slide1
Download
Skip this Video
Download Presentation
ระบบกำจัดของเสียโดยไต

Loading in 2 Seconds...

play fullscreen
1 / 36

ระบบกำจัดของเสียโดยไต - PowerPoint PPT Presentation


  • 188 Views
  • Uploaded on

ระบบกำจัดของเสียโดยไต. อ. วัชรวิทย์ มีหนองใหญ่. วัตถุประสงค์. เพื่อให้นิสิตทราบโครงสร้างและกลไกการทำงานของไต เพื่อให้นิสิตสามารถทราบเกี่ยวกับกลไกในการขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อให้นิสิตรู้เกี่ยวกับกลไกการควบคุมสมดุลของน้ำโดยฮอร์โมนได้. อวัยวะขับถ่ายปัสสาวะ (Urinary organs). ไต ( Kidneys )

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' ระบบกำจัดของเสียโดยไต' - sela


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
slide1

ระบบกำจัดของเสียโดยไตระบบกำจัดของเสียโดยไต

อ. วัชรวิทย์ มีหนองใหญ่

slide2

วัตถุประสงค์

  • เพื่อให้นิสิตทราบโครงสร้างและกลไกการทำงานของไต
  • เพื่อให้นิสิตสามารถทราบเกี่ยวกับกลไกในการขับถ่ายปัสสาวะ
  • เพื่อให้นิสิตรู้เกี่ยวกับกลไกการควบคุมสมดุลของน้ำโดยฮอร์โมนได้
urinary organs
อวัยวะขับถ่ายปัสสาวะ (Urinary organs)
  • ไต (Kidneys)
  • กรวยไต (Renal pelvis)
  • ท่อไต (Ureters)
  • กระเพาะปัสสาวะ (Urinary bladder)
  • ท่อปัสสาวะ (Urethra)
kidneys
ไต (Kidneys)

ทำหน้าที่ดังนี้

  • กำจัดของเสียออกจากเลือด
  • ควบคุมของเหลวและเกลือแร่ให้สมดุล
  • ควบคุม Osmotic pressure ในเลือดและในเนื้อเยื่อ
  • กำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากเลือด

จะมีเลือดไหลเวียนไปที่ไต 1.5 ลิตร และทำให้เกิดน้ำปัสสาวะได้ 1.5 ลิตรภายใน 24 ชม.

slide6
ตำแหน่งที่อยู่ของไต
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีไต 2 อัน ขนาบอยู่ข้างกระดูกสันหลัง ในคนไตข้างขวาจะอยู่ต่ำกว่าไตด้านซ้ายเล็กน้อย
  • ในสัตว์สี่เท้าไตจะอยู่ด้านบนของช่องท้องขนาบอยู่ข้าง aorta และ vena cava ในระดับเดียวกับกระดูกสันหลังส่วนเอวชิ้นต้นๆ
  • ในสัตว์เคี้ยวเอื้องเมื่อกระเพาะรูเมนเต็มจะดันให้ไตซ้ายผ่านข้ามแนวกลางลำตัวไปทางขวา จึงมีผลทำให้เส้นเลือด renal arteriesและ renal veinทางด้ายซ้ายยาวกว่าด้านขวา
slide7
ลักษณะของไต
  • ในแพะ แกะ และสัตว์กินเนื้อ ลักษณะของไตจะเป็นรูปกลมหนา
  • ไตของสุกรจะเป็นรูปค่อนข้างแบน
  • ไตของม้าจะเป็นรูปหัวใจ
  • ไตของโคจะเป็นก้อนหลายๆก้อนรวมกันเป็นรูปรีไม่สม่ำเสมอ

สีของไตจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลแดงไปจนถึงสีน้ำเงินเข้มขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดที่อยู่ภายในไต

slide8
ลักษณะภายนอกของไต
  • ไตประกอบด้วยผิวด้านบนและผิวด้านล่าง ส่วนด้านข้างโค้งออกและด้านในเว้าเข้า
  • ขั้วไต (Renal hilus) เป็นรอยเว้าทางขอบด้านในที่มีเส้นเลือด หลอดน้ำเหลือง เส้นประสาทและหลอดไต เข้าไปยังไต
  • Renal hilus นี้จะเป็นทางเข้าไปสู่ช่องว่างภายในไต เรียกว่า กรวยไต (renal pelvis)
slide10
ลักษณะภายในของไต
  • ไตประกอบด้วยชั้นนอก (cortex) และชั้นใน (medulla)
  • เนื้อไตในส่วนของ medulla จะมีโครงสร้างเป็นสามเหลี่ยมเรียกว่า pyramid ซึ่งแต่ละอันจะยื่นเข้าสู่ minor calyx และรวบรวมเข้าสู่ major calyx ไหลเข้าสู่ Pelvis และ ureter ตามลำดับ
  • ในไตวัวไม่มี pelvis ของเหลวจาก major calyx จึงไหลเข้าสู่ ureter เลย
slide12
การทำงานของไต
  • การทำงานของไตเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานของหน่วยย่อยของไต ที่เรียกว่า nephron
  • ไตแต่ละข้างประกอบด้วย nephron ประมาณ 1 ล้านอัน
  • Nephron ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
    • Renal copuscle
    • ท่อไต (Tubule)
renal corpuscle
Renal corpuscle
  • เป็นส่วนต้นของ Nephron เลือดที่เข้ามาในไตจะถูกกรองที่นี่
  • Renal corpuscle ประกอบด้วย

Glomerulus คือ กลุ่มของเส้นเลือดฝอย (capillaries) ที่มารวมกันเป็นกลุ่ม ทำหน้าที่กรองพลาสมาให้เข้ามาในท่อBowman\'s capsule มีลักษณะเป็นถุงหุ้มรอบ glomerulus ส่วนนี้จัดเป็นส่วนต้นของท่อไต(Tubule)

tubule
ท่อไต (Tubule)
  • ท่อไตส่วนต้น (proximal convoluted tubule)
  • ท่อไตรูปตัวยู (Loop of Henle)
  • ท่อไตส่วนปลาย (distal convoluted tubule)
  • ท่อไตรวม (collecting tubule)
proximal convoluted tubule
ท่อไตส่วนต้น (proximal convoluted tubule)

ซึ่งแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ส่วน คือ

1) convoluted portion มีลักษณะโค้งงอ

2) straight portion มีลักษณะตรง

loop of henle
ท่อไตรูปตัวยู (Loop of Henle)
  • ท่อตัวยูขาลง (descending limb)
  • ท่อตัวยูขาขึ้น (ascending limb) ซึ่งยังแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน
    • thin ascending limb
    • thick ascending limb
slide17

ท่อไตส่วนปลาย (distal convoluted tubule)

  • ต่อมาจากหลอดไตรูปตัวยู
  • มีการดูดซึม Na+ , Cl- และ HCO3- แต่ขับ K+, H+, NH4+ สู่ปัสสาวะ (morehypo-iso)
  • ถัดไปจะเป็นหลอดไตรวม (Collecting tubule)
slide18

ท่อไตรวม (collecting tubule)

  • เป็นส่วนสุดท้ายของ nephron ทำหน้าที่เก็บรวบรวมน้ำปัสสาวะจาก ท่อไตส่วนปลายของหลาย nephron
  • จากนั้นส่งต่อไปยัง pelvis เพื่อขับออกไปทาง ureter อีกทีหนึ่ง
slide19
กลไกการสร้างน้ำปัสสาวะกลไกการสร้างน้ำปัสสาวะ

ไตผลิตปัสสาวะได้โดยผ่านกระบวนการพื้นฐานที่สำคัญ 3 ขั้นตอน คือ

  • Filtration
  • Tubular secretion
  • Tubular reabsorption
filtration
การกรอง (filtration)
  • เป็นขั้นแรกในการทำให้เกิดปัสสาวะ
  • เป็นการกรองเลือดที่ glomerulus ผ่านผนังเส้นเลือดฝอย glomerular capillaries ลงไปยัง Bowman\'s capsule
  • โดยกรองเอาทุกอย่างที่มีอยู่ในพลาสมายกเว้นโปรตีนและเม็ดเลือด
  • จากนั้นของเหลวก็จะไหลผ่านไปยังท่อไตส่วนต่างๆ
reabsorption
การดูดซึมกลับ (Reabsorption)
  • ที่ Proximal convoluted tubule Na+ และน้ำจะถูกดูดซึมกลับ (iso)
  • ที่ descending loop of Henleดูดซึมน้ำกลับมากแต่อิออนและยูเรียดูดซึมกลับน้อยจึงทำให้ปัสสาวะบริเวณนี้มีความเข้มข้นมาก (hyper)
  • ที่ aescending loop of Henleเซล์เยื่อบุจะไม่ยอมให้น้ำผ่านได้ แต่ยอมให้อิออนและยูเรียผ่านได้มากจึงทำให้ปัสสาวะเข้มข้นลดลง (iso-hypo)
reabsorption1
การดูดซึมกลับ (Reabsorption) ต่อ
  • ที่ distal convoluted tubule มีการดูดซึม Na+ , Cl- และ HCO3- แต่ขับ K+, H+, NH4+ สู่ปัสสาวะ (morehypo-iso)
  • Collecting tubule มีการดูดซึม Na+ แต่ขับ K+และ Cl- ออกสู่ปัสสาวะ

สำหรับการยอมให้ดูดน้ำกลับขึ้นอยู่กับฮอร์โมน ADH (iso)

secretion
การขับออก (Secretion)
  • คือการขนถ่ายสารจากเลือด (peritubular capillaries) เข้าไปยังท่อไต
slide25
ระบบเลือดของไต
  • เลือดมาเลี้ยงไตทางเส้นเลือดที่ชื่อว่า renal arteries ซึ่งเป็นแขนงของ abdominal aorta ผ่านเข้าไปที่ renal hilus
  • และแตกแขนงออกไปเป็น afferent arterioles และเป็นกลุ่มเส้นเลือดฝอย glomerular capillaries ที่อยู่บริเวณ Bowman’ capsule
  • จากนั้นออกไปตามเส้นเลือด efferent arteriole ซึ่งจะแตกแขนงอีกครั้งเป็น peritubular capillaries ก่อนเข้าสู่เส้นเลือดดำ renal vein และ posterior vena cava เข้าสู่หัวใจต่อไป
renal pelvis
กรวยไต (Renal pelvis)
  • แบ่งออกเป็น minor calyces และ major calyces ซึ่งเป็นองค์ประกอบ ส่วนต้นของ ท่อนำน้ำปัสสาวะออกของไต
slide28
การควบคุมปริมาณของเหลวและองค์ประกอบแร่ธาตุการควบคุมปริมาณของเหลวและองค์ประกอบแร่ธาตุ
  • ปัจจัยที่มีผลต่อสมดุลของน้ำในร่างกาย = การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ, ความเข้มข้นของแร่ธาตุ, การกินอาหาร, การดื่มน้ำ, การเสียเลือด
  • การหลั่งฮอร์โมน ADH

- มีผลทำให้มีการดูดน้ำกลับที่ collecting duct มากขึ้น

  • การหลั่งฮอร์โมน Aldosterone

- มีผลทำให้มีการดูด Na+กลับj distal convolute tubule มากขึ้น

antidiuretic hormone adh vasopressin
Antidiuretic hormone (ADH) หรือ vasopressin
  • เปนโปรตีนฮอรโมน คัดหลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง
  • หน้าที่คือรักษาระดับน้ำภายในร่างกายเอาไว้
  • กระตุ้นการบีบตัวของเส้นเลือดแดงทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • หากดื่มน้ำมากจะไม่มีการหลั่ง ADH
aldosterone
อัลโดสเตอโรน (aldosterone)
  • เปนสเตอรอยดฮอรโมนสร้างจากต่อมหมวกไตชั้นนอก
  • ทำหน้าที่ควบคุมการดูดกลับของ Na+ที่หลอดไต
  • การหลั่งฮอรโมน aldosterone เกิดจากสภาวะที่เลือดมีความดันต่ำเนื่องจากการขาดน้ำ หรือการมี Na+ลดลงในเลือด
renin angiotensin system
Renin-angiotensin system
  • ความดันใน affarent arterioleลดลง และปริมาณของ Na+ ที่บริเวณตอนต้นของ distal convolute tubule ลดลง มีผลไปกระตุ้นกลุ่มเซลล์ juxtaglomerular apparatus ที่อยู่รอบๆ affarent arterioleให้หลั่งเอนไซม์ Renin
  • เอนไซม์Renin จะเปลี่ยน angiotensinogen ให้เป็น angiotensin I และ angiotensin II ซึ่งจะมีผลทำให้เส้นเลือดหดตัวและความดันในเลือดเพิ่มขึ้น
slide32

เส้นเลือดหดตัว

เพิ่มการดูดซึม Na+ และ น้ำ ที่ DCT และ CT

slide34
การควบคุมสมดุลกรดเบสโดยไตการควบคุมสมดุลกรดเบสโดยไต
  • โดยปกติแล้วเลือดแดงมี pH ประมาณ 7.4 และเลือดดำมี pH ประมาณ 7.35
  • ถ้าเกิด acidosis คือร่างกายมี CO2 ในเลือดมาก แพร่เข้าสู่เซลล์เยื่อบุผิวกลายเป็นกรดคาร์บอนิก (H2CO3)
  • จากนั้นจะแตกตัวมีผลทำให้ H+เพิ่มมากขึ้น ไตต้องรักษาสมดุลโดยการกำจัด H+ ออกทางน้ำกรอง
  • โดย H+จะรวมตัวกับ NH3เป็น NH4+ แล้วจับกับ Cl-ในรูป NH4Clแล้วออกทางปัสสาวะ
slide35
การควบคุมสมดุลกรดเบสโดยไตการควบคุมสมดุลกรดเบสโดยไต
  • เมื่อเกิดภาวะ Alkalosis ไตต้องรักษาสมดุลโดยการกำจัด HCO3-ออกทางน้ำกรองมากกว่า H+
  • HCO3-ก็จะจับกับไอออนบวกในน้ำกรองแล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ
  • H+ในเลือดก็จะสูงขึ้น pH ในร่างกายก็จะกลับคืนสู่ปกติ
ad