slide1 n.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรภPowerPoint Presentation
Download Presentation
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรà¸

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 58

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรภ- PowerPoint PPT Presentation


  • 140 Views
  • Uploaded on

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริกาญจน์ จันทร์เรือง สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้. กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about 'การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรà¸' - abigail-moore


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริกาญจน์ จันทร์เรือง

สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ

มหาวิทยาลัยแม่โจ้

slide2
กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
  • การจัดการศึกษาที่ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด โดยกระบวนการจัดการศึกษาจะต้องส่งเสริม ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม ศักยภาพ
slide3
บทบาทของครูผู้สอน (ผศ.อาภรณ์ ใจเที่ยง)
slide7

รูปแบบการจัดการเรียนการสอน คือ วิธีการสอนที่ได้รับการจัดอย่างเป็นระบบ มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับทฤษฎี / หลักการเรียนรู้หรือการสอนที่รูปแบบนั้นยึดถือ และสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดม่งหมายของรูปแบบนั้น ๆ

เทคนิคการสอน คือ กลวิธีต่างๆ ที่ใช้เสริมกระบวนการสอน ขั้นตอนการสอน วิธีการสอน หรือการดำเนิน การทางการสอนใดๆ เพื่อช่วยให้การสอนมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น

slide8
รูปแบบหรือเทคนิคการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญรูปแบบหรือเทคนิคการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
  • การเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning)
  • การเรียนที่ใช้การวิจัยเป็นฐาน (Research–based Learning)
  • การเรียนแบบโครงงาน (Project-based Learning)
  • การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative/Collaborative Learning)
  • เทคนิคการใช้ Concept Mapping
  • เทคนิคหมวก 6 ใบ
problem based learning
การเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning)
  • สร้างความรู้ใหม่ จากการใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นบริบท (context) ของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา รวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษาด้วย
  • ลักษณะที่สำคัญของ PBL ก็คือ
      • ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง (student-centered learning)
      • การเรียนรู้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้เรียนที่มีขนาดเล็ก
problem based learning1
การเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning)
  • ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) หรือผู้ให้คำแนะนำ (guide)
  • ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้
  • ปัญหาที่นำมาใช้มีลักษณะคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ปัญหา 1 ปัญหาอาจมีคำตอบได้หลายคำตอบหรือแก้ไขปัญหาได้หลายทาง (illed- structure problem)
  • ผู้เรียนเป็นคนแก้ปัญหาโดยการแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ด้วยตนเอง

(self-directed learning)

  • ประเมินผลจากสถานการณ์จริง โดยดูจากความสามารถในการปฏิบัติ (authentic assessment)
slide11
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน(จาก สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา)
slide12
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน(จาก สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา)
slide13
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน(จาก สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา)
slide14
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน(จาก สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา)
research based learning
การเรียนที่ใช้การวิจัยเป็นฐาน (Research-based Learning)
  • ลักษณะใหญ่ ๆ ของการจัดการเรียนการสอน ได้แก่
      • การสอนโดยใช้วิธีวิจัยเป็นวิธีสอน
      • การสอนโดยผู้เรียนร่วมทำโครงการวิจัยกับอาจารย์หรือเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยของอาจารย์
      • การสอนโดยผู้เรียนศึกษางานวิจัยของอาจารย์และของนักวิจัยชั้นนำในศาสตร์ที่ศึกษา
      • การสอนโดยใช้ผลการวิจัยประกอบการสอน
slide16
รูปแบบของการจัดการศึกษาแบบ RBL(ผศ.ดร.กฤษดา กรุดทอง )
  • RBL ที่ใช้ผลการวิจัยเป็นสาระการเรียนการสอน
    • เรียนรู้ผลการวิจัย/ใช้ผลการวิจัยประกอบการสอน
    • เรียนรู้จากการศึกษางานวิจัย/การสังเคราะห์งานการวิจัย
  • RBL ที่ใช้กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการเรียนการสอน
    • เรียนรู้วิชาวิจัย/วิธีทำวิจัย
    • เรียนรู้จากการทำวิจัย/รายงานเชิงวิจัย
    • เรียนรู้จากการทำวิจัย/ร่วมทำโครงการวิจัย
    • เรียนรู้จากการทำวิจัย/วิจัยขนาดเล็ก
    • เรียนรู้จากการทำวิจัย/วิทยานิพนธ์
slide17
ตัวอย่างวิธีการจัดกิจกรรมการศึกษาแบบ RBL

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ผลการวิจัย

  • วัตถุประสงค์
      • ให้ผู้เรียนเรียนรู้เนื้อหาสาระของศาสตร์จากผลงานวิจัย
  • กิจกรรมการเรียนการสอน
      • ผู้สอนรวบรวมบทคัดย่องานวิจัย
      • ผู้สอนแนะนำวิธีการอ่าน การจับประเด็นสำคัญ
      • ให้นักศึกษาศึกษาสาระของศาสตร์จากบทคัดย่องานวิจัยและสรุปความรู้
      • ให้นักศึกษาค้นคว้างานวิจัยเพิ่มเติม
slide18
ตัวอย่างวิธีการจัดกิจกรรมการศึกษาแบบ RBL
  • การประเมิน
      • ประเมินการแสวงหาแหล่งความรู้
      • ประเมินความสามารถในการสรุปสังเคราะห์ความรู้
      • ประเมินสาระความรู้ของศาสตร์
slide19
การเรียนรู้แบบโครงงานการเรียนรู้แบบโครงงาน
  • เป็นการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคหลากหลายรูปแบบนำมาผสมผสานกัน ได้แก่ กระบวนการกลุ่ม การฝึกคิด การแก้ปัญหา การเน้นกระบวนการ การสอนแบบปริศนาความคิด และการสอนแบบร่วมกันคิด
  • เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงหลักการพัฒนาการคิดของบลูม (Bloom) ทั้ง 6 ขั้น กล่าวคือ ความรู้ความจำ (Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) การนำไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) การประเมินค่า (Evaluation)
slide20
การเรียนรู้แบบโครงงานการเรียนรู้แบบโครงงาน
slide21
การเรียนรู้แบบโครงงานการเรียนรู้แบบโครงงาน
slide22
การเรียนรู้แบบโครงงานการเรียนรู้แบบโครงงาน
slide23
การเรียนรู้แบบโครงงานการเรียนรู้แบบโครงงาน
slide24
การเรียนรู้แบบโครงงานการเรียนรู้แบบโครงงาน
  • เทคนิคการตั้งคำถาม
    • สนใจเรื่องอะไรบ้าง (กำหนดเนื้อหา)
    • ทำไมถึงสนใจอยากเรียนเรื่องนี้ (แนวคิด)
    • ทำอย่างไรจึงจะเรียนรู้ได้ในเรื่องนี้ (กำหนดวิธีการศึกษา/กิจกรรม)
    • จะไปศึกษาที่ใดบ้าง (กำหนดแหล่งความรู้/ข้อมูล)
    • ผลที่ผู้เรียนคาดว่าจะได้รับคืออะไร (สรุปความรู้/สมมติฐาน)
    • ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าผลงานดีหรือไม่ดี จะให้ใครเป็นผู้ประเมิน (กำหนดการวัดและประเมินผล)
    • เผยแพร่ผลงานให้ผู้อื่นรู้ได้อย่างไร (นำเสนอผลงาน รายงาน)
cooperative learning and collaborative learning
การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning and Collaborative Learning)
  • การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning and Collaborative Learning) หรือนักวิชาการบางท่านได้แปล Collaborative Learning ว่าคือ การเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่ง ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติงานเป็นกลุ่มย่อย โดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้ของแต่ละคน สนับสนุนให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ หรือทีม ตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ทำให้สามารถปรับตัวอยู่กับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข(สุภิดา ปุสุรินทร์คำ)
cooperative learning and collaborative learning1
การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning and Collaborative Learning)

แนวคิดสำคัญ 6 ประการ (Kagan)

  • เป็นกลุ่ม (Team) ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ประมาณ 2-6 คน เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน ภายในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่แตกต่างกัน
  • มีความตั้งใจ (Willing) เป็นความตั้งใจที่ร่วมมือในการเรียนและทำงาน โดยช่วยเหลือกันและกัน มีการยอมรับซึ่งกันและกัน
  • มีการจัดการ (Management) การจัดการเพื่อให้การทำงานกลุ่มเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
  • มีทักษะ (Skills) เป็นทักษะทางสังคมรวมทั้งทักษะการสื่อความหมาย การช่วยสอนและการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งทักษะเหล่านี้จะช่วยให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
cooperative learning and collaborative learning2
การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning and Collaborative Learning)

5.มีหลักการสำคัญ 4 ประการ (Basic principles) เป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นการเรียนเป็นกลุ่มหรือการเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบร่วมมือต้องมีหลักการ 4 ประการ ดังนี้

  • การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเชิงบวก (Positive interdependence) การช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อสู้ความสำเร็จและตระหนักว่าความสำเร็จของแต่ละคนคือความสำเร็จของกลุ่ม
  • ความรับผิดชอบรายบุคคล (Individual accountability) ทุกคนในกลุ่มมีบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบในการค้นคว้าทำงาน สมาชิกทุกคนต้องเรียนรู้ในสิ่งที่เรียนเหมือนกันจึงถือว่าเป็นความสำเร็จของกลุ่ม
  • ความเท่าเทียมกันในการมีส่วนร่วม (Equal participation) ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการทำงาน ซึ่งทำได้โดยกำหนดบทบาทของแต่ละคน
  • การมีปฏิสัมพันธ์ไปพร้อม ๆ กัน (Simultaneous interaction) สมาชิกทุกคนจะทำงาน คิด อ่าน ฟัง ฯลฯ ไปพร้อม ๆ กัน
cooperative learning and collaborative learning3
การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning and Collaborative Learning)

6. มีเทคนิคหรือรูปแบบการจัดกิจกรรม (Structures) รูปแบบการจัดกิจกรรมหรือเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือเป็นสิ่งที่ใช้เป็นคำสั่งให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน เทคนิคต่าง ๆ จะต้องเลือกใช้ให้ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการแต่ละเทคนิคนั้นออกแบบได้เหมาะกับเป้าหมายที่ต่างกัน

slide29
เทคนิคที่ใช้ในการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคที่ใช้ในการเรียนแบบร่วมมือ
  • เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือมีอยู่ 2 แบบ
    • เทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนตลอดคาบเรียนหรือตั้งแต่ 1 คาบเรียนขึ้นไป
    • เทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้ในขั้น ตอนใดขั้นตอนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละคาบ คือ ใช้ในขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน โดยสอดแทรกในขั้นตอนใด ๆ ของการสอน ขั้นทบทวนหรือขั้นวัดผลงานของคาบเรียนใดคาบเรียนหนึ่ง โดยมีลักษณะที่สำคัญคือ เป็นวิธีที่ใช้เวลาช่วงสั้นประมาณ 5-10 นาที จนถึง 1 คาบเรียน
slide30
เทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์ (Student Teams Achievement Divisions หรือ STAD)
    • จัดสมาชิกในกลุ่ม 4 คน ระดับสติปัญญาต่างกัน เช่น เก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน
    • ผู้สอนกำหนดบทเรียนและการทำงานของกลุ่มไว้แล้ว
    • ผู้สอนทำการสอนบทเรียนให้ผู้เรียนทั้งชั้น
    • กลุ่มทำงานตามที่กำหนด ผู้เรียนในกลุ่มช่วยเหลือกัน ผู้เรียนเก่งช่วยเหลือและตรวจงานของเพื่อนให้ถูกต้องก่อนนำส่งผู้สอน
    • ผู้เรียนต่างคนต่างทำข้อสอบแล้วนำคะแนนของทุกคนมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม
    • ผู้สอนจัดลำดับคะแนนของทุกกลุ่มปิดประกาศให้ทุกคนทราบ
slide31
เทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคการตรวจสอบเป็นกลุ่ม (Group Investigation)
    • สมาชิกในกลุ่มมี 2-6 คน
    • แต่ละกลุ่มเลือกหัวเรื่องที่ต้องการศึกษาค้นคว้า
    • สมาชิกในกลุ่มแบ่งงานกันทั้งกลุ่ม มีการวางแผน การดำเนินงานตามแผน การวิเคราะห์และสังเคราะห์งานที่ทำ
    • นำเสนอผลงาน หรือรายงานต่อหน้าชั้น
    • ให้รางวัลหรือคะแนนให้เป็นกลุ่ม
slide32
เทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคจิกซอ (Jigsaw) เป็นเทคนิคที่ใช้กับบทเรียนที่หัวข้อที่เรียน แบ่งเป็นหัวข้อย่อยได้
    • ผู้สอนแบ่งหัวข้อที่จะเรียนเป็นหัวข้อย่อย ๆ ให้เท่ากับจำนวนสมาชิกของแต่ละกลุ่ม
    • จัดกลุ่มผู้เรียน โดยให้มีความสามารถคละกันภายในกลุ่ม เป็นกลุ่มบ้าน (home group) สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มอ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ตนได้รับมอบหมายเท่านั้น โดยใช้เวลาตามที่ผู้สอนกำหนด
    • จากนั้นผู้เรียนที่อ่านหัวข้อย่อยเดียวกันมานั่งด้วยกัน เพื่อทำงาน ซักถาม และทำกิจกรรม ซึ่งเรียกว่ากลุ่มเชี่ยวชาญ (expert group) สมาชิกทุก ๆ คนร่วมมือกันอภิปรายหรือทำงานอย่างเท่าเทียมกันโดยใช้เวลาตามที่ผู้สอนกำหนด
slide33
เทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • ผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลับมายังกลุ่มบ้าน (home group) ของตน จากนั้นผลัดเปลี่ยนกันอธิบายให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่มฟัง เริ่มจากหัวข้อย่อย 1,2,3 และ 4 เป็นต้น
  • ทำการทดสอบหัวข้อย่อย 1-4 กับผู้เรียนทั้ง ห้อง คะแนนของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรวมเป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับการติดประกาศ
slide34
เทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือร่วมกลุ่ม (Co-op Co-op)
    • ผู้เรียนช่วยกันอภิปรายหัวข้อที่จะศึกษาแบ่งหัวข้อใหญ่เป็นหัวข้อย่อย
    • จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มตามความสามารถที่แตกต่างกัน
    • กลุ่มเลือกหัวข้อที่จะศึกษาตามความสนใจของกลุ่ม
    • กลุ่มแบ่งหัวข้อย่อยเป็นหัวข้อเล็ก เพื่อผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่มเลือกไปศึกษาและมีการกำหนดบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนภายในกลุ่ม
    • ผู้เรียนศึกษาเรื่องที่ตนเลือกและนำเสนอต่อกลุ่ม
    • กลุ่มรวบรวมหัวข้อต่าง ๆ จากผู้เรียนทุกคนในกลุ่ม
    • รายงานผลงานต่อชั้น
    • ประเมินผลงานของกลุ่ม
slide35
เทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคคู่ตรวจสอบ (Pairs check : Kagan 1995 : 32-33)
    • สมาชิกในกลุ่มจับคู่กันทำงาน
    • รับคำถามหรือปัญหาจากผู้สอน
    • ผู้เรียนคนหนึ่งจะเป็นคนทำและอีกคนหนึ่งทำหน้าที่เสนอแนะ
    • หลังจากที่ทำข้อที่ 1 เสร็จ ผู้เรียนคู่นั้นจะสลับหน้าที่กัน เ
    • เมื่อทำเสร็จครบแต่ละ 2 ข้อ แต่ละคู่จะนำคำตอบมาแลกเปลี่ยนและตรวจสอบคำตอบของคู่อื่น
slide36
เทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคร่วมกันคิด (Numbered heads together : Kagan 1995 : 28-29)
    • แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มด้วยกลุ่มละ 4 คน ที่มีความสามารถคละกัน แต่ละคนมีหมายเลขประจำตัว
    • ผู้สอนถามคำถาม หรือมอบหมายงานให้ทำ
    • ผู้เรียนอภิปรายในกลุ่มย่อยจนมั่นใจว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนเข้าใจคำตอบ
    • ผู้สอนเรียกผู้เรียนตามหมายเลขประจำตัว หมายเลขที่ผู้สอนเรียกจะเป็นผู้ตอบคำถามดังกล่าว (Kagan 1995 : 28-29)
slide37
เทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคแบบมุมสนทนา (Corners : Kagan 1995 : 20-21)
    • ผู้สอนเสนอปัญหา และประกาศมุมต่าง ๆ ภายในห้องเรียนแทนแต่ละข้อ
    • ผู้เรียนแต่ละกลุ่มย่อยเขียนหมายเลขข้อที่ชอบมากกว่า และเคลื่อนเข้าสู่มุมที่เลือกไว้
    • ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่มตามมุมต่างๆ
    • ผู้เรียนในมุมใดมุมหนึ่งอภิปรายเรื่องราวที่ได้ศึกษาให้เพื่อนในมุมอื่นฟัง
slide38
เทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคการคิดเดี่ยว คิดคู่ ร่วมกันคิด (Think - pair - share Kagan. 1995 : 46-47)
    • ผู้สอนกำหนดปัญหา
    • ผู้เรียนแต่ละคนคิดหาคำตอบด้วยตนเองก่อน
    • ผู้เรียนนำคำตอบไปอภิปรายกับเพื่อนที่เป็นคู่
    • แต่ละคู่นำคำตอบมาอภิปรายพร้อมกัน 4 คน เมื่อมั่นใจว่าคำตอบของตนถูกต้องหรือดีทีสุด จึงนำคำตอบเล่าให้เพื่อนทั้งชั้นฟัง
slide39
เทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคโครงงานเป็นทีม (Team project : Kagan. 1995 : 42-43)
    • ผู้สอนอธิบายโครงงานให้ผู้เรียนเข้าใจก่อน
    • กำหนดเวลา และกำหนดบทบาทที่เท่าเทียมกันของสมาชิกในกลุ่มและมีการหมุนเวียนบทบาท
    • แจกอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทำโครงงานที่ได้รับมอบหมาย
    • นำเสนอโครงงานของแต่ละกลุ่ม
slide40
เทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน
  • เทคนิคแลกเปลี่ยนปัญหา (Trade-a-problem : Kagan. 1995 : 59)
    • ผู้เรียนแต่ละคู่ตั้งคำถามเกี่ยวกับหัวข้อที่เรียนและเขียนคำตอบเก็บไว้
    • ผู้เรียนแต่ละคู่แลกเปลี่ยนคำถามกับเพื่อนคู่อื่น
    • ผู้เรียนแต่ละคู่จะช่วยกันแก้ปัญหาจนเสร็จ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับวิธีการแก้ปัญหาของเพื่อนเจ้าของปัญหานั้น
concept mapping
เทคนิคการใช้ Concept Mapping
  • มโนทัศน์ หมายถึง ความคิด ความเข้าใจที่สรุปเกี่ยวกับการจัดกลุ่ม สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ เรื่องใด เรื่องหนึ่งที่เกิดจากการสังเกต หรือการได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งนั้น หรือเรื่องนั้น แล้วใช้คุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน จัด เข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น 
  • กรอบมโนทัศน์ หมายถึง แผนผังหรือแผน ภาพ ที่แสดงความสัมพันธ์ของมโนทัศน์ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างมีระบบ และเป็นลำดับขั้น โดยอาศัยคำหรือข้อความเป็นตัวเชื่อมให้ความสัมพันธ์ ของมโนทัศน์ต่างๆเป็นไปอย่างมีความหมาย ซึ่งอาจจะมีทิศทางเดียว สองทิศ ทาง หรือมากกว่าก็ได้ กรอบมโนทัศน์ในบางครั้งอาจเรียกว่า “ แผนภาพโครงเรื่อง”
concept mapping1
เทคนิคการใช้ Concept Mapping
  • การจัดการเรียนรู้แบบจัดกรอบมโนทัศน์ เป็น กระบวนการที่ให้ผู้เรียนนำมโนทัศน์ในเนื้อหาสาระที่ได้เรียนรู้มาจัด ระบบ จัดลำดับ และเชื่อมโยงความสัมพันธ์แต่ละมโนทัศน์ที่มีความเกี่ยวข้อง เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นกรอบมโนทัศน์ขึ้น
concept mapping2
เทคนิคการใช้ Concept Mapping

รูปแบบของกรอบมโนทัศน์

  • Concept Map ผังมโนทัศน์
  • Mind Map แผนที่ความคิด
  • Web Diagram แผนผังใยแมงมุม
  • Tree Structure แผนภูมิโครงสร้างต้นไม้
  • Venn Diagram แผนภูมิเวนน์
  • Descending Ladder แผนภูมิขั้นบันได
  • Cycle Graph แผนภาพวงจร
  • Flowchart Diagram แผนผังการดำเนินงาน
  • Matrix Diagram แผนภาพแสดงความสัมพันธ์
  • Fishbone Map แผนผังก้างปลา
  • Interval Graph แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์
  • Order Graph แผนภาพแสดงลำดับเหตุการณ์
  • Classification Map แผนผังแสดงความสัมพันธ์แบบจำแนกประเภท
slide45
การจัดการเรียนรู้แบบจัดกรอบมโนทัศน์การจัดการเรียนรู้แบบจัดกรอบมโนทัศน์
slide46
การจัดการเรียนรู้แบบจัดกรอบมโนทัศน์การจัดการเรียนรู้แบบจัดกรอบมโนทัศน์
slide47
การจัดการเรียนรู้แบบจัดกรอบมโนทัศน์การจัดการเรียนรู้แบบจัดกรอบมโนทัศน์
slide48
เทคนิคหมวก 6 ใบ
  • เทคนิคการคิดอย่างมีระบบ คิดอย่างมีโฟกัส มีการจำแนกความคิดออกเป็นด้านๆ และคิดอย่างมีคุณภาพ เพื่อช่วยจัดระเบียบการคิด ทำให้การคิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดหลัก “การคิด” เป็นทักษะช่วยดึงเอาความรู้และประสบการณ์ของผู้คิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ทักษะความคิดจึงมีความสำคัญที่สุด (Edward de Bono )
slide49
เทคนิคหมวก 6 ใบ
  • เปรียบเสมือนความเป็นกลาง

หมายถึง การคิดแบบอิงอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงข้อมูล และตัวเลข โดยไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง

  • ตัวอย่างของคำถาม เช่น
    • ได้ข้อเท็จจริงอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน
    • ได้ข้อมูลที่ต้องการมาด้วยวิธีใด
    • สังเกตเห็นอะไรบ้างจากการทดลอง
slide50
เทคนิคหมวก 6 ใบ
  • เปรียบเสมือนไฟ ความโกรธ ความรู้สึก

หมายถึง การคิดที่อยู่บนพื้นฐานของอารมณ์และความรู้สึก ลางสังหรณ์ สัญชาตญาณ ความประทับใจ สิ่งที่ไม่ต้องการข้อพิสูจน์ สิ่งที่ไม่ต้องเหตุหรือผลหรือหลักฐานมาอ้างอิง

  • ตัวอย่างของคำถาม เช่น
    • เรารู้สึกอย่างไร เมื่ออ่านบทความนี้จบ
    • มีความพอใจกับผลงานที่ทำหรือไม่
    • ผลงานใดที่ประทับใจมากที่สุด
slide51
เทคนิคหมวก 6 ใบ
  • เปรียบเสมือน ความมืดครึ้ม การมองอย่างระมัดระวัง

สุขุมรอบคอบ

หมายถึง การคิดที่อยู่บนพื้นฐานของข้อควรระวัง ผลกระทบ การค้นหาข้อบกพร่อง หาเหตุผลในการปฏิเสธ การสำรวจความเป็นไปได้และตรวจสอบความเหมาะสม

  • ตัวอย่างของคำถาม เช่น
    • เรื่องนี้มีจุดอ่อนตรงไหน
    • เรื่องนี้มีข้อยุ่งยากและปัญหาตรงไหน
    • การทดลองครั้งนี้มีผิดพลาดอะไรบ้าง
slide52
เทคนิคหมวก 6 ใบ
  • เปรียบเสมือนความสว่างไสว การมองในด้านบวก

ความเป็นไปได้

หมายถึง การคิดที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกที่ดี เป็นมุมมองในแง่บวก รวมถึงความหวัง การคาดการณ์ในเชิงบวก การมุ่งมองที่ประโยชน์โดยไม่มีแรงจูงใจ

  • ตัวอย่างของคำถาม เช่น
    • ข้อดีของเรื่องที่อ่านคืออะไร
    • การทดลองครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไร
    • ความคิดเห็นของทุกคนมีข้อดีอย่างไรบ้าง
slide53
เทคนิคหมวก 6 ใบ
  • เปรียบเสมือนความเจริญเติบโต ความอุดมสมบูรณ์

หมายถึง การคิดที่อยู่บนพื้นฐานของความคิดริเริ่ม การเปลี่ยนแปลง และแง่มุมใหม่ที่ต่างออกไปจากมุมมองเดิม ๆ

  • ตัวอย่างของคำถาม เช่น
    • การแก้ไขปัญหานี้มีกี่แนวทาง
    • ถ้าจะทำให้สถานการณ์นี้ดีข้อ จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
    • จะนำผลที่ได้รับไปใช้ในงานไหนได้บ้าง
slide54
เทคนิคหมวก 6 ใบ
  • เปรียบเสมือนความเยือกเย็น ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่

อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

หมายถึง การคิดที่อยู่บนพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดระบบระเบียบการควบคุมสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในความคิดรวบยอด ข้อสรุป การมองเห็นภาพและการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน

  • ตัวอย่างของคำถาม เช่น
    • มีการวางแผนในการทำงานวิจัยอย่างไรบ้าง
    • มีขั้นตอนในการทดลองนี้อย่างไร
    • มีข้อสรุปจากบความที่อ่านว่าอย่างไร