ฮีตสิบสอง
Download
1 / 25

.. - PowerPoint PPT Presentation


  • 86 Views
  • Uploaded on

ฮีตสิบสอง ประเพณีสิบสองเดือน. ผศ.ดร.พุทธรักษ์ ปราบนอก. ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ขนบธรรมเนียมประเพณีของอีสานแตกต่างจากภาคกลางตรงที่ขนบธรรมเนียม ประเพณีของภาคกลางได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู และคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about '.. ' - palti


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

ฮีตสิบสอง

ประเพณีสิบสองเดือน

ผศ.ดร.พุทธรักษ์ ปราบนอก

ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


ขนบธรรมเนียมประเพณีของอีสานแตกต่างจากภาคกลางตรงที่ขนบธรรมเนียม ประเพณีของภาคกลางได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู และคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์

ส่วนขนบธรรมเนียมของอีสานได้รับอิทธิพลจากล้านช้าง เข้าใจว่าวัฒนธรรมล้านช้างได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน คือ การเคารพบรรพบุรุษ ผีปู่ตา ผีแถน ผีฟ้า ผีตาแฮก (ผีนาผีไร่) ขนบธรรมเนียม ประเพณีของภาคกลางจึงมีลักษณะเป็นพราหมณ์มากกว่าพุทธ


ฮีตสิบสอง ประเพณีของภาคกลางได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู และคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์ หรือ จารีตประเพณี ประจำสิบสองเดือน ที่สมาชิกในสังคมได้มีโอกาสร่วมชุมนุมกันทำบุญ เป็นประจำในทุกๆ เดือนของรอบปี "ฮีต" มาจากคำว่า "จารีต" ถือเป็นจรรยาของสังคม ถ้าฝ่าฝืนมีความผิด เรียกว่า ผิดฮีต หมายถึง ผิดจารีต


เดือนเจียง ประเพณีของภาคกลางได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู และคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์ (เดือนอ้าย) / บุญเข้ากรรม

เถิงเดือนเจียง เข้ากลายมาแถมถ่าย ฝูงหมู่สังฆเจ้าก็เตรียมเข้าอยู่กรรม มันหาธรรมเนียมนี้ถือมาตั้งแต่ก่อน อย่าได้ละห่างเว้นเว็นสิข่องแล่นนำ แท้แหล่ว บุญเข้ากรรม เป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้ากรรม (ปริวาสกรรม) เพื่อให้พระสงฆ์ผู้กระทำผิด ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติตนให้ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป


เดือนยี่ / บุญคูณลาน ประเพณีของภาคกลางได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู และคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์

ฮีตหนึ่งนั้น พอแต่เดือนยี่ได้ล้ำล่วงมาเถิง ให้พากันหาฟืนสู่คนโฮมไว้ อย่าได้ไลคองนี้ มันสิสูญเสียเปล่า ข้าวและของหมู่นั้นสิหายเสี่ยงบ่ยัง จงให้ฟังคองนี้ แนวกลอนเฮาบอก อย่าได้เอาออกแท้ เข็นฮ้ายสิแล่นเถิง เจ้าเอย

หลังการเก็บเกี่ยวจะทำบุญคูณข้าวหรือบุญคูณลาน นิมนต์พระสวดมนต์เย็น เพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก รุ่งเช้าเมื่อพระฉันเช้าแล้วจะทำพิธีสู่ขวัญข้าว


การทำบุญร่วมกันทั้งหมู่บ้าน เรียกว่า บุญกุ้มข้าวใหญ่ โดยชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกของตนคนละเล็กละน้อยไปกองรวมกันที่ศาลากลางบ้าน เรียกว่า กุ้มข้าว แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ และถวายทานตามประเพณีแล้วถวายข้าวเปลือกนั้นแก่คณะสงฆ์


เดือนสาม / บุญข้าวจี่ เรียกว่า บุญกุ้มข้าวใหญ่ โดยชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกของตนคนละเล็กละน้อยไปกองรวมกันที่ศาลากลางบ้าน เรียกว่า กุ้มข้าว แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ และถวายทานตามประเพณีแล้วถวายข้าวเปลือกนั้นแก่คณะสงฆ์ฮีตหนึ่งนั้น เถิงเมื่อเดือนสามได้จงพากันจี่ข้าวจี่ไปถวายสังฆเจ้า เอาแท้หมู่บุญ กุศลสินำค้ำตามเฮามื้อละคาบ หากธรรมเนียมจั่งซี้มันแท้แต่นาน

ตอนเช้าทำข้าวจี่ไปวัดเพื่อถวายพระสงฆ์เป็นภัตตาหารเช้า ตอนกลางคืนพิธีทางศาสนาในวันมาฆบูชา


ข้าวจี่ เรียกว่า บุญกุ้มข้าวใหญ่ โดยชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกของตนคนละเล็กละน้อยไปกองรวมกันที่ศาลากลางบ้าน เรียกว่า กุ้มข้าว แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ และถวายทานตามประเพณีแล้วถวายข้าวเปลือกนั้นแก่คณะสงฆ์3 ระดับ

ระดับที่ 1 ข้างนอกทาไข่ ข้างในมีน้ำอ้อยผสม

ระดับที่ 2 ข้างนอกไม่ได้ทาไข่ ข้าวในมีน้ำอ้อยผสม ระดับที่ 1 และ 2 ถวายพระภิกษุ

ระดับที่ 3 ทาแต่เกลือไว้ข้างนอกเท่านั้น ถวายเณร

"....เดือนสามคล้อย ลมวอยๆปั้นข้าวจี่ ปั้นข้าวจี่บ่มีน้ำอ้อย จัวน้อยเช็ดน้ำตา..."


เดือนสี่ / บุญผะเวด / บุญพระเวส

ฮีตหนึ่งพอเถิงเดือนสี่ได้ให้เก็บดอกบุปผา มาลาหอมสู่คนเก็บไว้ อย่าได้ไลคองนี้ เสียศรีสูญเปล่า หากเอาตากแดดไว้ ให้ทำแท้สู่คน แท้ดาย

บุญผะเวด มีวันโฮม และวันฟังเทศน์ รวมทั้งจัดให้มีหอพระอุปคุตไว้ทางทิศตะสันออกของศาลาเพื่อให้งานมีความสงบเรียบร้อย


ขั้นตอนการทำบุญผะเวด บุญพระเวส

1. การใส่หนังสือ / ลำผะเวด มาแบ่งแล้วส่งไปให้ตามวัดต่างๆ เพื่อให้นำมาเทศน์ตามวันที่กำหนดไว้

2. การแห่ผะเวด ในตอนเย็นของวันโฮม

3. การแห่ข้าวพันก้อน คือ ก้อนข้าวเหนียวก้อนเล็กๆ นำมาถวายเป็นพุทธบูชา ในวันเทศน์มหาชาติ เป็นการบูชา คาถาพัน เพราะคาถาในพระเวสสันดรชาดกมีหนึ่งพันพระคาถาราม 13 กัณฑ์

4. "กัณฑ์หลอน" ไม่เจาะจง ส่วน "กัณฑ์จอบ" ถวายแบบเจาะจงเพราะต้องแอบซุ่มดูให้แน่เสียก่อนว่าใช่พระรูปที่จะถวายเฉพาะเจาะจง หรือไม่


เดือนห้า / สงกรานต์ ฮีตหนึ่งนั้น เถิงเดือนห้าได้พวกไพร่ซาวเมือง จงพากันสรงน้ำขัดสีพุทธรูป ให้ทำทุกวัดแท้อย่าไลม้างห่างเสีย ให้พากันทำแท้ๆ ไผๆ บ่ได้ว่า ทุกทั่วทีปแผ่นหล้าให้ทำแท้สู่คน จั่งสิสุขยิ่งล้นทำถืกคำสอน ถือ

ฮีตคองควรถือแต่ปฐมพุ้น


1. สงกรานต์วันสังขารล่วง วันที่ 13 เมษายน

2. วันสังขารเน่า วันที่ 14 เมษายน เป็นวันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพชน

3. วันสังขารขึ้น วันที่ 15 เมษายน เป็นวันทำบุญตักบาตรแล้วสรงน้ำพระสงฆ์ และผู้สูงอายุ เรียกว่า หดน้ำ

4. การก่อพระทราย (ก่อปะทาย) หรือเรียกว่า วาลุกเจดีย์

5. การสรงน้ำพระพุทธรูปที่วัด โดยทางวัดจะจัดสถานที่อัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ให้ประชาชนมาสรง ตามบ้านเรือนก็จะนำพระพุทธรูปประจำบ้านลงมา ตลอดทั้งเครื่องลางของขลังต่างๆที่มี มาสรงน้ำ และเอาไว้ประมาณ 15 วัน จึงจะทำพิธีนำขึ้นไว้ที่เดิม


เดือนหก / บุญบั้งไฟ / วิสาขบูชาเดือนหกขึ้นวันเพ็ญสิห้าค่ำ กับทั้งเบิกแถนซ้ำส่งบุญ จักมีการเล่นไฟหางบั้งหมื่น กับทั้งมีบวชพร้อมสรงน้ำราชครู

บั้งไฟหมื่น บรรจุดินปืน 12 กิโลกรัม บั้งไฟแสนบรรจุ 10 เท่าของบั้งไฟหมื่น

การละเล่น มีการฟ้อนมีฟ้อนสุภาพ และฟ้อนกินเหล้าหรือฟ้อนเซิ้ง มีการหามลงตม และการฮื้อบ้านหรือนำฮอยไฟ (การขอเงินทอง)


  • เดือนเจ็ด / บุญซำฮะบะเบิก ฮีตหนึ่งนั้น พอเมื่อเดือนเจ็ดแล้วจงพากันบูชาราช ฝูงหมู่เทพเหล่านั้นบูชาแท้สู่ภาย ตลอดไปฮอดอ้ายอาฮักษ์ใหญ่ มเหสัก ทั้งหลักเมืองสู่หนบูชาเจ้า พากันเอาใจตั้งทำตามฮีตเก่า นิมนต์สังฆเจ้าซำฮะแท้สวดมนต์ ให้ฝูงคนเมืองนั้นทำกันอย่าได้ห่าง สูตรซำฮะเมืองๆ อย่าค้างสิเสียงเศร้าต่ำศูนย์ ทุกข์สิแล่นวุ่นๆ มาโฮมใส่เต็มเมือง มันสิเคืองคำขัดต่ำลงศูนย์เสียเศร้า ให้เจ้าทำตามนี้ แนวเฮาสิต้านกล่าว จึงสิสุขอยู่สร้างสวรรค์ฟ้าเกิ่งกัน


เดือนแปด / บุญเข้าพรรษาฮีตหนึ่งนั้น พอเถิงเดือนแปดได้ล้ำล่วงมาเถิง ฝูงหมู่สังโฆคุณเข้าวัสสาจำจ้อย ทำตามฮอยของเจ้าพระโคดมทำก่อน บ่ทะลอนเลิกม้างทำแท้สู่ภาย แล้วจงพากันผ่ายหาของไปเททอด ทำทานไปอย่าได้คร้านเอาไว้หมู่บุญ สิเป็นของหนุนเจ้าไปเทิงอากาศ สู่สวรรค์บ่ฮ้อนด้วยบุญนี้ส่งไป เพิ่นจึงตรัสบอกไว้ฮีตเก่าคองหลัง อย่าขาดได้ไปแท้สู่คน


โอกาสนี้เพิ่นให้เที่ยวซอกค้นขุดก่นขุมบุญ เอาทุนไปภายหน้า เมื่อตายไปแล้วเป็นแนวนำเฮาขึ้นบันไดทองเทียวท่อง ขึ้นสู่ห้องชั้นฟ้าสวรรค์พุ้น อยู่เย็น ฝูงหมู่วิบากเว้นบ่มีว่าสิมาพาน เนาว์วิมานแสนทุกข์หายบ่มาใกล้มีการแห่ต้นเทียนพรรษา บางแห่งมีการเรี่ยไรขี้ผึ้งมาทำเป็นเทียนถวายสงฆ์ เพื่อจุดสวดมนต์ในระหว่างพรรษา


  • เดือนเก้า / บุญข้าวประดับดินฮีตหนึ่งนั้น พอเถิงเดือนเก้าแล้วเป็นกลางแห่งวัสส กาล ฝูงประซาซนซาวเมืองก็เล่าเตรียมตัวพร้อม พากันทานยังเข้าประดับดินกินก่อน ทายกทานให้เจ้าพระสงฆ์พร้อมอยู่ภาย

  • ข้าวประดับดินได้แก่ ข้าวพร้อมอาหารหวานคาวทำเป็นห่อๆ นำไปถวายทานบ้าง นำไปวางตามต้นไม้บ้าง ขามข้างโบสถ์บ้าง ในตอนมืดวัน แรม 14 ค่ำ เดือน 9


  • การเตรียมอาหารคาวหวาน หมากพลู บุหรี่ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ

  • ส่วนหนึ่งเลี้ยงดูกันภายในครอบครัว

  • ส่วนที่สองแจกให้ญาติพี่น้อง

  • ส่วนที่สามอุทิศให้ผู้ตายโดยทำเป็นห่อๆ แล้วไปวางไว้ตามที่ต่างๆ

  • ส่วนที่สี่จะเป็นอาหารนำไปใส่บาตรในตอนเช้า แล้วจึงถวายภัตตาหารเช้า-เพลแด่พระสงฆ์ แล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตาย


เดือนสิบ / บุญข้าวสาก / สลากภัตร ฮีตหนึ่งนั้น เมื่อเทิงเดือนสิบแล้วทายกทอดอวยทานข้าวสากนำไปให้สังโฆทานทอด พากันหวังยอดแก้วนิพพานพุ้นที่สูง ฝูงหมู่ลุงอาว์ป้าคณาเมืองน้อมส่ง ศรัทธาลงทอดไว้ทานให้แผ่ไป อุทิศให้ฝูงเปรตเปโต พากันโมทนานำสู่คนจนเกลี้ยง (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10)


การทำบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก (สลากภัตร) ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบ ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใส่ของทาน และเขียนชื่อลงในบาตร ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้ สลากของใคร ผู้นั้นจะเข้าไปถวายของ เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว มีการฟังเทศน์ เป็นการอุทิศให้แก่ผู้ตายเช่นเดียวกับบุญข้าวประดับดิน


เดือนสิบเอ็ด / บุญออกพรรษา ฮีตหนึ่งนั้น เถิงเดือนสิบเอ็ดแล้วก็เป็นแวทางป่อง เป็นช่องของพระเจ้าเคยเข้าแล้ว อย่าเซา เดือนสิบเอ็ด ทำบุญออกพรรษา

ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบเอ็ด พระสงฆ์จะแสดงอาบัติ ทำการปวารณา คือการเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ต่อมาเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่จะให้ โอวาทเตือนพระสงฆ์ ให้ปฏิบัติตนอย่างผู้ทรงศีลเป็นอันเสร็จพิธี


ตอนกลางคืนมีการจุดประทีป โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป จังหวัดนครพนมจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำโขง


เดือนสิบสอง / บุญกฐิน โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป จังหวัดนครพนมจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำโขง ฮีตหนึ่งนั้น เดือนสิบสองมาแล้วลมวอยหนาวสั่น เดือนนี้หนาวสะบั้นบ่คือแท้แต่หลัง ในเดือนนี้เพิ่นว่าให้ลงทอดพายเฮือซ่วงกันบูชาฝูงนาโคนาคเนาว์ในพื้น ชื่อว่าอุชุภะนาโคเนาว์ในพื้นแผ่น สิบห้าสกุลบอกไว้บูชาให้ส่งสะการ บุญกฐินทำในช่วงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

นอกจากนี้ในจัวหวัดที่ติดแม่น้ำโขงจะมีการ “ซ่วงเฮือ”/ แข่งเรือ เพื่อบูชาพญานาคชื่อ อสุภะนาโค


ชนิดของกฐิน โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป จังหวัดนครพนมจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำโขง

1.มหากฐิน คือ กฐินที่ตระเตรียมไว้เป็นเวลานาน

2. จุลกฐิน คือ กฐินที่ต้องเตรียมให้เสร็จภายในวันเดียว เรียกว่า กฐินแล่น

กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง ผ้ากฐินคือผ้าที่ใช้สะดึงทำเป็นกรอบเย็บจีวร ผ้ากฐินประกอบด้วย ผ้าสบง จีวร และสังฆาฏิ เรียกว่า ไตรจีวร


วันเปลี่ยนคนคนเปลี่ยนวัยคิดให้ซึ้งวันเปลี่ยนคนคนเปลี่ยนวัยคิดให้ซึ้ง

วันๆหนึ่งได้อะไรใหม่มาเสริม

เกิดเป็นคนควรสร้างค่ามาต่อเติม

สิ่งใดเพิ่มดีหรือชั่วที่ตัวทำ


ad