slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
บทที่ 2 แนวคิดหลักของการพยาบาล PowerPoint Presentation
Download Presentation
บทที่ 2 แนวคิดหลักของการพยาบาล

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 118
adele

บทที่ 2 แนวคิดหลักของการพยาบาล - PowerPoint PPT Presentation

2 Views
Download Presentation
บทที่ 2 แนวคิดหลักของการพยาบาล
An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author. While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

  1. บทที่ 2แนวคิดหลักของการพยาบาล อ.ดร.จันทร์ทิรา เจียรณัย

  2. เค้าโครงเนื้อหา • ตอนที่ 1 ขอบเขตวิชาชีพพยาบาล • ลักษณะงานพยาบาล • จรรยาบรรณวิชาชีพ • การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ตอนที่ 2 ภาวะสุขภาพ การเจ็บป่วยและการพยาบาล • ภาวะสุขภาพและการเจ็บป่วย • การพยาบาลบุคคลที่มีภาวะเจ็บป่วยวิกฤต • การพยาบาลบุคคลที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง • การพยาบาลประคับประคอง

  3. วัตถุประสงค์ เมื่อศึกษาบทที่ 2 จบแล้วนักศึกษาสามารถ 1. มีความรู้ ความเข้าใจในขอบเขตของวิชาชีพพยาบาล 2. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสุขภาพ การเจ็บป่วยและแนวคิดการพยาบาลผู้ป่วย

  4. แนวคิดขอบเขตวิชาชีพพยาบาลแนวคิดขอบเขตวิชาชีพพยาบาล • วิชาชีพพยาบาลเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลมนุษย์โดยการประยุกต์ใช้ องค์ความรู้จากทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ • เป็นวิชาชีพที่ต้องได้รับการศึกษาหรือฝึกฝน มีค่านิยมและจรรยาบรรณวิชาชีพ มีอิสระในการทำงานและมีความยึดมั่นผูกพันต่อวิชาชีพ (Chitty, 2001) และมีเอกสิทธิ์ (Autonomy) ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ได้รับความเชื่อถือ • วิชาชีพพยาบาล หมายถึง วิชาชีพที่ให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมในด้านสุขภาพทั้งในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน ในภาพที่มีสุขภาพดีหรือเจ็บป่วยเพื่อให้การดูแลช่วยเหลือ ฟื้นฟูสภาพ ป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งการช่วยเหลือแพทย์ทำการรักษาโรค ทั้งนี้ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางการพยาบาลในการปฏิบัติงาน (Ellis & Hartley, 2002)

  5. ขอบเขตวิชาชีพพยาบาล เรื่องที่ 1ลักษณะงานพยาบาล • นิยามศัพท์เกี่ยวข้อง • คุณลักษณะเฉพาะของวิชาชีพพยาบาล • สมรรถนะวิชาชีพพยาบาล เรื่องที่ 2 จรรยาบรรณวิชาชีพ เรื่องที่ 3 การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิ • สิทธิมนุษยชน • สิทธิของผู้ป่วย • บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย

  6. ลักษณะงานพยาบาล • พยาบาลเป็นบุคลากรด้านสุขภาพที่มีบทบาทสำคัญในการให้การพยาบาลที่ครอบคลุมองค์ประกอบของงานบริการสาธารณสุขทุกระดับ ทั้งบทบาทด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การบำบัดรักษาพยาบาล และการช่วยฟื้นฟูสภาพ ทั้งในสถานพยาบาลและในชุมชน ผู้รับบริการมุ่งหวังที่จะได้รับการตอบสนองความต้องการที่มีคุณภาพ ซึ่งในทีมสุขภาพนั้นวิชาชีพ • พยาบาลนับเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญในการดูแล ช่วยเหลือรวมทั้งพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยและช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้รับบริการได้รับบริการที่มีมาตรฐาน • ดังนั้นเพื่อทำความเข้าใจในลักษณะงานของพยาบาลที่ชัดเจนพยาบาลจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลและการประกอบวิชาชีพ คุณลักษณะของพยาบาลและสมรรถนะของพยาบาล

  7. นิยามศัพท์เกี่ยวข้อง • "การพยาบาล"การกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการดูแลและการช่วยเหลือเมื่อเจ็บป่วย การฟื้นฟูสภาพ การป้องกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งการช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค ทั้งนี้ โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และศิลปะการพยาบาล • "การประกอบวิชาชีพการพยาบาล"การปฏิบัติหน้าที่การพยาบาลต่อบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยกระทำการสอน การแนะนำ การให้คำปรึกษาและการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยบรรเทาอาการของโรค การลุกลามของโรค และการฟื้นฟูสภาพการกระทำตามวิธีที่กำหนดไว้ในการรักษาโรคเบื้องต้นและการให้ภูมิคุ้มกันโรค ช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรคโดยใช้กระบวนการพยาบาล

  8. นิยามศัพท์เกี่ยวข้อง • “ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาล"บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลจากสภาการพยาบาล • “การผดุงครรภ์"การกระทำเกี่ยวกับการดูแลและการช่วยเหลือหญิงมีครรภ์ หญิงหลังคลอด และทารกแรกเกิด รวมถึงการตรวจ การทำคลอด การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันความผิดปกติในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด รวมทั้งการช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค ทั้งนี้โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และศิลปะการผดุงครรภ์

  9. นิยามศัพท์เกี่ยวข้อง • “การประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์"การปฏิบัติหน้าที่การผดุงครรภ์ต่อหญิงมีครรภ์หญิงหลังคลอด ทารกแรกเกิดและครอบครัว โดยการกระทำต่อร่างกายและจิตใจของหญิงมีครรภ์ หญิงหลังคลอดและทารกแรกเกิด เพื่อป้องกันความผิดปกติในระยะตั้งครรภ์ระยะคลอด และระยังหลังคลอด การตรวจ การทำคลอด และการวางแผนครอบครัวช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค • "ผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์"บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการผดุงครรภ์จากสภาการพยาบาล

  10. ใบประกอบวิชาชีพ

  11. ใบประกอบวิชาชีพ

  12. ใบประกอบวิชาชีพ

  13. คุณลักษณะเฉพาะของวิชาชีพพยาบาลคุณลักษณะเฉพาะของวิชาชีพพยาบาล • เป็นการบริการแก่สังคม ช่วยเหลือ และสนับสนุนให้มนุษย์ดำรงรักษาสุขภาพอนามัยที่ดี และความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม ซึ่งต้องอาศัยทั้งหลักศิลปะและวิทยาศาสตร์ในการปฏิบัติงาน และความรับผิดชอบต่อตนเองและวิชาชีพ • เป็นการปฏิบัติต่อมนุษย์โดยตรง และเป็นการปฏิบัติต่อธรรมชาติของบุคคลที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้น กระบวนการพยาบาลจึงเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการที่จะรวบรวมปัญหา เผชิญปัญหาและแก้ไข โดยพื้นฐานความเข้าใจในลักษณะของบุคคลที่มีความแตกต่างกัน

  14. คุณลักษณะเฉพาะของวิชาชีพพยาบาลคุณลักษณะเฉพาะของวิชาชีพพยาบาล • เป็นการปฏิบัติหน้าที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้ป่วย / ประชาชน / ชุมชน ดังนั้นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติ คือ การเข้าไปสัมผัสรับรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ประสบการณ์ชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ รวมทั้งวัฒนธรรมของชุมชน สังคม ซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถในหลายๆ ด้านเพื่อให้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ และมีส่วนร่วมในการทำงาน ออกความเห็นและการตัดสินใจ มีความคิดสร้างสรรค์ รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม • มีความเป็นอิสระควบคุมนโยบายและกิจกรรมการปฏิบัติของตนได้

  15. คุณลักษณะเฉพาะของวิชาชีพพยาบาลคุณลักษณะเฉพาะของวิชาชีพพยาบาล • มีองค์ความรู้ของวิชาชีพตนเอง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยการวิจัยอย่างเป็นระบบ • ผู้ประกอบวิชาชีพยึดถือปฏิบัติการบริการด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความเอื้ออาทร รับผิดชอบต่อตนเอง งานและวิชาชีพ มีการควบคุมลักษณะของการปฏิบัติอยู่เสมอ • มีจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นแนวทางการพิจารณาตัดสินใจและการปฏิบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ • มีองค์กรวิชาชีพที่ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและการประกอบวิชาชีพ

  16. สมรรถนะวิชาชีพพยาบาล (Competency) • พฤติกรรมที่เกิดจากผลรวมของความสามารถด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ ความชำนาญ แรงจูงใจและคุณลักษณะของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ทำให้บุคคลนั้นสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้สำเร็จ หรือคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ทำให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติงานได้ผลงานที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ในสถานการณ์ที่หลากหลายและได้ผลงานดีกว่าผู้อื่น • สมรรถนะวิชาชีพพยาบาล หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกถึงความสามารถของพยาบาลวิชาชีพที่เกี่ยวกับความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ ตลอดจนบุคลิกลักษณะในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ตามขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้และผู้รับบริการปลอดภัย • และต้องอาศัยช่วงเวลาเพื่อเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ จนสามารถพัฒนาทักษะความชำนาญในการทำงานให้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากพยาบาลจบใหม่ที่สามารถเรียนรู้งานในระดับง่ายไม่ยุ่งยากไปสู่พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ (novice to expert)

  17. สมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ • สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมาย • สมรรถนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ • สมรรถนะด้านคุณลักษณะเชิงวิชาชีพ • สมรรถนะด้านภาวะผู้นำ การจัดการและการพัฒนาคุณภาพ • สมรรถนะด้านวิชาการและการวิจัย • สมรรถนะด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ • สมรรถนะด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศและการนำเสนอ • สมรรถนะเชิงสังคม

  18. จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ (Code of Ethics) • จรรยาบรรณวิชาชีพถือเป็นเอกภาพของวิชาชีพที่ครอบคลุมการปฏิบัติหน้าที่ทางจริยธรรมสำหรับพยาบาลในทุกด้าน ทุกสถานที่และทุกตำแหน่งหน้าที่ • การประกาศจรรยาบรรณวิชาชีพจึงเป็นการแสดงออกในความรับผิดชอบทางจริยธรรมของพยาบาลและเป็นหลักในการประกอบวิชาชีพให้มีมาตรฐานเดียวกัน และยังเป็นการสื่อสารที่ช่วยให้ผู้รับบริการและทีมสหสาขาวิชาชีพได้ทราบถึงจรรยาบรรณที่พยาบาลยึดถือในการประกอบวิชาชีพ • และแสดงถึงความมุ่งมั่นของพยาบาลในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งเปรียบประดุจเครื่องมือประเมินผลพฤติกรรมของพยาบาลในการปฏิบัติวิชาชีพโดยผู้ใช้บริการ ผู้ร่วมงาน และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งใช้สำหรับการประเมินผลตนเอง

  19. จรรยาบรรณวิชาชีพของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยจรรยาบรรณวิชาชีพของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย • จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อประชาชน • จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อสังคมและประเทศชาติ • จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อวิชาชีพ • จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อผู้ร่วมวิชาชีพและผู้ประกอบวิชาชีพอื่น • จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อตนเอง

  20. การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • สำหรับมนุษย์ทุกคนต่างต้องการที่จะมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้แต่เมื่อเกิดการเจ็บป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในสถานบริการสุขภาพในทุกๆ ระดับ บุคคลและครอบครัวต่างต้องการการปฏิบัติที่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความเป็นบุคคล • การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยจึงนับว่าเป็นบทบาทอิสระที่พยาบาลสามารถที่จะช่วยรับรองและคุ้มครองผู้รับบริการหรือเป็นการรักษาผลประโยชน์ รวมทั้งช่วยให้ผู้รับบริการรับรู้ถึงความมีคุณค่าแห่งตนได้ และถือเป็นจริยธรรมของพยาบาล (Reid, 1995) ที่ควรปฏิบัติแก่ผู้รับบริการทุกคนอย่างเสมอภาค ในส่วนนี้จะได้อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิพอสังเขป สิทธิมนุษยชน สิทธิของผู้ป่วยและบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย

  21. สิทธิของผู้ป่วย(Patient’s Rights) • ประกาศสิทธิของผู้ป่วย • สิทธิของผู้ป่วย 10 ประเด็นเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องทำความเข้าใจและวิเคราะห์ว่าในบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพในแต่ละสาขานั้น โดยอิสระในวิชาชีพของตนเองและส่วนที่เกี่ยวข้องมีบทบาทอะไรบ้างในการปฏิบัติงานในวิชาชีพของตนเองที่พึงปฏิบัติ พึงละเว้น และสนองตอบสิทธิของผู้ป่วยในประเด็นต่างๆ

  22. สิทธิของผู้ป่วย 10 ประเด็น • ข้อ 1 ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพ ตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ • ข้อ 2ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะรับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะของความเจ็บป่วย • ข้อ 3 ผู้ป่วยที่ขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอและเข้าใจชัดเจน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือรีบด่วนหรือจำเป็น • ข้อ 4ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตมีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ • ข้อ 5 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน

  23. สิทธิของผู้ป่วย 10 ประเด็น • ข้อ 5 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน • ข้อ 6 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นที่มิได้เป็นผู้ให้บริการ แก่ตน และมีสิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการและสถานบริการได้ • ข้อ 7 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยเคร่งครัด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย • ข้อ 8 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจเข้าร่วม หรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลองในการทำวิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ • ข้อ 9 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น • ข้อ 10 บิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมอาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ผู้บกพร่องทางกายหรือจิต ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้

  24. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย ข้อ 1 ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพ ตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ • 1.ให้การพยาบาลอย่างครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตสังคม • 2.ให้การพยาบาลตามมาตรฐานการพยาบาล • 3.ให้การต้อนรับผู้ป่วยทุกรายด้วยอัธยาศัยอันดี ให้คำแนะนำเรื่องสถานที่ กำหนดการและการปฏิบัติตัวในหอผู้ป่วยด้านการมอบหมายผู้รับผิดชอบในแต่ละเวร ทำหน้าที่ปฐมนิเทศผู้ป่วยและญาติเมื่อแรกรับ • 4.ตรวจเยี่ยมที่เตียงผู้ป่วยจากทีมสุขภาพอย่างสม่ำเสมอให้กดกริ่งเรียกเมื่อผู้ป่วยมีความไม่สุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ • 5.สอนและให้คำแนะนำการปฏิบัติตนแก่ผู้ป่วยทุกรายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกรับจนกระทั่งกลับบ้าน • 6.ป้องกันผู้ป่วยไม่ให้เกิดการติดเชื้อและให้การฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยเพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน • 7.จัดทำคู่มือปฏิบัติงานเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรพยาบาลในแต่ละหอผู้ป่วย • 8.ประสานงานช่วยเหลือในกรณีผู้ป่วยไม่มีเงินชำระค่ารักษาพยาบาล

  25. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย ข้อ 2 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะรับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะของความเจ็บป่วย • 1.ปฏิบัติการพยาบาลตามมาตรฐานการพยาบาลโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าจะเป็นผู้ป่วยพิเศษหรือสามัญ • 2.ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยตามลักษณะของความเจ็บป่วยที่ขัดต่อความเชื่อ เจตคติ/ทัศนคติของพยาบาลผู้ดูแล เช่น ผู้ป่วยที่ทำแท้งโดยเจตนา ผู้ป่วยกินยาฆ่าตัวตาย เป็นต้น บุคลากรทีมสุขภาพทุกคนต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วยความสุภาพ ปราศจากอคติและเป็นไปตามมาตรฐานการพยาบาลเช่นเดียวกันกับการปฏิบัติต่อผู้ป่วยที่มาด้วยสาเหตุความเจ็บป่วยอื่นๆ

  26. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ข้อ 3 ผู้ป่วยที่ขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอและเข้าใจชัดเจน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือรีบด่วนหรือจำเป็น • 1.ให้ข้อมูลด้านการรักษาแก่ผู้ป่วยและญาติในขอบเขตวิชาชีพอย่างชัดเจน • 2.เปิดโอกาสให้ซักถามก่อนให้ผู้ป่วยเซ็นยินยอมรับการรักษา • 3.ติดต่อประสานงานในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการพบแพทย์ผู้รับผิดชอบ • 4.ให้โอกาสผู้ป่วยแสดงความเห็นและเข้าร่วมปรึกษากับทีมสุขภาพก่อนที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา • 5.ให้โอกาสผู้ป่วยเลือกรูปแบบหรือวิธีการพยาบาลที่ผู้ป่วยจะได้รับ • 6.อธิบายให้ผู้ป่วยทราบทุกครั้งก่อนให้การรักษาพยาบาล • 7.บอกวิธีการสังเกตอาการที่อาจจะเกิดอันเป็นผลจากการให้การรักษาพยาบาล • 8.ตรวจสอบข้อมูลการรับรู้ของผู้ป่วยว่าเข้าใจถูกต้องด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย • 9.รับฟังปัญหา ความคิดเห็นความต้องการและตอบข้อซักถามของผู้ป่วยด้วยใจที่ปราศจากอคติโดยไม่แสดงสีหน้าหรือท่าทางรำคาญ

  27. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ข้อ 4 ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตมีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ • 1.เมื่อพบผู้ป่วยอยู่ในภาวะเสี่ยงต่ออันตรายต้องให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือรีบด่วนจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นแก่กรณีด้วย มิใช่แฝงไว้ด้วยประโยชน์ทางด้านการเงิน • 2.หน่วยงานต้องมีการเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์การช่วยเหลือชีวิตให้พร้อมปฏิบัติการเสมอ • 3.จัดให้มีการทบทวนปรับปรุงขั้นตอนวิธีการช่วยชีวิตอย่างสม่ำเสมอเพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันเวลา • 4.จัดให้มีผู้รับผิดชอบการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินในหน่วยงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

  28. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ข้อ 5 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน • 1.ทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างบุคลากรในทีมสุขภาพถึงบทบาทและหน้าที่รับผิดชอบ • 2.แนะนำตัวและบุคลากรทีมสุขภาพที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ป่วยและญาติก่อนให้บริการตามความเหมาะสม • 3.สร้างวัฒนธรรมในการแนะนำตนเองทุกครั้งก่อนให้การพยาบาล • 4.ปักหรือติดบัตร ชื่อ – นามสกุล ตำแหน่งที่ถูกต้องของบุคลากรทุกประเภทให้มองเห็นได้ชัดเจนและอ่านง่าย • 5.ในหอผู้ป่วยนอก/ผู้ป่วยใน/ผู้ป่วยฉุกเฉิน มีแผนภูมิแสดงสายงานบังคับบัญชาพร้อมติดรูป ชื่อ – สกุลและตำแหน่งไว้หน้าหน่วยงาน • 6.ในหอผู้ป่วยนอก/ผู้ป่วยใน/ผู้ป่วยฉุกเฉิน เขียนชื่อ – สกุลของแพทย์ บุคลากรพยาบาลและประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพอื่นที่รับผิดชอบในแต่ละเวรไว้ในสถานที่ที่มองเห็นเด่นชัด • 7.ในหอผู้ป่วยในให้ติดป้ายชื่อแพทย์เจ้าของไข้ไว้ทุกเตียงและหน้าห้องผู้ป่วยทุกห้อง • 8.หอผู้ป่วยนอกติดป้ายชื่อแพทย์เวรที่ออกตรวจที่หน้าห้องตรวจโรค/โต๊ะตรวจโรคให้ผู้ป่วยมองเห็นเด่นชัด

  29. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ข้อ 6 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นที่มิได้เป็นผู้ให้บริการ แก่ตน และมีสิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการและสถานบริการได้ • 1.เป็นตัวแทนผู้ป่วยและญาติในการเรียกร้องสิทธิ หากผู้ป่วยได้รับบริการที่ไม่มีคุณภาพ • 2.ให้การพยาบาลผู้ป่วยอย่างดีแม้ผู้ป่วยจะปฏิเสธรับการรักษาจากหน่วยงานของท่าน • 3.ให้ความช่วยเหลือประสานงานเมื่อผู้ป่วยแจ้งความจำนงขอเปลี่ยนผู้ให้บริการหรือสถานบริการ • 4.ให้ข้อมูลผู้ป่วยในการเลือกผู้ให้บริการหรือสถานบริการที่ผู้ป่วยประสงค์จะถูกส่งไปรักษาต่อโดยใจที่ปราศจากอคติและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ • 5.แจ้งให้ผู้ป่วยหรือญาติทราบว่าผู้ป่วยสามารถจะกลับมารับบริการจากหน่วยงานของท่านได้ตลอดเวลาโดยจะไม่เกิดผลกระทบใดๆ ในการรักษาพยาบาล • 6.ให้ผู้ป่วยหรือญาติที่มีสิทธิในการดูแลผู้ป่วยลงนามในเอกสารว่าไม่สมัครอยู่หลังจากได้รับคำบอกกล่าวของแพทย์และพยาบาลและเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟ้องร้องว่าละเลยทั้งที่อยู่ในภาวะอันตราย

  30. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ข้อ 7 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยเคร่งครัด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย • 1.ผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลการเจ็บป่วยของตน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือเมื่อเจ้าพนักงานต้องปฏิบัติตามหน้าที่ • 2.อภิปรายข้อมูลผู้ป่วยเฉพาะผู้ร่วมทีมสุขภาพและเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลเท่านั้น • 3.ไม่นำเรื่องผู้ป่วยมาถกเถียงหรือวิจารณ์ให้ผู้อื่นได้ยินโดยเฉพาะในที่สาธารณะ • 4.จัดสถานที่ที่เหมาะสมในการให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำแก่ผู้ป่วย • 5.ไม่วางแฟ้มประวัติหรือเขียนชื่อโรคไว้ที่ปลายเตียง/หน้าห้องผู้ป่วยเพราะข้อมูลความเจ็บป่วยอาจมีผลเสียหายต่อผู้ป่วยหรือครอบครัว • 6.ไม่ตอบข้อมูลด้านการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยทางโทรศัพท์หรือพิจารณาตรวจสอบให้แน่ใจก่อนให้ข้อมูล • 7.จัดเก็บรายงานผู้ป่วยไว้เป็นสัดส่วนและทบทวนระเบียบการหยิบยืมแฟ้มประวัติ/เวชระเบียนผู้ป่วยเมื่อมีการส่งไปให้คำปรึกษา/การส่งต่อหรือการนำไปเพื่อใช้ในการศึกษา • 8.จัดทำระเบียบการขอสำเนาเวชระเบียนของผู้ป่วยหรือการแจ้งข้อมูลของผู้ป่วยต่อบุคคลที่สามเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติแก่บุคลากรในหน่วยงานและป้องกันการนำความลับของผู้ป่วยไปใช้ในทางเสื่อมเสียแก่ผู้ป่วยหรือครอบครัว

  31. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ข้อ 8 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจเข้าร่วม หรือถอนตัวจากการเป็น ผู้ถูกทดลองในการทำวิจัยของ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ • 1.จัดตั้งคณะกรรมการหรือหน่วยงานในโรงพยาบาลทำหน้าที่รับผิดชอบการวิจัย/การทดลองที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ข้อมูลที่เป็นของผู้ป่วยเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายหรือถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล • 2.ให้ข้อมูลรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้ป่วยตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัย/ทดลองและเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย • 3.ชี้แจงให้ผู้ป่วยทราบว่าผู้ป่วยมีสิทธิที่จะตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมการวิจัย/ทดลองโดยยืนยันว่าจะไม่มีผลใดๆ ต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลและการดูแลที่จะได้รับ • 4.บอกให้ผู้ป่วยทราบถึงวัตถุประสงค์ วิธีการ ระยะเวลา ขอบเขตการวิจัย/การทดลองอย่างชัดเจน • 5.อธิบาย ตอบข้อข้องใจ ให้ข้อมูลภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นตลอดจนวิธีการปฏิบัติตนระหว่างหรือหลังทำการวิจัย/ทดลอง • 6.ไม่เปิดเผยชื่อ ที่อยู่ ข้อมูลของผู้ป่วยที่เข้าร่วมการวิจัย/ทดลอง

  32. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ข้อ 9 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น • 1.หน่วยงานจัดประชุมและหาข้อตกลงร่วมกันถึงแนวทางปฏิบัติในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลว่าข้อมูลใดเปิดเผยได้ ข้อมูลใดเปิดเผยไม่ได้และใครเป็นผู้รับผิดชอบในการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและญาติ • 2.ผู้ป่วยมีสิทธิจะทราบและขอดูผลการวินิจฉัยโรค ผลการตรวจร่างกายและผลการตรวจทางห้องทดลองของตนได้ • 3.กรณีแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือต้องให้การรักษาพยาบาลด้วยวิธีพิเศษที่อาจเสี่ยงต่อภาวะสุขภาพ ด้านร่างกายหรือจิตใจ พยาบาลควรประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อนแจ้งข้อมูล • 4.อธิบายให้ผู้ป่วยทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย • 5.ผู้ป่วยสามารถเป็นผู้ขอข้อมูลเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นกระทำแทนตามวิธีทางกฎหมายได้ • 6.ตรวจสอบการยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยต่อบุคคลที่สาม เช่น การสมัครงาน การประกันชีวิตหรือการประกันสุขภาม • 7.ไม่นำเรื่องราวของผู้ป่วยไปเปิดเผยต่อสื่อมวลชน ถ้าจำเป็นต้องไม่เปิดเผยชื่อผู้ป่วยหรือปิดส่วนของใบหน้าที่จะทำให้ผู้อื่นจำได้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยก่อนเช่นกัน

  33. บทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยบทบาทพยาบาลในการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย • ข้อ 10 บิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมอาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือจิต ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้ • 1.ให้ข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่ยังอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์/ผู้บกพร่องทางกายหรือจิต และเปิดโอกาสบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและเคารพการตัดสินใจของผู้ตัดสินใจ

  34. กรณีศึกษา1 • หญิงไทยคู่ อายุ 59 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น breast cancer stage 4 (มะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย) รับไว้ในโรงพยาบาล ครั้งนี้ด้วยภาวะไข้สูงและความดันเลือดต่ำ สภาพร่างกายของผู้ป่วยเปราะบางมากและการพยากรณ์โรคไม่ดี ท่านเคยพูดคุยกับผู้ป่วยทราบว่า ผู้ป่วยเข้าใจและทำใจได้หากต้องเสียชีวิต แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในเวชระเบียน. สามีซึ่งอยู่ดูแลผู้ป่วยในระยะ 10 ปีหลัง แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส บอกท่านถึงความปรารถนาของผู้ป่วยที่ต้องการเสียชิวิตโดยสงบ ไม่ขอรับการใส่ท่อช่วยหายใจ และการนวดหัวใจในกรณีหัวใจหยุดเต้น. ในขณะที่ความดันเลือดของผู้ป่วยตกไปที่ 70/40 มิลลิเมตรปรอท บุตรชายของผู้ป่วยซึ่งปัจจุบันย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เดินทางมาถึง ขัดแย้งกับสามีผู้ป่วยอย่างรุนแรงและร้องขอให้ท่านทำปฏิบัติการกู้ชีวิตท่านเป็นผู้ดูแลรักษา มีแนวทางปฏิบัติตนอย่างไร

  35. กรณีศึกษา 2 • นายชนะ อายุ 62 ปี เกิดอาการ anaphylactic shock (ช็อคจากการแพ้ยา) หลังได้รับการฉีดยา ceftriaxone เพื่อรักษาภาวะปอดบวม เวชระเบียนระบุไว้แน่ชัดว่าผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยากลุ่ม penicillins อย่างรุนแรง เมื่อ 1 ปีก่อน  แพทย์เป็นผู้สั่งการรักษา กระทำพลาดครั้งนี้ด้วยเลินเล่อมิได้ตรวจสอบประวัติดังกล่าว มีแนวทางปฏิบัติตนอย่างไร?

  36. กรณีศึกษา 3 • เด็กชาย อายุ 14 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว แพทย์แนะนำให้เข้ารับยาเคมีบำบัดในโรงพยาบาล. ผู้ปกครองของเด็กไม่เชื่อถือในวิทยาการแพทย์และกลัวบุตรเสียชีวิตจากการรับ ยาเคมี แสดงความจำนงขอนำบุตรชายไปรักษากับหมอพระที่จังหวัดตาก โดยไม่ฟังคำทัดทานของทีมแพทย์ผู้รักษา. ท่านเป็นผู้ดูแลรักษา มีแนวทางปฏิบัติตนอย่างไร?

  37. กรณีศึกษา 4 • นายชาติชาย อายุ 37 ปี สมรสแล้วมีบุตร 2 คน ตรวจเลือดไวรัสเอดส์เป็นผลบวก ร้องขอให้พยาบาลเก็บข้อมูลนี้ไว้เป็นความลับไม่บอกแม้แต่ภรรยาของเขา ท่านเป็นพยาบาลผู้ดูแลรักษา มีแนวทางปฏิบัติตนอย่างไร?

  38. กรณีศึกษา 5 • ผู้ป่วยท่านหนึ่งนับถือศาสนาอิสลาม และได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งซึ่งห้องที่เธออยู่เป็นห้อง รวมมีผู้ป่วยประมาณ 14 เตียง จนกระทั่งวันหนึ่งเธอรักษาตัวจนดีขึ้นและสามารถลุกลงจากเตียงได้ เธอได้ลงจากเตียงแล้วทำการนมัสการต่อพระเจ้า (นมาซ) ที่ข้างเตียงของตัวเอง และในขณะนั้นมีพยาบาลผู้ให้การดูแลเข้ามาเห็นเข้า เธอห้ามผู้ป่วยไม่ให้ปฏิบัติเช่นนั้น เพราะในห้องนั้นมีผู้ป่วยอยู่รวมหลายคน ผู้ป่วยไม่ควรทำอะไรแปลกไปจากคนอื่นๆ ผู้ป่วยจึงให้เหตุผลว่าการนมัสการต่อพระเจ้าของเธอไม่ได้ส่งเสียงดังรบกวน ผู้อื่นแต่อย่างไร เธอควรมีสิทธิตามความเชื่อทางศาสนาและเธอก็ควรนมัสการพระเจ้าตามแบบของเธอ ได้จากสถานการณ์ดังกล่าวสามารถสรุปประเด็นปัญหาทางจริยธรรมและจรรยาบรรณได้ดังต่อไปนี้ประเด็นที่หนึ่ง คือ ควรหรือไม่ที่จะให้ผู้ป่วยทำตามความเชื่อทางศาสนาของตัวเองประเด็นที่สอง คือ บทบาทของพยาบาลควรห้ามผู้ป่วยหรือไม่ประเด็นที่สาม คือ ระหว่างสิทธิผู้ป่วยกับความเป็นระเบียบของโรงพยาบาลสิ่งใดควรคำนึงถึงมากกว่ากัน

  39. กรณีศึกษา 6 • สถานการณ์ นายสิระ อายุ 35 ปี มีอาการปวดท้องมาก อาเจียน มารับการรักษาที่โรงพยาบาล เวลา 01.30น. แพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ต้องได้รับการผ่าตัดด่วน • นายสิระ รู้สึกกลัวการผ่าตัดมาก เพราะในชีวิตนี้ไม่เคยเจ็บป่วย และไม่เคยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมาก่อน ในระหว่างที่เตรียมนายสิระเพื่อส่งห้องผ่าตัด พยาบาลจตุพรบอกให้นายสิระถอดเครื่องประดับทั้งหมดในร่างกายออก • นายสิระขอร้องไม่ให้เอาด้ายสายสินที่ข้อมือออก เพราะเพิ่งได้รับการผูกข้อมือมาจากพระที่นับถือมาก และบอกว่าให้ผูกติดข้อมือไว้ตลอด เนื่องจากกำลังมีเคราะห์หนัก พยาบาลจตุพรบอกนายสิระว่าไม่ได้ เพราะผู้ป่วยก่อนผ่าตัดทุกรายต้องถอดเครื่องประดับทั้งหมดในร่างกายออก ทำให้นายสิระรู้สึกตกใจและวิตกกังวลใจเป็นอย่างมาก ข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ป่วยก่อนผ่าตัดทุกรายควรต้องถอดเครื่องประดับทั้งหมดในร่างกายออกทั้งหมด ด้วยเหตุผลดังนี้ 1. อาจไม่สะดวกในการให้การรักษาพยาบาล 2. อาจเป็นสื่อไฟฟ้าถ้าเครื่องประดับนั้นเป็นโลหะ 3. อาจสูญหายได้ ควรฝากญาติไว้ • ประเด็นอภิปราย1. หากท่านเป็นพยาบาลจตุพร ท่านจะตัดสินใจอนุญาตให้นายสิระเอาด้ายสายสินไว้ที่ข้อมือหรือไม่ 2. ท่านใช้หลักการทางจริยธรรมวิชาชีพข้อใดประกอบการตัดสินใจตอบคำถามข้อ 13. จากคำตอบข้อ 1 จงเรียงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติที่เหมาะสม

  40. แนวคิดภาวะสุขภาพ การเจ็บป่วยและการพยาบาล • ภาวะสุขภาพของบุคคลขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมต่อสิ่งแวดล้อม ความสามารถอันนั้นได้แก่ ปฏิกิริยาตอบสนอง (human response) และการปรับตัวของบุคคล (Human adaptation) • ภาวะสุขภาพจึงเป็นความต้องการสูงสุดของบุคคล สุขภาพดีจะช่วยให้กระบวนการเจริญเติบโต พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมเป็นไปได้ด้วยดี • บุคคลจึงต้องมีการเรียนรู้และดูแลตนเองเพื่อให้เกิดสุขภาพดีอยู่ตลอดเวลาโดยการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมและสร้างศักยภาพของบุคคลในการดูแลตนเอง • ส่วนความเจ็บป่วยเป็นสภาวะที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ปกติทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมเป็นภาวะที่บุคคลรู้สึกว่ามีสุขภาพไม่ดี

  41. โครงเนื้อหา เรื่องที่ 1ภาวะสุขภาพและการเจ็บป่วย ความหมายของสุขภาพ ความหมายการเจ็บป่วย เรื่องที่ 2 การพยาบาลบุคคลที่มีภาวะเจ็บป่วยวิกฤต ลักษณะของผู้ป่วยวิกฤต ขอบเขตความรับผิดชอบของพยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยวิกฤต การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต การพยาบาลครอบครัวของผู้ป่วยวิกฤต เรื่องที่ 3 การพยาบาลบุคคลที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ลักษณะของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผลกระทบจากภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เรื่องที่ 4 การพยาบาลประคับประคอง แนวคิดเกี่ยวกับความตาย หลักการดูแลแบบประคับประคอง การพยาบาลแบบประคับประคอง แนวคิดภาวะสุขภาพ การเจ็บป่วยและการพยาบาล

  42. วัตถุประสงค์ • เข้าใจความหมายของสุขภาพและการเจ็บป่วย • บอกลักษณะและการตอบสนองของผู้ป่วยวิกฤตได้ถูกต้อง • บอกขอบเขตความรับผิดชอบในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตได้ถูกต้อง • วางแผนการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตได้ถูกต้องเหมาะสม • บอกลักษณะและการตอบสนองของผู้ป่วยเรื้อรังได้ถูกต้อง • อธิบายผลกระทบของการเจ็บป่วยเรื้อรังต่อผู้ป่วยและครอบครัวได้ • วางแผนการพยาบาลผู้ป่วยเรื้อรังได้ถูกต้องเหมาะสม • เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับความตายและใกล้ตาย • อธิบายปฏิกิริยาของผู้ป่วยและญาติต่อภาวะใกล้ตายได้ถูกต้อง • วางแผนการพยาบาลแบบประคับประคองแก่ผู้ป่วยและครอบครัวได้ถูกต้องเหมาะสม

  43. แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพ “สุขภาพ” (Health) “สภาวะที่ปราศจากโรคและสามารถใช้พละกำลังของตนเอง ได้เต็มความสามารถ” (Nightingale, 1860)

  44. แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพ “สุขภาพ” (Health) “Health is state of complete physical, mental and social well-being and not merely the absence of disease or infirmity” สภาวะที่มีความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มิใช่เพียงแต่ปราศจากโรค และความพิการเท่านั้น (World health Organization: WHO, 1947)

  45. แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพ “สุขภาพ” (Health) “ความสุขปราศจากโรค ความสบาย ความมีอนามัยดี” (พจนานุกรมเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530)

  46. แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพ “สุขภาพ” (Health) “สุขภาพดี หมายถึง สภาวะที่ร่างกายมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ปราศจากโรคและความพิการใดๆ” (World health Organization: WHO, 1986)

  47. แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพ “สุขภาพ” (Health) “สุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุลทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ สุขภาพมิได้หมายถึงเฉพาะความไม่พิการ และการไม่มีโรคเท่านั้น” (พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ในมาตราที่ 3)

  48. ความเจ็บป่วย (illness) • สภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ปกติทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ • ซึ่งอาจจะเปลี่ยนด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายๆ ด้านรวมกัน • ทำให้บุคคลทำหน้าที่บกพร่องหรือทำหน้าที่ได้น้อยลงกว่าปกติ • เป็นภาวะที่บุคคลรู้สึกว่ามีสุขภาพไม่ดี

  49. ความเจ็บป่วย (illness) • ความเจ็บป่วยอาจไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นโรคก็ได้ • อาจมีสาเหตุเริ่มแรกจากความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย หรือความผิดปกติของจิตใจ • การบ่งชี้ถึงสภาวะความเจ็บป่วยและการมีสุขภาพดีนั้นบางครั้งไม่เด่นชัด ยกเว้นในรายที่เจ็บป่วยมากๆ มีอาการรุนแรง • บุคคลที่มีความเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นทางด้านใดด้านหนึ่งจะมีผลกระทบด้านอื่นๆ ตามมา

  50. ความเจ็บป่วย (illness) • ในโลกนี้น้อยคนนักที่จะมีสุขภาพดีมาก • คนส่วนมากมักจะมีความบกพร่องทางสุขภาพบ้างไม่มากก็น้อย • แต่ถ้าหากบุคคลนั้นพอใจในสภาพการณ์ที่เป็นอยู่และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ก็ถือได้ว่ามีสุขภาพดี