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเส้นการลงทุนมวลรวมการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเส้นการลงทุนมวลรวม

I

I2

I1

I3

Y

0

Y1

slide88
จากตาราง จะเขียนสมการการลงทุนมวลรวมได้ว่าอย่างไร

จากสมการการลงทุนมวลรวมI = Ia + Ii

หรือ I = Ia + iY

จะได้ I = 30 + 0.2Y

y 400 i
ถ้าระดับรายได้ประชาชาติ (Y) เท่ากับ 400 การลงทุนมวลรวม (I) จะมีค่าเท่ากับเท่าไหร่

จากสมการการลงทุนมวลรวม I = 30 + 0.2Y

แทนค่า Y = 400 ในสมการ

จะได้ I = 30 + 0.2(400)

I = 110

slide91
ปัจจัยกำหนดการใช้จ่ายของรัฐบาลปัจจัยกำหนดการใช้จ่ายของรัฐบาล
  • รายรับของรัฐบาล ได้แก่ รายได้จากภาษีอากรรายได้ที่มิใช่ภาษีอากรและเงินกู้
  • นโยบายการคลังของรัฐบาล แบ่งเป็น 2 แบบ คือ นโยบายการคลังแบบขยายตัว และ นโยบายการคลังแบบหดตัว
slide92

G

Y

เส้นการใช้จ่ายของรัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงของเส้นการใช้จ่ายรัฐบาล

G2

G1

G3

0

slide93

การส่งออกและการนำเข้าการส่งออกและการนำเข้า

Export-Import [X-M]

slide94
ปัจจัยกำหนดความต้องการส่งออกปัจจัยกำหนดความต้องการส่งออก
  • นโยบายส่งเสริมการส่งออกของรัฐบาล เช่น การลดภาษีส่งออก การขยายตลาดในต่างประเทศ การลด/ยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เป็นต้น
  • ราคาสินค้าออก จะส่งสินค้าออกได้มากถ้าราคาสินค้าส่งออกของประเทศต่ำกว่าตลาดต่างประเทศ
  • ความต้องการของตลาดต่างประเทศ หากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า/โลกอยู่ในเกณฑ์ดี ก็จะส่งออกได้มาก
slide95

X

Y

เส้นความต้องการส่งออกและการเปลี่ยนแปลงของเส้นการส่งออก

X2

X1

X3

0

slide96
ปัจจัยกำหนดความต้องการนำเข้า
  • รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง
  • อุปนิสัยในการใช้จ่ายของผู้บริโภค
  • สินเชื่อเพื่อการบริโภค/เพื่อการสั่งเข้า และอัตราดอกเบี้ย
  • การคาดการณ์ของผู้บริโภค
  • ค่านิยมของการใช้สินค้านอก
  • ปัจจัยอื่นๆ
slide97

M

Y

สมการและเส้นความต้องการสั่งเข้า

M = Ma+ mY

Ma

0

slide98

การเปลี่ยนแปลงมูลค่าการสั่งเข้าการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการสั่งเข้า

M

M = Ma + mY

B

M2

A

M1

C

M3

Ma

Y

0

Y3

Y1

Y2

slide99

การเปลี่ยนแปลงการสั่งเข้าการเปลี่ยนแปลงการสั่งเข้า

M

M2

M2

M1

M1

M3

M3

Y

0

Y1

slide100

การส่งออกสุทธิ

M,X

M = Ma + mY

Xa = 0

Xa < 0

X = Xa

Xa > 0

Y

0

Y

slide101

สรุปในบทที่ 3 ที่เราศึกษามาแล้วนั้น เราสามารถสรุปได้ว่า

“ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมเป็นตัวแปรที่กำหนดรายได้ประชาชาติ”

นั่นคือ

DAE = C + I + G + (X-M)

***และถ้าองค์ประกอบของความต้องการใช้จ่ายมวลรวมเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลทำให้รายได้ประชาชาติเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจะได้ไปเรียนต่อในบทที่ 4 เรื่องการกำหนดขึ้นเป็นรายได้ประชาชาติดุลยภาพ

slide102

โดยที่

C = Ca + bYd;S = -Ca + (1-b)Yd

I = Ia + iYd

G = Ga

X = Xa

M = Ma + mYd

slide103

ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม (DAE)

DAE = Y

DAE = C + I + G + (X-M)

E

DAE E

45

0

รายได้ประชาชาติ (Y)

YE