slide1 l.
Download
Skip this Video
Loading SlideShow in 5 Seconds..
???????????? PowerPoint Presentation
Download Presentation
????????????

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 115

???????????? - PowerPoint PPT Presentation


  • 430 Views
  • Uploaded on

ฮอร์โมนสัตว์. Animal Hormones. ผู้สอน พิณทิพย์ กรรณสูตร. ฮอร์โมนสัตว์ (Animal Hormones). 1. ต่อมไร้ท่อของมนุษย์ (Human Endocrine Gland) 2. กลไกการทำงานแบบสนองกลับของฮอร์โมน (Feedback Mechanism of Hormones) 3. สมบัติทางเคมีของฮอร์โมน (The Chemical Properties of Hormones)

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about '????????????' - Patman


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

ฮอร์โมนสัตว์

Animal Hormones

ผู้สอน

พิณทิพย์ กรรณสูตร

animal hormones
ฮอร์โมนสัตว์ (Animal Hormones)

1. ต่อมไร้ท่อของมนุษย์ (Human Endocrine Gland)

2. กลไกการทำงานแบบสนองกลับของฮอร์โมน (Feedback Mechanism of Hormones)

3. สมบัติทางเคมีของฮอร์โมน (The Chemical Properties of Hormones)

3.1 พวกที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ฮอร์โมน (The nonsteroid hormones)

3.2 สเตอรอยด์ฮอร์โมน (The steroid hormones)

4. เนื้อเยื่อของต่อมไร้ท่อ (The Endocrine Tissues)

4.1 เซลล์พาเรนไคมา (Parenchyma cell)

4.2 เซลล์เยื่อบุผิว (Epithelial cell)

4.3 นิวโรซีคริตอรีเซลล์ (Neurosecretory cell)

slide3

5. การหลั่งฮอร์โมนจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ (Hormones Secretion from Endocrine cells)

5.1 เซลล์ของต่อมไร้ท่อทั่ว ๆ ไป (Hormones secretory cell)

5.2 เซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่เป็นเอนโดรไดรน์เซลล์ (Neuro secretory cell)

5.3 เซลล์ประสาท (Nerve cell)

5.4 เซลล์ของเนื้อเยื่อเฉพาะแห่งที่สร้างฮอร์โมน (Regulartor cell)

6. ไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง (The Hypothalamus and the Pituitary Gland)

slide4

7. กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน (Mechanism of Hormones Action)

7.1 กลไกการออกฤทธิ์ของสเตอรอยด์ฮอร์โมน (Mechanism of steroid hormone action)

7.2 กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนพวกที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (Mechanism of nonsteroid hormones action)

8. ฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ (Human Reproductive Hormones)

8.1 ฮอร์โมนเพศชาย (Male reproductive hormones)

8.2 ฮอร์โมนเพศหญิง (Female reproductive hormones)

8.3 วงจรสืบพันธุ์ในเพศหญิง (Reproductive cycles in female)

8.4 ฮอร์โมนจากรก (Placental hormones)

slide5

9. การควบคุมการหลั่งของฮอร์โมน (Contrl of Hormone Secretion)

9.1 ฮอร์โมนควบคุมการหลั่งของโกนาโดโทรฟิน (Hormonal control of gonadotropin secretion)

9.2 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรของร่างกายควบคุมการหลั่งของฮอร์โมน

(The physiological change control of hormone secretion)

9.3 สารเคมีควบคุมการหลั่งของฮอร์โมน (The chemical substancr control of hormone secretion)

10. การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต (Regulation of Adrenal Hormones)

10.1 กลไกการออกฤทธิ์และเมแทบอลิซึมของฮอร์โมนเอปิเนฟริน (Mechanism and metabolism of epinephrine)

slide6

10.2 การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นใน (Action of adrenal medula hormones)

10.3 การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นใน (Action of adrenal cortex hormones)

11. ฮอร์ดมนของแมลง (Insert Hormones)

11.1 ฮอร์โมนจากสมอง (Brain hormones ,BH)

11.2 เอกไดโซนหรือโมลติงฮอร์โมน (Ecdysone or molting hormone, MH)

11.3 จูวีไนล์ฮอร์โมน (Juvenile hormone, JH)

12. ฟีโรโมน (Pheromone)

animal hormones7
ฮอร์โมนสัตว์ (Animal Hormones)
  • ในสัตว์ชั้นสูงเช่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การทำงานของส่วนต่างๆของร่างกายถูกควบคุมโดยระบบประสาท(nervous system) และระบบต่อมไร้ท่อ ( endocrine system)
  • ระบบประสาทควบคุมและสั่งงานอวัยวะต่างๆผ่านทางเส้นประสาท
  • ระบบต่อมไร้ท่อต้องหลั่งสารเคมีที่เรียกว่าฮอร์โมน (hormones) เข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือดเพื่อนำไปยังอวัยวะต่างๆที่เป็นเป้าหมาย (target organ)
animal hormones8
ฮอร์โมนสัตว์(Animal Hormones)
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพวกที่ต่ำกว่า primates มีสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น แสง และ อุณหภูมิมาควบคุมการทำงานของระบบประสาทที่มากระตุ้นต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ทำให้พวกนี้มีฤดูสืบพันธุ์ ควบคุมการสร้างเซลล์สืบพันธ์ การตกไข่และการหลั่งอสุจิออกมา ทำให้สัตว์พวกนี้แสดงพฤติกรรมในการสืบพันธ์
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพวก primates ขึ้นมาจนถึงมนุษย์ไม่มีฤดูสืบพันธ์
human endocrine gland
ต่อมไร้ท่อของมนุษย์ ( Human Endocrine Gland)
  • ต่อมไร้ท่อของมนุษย์จะสร้างฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อต่างๆเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือดเพื่อไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย
  • เส้นทางของฮอร์โมนจะเป็นดังนี้

Endocrine gland

hormones

capillary

venule

artery

aorta

heart

vena cava

vein

hormones

arteriole

capillary

Target tissue

feedback mechanism of the hormones
กลไกการทำงานแบบตอบสนองกลับของฮอร์โมน(Feedback Mechanism of the Hormones)
  • การทำงานของฮอร์โมนในกลุ่มเดียวกันจะควบคุมซึ่งกันและกันนอกจากนี้ฮอร์โมนแต่ละตัวจะมี feedback mechanism
  • ถ้ามีฮอร์โมนในเลือดน้อยเกินไปก็จะทำหน้าที่กระตุ้นให้ต่อมสร้างและหลั่งฮอร์โมนออกมามากขึ้น เรียกว่ามี positive feedback
  • ถ้ามีฮอร์โมนในเลือดมากเกินไปก็จะทำหน้าที่ยับยั้งการ สร้าง และหลั่งฮอร์โมนของต่อมทำให้ระดับฮอร์โมนลดลงเรียกว่ามี negative feedback
  • การเกิด feedback นั้นมีทั้งทางตรงและทางอ้อม (direct andindirect feedback)
feedback mechanism of the hormones12
กลไกการทำงานแบบตอบสนองกลับของฮอร์โมน(Feedback Mechanism of the Hormones)
  • Direct feedbackของฮอร์โมนพวก steroids จากรังไข่ มี feedback โดยตรงต่อ hypothalamus
  • Indirect feedbackของฮอร์โมน thyroxin ที่สร้างจากต่อม thyroid มี feedback ทางอ้อมต่อ hypothalamus
slide14
ผลของการทำงานของต่อมไร้ท่อผลของการทำงานของต่อมไร้ท่อ

1.การทำงานของระบบต่างๆในร่างกายดำเนินไปตามปกติ ทำให้เกิดสภาวะที่สมดุลย์แห่งชีวิต homeostasis ถ้าฮอร์โมนตัวหนึ่งตัวใดมากไปหรือน้อยไปจะเกิดสภาวะที่เป็นโรค การทำงานของระบบใดระบบหนึ่งผิดปกติไป หรือเรียกว่าเกิด functional diseases

2.ควบคุมการเติบโตของร่างกาย

3.กระตุ้นการเจริญพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์ และการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ และการเกิดพฤติกรรมทางเพศ

ฮอร์โมนแต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกัน และไปมีผลต่อเนื้อเยื่อเป้าหมายแบบจำเพาะต่อตัวมัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่มาควบคุมการทำงานของต่อมไร้ท่อเหล่านี้แตกต่างกันด้วย

the chemical properties of hormones
สมบัติทางเคมีของฮอร์โมน ( The Chemical Properties of Hormones)

ฮอร์โมนแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. steroid hormonesสร้างมาจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อที่มีจุดกำเนิดมาจาก mesoderm ของเอมบริโอ

2. nonsteroid hormonesสร้างมาจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อที่มีจุดกำเนิดมาจาก ectoderm และ endodermของเอมบริโอ

the nonsteroid hormones
The nonsteroid hormones

1.เปปไทด์ฮอร์โมน( The peptide hormones) เป็นพวกสายสั้นๆของ amino acid เช่น oxytocinที่สร้างมาจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง ( posterior pituitary gland)

2.เอมีนฮอร์โมน( The amine hormones) เป็น single amino acid เช่น epinephrine ( หรือ adrenalin ) ที่สร้างจากต่อมหมวกไตชั้นใน ( adrenal medulla)

3.โปรตีนฮอร์โมน (The protein hormones) เป็นพวก polypeptides

the nonsteroid hormones18
The nonsteroid hormones
  • โปรตีนฮอร์โมน (The protein hormones) เป็นพวก polypeptides ประกอบด้วย amino acid จำนวนมากจนถึง 200 ตัว เรียงตัวกันเป็นสายยาว ได้แก่ฮอร์โมนจำนวนมากในร่างกาย รวมทั้ง gonadotropic hormones ( FSH,LH)
  • โปรตีนฮอร์โมน ที่สร้างขึ้นมาแล้วจะเก็บไว้ชั่วคราวในต่อมจนกระทั่งต้องการใช้จึงหลั่งออกมาเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือด เพื่อนำไปสู่เนื้อเยื่อเป้าหมาย
the steroid hormones
สเตอรอยด์ฮอร์โมน (The steroid hormones)
  • steroid hormones เป็น lipids ที่สร้างมาจาก cholesterol พบอยู่ในเยื่อหุ้มเซลล์ของสัตว์ เซลล์ของสัตว์ใช้ cholesterol เป็นตัวตั้งต้นในการสร้าง steroids ตัวอื่นๆ เช่น ฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ (sex hormones) ที่สร้างมาจากรังไข่ในเพศหญิง เช่น estradiol และที่สร้างมาจากอัณฑะในเพศชาย เช่น testosterone และฮอร์โมนที่สร้างมาจากต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex ) ถ้ามี cholesterol มากเกินไปในเลือดทำให้มันไปเกาะสะสมที่ผนังด้านในของหลอดเลือดพวก artery ทำให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด (atherosclerosis)
the steroid hormones20
สเตอรอยด์ฮอร์โมน (The steroid hormones)
  • สเตอรอยด์ฮอร์โมนเมื่อต่อมสร้างขึ้นแล้วไม่ได้เก็บไว้ภายในต่อมเหมือนโปรตีนฮอร์โมน แต่จะเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือดและจับกับโปรตีนในพลาสมา(plasma) ซึ่งเป็นตัวพาไปยังเนื้อเยื่อที่เป็นเป้าหมาย เช่น estradiol และ testosterone จะเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือด และจับกับ globulin ในพลาสมา ทำให้สเตอรอยด์ฮอร์โมนละลายอยู่ในเลือดได้และป้องกันให้พ้นจากการ metabolized โดยเซลล์ตับ ฮอร์โมนแต่ละตัวมีผลต่ออวัยวะหรือเซลล์ที่เป็นเป้าหมายที่มีโปรตีนตัวรับที่มีความจำเพาะกับฮอร์โมนแต่ละตัว ผลของฮอร์โมนอาจไปยับยั้งหรือกระตุ้นการทำงานหรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของเซลล์เป้าหมายก็ได้
the e ndocrine t issues
เนื้อเยื่อของต่อมไร้ท่อ (The Endocrine Tissues)

เนื้อเยื่อของต่อมไร้ท่อ (The Endocrine Tissues) เนื้อเยื่อที่สร้างฮอร์โมนประกอบด้วยเซลล์ที่ต่างกันอยู่ 3 ชนิด

1. เซลล์พาเรนไคมา (Parenchyma cell)

เนื้อเยื่อประกอบด้วยเซลล์มีลักษณะเป็นเซลล์พาเรนไคมา (parenchyma cell) มีเส้นเลือดฝอยแทรกอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อตัดผ่านเนื้อเยื่อเส้นเลือดฝอยถูกตัดออกเห็นเป็นช่องเลือดเล็กๆ เรียก blood sinusoid พบเนื้อเยื่อแบบนี้ในต่อมไร้ท่อทั่วๆ ไป ฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจะเข้าสู่เส้นเลือดฝอยเพื่อกลับเข้าสู่หัวใจ

the e ndocrine t issues23
เนื้อเยื่อของต่อมไร้ท่อ (The Endocrine Tissues)

2. เซลล์เยื่อบุผิว (Epithelial cell)

เนื้อเยื่อประกอบด้วยเซลล์มีลักษณะเป็นเซลล์เยื่อบุผิว (epithelial cell) เช่น เนื้อเยื่อของต่อม thyroid ประกอบด้วยเซลล์ชั้นเดียวจัดเรียงตัวมีลักษณะเป็นถุง (follicle) มีช่องกลวงอยู่ตรงกลางที่พบในต่อม thyroid ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเรียก thyroid follicle เมื่อตัดผ่านต่อมจะเห็น thyroid follicle เป็นวงๆ และมี blood sinusoid แทรกอยู่เป็นจำนวนมาก ฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจะเข้าสู่เส้นเลือดฝอยเพื่อกลับเข้าสู่หัวใจ

the e ndocrine t issues25
เนื้อเยื่อของต่อมไร้ท่อ (The Endocrine Tissues)

3. นิวโรซีครีตอรีเซลล์ (Neurosecretory cell)

เนื้อเยื่อประกอบด้วยเซลล์ประสาทที่เปลี่ยนไปทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเรียกเซลล์พวกนี้ว่า neurosecretory cell เมื่อเซลล์สร้างฮอร์โมนแล้วจะหลั่งออกมาทาง axon เข้าสู่เส้นเลือดฝอย ตัวอย่างเช่น neurosecretory cells ที่พบที่พื้นสมองส่วน hypothalamus สร้างฮอร์โมน oxytocin และ antidiuretic hormone (ADH) ส่งผ่าน axon ไปยังต่อมใต้สมองส่วนหลัง (posterior pituitary gland)

slide27

เนื้อเยื่อของต่อมไร้ท่อ (The Endocrine Tissues)

  • neurosecretory cell ที่สร้าง releasing hormones (RH)ส่งผ่าน axon เข้าสู่เส้นเลือดฝอยที่อยู่ใน median eminenceและผ่านออกมากับเส้นเลือด (blood vessel) ที่เข้าสู่ต่อมใต้สมองส่วนหน้า เรียกเส้นเลือดนี้ว่า pituitary portal vein (หรือ hypophyseal portalvein)ไปกระตุ้นเซลล์ของต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้สร้างพวก trophic hormones (TSH, ACTH, FSH, LH) และ GH, PRL และ endorphins
slide30

เนื้อเยื่อของต่อมไร้ท่อ (The Endocrine Tissues)

เนื้อเยื่อบางชนิดทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมนแต่ไม่มีโครงสร้างเป็นต่อมไร้ท่อ เช่นเนื้อเยื่อชั้น mucosaบริเวณเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร สร้าง gastrin และเยื่อบุผิวของลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) สร้าง secretin เป็นต้น ทั้ง gastrinและ secretinเป็นฮอร์โมนในกลุ่มที่เรียกว่า gastrointestinal hormone

hormone secretion from endocrine cells
การหลั่งฮอร์โมนจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ (Hormone Secretion from Endocrine Cells)

เมื่อเซลล์สร้างฮอร์โมนขึ้นมาแล้วก็จะหลั่งออกมานอกเซลล์เพื่อไปสู่ยังเซลล์เป้าหมาย เซลล์ที่หลั่งฮอร์โมนมี 4 ชนิด

1. เอนโดไครน์เซลล์ (Endocrine cell)

ฮอร์โมนหลั่งออกมาจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ (endocrine cell) เข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือดเพื่อนำไปยัง target cells โดยเซลล์เหล่านี้จะสร้างและเก็บสะสมฮอร์โมนไว้ภายใน secretory vesiclesก่อนที่เซลล์จะหลั่งออกมา พบการหลั่งแบบนี้ในต่อมไร้ท่อทั่วๆ ไป

hormone secretion from endocrine cells33
การหลั่งฮอร์โมนจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ (Hormone Secretion from Endocrine Cells)

2. เซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่เป็นเอนโดไครน์เซลล์ (Neurosecretory cell)

ฮอร์โมนหลั่งออกมาจาก neurosecretory cell ที่อยู่ในต่อมไร้ท่อ (hypothalamus) แล้วเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือดเพื่อนำไปยัง target cells เซลล์ประสาทพวกนี้จะสร้างฮอร์โมนแล้วส่งออกมาทาง axon เข้าสู่เส้นเลือด พบการหลั่งแบบนี้ที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (posterior pituitary gland)และที่ hypothalamus ส่วนที่เรียกว่า median eminenceซึ่งมีเส้นเลือดฝอยอยู่จำนวนมาก

hormone secretion from endocrine cells35
การหลั่งฮอร์โมนจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ (Hormone Secretion from Endocrine Cells)

3.เซลล์ประสาท (Nerve cell)

อณูของสารเคมีที่เรียกว่าneurotransmitter moleculesสร้างมาจากเซลล์ประสาทและหลั่งออกมาจากปลายประสาท (axon) เข้าสู่เซลล์ประสาทอีกเซลล์หนึ่ง เป็น chemical messenger ที่จัดไว้ว่าเป็นฮอร์โมนพวกหนึ่งที่เรียกว่า neurohormone หรือ neurohumorทำหน้าที่ให้กระแสประสาทผ่านจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งสู่เซลล์ประสาทอีกเซลล์หนึ่งหรือจากเซลล์ประสาทหลั่ง neurohumor ออกทาง axon เข้าสู่เซลล์ของเนื้อเยื่อ neurotransmitter substarce(หรือ neurohumor) ที่พบที่ปลายประสาททั่วๆ ไป คือ acetylcholine

hormone secretion from endocrine cells37
การหลั่งฮอร์โมนจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ (Hormone Secretion from Endocrine Cells)

ที่ปลายประสาทอัตโนมัติของ sympathetic nerveที่ไปสั่งงานที่เนื้อเยื่อเป้าหมาย (เรียกปลายประสาทนี้ว่า postganglionic nerve fiber) จะหลั่ง neurohumor พวก epinephrine (หรือnor-epinephrine) ออกมาที่เนื้อเยื่อเป้าหมาย ดังนั้นการหลั่งสารเคมี neurotransmitter จะไม่หลั่งเข้าสู่เส้นเลือดเหมือนพวกฮอร์โมนทั่วๆ ไป แต่จะหลั่งจากเซลล์หนึ่งสู่อีกเซลล์หนึ่งเช่นพบที่ synaptic cleft ระหว่างเซลล์ประสาท 2 เซลล์ และพบที่ปลายประสาท (axon) กับเซลล์ของเนื้อเยื่อเป้าหมาย

hormone secretion from endocrine cells38
การหลั่งฮอร์โมนจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ (Hormone Secretion from Endocrine Cells)

4. เซลล์ของเนื้อเยื่อเฉพาะแห่งที่สร้างฮอร์โมน (Regulator cell)

ที่ผนังด้านในของลำไส้ (intestine) จะมี regulator cells อยู่ เมื่ออาหารที่กินเข้าไปถูกย่อยและได้โมเลกุลของโปรตีนอยู่ในลำไส้ พวก regulator cellsจะหลั่งสารเคมีที่เป็น chemical messenger ทำหน้าที่เป็น local regulator ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของparacrine hormoneออกมาเข้าสู่ intercellular fluid และฮอร์โมนพวกนี้จะไปกระตุ้นเซลล์เป้าหมาย (target cell) ที่อยู่ติดกับ regulator cell ให้สร้างและหลั่ง protein-digesting enzyme ออกมา

hormone secretion from endocrine cells40
การหลั่งฮอร์โมนจากเซลล์ของต่อมไร้ท่อ (Hormone Secretion from Endocrine Cells)

chemical messenger อีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็น local regulatorได้แก่ prostaglandins(P.G.)โดยเซลล์จะสร้างและหลั่งออกมาสู่ intercellular fluid แล้วแพร่เข้าสู่เซลล์ที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น ทำให้เซลล์บริเวณนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์ prostaglandins มีสมบัติทางเคมีเป็นกรดไขมัน (fatty acid) ซึ่งเนื้อเยื่อส่วนใหญ่ของร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาได้ หน้าที่มีหลายอย่างขึ้นอยู่ว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากเนื้อเยื่อบริเวณไหนของร่างกาย ตัวอย่างเช่น prostaglandins ที่สร้างและหลั่งออกมาจากเซลล์ของรก (placenta) ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัว (contract) เพื่อช่วยให้ทารกคลอดออกมาเมื่อถึงกำหนดคลอด

the hypothalamus and the pituitary gland
ไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง(The Hypothalamus and the Pituitary Gland)

ต่อมใต้สมอง (pituitary gland or hypophyseal gland)ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

- ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior pituitary gland)

- ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (posterior pituitary gland)

ต่อมใต้สมองส่วนหลังเจริญมาจากพื้นสมองส่วน hypothalamus ที่งอกยื่นลงมาเป็น infundibulumและผลสุดท้ายเจริญไปเป็นต่อมใต้สมองส่วนหลัง ฉะนั้นต่อมใต้สมองส่วนหลังเป็นเนื้อเยื่อประสาท จึงเรียกต่อมใต้สมองส่วนหลังว่า neurohypophysis

the hypothalamus and the pituitary gland42
ไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง(The Hypothalamus and the Pituitary Gland)

ต่อมใต้สมองส่วนหน้าเจริญมาจากเนื้อเยื่อเอมบริโอพวก ectoderm ตรงบริเวณที่บุ๋มลงไปเป็นแอ่งเพื่อเกิดช่องปาก แอ่งนี้เรียกว่า stomodeaum ส่วนหนึ่งของ stomodeaum งอกเป็นถุงที่เรียกว่า Rathke’s pouchเจริญยื่นขึ้นไปหา infundibulumผลสุดท้ายขาดหลุดออกจากจุดกำเนิดไปเป็นต่อมใต้สมองส่วนหน้าติดอยู่กับต่อมใต้สมองส่วนหลัง

the hypothalamus and the pituitary gland43
ไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง(The Hypothalamus and the Pituitary Gland)

ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหลังได้แก่ oxytocin และ vasopressin (antidiuretic hormone, ADH) ฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้สร้างมาจาก neurosecretory cells ที่อยู่ใน hypothalamus และออกจากตัวเซลล์ทาง axon เข้าสู่เส้นเลือดในต่อมใต้สมองส่วนหลัง และออกจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง เข้าสู่หัวใจก่อนที่จะไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย (uterine muscles, mammarygland และ kidney tubules)

the hypothalamus and the pituitary gland44
ไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง(The Hypothalamus and the Pituitary Gland)

ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้ามีหลายชนิด เช่น TSH, ACTH, FSH, LH, GH, PRL และ Endorphins ต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะสร้างฮอร์โมนเหล่านี้และหลั่งออกมาได้จะต้องมี releasing hormonesที่สร้างจาก neurosecretory cellsที่อยู่ใน hypothalamusส่งออกจากตัวเซลล์ทาง axon เข้าสู่เส้นเลือด (blood vessel) ที่เรียกว่า hypophyseal portal vein (pituitaryportal vein)เส้นเลือดนี้จะเข้าสู่ต่อมใต้สมองส่วนหน้าและปล่อย releasing hormones

the hypothalamus and the pituitary gland45
ไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง(The Hypothalamus and the Pituitary Gland)

Releasing hormones จะกระตุ้นเซลล์ของต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้สร้างฮอร์โมนเหล่านั้น แล้วหลั่งเข้าสู่เส้นเลือดฝอยในต่อมแล้วจึงออกจากต่อมทางเส้นเลือด (vein) เพื่อกลับสู่หัวใจก่อนที่จะไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย (thyroid, adrenal cortex, testes or ovaries, entire body, mammary glands และ pain receptors in brain)

mechanism of hormone action
กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน (Mechanism of Hormone Action)

กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน (mechanism of hormone action) แตกต่างกันตามสมบัติทางเคมีของฮอร์โมนซึ่งเป็น 2 แบบ

แบบแรกเป็น steroid hormones ออกฤทธิ์ ภายในเซลล์ที่นิวเคลียส

แบบที่สองเป็นnonsteroid hormones ออกฤทธิ์ ที่เยื่อหุ้มเซลล์ (plasma membrane)

mechanism of steroid hormone action
กลไกการออกฤทธิ์ของสเตอรอยด์ฮอร์โมน (Mechanism of steroid hormone action)
  • พวก steroid hormonesรวมทั้ง sex hormones เป็นฮอร์โมนที่มีโมเลกุลขนาดเล็กสามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์และไปจับกับโปรตีนตัวรับที่อยู่ในไซโตปลาสซึมหรือจับกับโปรตีนตัวรับที่อยู่ในนิวเคลียสก็ได้ เพื่อนำฮอร์โมนไปออกฤทธิ์โดยตรงต่อยีนบนโครโมโซม ทำให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนชนิดใหม่ขึ้น เช่น oestrogen เซลล์เป้าหมายคือ neurosecretory cellsใน hypothalamus ดังนั้นโปรตีนชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นคือ FSH-RH
mechanism of nonsteroid hormone action
กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนพวกที่ไม่ใช่สเตอรอยด์(Mechanism of nonsteroid hormone action)
  • พวก nonsteroid hormones เป็นฮอร์โมนที่มีโมเลกุลใหญ่ ไม่สามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปได้ ดังนั้นฮอร์โมนพวกนี้ออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์ โดยจับกับโปรตีนตัวรับที่มีความจำเพาะที่เยื่อหุ้มเซลล์ และไปกระตุ้น enzyme ที่เยื่อหุ้มเซลล์ enzyme ที่ถูกกระตุ้นแล้วไปเปลี่ยน ATP ให้เป็น cAMP (cyclic adenosinemono phosphate)ซึ่งทำหน้าที่เป็น second messengerไปกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาชีวเคมีขึ้นในเซลล์
mechanism of nonsteroid hormone action50
กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนพวกที่ไม่ใช่สเตอรอยด์(Mechanism of nonsteroid hormone action)

กลไกการออกฤทธิ์ของ nonsteroid hormones เริ่มจาก nonsteroid hormoneซึ่งเป็น first messengerตัวอย่างเช่น epinephrine จะไปจับกับโปรตีนตัวรับที่มีความจำเพาะกับตัวมันที่เยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นเซลล์เป้าหมายซึ่งได้แก่เซลล์ของตับ (liver cell) enzyme ที่เยื่อหุ้มเซลล์ (adenylcyclase)จะถูกกระตุ้น enzyme ที่ถูกกระตุ้นแล้วจะไปเปลี่ยน ATP ให้เป็น cAMPcAMP ที่เพิ่มขึ้นในเซลล์ตับจะทำหน้าที่เป็น second messengerที่จะไปทำให้เกิดการสลายตัวของ glycogen ได้ glucose ซึ่งออกไปกับระบบหมุนเวียนของเลือดเพื่อเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย และพร้อมที่จะเป็นแหล่งให้พลังงานแก่ร่างกาย

mechanism of nonsteroid hormone action52
กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนพวกที่ไม่ใช่สเตอรอยด์(Mechanism of nonsteroid hormone action)

protein hormoneอีกชนิดหนึ่ง เช่นฮอร์โมนLHจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าของเพศชาย เป็น first messengerเซลล์เป้าหมายคือ Leydig cellใน testis ดังนั้น LH จะออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของ Leydig cell เกิด cAMP ทำหน้าที่เป็น second messengerไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิกริยาทางชีวเคมี ภายใน Leydig cell เพื่อให้เกิดการสังเคราะห์ testosteroneขึ้น

human reproductive hormones
ฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์(Human Reproductive Hormones)

ฮอร์โมนที่ควบคุมระบบสืบพันธุ์มีอยู่ 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกสร้างมาจากต่อมใต้สมองได้แก่gonado-tropic hormones(FSH, LH และ LTH) และ oxytocin เป็นโปรตีนฮอร์โมน

กลุ่มหลังสร้างมาจากอวัยวะสืบพันธุ์ (testes และ ovaries)ได้แก่ฮอร์โมน testosterone และ estrogen, progesterone เป็น สเตอรอยด์ฮอร์โมน

นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนที่สร้างมาจากรก (placenta)ได้แก่ chorionic gonadotropin (CG)

male reproductive hormones
ฮอร์โมนในเพศชาย (Male reproductive hormones)

ฮอร์โมนในเพศชายที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์มี 2 พวก

พวกแรกเป็นโปรตีนฮอร์โมนสร้างมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าได้แก่ gonadotropic hormones (FSH, LH)เป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นอวัยวะสืบพันธุ์ได้แก่ลูกอัณฑะให้เติบโตและเกิดกระบวนการสร้างอสุจิ (spermatogenesis)

male reproductive hormones55
ฮอร์โมนในเพศชาย (Male reproductive hormones)

ฮอร์โมนในเพศชาย พวกหลังเป็นสเตอรอยด์ฮอร์โมนที่สร้างจากลูกอัณฑะ เรียก androgenได้แก่ testosteroneทำหน้าที่ควบคุมปฏิกริยาสนองกลับแบบ negative feed back ต่อ LH ควบคุมการเจริญพัฒนา และการคงสภาพของลักษณะเพศชาย เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน ส่งเสริมการเติบโตของร่างกาย และทำงานร่วมกับgonadotropinsในกระบวนการสร้างอสุจิ(spermatogenesis)

male reproductive hormones56
ฮอร์โมนในเพศชาย (Male reproductive hormones)

Gonadotropic hormonesในเพศชายได้แก่ FSH และ LH (ICSH, interstitial cell-stimulating hormone)

FSHกระตุ้นให้หลอดผลิตอสุจิ (seminiferous tubules) เติบโตขยายใหญ่ ชักนำให้ spermatogonia แบ่งตัวไม่ลดโครโมโซม (mitosis) เพื่อเพิ่มจำนวนและควบคุมกระบวนการสร้างอสุจิในระยะแรกก่อนถึงวัยหนุ่ม ช่วยให้มีการสร้าง testosterone เพิ่มขึ้น ช่วยให้เกิด sperm maturations โดยกระตุ้นให้ spermatids เปลี่ยนแปลงไปเป็นสเปิร์มโดยกระทำร่วมกับ testosterone

male reproductive hormones57
ฮอร์โมนในเพศชาย (Male reproductive hormones)

LH (ICSH)กระตุ้น Leydig cellsให้สร้าง testosterone และหลั่งออกมาเมื่อเข้าวัยหนุ่ม ควบคุมการปล่อยอสุจิเข้าสู่กลางหลอดผลิตอสุจิ

Androgenic hormoneได้แก่ ฮอร์โมนtestosteroneสร้างมาจาก interstitial cellsที่อยู่ระหว่าง seminiferous tubules โดย interstitial cells จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่สร้างฮอร์โมน เรียกเซลล์พวกนี้ว่า Leydig cellsในวัยเด็ก testosterone ที่สร้างออกมาจะช่วยในการเจริญพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกของเพศชายรวมทั้งท่อและต่อมต่างๆ ด้วย

male reproductive hormones59
ฮอร์โมนในเพศชาย (Male reproductive hormones)

ในวัยหนุ่ม (puberty) ฮอร์โมนtestosterone จะกระตุ้นให้เกิด male secondary sex characteristicเกิดการเติบโตขยายใหญ่ของอวัยวะสืบพันธุ์ภายในและภายนอก ควบคุมการสร้างอสุจิในระยะสุดท้าย (final stage ofspermatogenesis)โดยมี FSH ร่วมด้วย จนได้ตัวอสุจิ ดังนั้นในเด็กชายจึงไม่มีตัวอสุจิ

female reproductive hormones
ฮอร์โมนในเพศหญิง (Female reproductive hormones)
  • ฮอร์โมนเพศหญิงควบคุมการเจริญพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์ ควบคุมให้เกิด female secondary sex characteristicเมื่อถึงวัยสาวกระตุ้นให้เกิดการเจริญพัฒนาของไข่ เกิดวงจรสืบพันธุ์ในเพศหญิง ได้แก่ ovarian cycleทำให้เกิดการตกไข่ (ovulation)และ uterine cycle(หรือ menstrual cycle)ทำให้มีประจำเดือน ควบคุมให้เกิดการฝังตัว(implantation)และการเจริญพัฒนาของเอมบริโอในมดลูกในระหว่างตั้งครรภ์ (pregnancy)ควบคุมการคลอด (parturition) การให้นม (lactation)
female reproductive hormones61
ฮอร์โมนในเพศหญิง (Female reproductive hormones)

ฮอร์โมนเพศหญิง

ที่สร้างมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าได้แก่ gonadotropins (FSH, LH และ LTH หรือ prolactin)

สร้างจากรังไข่ได้แก่ ovarian hormones (estrogen และ progesterone)

สร้างจากรกได้แก่ placental hormones (CG)ขณะที่ตั้งครรภ์

female reproductive hormones63
ฮอร์โมนในเพศหญิง (Female reproductive hormones)

FSH (follicle-stimulating hormone)กระตุ้นการเจริญพัฒนาของไข่ และถุงไข่ให้เจริญใหญ่ขึ้น ถุงไข่ประกอบด้วยเซลล์ของรังไข่ที่เรียกว่า follicle cellsเซลล์พวกนี้สร้าง estrogenทำให้ระดับของ estrogen ในเลือดเพิ่มขึ้น

LH (luteinizing hormone) กระตุ้นให้ไข่และถุงไข่เจริญเต็มที่ และเกิดการตกไข่ ช่วยในการเจริญพัฒนาของ corpus luteumทำให้มีprogesteroneเพิ่มขึ้น

LTH (Leuteotropic hormone หรือ prolactin)กระตุ้นให้ต่อมน้ำนมเจริญเติบโต สร้างและหลั่งน้ำนมเมื่อทารกคลอดออกมา

female reproductive hormones64
ฮอร์โมนในเพศหญิง (Female reproductive hormones)

Ovarian hormonesสร้างจากรังไข่เรียกว่า gynogensได้แก่ estrogen และ progesterone

Estrogenสร้างมาจาก follicle cellsที่ถุงไข่ กระตุ้นให้ผนังมดลูกแบ่งตัวหนาขึ้นรอรับการฝังตัวของเอมบริโอ กระตุ้นให้เกิดการเจริญพัฒนาของลักษณะเพศหญิง

Progesteroneสร้างมาจาก lutein cellsที่ corpusluteumกระตุ้นการหนาตัวของผนังมดลูกและให้คงสภาพอยู่สำหรับให้ตัวอ่อนฝังตัวเจริญพัฒนาต่อไปในผนังมดลูก ป้องกันไม่ให้ผนังมดลูกหลุดลอกออกมาระหว่างที่ตั้งครรภ์

female reproductive hormones65
ฮอร์โมนในเพศหญิง (Female reproductive hormones)

Gonadotropic hormonesควบคุมให้เกิด

ovarian cycle ที่รังไช่ซึ่งมีระยะเวลา 28 วันและทำให้เกิดการตกไข่ (ovulation)

uterine cycleซึ่งมีระยะเวลา 28 วัน และทำให้มีประจำเดือน(menses)

โดยทั่วไปการนับระยะเวลาของวงจรทางการแพทย์ใช้ uterine cycle เป็นหลักวันที่เริ่มมีประจำเดือนนับเป็นวันที่ 1 ของวงจร ไข่จะตกในวันที่ 14 ของวงจร

female reproductive hormones66
ฮอร์โมนในเพศหญิง (Female reproductive hormones)

Ovarian cycleเริ่มจากวันที่ 1 ของวงจร ถุงไข่จะเจริญใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน FSH วันที่ 14 พบว่า FSH มีระดับสูงสุดและถุงไข่จะมีขนาดใหญ่สุด เมื่อฮอร์โมน LH ถูกหลั่งออกมามีระดับสูงสุดในวันที่ 14 จะทำให้ถุงไข่ (ovarian follicle) แตก เกิดการตกไข่ (ovulation)ถุงไข่เปลี่ยนไปเป็น corpus luteum(CL)ขณะเดียวกันฮอร์โมน FSHและLHลดระดับลงมา corpus luteum ก็ค่อยๆ ฝ่อลง วันสุดท้ายที่ 28 ของวงจร corpus luteum ฝ่อไปหมดเหลือเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า corpus albicanระดับ FSH และ LH ลดต่ำสุด และเริ่มวงจรใหม่ของเดือนถัดไป

female reproductive hormones68
ฮอร์โมนในเพศหญิง (Female reproductive hormones)

Uterine cycleเกิดขึ้นที่มดลูก แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 the menses(วันที่ 1-5) เป็นระยะที่ผนังมดลูกที่หนาตัวอยู่ก่อนหน้าแล้วเริ่มหลุดลอกออกมาพร้อมทั้งเลือดและเมือกเป็นประจำเดือน เนื่องจาก oestrogen และ progesterone ลดระดับลงมาสู่ระดับปกติ ไม่มีถุงไข่ใบใหม่เจริญเติบโตและ CL ก็สลายไปหมดแล้ว

ระยะที่ 2 the proliferative phase(วันที่ 6-14) เป็นระยะที่เยื่อบุผนังมดลูกแบ่งตัวใหม่เตรียมพร้อมเพื่อรอรับการฝังตัวของเอมบริโอ ระดับ estrogen ค่อยๆ สูงขึ้น และลดลงเมื่อเข้าวันที่ 14 ซึ่งจะมีการตกไข่

female reproductive hormones71
ฮอร์โมนในเพศหญิง (Female reproductive hormones)

ระยะที่ 3 the secretory phase(วันที่ 15-28) เป็นระยะที่ฮอร์โมน progesterone ค่อยๆ มีระดับสูงขึ้นเนื่องจาก CL เจริญใหญ่ขึ้น ทำให้ผนังมดลูกคงสภาพอยู่ไม่หลุดลอกออกไป เมื่อ CL ค่อยๆ สลายไประดับ progesterone จะค่อยๆ ลดต่ำจนถึงวันที่ 28 ระดับ progesterone ลดต่ำสุดทำให้ผนังมดลูกเริ่มหลุดลอกออกมา และเริ่มเข้าวงจรใหม่ของเดือนถัดไป

reproductive cycles in female
วงจรสืบพันธุ์ในเพศหญิง (Reproductive cycles in female)

ถ้าไข่ที่ตกลงมาและไม่ถูกปฏิสนธิวงจรก็จะเกิดขึ้นทุกเดือน ถ้าไข่ที่ตกลงมาและถูกอสุจิเข้าปฏิสนธิตรงบริเวณส่วนต้นของท่อนำไข่ (uterine tube) เอมบริโอจะเคลื่อนที่ไปฝังตัวที่มดลูกหลังจากถูกปฏิสนธิได้ 7 วัน จะเริ่มตั้งครรภ์ทันทีและวงจรจะหยุด ไม่มีการตกไข่ และไม่มีประจำเดือน

เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ตัวอ่อนจะสร้างรก (placenta)โดยมีเนื้อเยื่อมดลูกของแม่เจริญร่วมด้วย และรกจะสร้างฮอร์โมนขึ้นเรียก placental hormonesซึ่งมีหลายชนิดมีทั้งโปรตีนฮอร์โมนและสเตอรอยด์ฮอร์โมน

the placental hormones
ฮอร์โมนจากรก (The placental hormones)

รกสร้างฮอร์โมนหลายชนิด มีทั้งที่เป็นโปรตีนฮอร์โมน เช่น human chorionic gonadotropin (HCG)และสเตอรอยด์ฮอร์โมน เช่นestrogen และprogesteroneเพื่อทดแทนฮอร์โมนที่สร้างมาจากรังไข่ที่ลดลงขณะที่ตั้งครรภ์ ทำให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปโดยไม่เกิดการแท้ง

the placental hormones76
ฮอร์โมนจากรก (The placental hormones)

ขณะที่เริ่มตั้งครรภ์เดือนแรกฮอร์โมนHCGที่สร้างจากรกจะค่อยๆ มีระดับสูงขึ้นและเริ่มลดในเดือนที่ 3 แต่ฮอร์โมนestrogenและ progesteroneค่อยๆ มีระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยฮอร์โมน progesterone ต้องมีระดับสูงกว่า estrogen เพราะว่า estrogen ไปทำให้มดลูกบีบตัว ส่วน progesterone ทำให้มดลูกลดการบีบตัวลง เมื่อไรที่ progesterone ลดต่ำลงมาจนมีระดับต่ำกว่า estrogen มดลูกจะบีบตัวและเกิดการแท้งขึ้น

the placental hormones77
ฮอร์โมนจากรก (The placental hormones)

เมื่อเข้าเดือนที่ 7 ของการตั้งครรภ์ระดับฮอร์โมน estrogen เริ่มมีระดับสูงขึ้น จนกระทั่งถึงเดือนที่ 10 (อาทิตย์ที่ 40) ฮอร์โมน estrogen จะมีระดับสูงขึ้นทันทีทันใด จนมีระดับสูงกว่า progesterone มดลูกจะบีบตัวอย่างแรงจนถุงน้ำคล่ำแตกและดันให้ทารกหลุดออกมาจากมดลูกผ่านช่องคลอดออกมาและรกหลุดตามออกมา เมื่อรกหลุดออกมาระดับฮอร์โมน estrogen และ progesterone จะลดระดับลงมาทันทีอยู่ในระดับปกติ

the placental hormones78
ฮอร์โมนจากรก (The placental hormones)

ขณะตั้งครรภ์มีฮอร์โมนprolactin จะค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นและจะขึ้นสูงมากเมื่อใกล้กำหนดคลอด เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วถ้าแม่ให้ลูกดูดนม ระดับฮอร์โมน prolactin ยังคงสูงอยู่ แต่ถ้าลูกไม่ได้ดูดนมระดับฮอร์โมน prolactin จะลดลงสู่ระดับปกติทันที ก่อนทารกจะคลอดจะมีฮอร์โมนอื่นๆ มาช่วยในการคลอด (parturition) เช่น ฮอร์โมน prostaglandinsที่สร้างที่รก และฮอร์โมนoxytocin จากต่อมใต้สมองส่วนหลัง ฮอร์โมน 2 ตัวนี้ช่วยทำให้มดลูกบีบตัวอย่างแรงเพื่อดันให้ทารกออกมา และมีฮอร์โมนrelaxin ที่สร้างมาจากรังไข่ ฮอร์โมนตัวนี้ทำให้ ligament ที่ยึดระหว่างกระดูกเชิงกรานยืดตัวออกทำให้กระดูกเชิงกรานถ่างออก และช่องคลอดขยายตัวเปิดกว้างเพื่อให้ทารกผ่านออกมา

the placental hormones79
ฮอร์โมนจากรก (The placental hormones)

ในระหว่างที่ลูกดูดนมจะเป็นระยะให้นม (lactation) ฮอร์โมน prolactin มีระดับสูง เพื่อกระตุ้นให้น้ำนมไหล แรงกระตุ้นจากการดูดนม (suckling stimulus)จะผ่านเข้าสู่ระบบประสาทไปยับยั้ง (inhibit) การหลั่งของgonadotropinsจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ทำให้ไม่มีการเจริญของถุงไข่และไม่มีการตกไข่ แต่ถ้าลูกเลิกดูดนมก็ไม่มีตัวที่ไปยับยั้งการหลั่งของ gonadotropins ต่อมใต้สมองส่วนหน้าก็หลั่ง FSH, LH, LTH ออกมาวงจรก็เริ่มขึ้นใหม่

control of hormone secretion
การควบคุมการหลั่งฮอร์โมน(Control of Hormone Secretion)

การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อส่วนใหญ่เป็นกลไกแบบตอบสนองกลับ (feedback mechanism)ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางบวก (กระตุ้น) เรียกว่า positive feedbackหรืออาจจะเป็นไปในทางลบ (ยับยั้ง) เรียกว่า negative feedback

การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนแบ่งเป็น 3 แบบ

1. ฮอร์โมนควบคุมการหลั่งของโทรฟิกฮอร์โมน

2. การเปลี่ยนแปลงทางสรีรของร่างกายควบคุมการหลั่งฮอร์โมน

3. สารเคมี ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน

control of hormone secretion82
การควบคุมการหลั่งฮอร์โมน(Control of Hormone Secretion)

ฮอร์โมนควบคุมการหลั่งของโทรฟิกฮอร์โมน (Hormonal control of tropic hormone secretion)

ลักษณะการหลั่ง tropic hormones มีต่อมไร้ท่อเป็นอวัยวะเป้าหมายซึ่งจะสร้างฮอร์โมนกลับไปควบคุมการหลั่งของ tropic hormones

ในเพศหญิง ฮอร์โมน FSH, LH เป็น tropic hormones การหลั่งของฮอร์โมนในกลุ่มนี้ถูกควบคุมโดยฮอร์โมน estrogen และ progesterone ที่สร้างมาจากรังไข่

control of hormone secretion84
การควบคุมการหลั่งฮอร์โมน(Control of Hormone Secretion)

ในเพศชายฮอร์โมน FSH, LH (ICSH)เป็น gonadotropic hormones หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า การหลั่งของฮอร์โมนกลุ่มนี้ถูกควบคุมโดยฮอร์โมน testosteroneที่สร้างมาจาก Leydig cellsที่อยู่ในลูกอัณฑะ การทำงานของ testosterone จะเป็นแบบ feedback mechanism เพื่อควบคุมการสร้างอสุจิและสร้างฮอร์โมน FSH, LH

control of hormone secretion86
การควบคุมการหลั่งฮอร์โมน(Control of Hormone Secretion)

การเปลี่ยนแปลงทางสรีรของร่างกายควบคุมการหลั่งฮอร์โมน(The physiological change control of hormone secretion)

การเปลี่ยนแปลงทางสรีรของร่างกาย (ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงหรือต่ำ) จะเป็นตัวกระตุ้นหรือยับยั้งต่อมไร้ท่อให้สร้างและหลั่งฮอร์โมนออกมา ตัวอย่างเช่น กลุ่มเซลล์ในตับอ่อนเรียกว่า beta–cellsof islet of Langerhansซึ่งทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อ ที่สร้างและหลั่งฮอร์โมน insulin ออกมา

control of hormone secretion88
การควบคุมการหลั่งฮอร์โมน(Control of Hormone Secretion)

สารเคมีควบคุมการหลั่งฮอร์โมน (Chemical substance control of hormonesecretion)

การเปลี่ยนแปลงการทำงานของสรีรของร่างกาย (ความดันเลือดต่ำ) ทำให้เกิดสภาวะที่ไปกระตุ้นเนื้อเยื่อที่ไม่ใช่ต่อมไร้ท่อ (Juxtaglomerular cells)ให้สร้างและปล่อยสารเคมี (renin)ออกมาสู่กระแสเลือด และ renin ถูกเปลี่ยนไปเป็นangiotensinซึ่งไปกระตุ้นให้ต่อมหมวกไปชั้นนอก (adrenal cortex)หลั่งฮอร์โมน aldosteroneออกมาสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการดูดซึมกลับของ Na+และน้ำจากหลอดไตตรงบริเวณ distal convoluted tubuleเข้าสู่เส้นเลือดฝอยตรงบริเวณนั้น ทำให้ความดันเลือดสูงซึ่งจะไปยับยั้งการปล่อย renin ออกมา

regulation of adrenal hormones
การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต(Regulation of Adrenal Hormones)

ต่อมหมวกไตประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ชั้นนอกเรียกว่า adrenal cortex ชั้นในเรียกว่าadrenal medulla

ต่อมหมวกไตชั้นในเจริญมาจากเนื้อเยื่อ ectoderm พวก neural crest สร้างพวกamine hormones

ต่อมหมวกไตชั้นนอกเจริญมาจากเนื้อเยื่อ mesoderm สร้างพวกsteroid hormones

ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตชั้นนอกและชั้นในทำให้ร่างกายตอนสนองต่อความเครียด หรือสถานะการณ์ที่บีบบังคับและกดดัน (stress)

mechanism and metabolism of epinephrine
กลไกการออกฤทธิ์และเมแทบอลิซึมของฮอร์โมนเอปิเนฟริน (Mechanism and metabolism of epinephrine)

Epinephrine เป็นฮอร์โมนพวก amine หลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตชั้นใน epinephrine กระตุ้นเซลล์ตับ (hepatocyte) ให้เปลี่ยนglycogenไปเป็นน้ำตาลglucose(glycogenolysis)พบว่า epinephrine ไม่ได้เข้าไปในเซลล์และไม่ได้เกิดปฏิกริยาภายในเซลล์ แต่จะเกิดกลไลการออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็น เป้าหมาย

mechanism and metabolism of epinephrine93
กลไกการออกฤทธิ์และเมแทบอลิซึมของฮอร์โมนเอปิเนฟริน (Mechanism and metabolism of epinephrine)

epinephrineยังไปมีกลไกการออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์กล้ามเนื้อลายด้วย ทำให้เกิดการสลาย glycogen(glycogenolysis)เมื่อ glycogen ถูกเปลี่ยนไปเป็น glucose 1- phosphate แล้วต้องอาศัยกระบวนการglycolysis ไม่ใช้ O2 สลายเพื่อให้ได้ATPและกรดlactic acid เข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือด และอาศัยกระบวนการ Krebs cycle เพื่อให้ได้พลังงานออกมาด้วย

action of adrenal medulla hormones
การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นใน (Action of adrenal medulla hormones)

เมื่อคนเราอยู่ในสภาวะที่ตื่นเต้นหรือมีอารมณ์โกรธมาก ดีใจมาก หรือเผชิญกับสภาวะที่กดดัน ความเครียด (stress) หรือมีอันตราย (danger) ระบบประสาทส่วนกลาง (C.N.S.) จะกระตุ้นต่อมหมวกไตชั้นใน (adrenal medulla) ให้หลั่งฮอร์โมน epinephrineและnorepinephrineออกมาเข้าสู่ระบบหมุนเวียนของเลือด และระบบประสาทอัตโนมัติพวกsymphatheticจะถูกกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมน norepinephrine ออกมาด้วย

action of adrenal medulla hormones97
การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นใน (Action of adrenal medulla hormones)

ต่อมหมวกไตชั้นใน (adrenal medulla)สร้างฮอร์โมนที่เรียกว่า “fight or flight” hormonesหมายถึงฮอร์โมนที่ใช้ในการต่อสู้หรือวิ่งหนีเมื่อเผชิญกับสภาวะที่กดดันหรือมีอันตราย การทำงานของฮอร์โมนจะเป็นแบบที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วฉับไวในช่วงสั้นๆ (rapid, short-term response)ต่อสถานะการณ์ที่เผชิญอยู่ ฮอร์โมนทั้ง epinephrineและnorepinephrineไปกระตุ้นเซลล์ตับให้ปล่อยน้ำตาล glucose ออกมาสู่ระบบเลือดมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเพิ่มพลังงาน และนำไปใช้ในการตอบสนองต่อสภาวะนั้น ๆ โดยเกิดการตอบสนองแบบ short–term stress responseซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉับไว และจะลดถอยลงอย่างรวดเร็วหลังจากผ่านการเผชิญกับสภาวะนั้น ๆ ไปแล้ว

slide99

การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นนอก(Action of adrenal cortex hormones)

ต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สร้างฮอร์โมนออกมาทำงานร่วมกับฮอร์โมนที่มาจากต่อมหมวกไตชั้นใน(adrenalmedulla) เพื่อตอบสนองต่อความเครียด หรือสถานะการณ์ที่กดดัน (stress) ในการตอบสนองต่อความเครียดของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นนอก จะช้าและเกิดอยู่เป็นเวลานาน (long-term stressresponse)ซึ่งต่างกับฮอร์โมนที่มาจากต่อมหมวกไตชั้นในที่จะตอบสนองต่อความเครียดอย่างรวดเร็วแต่เกิดอยู่ในช่วงสั้นๆ (short-term stress response)

slide100

การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นนอก(Action of adrenal cortex hormones)

hypothalamus หลั่ง releasing hormone พวก ACTH-RH (adrenocorticotropic releasing hormone) ออกมาเพื่อไปกระตุ้นเซลล์เป้าหมายที่อยู่ในต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้สร้างและหลั่งฮอร์โมน ACTH (adrenocorticotropic hormone) ออกมาสู่ระบบเลือด ACTH จะกระตุ้นเซลล์ของต่อมหมวกไตชั้นนอกให้สร้างและหลั่ง steroid hormones ที่เรียกว่า corticosteroidsในมนุษย์ corticosteroids มี 2 ชนิด ได้แก่ mineralocorticoids (aldosterone) และglucocorticoidsฮอร์โมนทั้ง 2 ตัวนี้จำเป็นต่อการรักษาสมดุลย์ของชีวิต (homeostasis)ช่วยให้ร่างกายทำงานตามปกติไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะที่มีความเครียดหรือไม่ก็ตาม

slide101

การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นนอก(Action of adrenal cortex hormones)

ฮอร์โมน glucocorticoidsจะทำให้เพิ่มการสร้างของน้ำตาล glucose จากอาหารที่เป็น noncarbohydrates ทำให้เกิดน้ำตาล glucose เพิ่มขึ้นในเลือดให้พอเพียงสำหรับเป็นเชื้อเพลิงของเซลล์เพื่อตอบสนองต่อสภาวะที่กดดันหรือความเครียดที่ร่างกายเผชิญอยู่ แต่ถ้าปริมาณ glucocorticoids ในเลือดสูงอาจจะไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (suppress immunesystem)นอกจากนี้ glucocorticoids ยังไปลดอาการบวมบริเวณที่ติดเชื้อด้วยเหตุนี้แพทย์มักใช้ยาที่มี glucocorticoids สำหรับรักษาอาการบวม ตัวอย่างเช่น cortisone

slide103

การทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นนอก(Action of adrenal cortex hormones)

ฮอร์โมน mineralocorticoids (aldosterone)มีความสำคัญในการที่ทำให้เกิดการสมดุลย์ของเกลือและน้ำในเลือด ฮอร์โมนตัวนี้ทำให้มีการดูดซึมกลับ (reabsorbtion)ของ Na+และน้ำจากปัสสาวะที่ผ่านหลอดไตบริเวณ distal convoluted tubulesกลับคืนเข้าสู่เส้นเลือดบริเวณนั้น ผลคือทำให้เพิ่มปริมาตรของเลือดและทำให้ความดันเลือดสูง ในขณะที่ร่างกายตอบสนองต่อสถานะการณ์ที่กดดันที่ยืดเยื้อนานออกไป (prolonged stress)ถ้าขาดฮอร์โมน mineralocorticoids ร่างกายจะขับ Na+และน้ำออกมากับปัสสาวะเป็นจำนวนมาก ทำให้ปริมาณของเลือดลดลงอย่างมาก ความดันเลือดต่ำอาจถึงแก่ความตายได้

insect hormones
ฮอร์โมนของแมลง (Insect Hormones)

การเจริญเปลี่ยนแปลงรูปร่างแต่ละขั้นตอนของแมลงอยู่ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนซึ่งมีอยู่ 3 กลุ่ม

กลุ่มแรกได้แก่ฮอร์โมนจากสมอง (brain hormone, BH)

กลุ่มที่สองได้แก่ฮอร์โมน ecdysoneหรือที่เรียกว่า moltinghormone (MH)

กลุ่มที่สามได้แก่ juvenile hormone (JH)

นอกจากนี้ในแมลงยังสร้างสารเคมีจากต่อมมีท่อสำหรับดึงดูดเพศตรงกันข้ามให้เข้ามาผสมพันธุ์เรียกว่า pheromones

brain hormone bh
ฮอร์โมนจากสมอง (Brain hormone, BH)

Neurosecretory cellsภายในสมองสร้าง neurohormoneซึ่งเป็นพวก polypeptide ได้แก่prothoracotropichormone แล้วปล่อยออกมาทาง axon เข้าสู่เลือดซึ่งเรียกว่า haemolymph เพื่อไปกระ ตุ้นต่อมไร้ท่อที่อยู่บริเวณส่วนต้นของอก (บริเวณขาคู่หน้า) ต่อมนี้เรียกว่า prothoracic glandให้สร้างฮอร์โมนออกมา molting hormone (MH)หรือที่เรียกว่า ecdysone

ecdysone or molting hormone mh
เอกไดโซนหรือโมลติงฮอร์โมน (Ecdysone or molting hormone, MH)

MHเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจาก prothoracic glandมีหน้าที่ชักนำให้เกิดการลอกคราบและควบคุมการเจริญเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเป็นตัวเต็มวัย (metamorphosis)โดย MH ไปกระตุ้นยีน (gene) ในโครโมโซมให้มีการสังเคราะห์ DNA, RNA กรดอะมิโนและโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นตัวเต็มวัย

juvenile homone jh
จูวีไนล์ฮอร์โมน (Juvenile homone, JH)

ฮอร์โมนนี้สร้างมาจากต่อมไร้ท่อคู่เล็กๆ ที่อยู่ถัดสมองมาทางข้างท้ายเรียกต่อมนี้ว่า corpus allatumทำหน้าที่รักษารูปร่างลักษณะของตัวอ่อนแมลงคือตัวหนอน (larva)เอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นตัวเต็มวัย โดยทั่วๆ ไปการเติบโตของแมลงที่โตเต็มวัยจะยังไม่เกิดขึ้น ถ้าหากยังมีระดับ JH ในเลือดสูง แต่ถ้า JH มีระดับต่ำจะกระตุ้นให้ลอกคราบเป็นตัวดักแด้ (pupa)และถ้าไม่มี JH อยู่ในเลือดเลยก็จะลอกคราบจากดักแด้ไปเป็นตัวโตเต็มวัย

juvenile homone jh112
จูวีไนล์ฮอร์โมน (Juvenile homone, JH)

การทำงานของ MH จาก prothoracic gland และ JH จาก corpus allatum มีความสัมพันธ์กันอยู่คือขณะที่เป็นตัวหนอนอยู่ในระยะแรกๆ จะมี JH มาก แต่มี MH น้อยทำให้ตัวหนอนเจริญเติบโตลอกคราบเป็นตัวหนอนอยู่เช่นนั้น ต่อมาเมื่อ JH ลดลง จนเหลือน้อยมาก ตัวหนอนจะลอกคราบเจริญเปลี่ยนรูปร่างเป็นตัวดักแด้ ถ้าไม่มี JH แต่มี MH มากจะลอกคราบจากดักแด้เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นตัวเต็มวัย

pheromone
ฟีโรโมน (Pheromone)

Pheromoneเป็นสารประกอบเคมีที่แมลงปล่อยออกมานอกร่างกายเพื่อดึงดูดเพศตรงกันข้ามที่อยู่ใน species เดียวกันให้เข้ามาหาเพื่อผสมพันธุ์ pheromones สร้างมาจากต่อมมีท่อ (exocrineglands)แล้วปล่อยออกมาตามท่อสู่ภายนอกตัวโดยฟุ้งกระจายไปในอากาศหรือละลายในน้ำ และไปกระตุ้นเซลล์เป้าหมายที่อยู่ในเพศตรงกันข้ามที่อยู่ห่างไกลหลายกิโลเมตร ์) pheromone นี้จะไปกระทบกับเซลล์เป้าหมายที่อยู่ที่หนวดของตัวผู้ (male’s antennae) และจะไปกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม (behavior) ที่จะสืบพันธุ์