slide1
Download
Skip this Video
Download Presentation
ปัญหาโรคเด็กที่พบบ่อย ในโรงพยาบาลชุมชน

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 44

. 6 2552 - PowerPoint PPT Presentation


  • 361 Views
  • Uploaded on

ปัญหาโรคเด็กที่พบบ่อย ในโรงพยาบาลชุมชน. พญ . รัตนา กาสุริย์ 6 พฤศจิกายน 2552. โ รคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน. Pitfall ในการ management 1. การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ทำให้เด็กได้รับยามากเกินไปและ อาจเกิดการดื้อยาได้ 2. การใช้ยาลดน้ำมูกและยาแก้ไอ อย่างไม่เหมาะสม

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about '. 6 2552' - tamal


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

ปัญหาโรคเด็กที่พบบ่อยในโรงพยาบาลชุมชนปัญหาโรคเด็กที่พบบ่อยในโรงพยาบาลชุมชน

พญ. รัตนา กาสุริย์

6 พฤศจิกายน 2552

slide2
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
  • Pitfall ในการ management

1. การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ทำให้เด็กได้รับยามากเกินไปและ

อาจเกิดการดื้อยาได้

2. การใช้ยาลดน้ำมูกและยาแก้ไอ อย่างไม่เหมาะสม

3. การให้คำแนะนำไม่ถูกต้องควรเน้นเรื่องการเช็ดตัวและการ หลีกเลี่ยงอากาศเย็น

common cold
ไข้หวัด( Common cold )
  • สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนมากเกิดจาก rhinovirus, RSV, influenza virus
  • อาการ ไข้ จาม น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย
  • ตรวจร่างกาย พบไข้ต่ำๆ เยื่อบุจมูกบวมแดง คอแดงเล็กน้อย ฟังปอดเสียงหายใจปกติ ยกเว้นในเด็กเล็กอาจมีเสียง

ครืดคราดจากน้ำมูกอุดตันในช่องจมูก

  • การรักษา ไม่มีการรักษาจำเพาะของโรค

ให้รักษาตามอาการ

slide4
ยาปฏิชีวนะ ไม่ช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วย แต่อาจเกิดการแพ้ยาหรือการดื้อยาได้
  • ยาลดไข้ ใช้กรณีมีไข้ขึ้น ให้ได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรเน้นการเช็ดตัวที่ถูกต้องร่วมด้วยโดยใช้น้ำอุณหภูมิปกติ เช่น น้ำประปา ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำร้อนในการเช็ดตัว ยกเว้นช่วงอากาศหนาวเย็นอาจใช้น้ำอุ่นเล็กน้อยเช็ดตัว เวลาเช็ดตัวต้องแก้ผ้าเด็กออก และเน้นเช็ดบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ควรเช็ดนานประมาณ 10-15 นาที จนตัวเย็นลง
  • การติดแผ่นลดความร้อน (cool gel)ไม่ช่วยลดไข้และมีราคาแพง
slide5
ยาลดน้ำมูก

อาจได้ผลในเด็กโตที่มีน้ำมูกมาก แต่ในเด็กเล็กผลที่ได้ยังไม่แน่นอน และไม่ควรใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน เพราะอาจทำให้เกิดผลแทรกซ้อนของยาได้

ในทางปฏิบัติอาจใช้ไม้พันสำลีสอดเข้าไปซับน้ำมูกหรือดูดออกโดยใช้ลูกยางแดง กรณีมีน้ำมูกอุดตันอาจใช้น้ำเกลือ0.9%NSSหยอดจมูกเพียง 1-2 หยดเพื่อให้น้ำมูกลดความเหนียวลงแล้วใช้ผ้าซับออกหรืออาจใช้ 0.25-0.5% ephedrineหยอดจมูก แต่ไม่ควรใช้นานเกิน 5 วัน

slide6
ยาแก้ไอ

ไม่มีความจำเป็นในกรณีที่ไอเล็กน้อย อาจแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นหรือดื่มน้ำมากๆจะทำให้เสมหะเหลวและถูกขับออกมาได้ แต่ถ้าไอมากอาจให้ยาขับเสมหะ guaifenesin หรือ glyceryl guaiacolateส่วนยาระงับไอไม่ควรใช้ในเด็กเป็นหวัด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก นอกจากในรายที่ไอมากจนรบกวนการนอน อาจพิจารณาให้ dextrometrophanเป็นรายๆไป

  • Vitamin C ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าช่วยป้องกันโรคหวัดได้
acute pharyngitis tonsillitis
คออักเสบ (Acute pharyngitis,Tonsillitis)
  • สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส มีบางส่วนเกิดจากเชื้อ group A beta hemolytic streptococcus (GABHS )
  • อาการ

ถ้าเป็นจากเชื้อไวรัสอาการมักไม่รุนแรง ไข้ เจ็บคอเล็กน้อย ไอ น้ำมูก ตาแดง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต อาการมักเป็นไม่นานเกิน 5 วัน

slide8
ถ้าเป็นจากเชื้อGABHSมักพบในเด็กอายุ > 2 ปี มักมีไข้สูง ปวดศีรษะ เจ็บคอ ทอนซิลอักเสบบวมแดง อาจมีหนองบริเวณทอนซิลด้วย อาจมีจุดเลือดออกที่บริเวณเพดานอ่อน ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและกดเจ็บ
  • การวินิจฉัยแยกโรค

มักใช้ลักษณะอาการทางคลินิก กรณีต้องการยืนยันเชื้อทำได้โดยเก็บ Throat swab culture

slide12
การรักษา

ในกลุ่ม GABHSให้ยา penicillin50,000-100,000 ยูนิต/กก./วัน วันละ 3 ครั้ง นาน 10 วัน หรือ Amoxycillin 30-50 มก./กก./วัน นาน 10 วัน ถ้ามีประวัติแพ้ penicillinอาจให้ยาerythromycin 30-40 มก./กก./วัน นาน 10 วัน

ควรเน้นให้กินยาให้ครบ 10 วัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน คือ acute rheumatic feverและ acute glomerulonephritis

slide13
โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
  • Pitfall ในการ management

1. การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

2. พึงระลึกเสมอว่าหลักการรักษาที่สำคัญที่สุด คือ การให้สารน้ำทดแทนและแก้ไขสมดุลเกลือแร่ที่ผิดปกติ

3. ต้องแนะนำเรื่องการดูแลความสะอาด การล้างมือ และการล้างขวดนม ที่ถูกวิธี

slide14
อุจจาระร่วงเฉียบพลัน คือ การถ่ายอุจจาระเหลวอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายมีมูกหรือปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน

กรณีเด็กทารกกินนมแม่และมีอาการถ่ายบ่อย แต่กินได้ นอนหลับ น้ำหนักเพิ่มขึ้นปกติ ไม่ไช่ภาวะอุจจาระร่ว)

  • สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น rotavirus ส่วนเชื้อแบคทีเรียที่พบ เช่น shigella salmonella , E.coli
slide15
อาการ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. Dysentery diarrheaคือ ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน มีอาการปวดเบ่งร่วมด้วย ตรวจอุจจาระพบเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

2. Non-dysentery diarrhea คือ ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำไม่มีเลือดปน อาจเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

slide16
การรักษา

การให้สารน้ำทดแทน สิ่งสำคัญต้องประเมินให้ได้ว่ามีการขาดน้ำมากน้อยเพียงใด โดยประเมินจาก V/S , การตรวจร่างกาย และปริมาณปัสสาวะ และแก้ไขโดยแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ

1. ช่วง rehydration

แก้ตามภาวะการขาดน้ำโดยแก้ 5-10% deficit in 4-6ชั่วโมง โดยให้เป็น 5%DNSSหรือ 5%DN/2

2. ช่วง 24 ชั่วโมงต่อไป

ให้เป็นMaintenance +concurrent loss

slide17
ORSปัจจุบันใช้แบบ Reduce osmolarityคือ มีโซเดียม 75 mmol/L ถ้าเด็กขาดน้ำไม่มาก อาจแนะนำการกิน ORSและดูแลที่บ้านได้
  • การให้ยาปฏิชีวนะ

ควรเลือกให้เฉพาะในรายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะ shigellaแต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถบอกเชื้อสาเหตุได้แน่นอน ฉะนั้นควรเลือกให้เฉพาะรายที่มีอาการเข้าได้กับการติดเชื้อ shigella คือ มักพบในเด็กโต มีไข้ ปวดเบ่ง ถ่ายปนมูกเลือด แต่ในช่วงแรกอาจถ่ายเป็นน้ำได้ต่อมาจึงมีมูกเลือดปน

slide18
ยาที่ใช้คือ norfloxacin 10-20 มก./กก./วัน หรือcetriaxone 50 มก./กก./วัน ฉีดเข้ากล้าม

กรณีเด็กเล็กที่มีไข้ร่วมกับถ่ายอุจจาระเป็นน้ำหรือเป็นมูกแต่ไม่มีเลือด มักมีสาเหตุจากเชื้อไวรัส ฉะนั้นการให้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีประโยชน์

wheezing child
Wheezing Child
  • Pitfall ในการ management

1. แพทย์มักให้การวินิจฉัยเด็กที่ฟังปอดได้ยินเสียง wheezing ว่าเป็นโรคหอบหืดและรักษาด้วยการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป

2. การให้คำแนะนำในการดูแลเด็กที่มี wheezing ยังไม่ถูกต้อง

slide20
Wheezing คือ เสียงที่เกิดจากลมหายใจผ่านหลอดลมที่แคบกว่า ปกติ ซึ่งอาจเกิดจาก asthma, allergy, croup, foreign body หรือใน เด็กเล็กอาจเกิดจากการบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจหรือมีเสมหะมาก อุดในหลอดลม ฉะนั้นต้องแยกให้ได้ก่อนว่าเกิดจากอะไรจึงให้การรักษาต่อไป
slide21
Acute wheezingถ้าเกิดในเด็ก < 3 ปี มักพบในภาวะ respiratory tract infection เช่น acute bronchiolitis , croup, viral pneumonia หรือ first attack ของ asthma แต่ถ้าเกิดในเด็กอายุ> 3 ปี ส่วนใหญ่เกิดจาก asthmatic attack
  • Recurrent wheezingคือ การตรวจพบว่ามี wheezing เป็นๆหายๆ มากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก asthma
slide22
ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ต้องหาสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ asthma คือ

- ตรวจพบ unilateral หรือ asymmetrical wheezing,

- มี failure to thrive,

- stridor,

- clubbing finger

slide23
สิ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยว่าเป็น asthmaคือ
  • ประวัติ recurrent wheezing ร่วมกับอาการไอ,
  • มักมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว,
  • มีสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการหอบ เช่น การติดเชื้อไวรัส สูดควันบุหรี่ อากาศเย็นจัด ฝุ่นละออง การออกกำลังกาย
  • การตรวจร่างกายจะพบ expiratory wheezing อาจตรวจพบอาการของโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย เช่น เยื่อจมูกบวม ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง
  • การทดสอบโดยการพ่นยาจะมีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมดีมาก
slide24
การรักษา ให้การรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิด wheezing ถ้าเป็นจาก asthma ให้การรักษาดังนี้

Specific treatment

  • Beta2 agonistที่ใช้บ่อยคือ salbutamol และ terbutaline มีทั้งแบบ inhale, oral ส่วนมากนิยมใช้แบบพ่นโดยใช้ ventoline solution 0.01-0.03 cc/kg/dose ผสมกับ NSS เป็น 3-3.5 cc พ่น
  • Steroid กรณี acute asthmatic attack ถ้ากินได้ให้ prednisolone 1-2 mg/kg/day ถ้ากินไม่ได้ให้ Hydrocortisone IV 3-5 mg/kg/dose ทุก 4-6 ชั่วโมง
slide25
Supportive and symptomatic treatment
  • Oxygen ควรให้ทุกรายที่มีอาการหอบ
  • IV fluid = maintenance+dehydration ไม่ควรให้มากเกินไป อาจเกิด SIADH
  • Antibiotic ให้เฉพาะรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • Antihistamine ไม่จำเป็นต้องให้เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลงจาก drying effect ของยา
  • สิ่งสำคัญที่สุดควรแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจในโรคและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ อากาศเย็น และควรแนะนำให้ออกกำลังกายตามความเหมาะสม
recurrent abdominal pain
Recurrent Abdominal Pain
  • Pitfall ในการ management

1. แพทย์มักให้การรักษาแบบ Dyspepsia โดยให้แต่ยากิน แต่ไม่ได้อธิบายโรคและไม่ได้ให้คำแนะนำ ทำให้ผู้ปกครองกังวลและพาไปพบแพทย์โดยเปลี่ยนหมอไปเรื่อยๆ

2. แพทย์มักวินิจฉัยเบื้องต้นจากประวัติโดยอาจไม่ได้

ตรวจร่างกายละเอียดทำให้วินิจฉัยแยกโรคไม่ถูกต้อง

slide27
อาการปวดท้องเป็นๆหายๆ คืออาการปวดท้องที่เป็นมาอย่างน้อย 3 ครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
  • สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจาก functional abdominal pain คือ ไม่มีสาเหตุทางกายที่ชัดเจน โดยอาการปวดจะไม่สัมพันธ์กับการกิน การขับถ่าย อาการปวดไม่ได้เป็นการแกล้งทำ และมีผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน โดยมักปวดรอบๆสะดือ ปวดเป็นพักๆ อาจมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ร่วมด้วย แต่มักไม่อาเจียน สาเหตุ เกิดจากระบบทางเดินอาหารไวต่อการกระตุ้นมากกว่าคนปกติ สิ่งกระตุ้น เช่น ท้องผูก การติดเชื้อไวรัส แก๊สในลำไส้ อาหารบางชนิด การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจอารมณ์
slide28
สิ่งสำคัญคือ ต้องทราบถึงอาการบ่งชี้ของ Organic abdominal painคือ ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ต้องหาสาเหตุอื่นเพิ่มเติม ได้แก่
  • อาการปวดมากจนตื่นมากลางดึก
  • อาเจียนบ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาเจียนมีน้ำดีหรือเลือดปน
  • มีอาการร่วม เช่น มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • ตำแหน่งที่ปวดชัดเจนห่างจากสะดือ
  • ตรวจพบ organomegaly
slide29
การรักษา

1.Reassurance อธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่าการปวดท้องของเด็กเป็นเรื่องจริงไม่ได้แกล้งทำ แต่ไม่ใช่พยาธิสภาพของอวัยวะโดยตรง เกิดจากการทำงานของลำไส้ที่ไวต่อการกระตุ้นและมีการตอบสนองมากกว่าคนปกติ

2.Psychological support ค้นหาสาเหตุความเครียดทางกายและจิตใจแล้วพยายามแก้ไข

slide30
3. Environment modification หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมอาการปวด ลดการถามนำและการแสดงความวิตกเกี่ยวกับการปวดท้อง และพยายามให้เด็กมีกิจวัตรตามปกติ

4. การปรับอาหารโดยการเพิ่ม fiber ควรงดเครื่องดื่มที่มี caffeine น้ำอัดลม อาหารรสจัด อาหารที่มีไขมันสูง

5. การให้ยา ส่วนใหญ่เป็นยาที่ใช้ในการรักษา dyspepsiaเช่น ranitidine, domperidone, omeprazole, antacid

pneumonia
โรคปอดบวม ( Pneumonia )

Pitfall ในการ management

1.กรณีที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดบวม แพทย์มักให้ยาปฏิชีวนะเสมอ โดยไม่ได้แยกว่าเป็นปอดบวมจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

2.กรณีรักษาไปแล้วไข้ไม่ลดลงแพทย์มักเปลี่ยนเป็นยาที่แรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่หาสาเหตุร่วมอย่างอื่นที่ทำให้เกิดไข้ได้ เช่น thrombophleblitis ,pleural effusion

3. ต้องไม่ลืมว่าโรคปอดบวมใน พ.ศ.2552 อาจเกิดจาก Influenza virus H1N1 ได้ กรณีรักษาแล้วไม่ดีขึ้นอาจพิจารณา add ยา Oseltamivir

slide32
ปอดอักเสบ คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อทำให้มีการอักเสบของปอดบริเวณหลอดลมฝอยส่วนปลายและถุงลม
  • สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น Adenovirus, Influenza virus และเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pneumoniae, Mycoplasma pneumoniae ซึ่งจะเป็นเชื้ออะไรขึ้นอยู่กับกลุ่มอายุผู้ป่วยและ host

slide33
ประวัติสำคัญ คือ ไข้ ไอ หอบ อาจมีซีดเขียวหรือหยุดหายใจร่วมด้วย
  • ตรวจร่างกาย มักพบว่ามีไข้และหายใจเร็วกว่าเกณฑ์ปกติ หายใจลำบาก เช่น มี retraction ฟังเสียงปอดได้ยิน crepitation หรือ rhonchi
  • การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการCBC, film CXR, sputum G/S C/S, nasopharyngeal swab
slide34
*สิ่งสำคัญควรแยกให้ได้ว่าปอดบวมเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส โดยพิจารณาจาก

Bacterial pneumonia Viral pneumonia

Onset Abrupt Gradual

  • Temperature > 38.5 c < 38.5 c
  • Lung อาจได้ยินเสียงcrepitationมักได้ยินเสียง wheezing ,rhonchi
  • WBC > 15,000 < 15,000
  • PMN > 10,000 < 10,000
  • CXR อาจพบ alveolar , patcy infiltration Hyperinflation,
  • Pneumatocele, pleural effusion Interstitial infiltration
slide37
การรักษา
  • กรณีเป็นจากเชื้อไวรัส ไม่มีการรักษาจำเพาะยกเว้น Oseltamivir ใน case Influenza
  • กรณีเป็นจากเชื้อแบคทีเรีย ให้ยาปฏิชีวนะโดยคำนึงถึง อายุ อาการทางคลินิก และ CXR โดยพิจารณาดังนี้
  • อายุ < 20 วัน ควร Admit ทุกราย ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ group B streptococci และ gram negative bacilli

ให้ Ampicillin (100-200 MKD) + Gentamicin (5-7 MKD) หรือ 3rdCephalosporin เช่น Claforan (100-200 MKD) ให้ยานาน 7-10 วัน

slide38
อายุ 3 สัปดาห์-3 เดือน

กรณีไม่มีไข้ อาการค่อยเป็นค่อยไป ไอเป็นชุดแบบตื้นๆ อาจมีตาอักเสบร่วมด้วย ควรคิดถึงC.tracomatis

ให้กิน Erythromycin นาน10-14 วัน

ถ้ามีไข้ควร Admit และให้ยา Ampicillin หรือ3rdCephalosporin

slide39
อายุ 3 เดือน-5ปี ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ S.pneumoniae และ H.influenzae

ถ้าไม่รุนแรงให้กิน Amoxycillin 40-50MKD ถ้าแพ้ Penicillin ให้ยา Erythromycin แทน

ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 2 วันให้คิดถึงเชื้อดื้อยา พิจารณาเปลี่ยนยาเป็น Augmentin (40-50 MKD ของamoxy)

ในรายที่มีอาการุนแรง พิจารณา admit ควรให้3rdCephalosporin หรือ Augmentin ฉีดนาน 10-14 วัน

slide40
อายุ 5-15 ปี

ถ้าไม่รุนแรงหรือสงสัยเป็นจาก M.pneumoniae ให้กิน Erythromycin นาน 7-10วัน กรณีสงสัยเป็นจาก S.pnemoniae ให้ยาAmoxycillin หรือ Penicillin 7-10 วัน

ในรายที่มีอาการรุนแรง ควรให้ Ampicillin หรือ3rdCephalosporin ฉีดนาน 10-14 วัน

กรณีสงสัยเป็นจาก S.aureus ( เด็กเล็กไข้สูง อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว CXR พบ pneumatocele) ควรให้ฉีด Cloxacillin (100-150 MKD) นาน 3 สัปดาห์

slide42
การรักษาทั่วไป

1.การให้ออกซิเจน ควรให้ทุกรายที่มี Oxygen sat room

air < 92%

  • 2.การให้สารน้ำ ควรให้อย่างเพียงพอ ควรเช็ค electrolyte เป็น

ระยะ ระวัง SIADH

  • 3.ให้ยาขยายหลอดลม ในรายที่ได้ยินเสียง wheezing หรือ

rhonchi และตอบสนองดีต่อการพ่นยาขยายหลอดลม

slide43
ภาวะแทรกซ้อน
  • กรณียังมีไข้หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังการรักษาแล้ว 2 วัน ควรประเมินว่ามีภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นหรือไม่ เช่น pleural effusion, pneumatocele, lung abscess โดยควรส่ง film x-ray ซ้ำ
  • นอกจากนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อที่อื่นจากภาวะ septicemia เช่น osteomyelitis, septic arthritis โดยเฉพาะรายที่ติดเชื้อ S.aureus
slide44
THANK YOU

FOR

YOUR ATTENTION

ad