การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือด
Download
1 / 29

การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือด - PowerPoint PPT Presentation


  • 202 Views
  • Uploaded on

การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือด. วัตถุประสงค์ เมื่อจบบทเรียนผู้เรียน สามารถ. 1. บอกแนวทางการซักประวัติและตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ 2. บอกสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการตรวจร่างกายได้ 3. บอกการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษที่เกี่ยวข้องได้. การซักประวัติ.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือด' - nash-smith


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือดการประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือด


วัตถุประสงค์การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือดเมื่อจบบทเรียนผู้เรียนสามารถ

  • 1.บอกแนวทางการซักประวัติและตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือดได้2.บอกสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการตรวจร่างกายได้

  • 3.บอกการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษที่เกี่ยวข้องได้


การซักประวัติ การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือด

1. อาการสำคัญต่าง ๆ อาการหายใจลำบาก ใจสั่น หรือใจเต้นแรงกว่าปกติภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxemia)

(Palpitations) อ่อนเพลีย ใจสั่น หมดแรง วิงเวียน เหงื่อออกการเจ็บหน้าอก (Chest pain) เป็นลม (Syncope) คลื่นไส้ อาเจียน สะอึกการบวม มักเกิดที่ส่วนปลายของร่างกาย

2 ประวัติความเจ็บป่วยในปัจจุบัน ควรซักถาม เกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นทุกอาการ ลักษณะของอาการ ความถี่ ของการเกิดอาการนั้นๆ ระยะเวลาที่มีอาการ ปัจจัยกระตุ้นและ วิธีการบรรเทาอาการ การรักษาที่ได้รับ


3. การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือดประวัติการเจ็บป่วยในอดีตที่เกี่ยวข้องหรือ สัมพันธ์กับระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคความดันโลหิต สูง เบาหวาน

4. ประวัติข้อมูลทั่วไป ได้แก่ อายุ โรคประจำตัว อุปนิสัย ปัจจัยเสี่ยงของโรค

5. ประวัติส่วนตัว เช่น อาชีพ การสูบบุหรี่ ชนิด ของอาหารที่ชอบรับประทาน


การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือดประกอบด้วยการตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือดประกอบด้วย

  • การตรวจร่างกายทั่วไป

  • การตรวจชีพจร

  • การเต้นของเส้นเลือดดำ

  • การวัดความดันโลหิต

  • การตรวจหัวใจ


การตรวจร่างกายทั่วไป

  • การหายใจ ว่ามีหายใจเร็วหอบเหนื่อยหรือไม่ สีผิว โดยเฉพาะตามปลายมือปลายเท้ามีสีเขียว หรือม่วงคล้ำ(cyanosis)หรือไม่ ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ เล็บ ริมฝีปาก ใต้ลิ้น เยื่อบุในช่องปาก และมักเกิดร่วมกับอาการนิ้วปุ้ม (cubbing of finger)


ที่มา : https://pilosopotamad.wordpress.com/tag/skin/


  • การดูการไหลเวียนของเลือดที่ส่วนปลาย (Capillary refill time) โดยการให้นิ้วกดที่เล็บผู้ป่วย แล้วดูการ ไหลของเลือดเข้ามาที่เล็บ เป็นการแสดงถึงการไหลเวียนของเลือดที่เข้ามาสู่เนื้อเยื่อที่เล็บ ค่าปกติไม่เกิน 2 วินาที


  • อาการบวม ใช้นิ้วชี้กดที่หลังเท้าหรือกระดูกหน้าแข้งใช้ระยะเวลาในการกลับคืนตัวของผิวหนัง ลักษณะของผิวหนัง อาการบวมกดบุ๋ม(Pitting edema) เนื่องจากมีแรงดันของน้ำใน หลอดเลือดสูง อาการบวมที่ บริเวณหลังเท้า ข้อเท้าและก้นกบ เมื่อบวมมากขึ้นจะพบในตำแหน่งสูงมากขึ้น เช่น แขน ขา หน้า ท้อง ใบหน้า เป็นต้น การบวมแบ่งออกเป็น 4 ระดับ

    1+ กดบุ๋มลงไป 2 มม. มองไม่เห็นชัดเจน รอยบุ๋มหายไปเร็ว2+ กดบุ๋มลงไป 4 มม. สังเกตได้ยาก หายไปใน 15 วินาที3+ กดบุ๋มลงไป 6 มม. สังเกตได้ชัด คงอยู่นานหลายนาที4+ กดบุ๋มลงไป 8 มม. รอยบุ๋มลึกชัดเจน อยู่นานประมาณ 2-5 นาที


ที่มา ใช้นิ้วชี้กดที่หลังเท้าหรือกระดูกหน้าแข้งใช้ระยะเวลาในการกลับคืนตัวของผิวหนัง ลักษณะของผิวหนัง อาการบวมกดบุ๋มhttp://m.siamhealth.net/cardio/chf/symtom.html#.U8eKrinn_IU


การตรวจชีพจร ใช้นิ้วชี้กดที่หลังเท้าหรือกระดูกหน้าแข้งใช้ระยะเวลาในการกลับคืนตัวของผิวหนัง ลักษณะของผิวหนัง อาการบวมกดบุ๋ม

  • อัตราการเต้นของหัวใจ จังหวะ จำนวนครั้งลักษณะของชีพจร เป็นต้น ในการจับชีพจรควรจับให้ครบทุก 1 นาที

  • การตรวจชีพจรหลอดเลือดส่วนปลายเปรียบเทียบความแรงทั้ง 2 ข้างแบ่งเป็น 4ระดับคือ

    0 คลำไม่ได้เลย

    1 เบามาก

    2 เบา

    3 เล็กน้อย

    4 แรงปกติ


ตำแหน่งชีพจร ใช้นิ้วชี้กดที่หลังเท้าหรือกระดูกหน้าแข้งใช้ระยะเวลาในการกลับคืนตัวของผิวหนัง ลักษณะของผิวหนัง อาการบวมกดบุ๋ม

  • peripheral

    • Temporal

    • Carotid อยู่ด้านข้างของคอ คลำได้ชัดเจนจุดบริเวณมุมขากรรไกรล่าง

    • Brachial อยู่ด้านในของกล้ามเนื้อ biceps ของแขน

    • Radial อยู่ข้อมือด้านในบริเวณกระดูกปลายแขนด้านนอกหรือด้านหัวแม่มือ เป็นตำแหน่งที่นิยมจับชีพจรมากที่สุด เพราะเป็นที่ที่จับได้ง่ายและไม่รบกวนผู้ป่วย

    • Femoral อยู่บริเวณขาหนีบ

    • Popliteal อยู่บริเวณข้อพับเข่า อยู่ตรงกลางข้อพับเข่า, Posterior tibialอยู่บริเวณหลังปุ่มกระดูกข้อเท้าด้านใน

    • Dorsalispedisอยู่บริเวณหลังเท้าชีพจรที่จับได้จะอยู่กลางหลังเท้าระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้

  • Apical pulse ฟังที่ยอดหัวใจ (Apex) ในผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 5th intercostal space, left mid clavicular line


การเต้นของเส้นเลือดดำการเต้นของเส้นเลือดดำ

  • ดูการโป่งพองของหลอดเลือดที่คอ Jugular vein ในคนปกติจะไม่สามารถมองเห็นได้ จะพบในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว ความสูงของระดับเส้นเลือดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค วิธีการตรวจ ในคนปกติขณะนอนราบจะเห็นเส้นเลือดดำโป่งได้ แต่เมื่อจัดให้อยู่ในท่า ศีรษะสูง 45 องศา หลอดเลือดดำจะแฟบหรือโป่ง ได้ไม่เกิน 3-4 เซนติเมตร เหนือ sterna angel ซึ่งค่า CVP (Central Venous Pressure )ประมาณ 8-9 เซนติเมตร ในกรณีที่ผู้ป่วยนอนราบแล้วมองไม่เห็นหลอดเลือดดำโป่ง แสดงว่า CVP ปกติ ถ้ามีหลอดเลือดดำบริเวณคอโป่งพอง ที่เห็นว่า โป่งมากในขณะหายใจเข้าเรียกว่าKussmaul’s sign


ที่มา การเต้นของเส้นเลือดดำ: http://www.n3wt.nildram.co.uk/exam/cardio/


http://meded.ucsd.edu/clinicalmed/heart.htmการเต้นของเส้นเลือดดำ


  • การวัดความดันโลหิตการเต้นของเส้นเลือดดำ

  • การตรวจหัวใจจะใช้การดู (Inspectation) การฟัง (Auscultation) และการคลำ (Palpation) เพื่อหาตำแหน่งที่มีความผิดปกติอย่างชัดเจน ประเมินการเคลื่อนไหวของทรวงอกขณะหายใจ หรือหาสิ่ง ผิดปกติของหัวใจ


การดูการเต้นของเส้นเลือดดำ

  • สังเกตสีผิว หลอดเลือดดำบริเวณทรวงอก รูปร่างของทรวงอก อาการกระวนกระวาย เหงื่อออก หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ท่าทางอ่อนเพลีย ซีด สีผิว ลักษณะของผิวหนัง อาจมี อาการบวมกดบุ๋ม (Pitting edema) เนื่องจากมีแรงดันของน้ำใน หลอดเลือดสูง อาจพบ spider nerviหลอดเลือดดำที่ผนังทรวงอกหรือหลอดเลือดดำที่ผนังทรวงอกขยายใหญ่ โปร่งผิดปกติหรือไม่ สังเกตแรงกระทบที่ยอดหัวใจ (Apex) ซึ่งถ้าแรงกว่าปกติ แสดงว่าเวนตริเคิลซ้ายมี Hypertrophy

  • การดู Pulsation/ Thrill เป็นการดูการเต้น

    ของชีพจรบริเวณหน้าอก แต่ละลิ้น ได้แก่ AVA PVATVA MVA


  • การดูการเต้นของเส้นเลือดดำ Heave จะเห็นการยกตัวขึ้นของผนัง ทรวงอกที่บริเวณหัวใจ เป็นแรงกระเพื่อม จะพบในกรณีที่หัวใจ ทำงานหนักหรือหัวใจโต ในคนปกติจะไม่พบ Heave


การคลำการเต้นของเส้นเลือดดำ

  • อาจทำได้ในท่านั่งหรือนอน นิยมตรวจในท่านอนหงาย ผู้ตรวจใช้มือคลำหา Apex beat( apical impulse)โดยวางฝ่ามือลงบนทรวงอกด้านซ้าย คนปกติจะอยู่ที่ช่องซี่โครงที่ 5 ตัดกับ mid clavicular line ซ้ายจะมีขนาด ไม่เกิน 2 ตารางเซนติเมตรการคลำ thrill หรือการสั่นสะเทือนของ cardiac murmur เมื่อมี thrill จะรู้สึกเหมือนมีคลื่นมากระทบฝ่ามือในขณะตรวจ จะคลำพบจะได้ยินเสียง murmur เกรด 4 ขึ้นไป ถ้าคลำได้ปกติเขียนว่า PMI at 5th ICS and MCL ถ้าคลำได้เอียงไปทางเส้นหน้ารักแร้(anterior axillary line)2นิ้ว เขียนว่าPMI at 6th ICS 2” to AAL


ที่มา การเต้นของเส้นเลือดดำhttp://meded.ucsd.edu/clinicalmed/heart.htm


การฟังเสียงหัวใจการเต้นของเส้นเลือดดำ

  • การฟังนิยมฟังบริเวณลิ้นของหัวใจ ซึ่งเสียงของ aortic valve ฟังได้ชัดที่ขอบขวาของ sternum ตรงช่องซี่โครงที่ 2 pulmonic valve ฟังได้ชัดที่ขอบซ้ายของ sternum ตรงช่องซี่โครงที่ 2 tricuspid valve ฟังชัดที่ขอบซ้ายของ sternum ตรงช่องซี่โครงที่ 4 หรือ 5 เสียง mitral valve ฟังชัดที่บริเวณ apex beat


ที่มา การเต้นของเส้นเลือดดำhttp://meded.ucsd.edu/clinicalmed/heart.htm


การฟังหัวใจอาจตรวจในท่านอนหงาย นอนตะแคงซ้าย และท่านั่ง

ครั้งแรกจะฟังเสียง

- เสียง S1 (First sound heart) เป็น เสียงที่เกิดจากการปิดของ Mitral valve และ Tricuspid valve จะ ได้ยินเสียงต่ำ (Lubb) แต่ทอดยาว จะพบว่าเสียงจะค่อยลงหรือ เงียบลงในระยะแรก ๆ

- เสียง S2 (Second sound heart) เป็น เสียงที่เกิดจากการปิดของ Pulmonary valve และ Aortic valve

จะได้ยินเสียงสูงกว่าเสียงแรก (Duff)


  • การฟังเสียง นอนตะแคงซ้าย และท่านั่ง Murmur

  • หรือเสียงฟู่ คือ เสียงที่เกิดจากความปั่นป่วนของกระแสเลือด ที่ต้องวิ่งผ่านรู แคบๆ เช่น ลิ้นหัวใจตีบ ทางเดินเลือดตีบ หรือผ่านรูรั่ว เช่น ลิ้น หัวใจรั่ว ผนังกั้นหัวใจรั่ว หลอดเลือดรั่วเข้าหากัน

    - Systolic murmur เป็นเสียงที่เกิด ระหว่าง S1 และ S2

    -Diastolic murmur เป็นเสียงที่เกิด ระหว่าง S2 และ S1

    - Continuous murmur เป็นเสียงที่ได้ ยิน ทั้งใน Systole และDiastole


  • Grade 1 นอนตะแคงซ้าย และท่านั่งเป็น Murmur ที่เบาที่สุดที่จะ ได้ยินได้ ถ้าให้ผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งอาจจะ ไม่ได้ยิน Murmur

  • Grade 2 เป็น Murmur ที่เบาที่ได้ยินใน ทุกท่า ไม่ว่าผู้ป่วยนั่งหรือนอน

  • Grade 3 เสียง Murmur ดัง แต่คลำ ไม่ได้ Thrill

  • Grade 4 เสียง Murmur ดังและมี Thrill

  • Grade 5 ได้ยิน Murmur ในขณะที่ เพียงบางส่วนของ Stethoscope แตะ หน้าอกผู้ป่วย

  • Grade 6 ได้ยิน Murmur ในขณะที่ Stethoscope ไม่แตะหน้าอกผู้ป่วย

  • การบันทึกระดับความดังของเสียง murmur เป็นเศษส่วนของ 6 เช่น 3/6


การเคาะ นอนตะแคงซ้าย และท่านั่ง

เป็นการตรวจหาขอบเขตของหัวใจ ทำให้ทราบขนาดของหัวใจ มักไม่ทำเป็นประจำจะเลือกทำในกรณีที่สงสัยความผิดปกติบางอย่างเท่านั้น วิธีการตรวจคือ จัดให้ผู้รับบริการนั่งตัวตรงแขนทั้งสองข้างปล่อยตามสบาย หรือนอนหงายแขนวางข้างลำตัว เริ่มเคาะเบาๆที่ทรวงอกซ้ายจาก mid clavicular line ช่องซี่โครงที่ 3,4,5 เคลื่อนเข้าหา sternum เคาะจนได้ยินเสียงทึบ ซึ่งคือริมซ้ายของหัวใจ และเคาะทรวงอกด้านขวาเช่นเดียวกับเคาะด้านซ้าย จะได้ยินริมขวาของหัวใจ ภาวะปกติ ริมซ้ายของหัวใจจะอยู่ไม่เกินแนว mid clavicular line และริมขวาจะเกินขอบขวาของ sternum เล็กน้อยเท่านั้น ภาวะผิดปกติริมซ้ายและริมขวาของหัวใจจะกว้างเกินปกติ


การตรวจทางห้องปฏิบัติการและตรวจพิเศษการตรวจทางห้องปฏิบัติการและตรวจพิเศษ

  • CBC

  • Sputum

  • ABG

  • Cardiac enzyme ได้แก่ CreatinineKinase (CK) Creatinine

    Kinase-myocardial band (CK-MB) , Lactic dehydrogenase (LDH), Serum protein troponin T


การตรวจพิเศษอื่นๆการตรวจทางห้องปฏิบัติการและตรวจพิเศษ

การตรวจทางรังสีวิทยา (X-rays)

  • การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วย

    การออกกำลัง (Exercise stress test)

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

  • (Electro cardiogram: EKG)

  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiography)


ad