คดีปกครองเกี่ยวกับการการเงิน
Download
1 / 92

คดีปกครองเกี่ยวกับการการเงิน - PowerPoint PPT Presentation


  • 242 Views
  • Uploaded on

คดีปกครองเกี่ยวกับการการเงิน. อนุชา ฮุนสวัสดิกุล ตุลาการศาลปกครองกลาง. การนำเสนอ : คดีพิพาทเกี่ยวกับ. การนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาใช้ทำงานเกี่ยวกับการเงิน ความรับผิดทางละเมิด ค่าเช่าบ้านข้าราชการ เงินเดือน และสิทธิประโยชน์ การเบิกจ่ายเงิน การทุจริต การใช้รถราชการ.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' คดีปกครองเกี่ยวกับการการเงิน' - leia


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

คดีปกครองเกี่ยวกับการการเงินคดีปกครองเกี่ยวกับการการเงิน

อนุชา ฮุนสวัสดิกุล

ตุลาการศาลปกครองกลาง


การนำเสนอ คดีปกครองเกี่ยวกับการการเงิน: คดีพิพาทเกี่ยวกับ

  • การนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้ทำงานเกี่ยวกับการเงิน

  • ความรับผิดทางละเมิด

  • ค่าเช่าบ้านข้าราชการ

  • เงินเดือน และสิทธิประโยชน์

  • การเบิกจ่ายเงิน

  • การทุจริต

  • การใช้รถราชการ


การนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองการนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้ทำงานเกี่ยวกับการเงิน

กรณีเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “คำสั่งทางปกครอง”


ประเด็นต่าง ๆ การนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

  • ความหมายของ “คำสั่งทางปกครอง” “การพิจารณาทางปกครอง” และ “คู่กรณี”

  • เจ้าหน้าที่ และ คู่กรณี

  • การพิจารณาทางปกครอง

  • การทำคำสั่งทางปกครอง

  • การทบทวนคำสั่งทางปกครอง(การอุทธรณ์ และการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง)

  • การบังคับทางปกครอง


ลักษณะทั่วไปการนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง การรับจดทะเบียน

มีผลสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล/กระทบสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

มีผลเฉพาะ “กรณีใด หรือบุคคลใด”

เป็นการกระทำที่มีผลไปสู่ภายนอกโดยตรง

(2) กฎกระทรวง ฉบับที่ 12

การดำเนินการเกี่ยวกับการ จัดหาหรือให้สิทธิประโยชน์ ในกรณีดังนี้

การสั่งรับหรือไม่รับคำเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์

การอนุมัติสั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์

การสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน

การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน

การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา

คำสั่งทางปกครอง


หลักกฎหมายว่าด้วยกระบวนการพิจารณาทางปกครองหลักกฎหมายว่าด้วยกระบวนการพิจารณาทางปกครอง

1. การเข้าสู่กระบวนพิจารณาทางปกครอง

2. การพิจารณาทางปกครอง

3. การออกคำสั่งทางปกครอง

4. การทบทวนคำสั่งทางปกครอง

5. การบังคับตามคำสั่งทางปกครอง

หลักว่าด้วยแบบของคำสั่งทางปกครอง

หลักว่าด้วยการแจ้งหรือการประกาศคำสั่งทางปกครอง

เจ้าหน้าที่

คู่กรณี

สั่งให้ชำระเงิน

สั่งให้กระทำหรือ ละเว้นกระทำ

หลักการพิจารณาต้องมีประสิทธิภาพ

หลักการพิจารณาโดยเปิดเผย

การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย

(ม.43)

การอุทธรณ์ คำสั่ง

(ม.44)

การขอให้พิจารณาใหม่

(ม.54)

การเพิกถอนคำสั่งฯ

(ม.49-53)


แผนผังการพิจารณาอุทธรณ์แผนผังการพิจารณาอุทธรณ์: เป็นการอุทธรณ์ ๒ ชั้น

2

ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาภายใน ๓๐ วัน ขยายอีกไม่เกิน ๓๐ วัน

เจ้าหน้าที่

รวม90 วัน

คู่กรณี

1

เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งฯ พิจารณาภายใน ๓๐ วัน

ยื่นอุทธรณ์ภายใน ๑๕ วัน


ประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งฯประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งฯ: กรณีเป็นการออกคำสั่งทางปกครอง

  • กรณีคำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์ได้ ต้องมีการแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง หากไม่แจ้งจะทำให้ระยะเวลาการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งฯ ขยายเป็น 1 ปี

  • กรณีมีการอุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้องหรือไม่

  • ระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ออกคำสั่งฯ

  • ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ และระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์

  • กรณีแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หากเป็นคำสั่งที่ฟ้องต่อศาลปกครองได้ ต้องแจ้งสิทธิฟ้องคดีด้วย


49 50 51
การเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายการเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ให้ประโยชน์ที่เป็นเงินหรือประโยชน์อื่นที่แบ่งแยกได้ (ม.49,50,51)

ไม่สุจริต

เพิกถอน

คืนทั้งจำนวน

คำสั่งไม่ชอบฯ เป็นคุณ (1) เป็นเงิน หรือ (2) ประโยชน์อื่น ที่แบ่งแยกได้

อนาคต

ไม่เพิกถอน

สุจริต

ปัจจุบัน

เพิกถอน

ย้อนหลัง

คืนอย่างลาภมิควรได้

ใช้ประโยชน์ทั้งหมด ไม่ต้องคืน

ใช้ประโยชน์บางส่วน คืนส่วนที่ยังไม่ได้ใช้

ยังไม่ใช้ประโยชน์ คืนทั้งจำนวน

ความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่ง

ประโยชน์สาธารณะ

คำนึงถึง

  • กรณีอ้างความเชื่อโดยสุจริตไม่ได้

  • ความเชื่อโดยสุจริตที่จะได้รับการ คุ้มครองเมื่อได้ใช้ประโยชน์อันเกิด จากคำสั่งฯ หรือได้ดำเนินการเกี่ยวกับ ทรัพย์สินฯ แก้ไขไม่ได้หรือหากแก้ไข จะเสียหายเกินควร

  • เงื่อนไขอื่น

  • เพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้

  • มีผลย้อนหลัง ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ได้

  • ต้องเพิกถอนภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่รู้เหตุฯ


คำสั่งทางปกครองที่เป็นการให้ประโยชน์ที่เป็นเงินฯ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย:เพิกถอนคำสั่งทางปกครองย้อนหลัง

อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้าน

ออกคำสั่งเพิกถอนย้อนหลัง และมีทรัพย์สินต้องคืน หากสุจริต ให้คืนอย่างลาภมิควรได้

 หากไม่สุจริต ต้องคืนทั้งหมด

ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้ถึงเหตุฯ

ทราบเหตุที่จะเพิกถอน

ออกคำสั่งเรียกเงินคืน


ความรับผิดทางละเมิด อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน


อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นละเมิด ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

  • ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี (ผอ.รร.) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ 76,800 บาท ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อไม่เห็นพ้องด้วยจะต้องอุทธรณ์ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

  • แต่คำสั่งระบุว่า หากไม่เห็นด้วยให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน การยื่นฟ้องโดยมิได้อุทธรณ์คำสั่งก่อน จึงเป็นผลมาจากคำสั่งที่ทำให้เข้าใจโดยสุจริตว่าฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์ก่อน จึงถือว่าการฟ้องคดีเป็นไปตามเงื่อนไขในการฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 37/2552


  • ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะมีคำสั่งอนุมัติให้นางสาว ส. ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านสำหรับผ่อนชำระค่าบ้านตามคำสั่งลงวันที่ 30 มกราคม 2539 ผู้ฟ้องคดีรู้อยู่แล้วว่าบ้านพักครูว่าง สภาพสมบูรณ์เหมาะสมที่จะให้เข้าพักอาศัย และต้องจัดให้ครูเข้าอยู่อาศัย และยังรู้อยู่แล้วว่า การอนุมัติให้นางสาว ส. เบิกค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539 ถึงเดือนกันยายน 2541 เป็นการอนุมัติที่ผิดระเบียบ พฤติการณ์จึงเป็นการจงใจกระทำผิดต่อกฎหมายหรือระเบียบทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายอันถือว่าเป็นการกระทำละเมิด

  • ระยะเวลาอนุมัติค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539 จนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 เป็นช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มีผลใช้บังคับ จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน


  • ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนถึงเดือนกันยายน 2541 แม้ว่าจะต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ แต่เนื่องจากเป็นการทำละเมิดด้วยความจงใจ ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมิได้เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมอันจะนำมาหักส่วนแห่งความรับผิดตามมาตรา 8 วรรคสาม อีกทั้ง มิใช่เป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของแต่ละคน ตามมาตรา 8 วรรคสี่ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 จนถึงเดือนกันยายน 2541 เต็มจำนวนแต่เพียงผู้เดียว

  • การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว


  • กรณีอุทธรณ์ว่าแม้บ้านพักครูว่างก็ไม่จำต้องจัดให้เข้าอยู่เพราะ นางสาว ส. มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านในลักษณะเช่าซื้อตามที่ ผอ.รร. เดิมอนุมัติ จึงใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ต่อไปนั้น เห็นว่า สิทธิการนำหลักฐานการชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านของนางสาว ส. มิได้เกิดขึ้นตามคำอนุมัติของ ผอ.รร. คนเดิม เพราะขณะนั้นยังมิได้เข้าอยู่อาศัยจริงเนื่องจากยังไม่มีการก่อสร้างบ้าน แต่สิทธิเพิ่งเกิดตั้งแต่วันที่เข้าพักอาศัยจริง หลังจากที่ได้รับมอบบ้านพร้อมที่ดินเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2539 ตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.ฎ.

  • แม้กรมบัญชีกลางระบุว่า ผู้ฟ้องคดีทำละเมิดด้วยความประมาทเลินเล่อก็ตาม แต่พฤติการณ์ฟังได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดด้วยความจงใจอันมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นกรณีที่ศาลย่อมจะต้องวินิจฉัยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้


คดีพิพาทเกี่ยวกับค่าเช่าบ้านข้าราชการคดีพิพาทเกี่ยวกับค่าเช่าบ้านข้าราชการ

คำสั่งอนุมัติ หรือไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้าน เป็น “คำสั่งทางปกครอง”


คำสั่งไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านเป็นคำสั่งทางปกครองคำสั่งไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านเป็นคำสั่งทางปกครอง: ต้องอุทธรณ์คำสั่งก่อนนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

  • คำสั่งไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้าน เป็น “คำสั่งทางปกครอง”

  • หากไม่เห็นด้วย ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติต่อตนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและใช้สิทธิร้องทุกข์

  • เมื่อไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก่อน จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดี

  • ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ ๒๓๙/๒๕๔๕


เบิกค่าเช่าบ้านชำระค่าบ้าน : นำค่าบ้านท้องที่เดิม มาเบิกท้องที่ใหม่ (อ.บุญเชิด)

  • เบิกค่าเช่าซื้อบ้านอยู่เดิม ในท้องที่ ๑ ต่อมาได้รับคำสั่งย้ายไปท้องที่ ๒

  • สคก./กค. ตีความว่า จะนำค่าเช่าซื้อบ้านในท้องที่เดิมมาเบิกได้ต่อเมื่อมีการเช่าจริงในท้องที่ใหม่ด้วย แล้วเลือกว่าจะเบิกค่าเช่าบ้านท้องที่ใหม่ หรือนำค่าเช่าซื้อบ้านในท้องที่เดิมมาเบิก (ม. ๗ + ม. ๑๓)

  • ศาลเห็นว่า ม.๑๓ มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตั้งแต่วันที่ได้เช่าบ้านอยู่จริงเป็นหลักทั่วไปกรณีการเช่าบ้าน

  • แต่การนำหลักฐานการเช่าซื้อบ้านมาเบิกตาม ม.๑๖ จะต้องเป็นกรณีการเช่าซื้อและอยู่อาศัยในบ้านนั้นจริง

  • “มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน” ตาม ม.๑๓ กับ ม.๑๖ จึงต่างกัน โดย ม.๑๖ เพียงมีสิทธิตาม ม. ๗ ก็เพียงพอแล้ว

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๘/๒๕๔๖

9


สรุปหลักกฎหมายจากคำพิพากษาสรุปหลักกฎหมายจากคำพิพากษา

  • กรณีใช้สิทธิค่าเช่าซื้ออยู่เดิม ต่อมาได้รับคำสั่งย้ายไปท้องที่ใหม่

  • หากมีสิทธิเบิกค่าบ้านตาม ม.๗

  • ก็สามารถนำค่าเช่าซื้อบ้านในท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าซื้อในท้องที่ใหม่ได้

  • โดยไม่ต้องมีการเช่าจริงในท้องที่ใหม่ (ตามมาตรา ๑๓)

10


เปรียบเทียบความเห็นสรุปหลักกฎหมายจากคำพิพากษา

ท้องที่ใหม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามมาตรา ๗

เบิกค่าเช่าบ้าน

เช่าบ้านอยู่จริง ตามมาตรา ๑๓

เบิกค่าเช่าซื้อ

ความเห็นกระทรวงการคลัง

เช่าบ้านอยู่จริง ตามมาตรา ๑๓

เบิกค่าเช่าบ้าน

ท้องที่ใหม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามมาตรา ๗

นำค่าเช่าซื้อบ้านท้องที่เดิมมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามมาตรา ๑๖, ๑๗

เบิกค่าเช่าซื้อ

คำวินิจฉัยของศาลปกครอง

11


การเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นเงินฯการเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นเงินฯ: เบิกเกินสิทธิ แต่ผู้เบิกสุจริต ต้องคืนอย่างลาภมิควรได้

  • ผู้ฟ้องคดีซื้อบ้าน + ที่ดิน ทำสัญญา 2 ฉบับ คือ (1) ซื้อขายบ้าน + ที่ดิน (จดทะเบียนฯ) 180,000 บาท และ (2) สัญญารับจ้างต่อเติม 180,000 บาท โดยจ่ายเงินสด 40,000 บาทที่เหลือกู้ธนาคารมาชำระ 320,000 บาท

  • ผู้ฟ้องคดีทำเรื่องขอเบิกค่าเช่าบ้านเต็มจำนวนที่กู้ธนาคาร 320,000 บาท หน่วยงานฯ อนุมัติให้เบิกตามที่ขอ โดยเบิกเดือนละ 2,400 บาท

  • ต่อมาหน่วยงานฯเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านได้เฉพาะตามสัญญา (1) ที่จดทะเบียนฯ 180,000 บาท โดยเบิกเดือนละ 1,950 บาท จึงออกคำสั่งเรียกเงินคืนในส่วนที่เบิกเกินไป 61,613 บาท

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 245/2549


  • ศาลเห็นว่าการเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นเงินฯ การพิจารณาว่าจะใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านในกรณีนำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านพร้อมที่ดินที่ค้างชำระมาเบิกได้เท่านั้น ต้องพิจารณาจากราคาซื้อขายที่ปรากฏในสัญญาซื้อขายที่ จพง.ที่ดินทำขึ้น

  • หนังสือเวียน กค. เป็นเพียงคำแนะนำการตรวจสอบหลักฐานเท่านั้น ไม่ใช่การนำหนังสือ กค. มาใช้บังคับย้อนหลังจำกัดสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้าน



ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า

  • มาตรา ๑๖ กำหนดว่า ในกรณีที่ข้าราชการซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตาม พรฎ. นี้ ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านฯ ตามเงื่อนไขใน (๑) ถึง (๓)

  • ดังนั้น จำนวนเงินกู้ที่จะนำหลักฐานการผ่อนชำระมาเบิกค่าเช่าบ้านได้จะต้องเป็นจำนวนเงินกู้ตามสัญญากู้เงินที่ได้ใช้ในการชำระราคาบ้าน

  • หลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่จะนำมาเบิกค่าเช่าบ้านได้นั้น เนื่องจากมาตรา ๔๕๖ ปพพ. กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นโมฆะ การซื้อขายที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต้องดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว จึงจะมีผลบังคับ ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ซื้อขายกันนั้นมีราคาเท่าใด จึงต้องพิจารณาจากสัญญาที่เจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นเป็นสำคัญ


  • เมื่อสัญญาขายที่ดินระบุว่า ผู้ขายยอมขายที่ดินโฉนดที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์ ๑๘๐,๐๐๐ บาท จึงถือว่าซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา ๑๘๐,๐๐๐ บาท

  • ข้ออ้างที่ว่า ผู้ฟ้องคดีซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท โดยผู้ขายทำสัญญา ๒ ฉบับ คือสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินราคา ๑๘๐,๐๐๐ บาท และสัญญาจ้างต่อเติมราคา ๑๘๐,๐๐๐ บาท โดยผู้ฟ้องคดีชำระราคา ๔๐,๐๐๐ บาท จึงกู้เงินจากธนาคารส่วนที่เหลือ ๓๒๐,๐๐๐ บาท นั้น ไม่อาจรับฟังหักล้างเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำขึ้นได้


  • ข้ออ้างที่ว่า กรณีของผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีเดียวกันกับหนังสือ ที่ กค ๐๕๑๘.๓/ว ๒๑ ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ นั้น เห็นว่า กรณีของผู้ฟ้องคดีแตกต่างจากหนังสือดังกล่าว กล่าวคือ กรณีตามหนังสือฯ เป็นกรณีที่ข้าราชการซื้อบ้านพร้อมที่ดินในคราวเดียวกัน แต่หลักฐานที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำขึ้นระบุเพียงว่าเป็นการซื้อขายที่ดิน ส่วนกรณีของผู้ฟ้องคดีนั้นหลักฐานที่เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำขึ้นระบุชัดเจนว่า เป็นการขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์

  • ดังนั้น แม้จะได้กู้เงินจากธนาคาร ๓๒๐,๐๐๐ บาท แต่ถือว่าได้ชำระราคาบ้านพร้อมที่ดินตามสัญญาขายที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นเพียง ๑๘๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ ในวงเงินตามสัญญาขายที่ดินจำนวน ๑๘๐,๐๐๐ บาท


  • เมื่อเจ้าหน้าที่ของกรมฯ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบและดำเนินการตามข้อทักท้วงของ สตง.โดยเรียกเงินคืนในส่วนที่เบิกเกินสิทธิ จึงเป็นการเพิกถอนคำสั่งอนุมัติค่าเช่าบ้านที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ ภายใน 90 วัน

  • เนื่องจากการเพิกถอนคำสั่งอนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านในส่วนที่เกินสิทธิ เป็นการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นการให้เงินโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่งอนุมัติ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 51 ซึ่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรตามมาตรา ปพพ. 412 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  • กรณีนี้เชื่อว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำการไปโดยสุจริต และเพิ่งรู้ว่าตนไม่มีสิทธิเบิกเต็มวงเงินเมื่อถูกเรียกให้คืนเงิน เมื่อ 22 กันยายน 2541


  • กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ไม่อาจอ้างความเชื่อโดยสุจริตตามมาตรา 51 วรรคสาม และได้นำเงินไปชำระให้แก่ธนาคารฯ ทั้งหมดแล้ว ไม่มีส่วนที่เหลืออยู่ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินที่เบิกเกินสิทธิและรับไว้เป็นลาภมิควรได้

  • ส่วนตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่รู้ว่าตนไม่สิทธิเบิกเต็มวงเงินจึงต้องถือว่าตกอยู่ในฐานะไม่สุจริต จึงต้องคืนเงินที่รับไปเต็มจำนวน

  • เมื่อหน่วยงานฯ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปเกินสิทธิก่อนวันที่ 22 กันยายน 2541 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในส่วนที่ให้เบิกเกินไปตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2541 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

  • พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งฯ ส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  • ข้อสังเกต

    • นำเงินไปใช้หนี้ ถือว่าใช้ประโยชน์แล้ว


สรุปย่อข้อเท็จจริง 51

ออกคำสั่งเพิกถอนย้อนหลัง มีทรัพย์สินต้องคืนหากสุจริต ให้คืนอย่างลาภมิควรได้

หากไม่สุจริต ต้องคืนทั้งหมด

1 เมษายน 2535

อนุมัติให้เบิกค่าเช่าซื้อ

  • ซื้อที่ดิน 180,000 บาท(จดทะเบียนกับ จพง.ที่ดินฯ)

  • จ้างก่อสร้าง 180,000 บาท

  • ดาวน์ 40,000 บาท

  • กู้ธนาคาร 320,000 บาท

  • เบิกค่าเช่าซื้อ 320,000 บาท เดือนละ 2,400 บาท

สุจริต

ไม่สุจริต

ไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้

14 กันยายน 2541

สตง. ทักท้วง

  • เบิกได้เฉพาะในส่วนที่จดทะเบียนฯ 180,000 บาทเดือนละ 1,950 บาท

  • ทักท้วงให้เรียกเงินส่วนที่เบิกไปเกินคืน

22 กันยายน 2541

ออกคำสั่งเรียกเงินคืน

  • 61,613 บาท


เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย :เช่าบ้านแม่

  • ผู้ฟ้องคดีเช่าบ้านแม่เพื่ออยู่อาศัยจริง และสภาพบ้านเช่าเหมาะสมกับอัตราเช่า และได้รับอนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านได้ ก่อให้เกิดสิทธิเบิก ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดี

  • การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยจะต้องมีเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 53 วรรคสอง (1)-(5)

  • การที่มีคำสั่งเพิกถอนโดยอ้างว่า แนวปฏิบัติของ ครม. ประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการที่หน่วยงานแต่งตั้งที่เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมเพื่ออยู่ร่วมกับมารดาในการอุปการะเลี้ยงดูในยามชรา อีกทั้งครอบครัวสามารถอยู่อาศัยร่วมกับมารดาโดยไม่ต้องเช่าบ้าน และอัตราถือว่าสูง การเบิกของผู้ฟ้องคดี จึงถูกต้องแต่ไม่เหมาะสม

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.160/2548


  • เห็นว่า เหตุผลที่ใช้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดีไม่เข้ากรณีหนึ่งกรณีใดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 53 วรรคสอง จึงไม่มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านโดยมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านโดยมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีงดเบิกฯ และชดใช้ค่าเช่าบ้านที่เบิกไปแล้วคืน คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  • พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้งดเบิกและเรียกเงินคืน แล้วให้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิที่บัญญัติไว้ใน พรฎ. ให้เป็นการถูกต้องต่อไป


49 53 4 51
การเพิกถอนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายการเพิกถอนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ให้ประโยชน์ที่เป็นการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ (ม.49,53ว4,51)


49 53 2 52
การเพิกถอนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายการเพิกถอนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ให้ประโยชน์(ม.49,53ว2,52)


การเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นเงินการเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นเงิน: ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

  • ผู้ฟ้องคดีย้ายตามคำขอ และทางราชการไม่มีบ้านพักให้ จึงได้เช่าบ้านและเบิกค่าเช่าบ้าน ต่อมาหน่วยงานฯเห็นว่า ไม่มีสิทธิเบิกจึงมีคำสั่งเรียกเงินคืน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งฯ ปลัด มท. มีคำวินิจฉัยยืน

  • ศาลเห็นว่า เมื่อเป็นการย้ายตามขอของตน จึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน การที่หน่วยงานฯมีคำสั่งให้เบิกค่าเช่าบ้านจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  • หน่วยงานฯจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 2124/2545


  • กรณีนี้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชอบกำกับดูแลงานการเงินและบัญชี ย่อมต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินเป็นอย่างดี และรับราชการมา ๒๐ กว่าปี ได้รับคำสั่งย้ายหลายครั้ง ย่อมทราบสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้าน การที่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่กลั้นกรองเสนอความเห็นเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินของ สนจ. ได้ยื่นขอเบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่ศึกษากฎหมาย ระเบียบฯ ให้รอบคอบก่อน แต่กลับเห็นว่าตนเองมีสิทธิเบิกได้

  • กรณีจึงถือได้ว่า กระทำการไปโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นกรณีที่ควรรู้ว่าตนเองไม่สิทธิเบิก และควรรู้ว่าคำสั่งอนุมัติให้เบิกไม่ชอบ จึงไม่อ้างความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่งที่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านเพื่อไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปแก่ทางราชการได้


การเบิกค่าเช่าบ้าน ย่อมต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินเป็นอย่างดี และรับราชการมา ๒๐ กว่าปี ได้รับคำสั่งย้ายหลายครั้ง ย่อมทราบสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้าน การที่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่กลั้นกรองเสนอความเห็นเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินของ สนจ. ได้ยื่นขอเบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่ศึกษากฎหมาย ระเบียบฯ ให้รอบคอบก่อน แต่กลับเห็นว่าตนเองมีสิทธิเบิกได้ : กรณีพนักงานเทศบาลย้ายเป็นข้าราชการพลเรือน

  • รับราชการครั้งแรกที่ ทต.บัวใหญ่ ได้โอนย้ายมารับราชการที่ มรฎ.นครราชสีมา จึงมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนเป็นผู้มีคุณสมบัติของข้าราชการที่จะมีสิทธิขอเบิกค่าเช่าบ้านตามเงื่อนไขที่พระราชกฤษฎีกากำหนด

  • สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเป็นสวัสดิการของรัฐอย่างหนึ่งที่กำหนดไว้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของข้าราชการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการในราชการส่วนกลาง ภูมิภาค หรือท้องถิ่น เพียงแต่ราชการส่วนท้องถิ่นได้รับการแบ่งมอบภารกิจจากรัฐให้ดำเนินกิจการแทนรัฐในพื้นที่ที่กำหนดและให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณเป็นของตนเอง จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสวัสดิการค่าเช่าบ้านแยกออกไปต่างหากเป็นการเฉพาะ แต่ก็มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ข้าราชการของรัฐเช่นเดียวกัน

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 721/2548


  • ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานนี้จากรัฐบนพื้นฐานอย่างเดียวกัน เพียงแต่สิทธิและเงื่อนไขดังกล่าวได้กำหนดให้แยกส่วนจากกันเพื่อความสะดวกในการตั้งงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณขององค์กรเป็นสำคัญ แต่ก็ยังคงมีเจตนารมณ์ในการจัดสวัสดิการพื้นฐานของรัฐในการดูแลช่วยเหลือบุคลากรของรัฐบนพื้นฐานอย่างเดียวกันของทุกส่วนราชการ

  • เมื่อผู้ฟ้องคดีเข้ารับราชการครั้งแรกโดยได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในท้องที่ อ.บัวใหญ่ ต่อมา ได้โอนย้ายมาปฏิบัติราชการที่ อ.เมืองนครราชสีมา จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ต่างท้องที่แล้ว และเมื่อไม่มีเหตุที่ต้องห้ามใช้สิทธิเบิกจึงเป็นผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว คำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้านและให้คืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปแล้ว 167,225.80 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


การเบิกค่าเช่าบ้าน เพียงแต่สิทธิและเงื่อนไขดังกล่าวได้กำหนดให้แยกส่วนจากกันเพื่อความสะดวกในการตั้งงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณขององค์กรเป็นสำคัญ แต่ก็ยังคงมีเจตนารมณ์: กรณีพนักงานเทศบาลย้ายเป็นข้าราชการพลเรือน

  • ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานเทศบาลโอนไปรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน และขอเบิกเงินค่าเช่าบ้าน หน่วยงานฯหารือ กรมบัญชีกลางเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกฯ เพราะไม่ใช่ข้าราชการพลเรือน แม้ต่อมาบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือน และได้รับคำสั่งโอนมา มิใช่กรณีได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง หน่วยงานมีคำวินิจฉัยยืน

  • ศาลเห็นว่าการโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือน ไม่ใช่ลาออกแล้วบรรจุใหม่ สถานภาพการเป็นข้าราชการพลเรือนเริ่มใหม่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเริ่มรับราชการครั้งแรก ซึ่งมาตรา ๖๑ กฎหมายข้าราชการพลเรือน ต้องการให้สถานภาพเป็นบุคคลของราชการมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1253/2546


  • พ.ร.ฎ. ไม่ได้กำหนดว่าต้องเริ่มรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนมาตั้งแต่แรกเริ่มเข้ารับราชการจึงจะมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้

  • ผู้ฟ้องคดีโอนเป็นข้าราชการพลเรือน โดยได้รับแต่งตั้งให้ไปประจำในต่างท้องที่ จึงขอเบิกค่าเช่าบ้านซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่เคยตอบข้อหารือของ ปค. ว่าเบิกได้


  • การที่ กค. อ้างว่า การตอบข้อหารือนำมาใช้กรณีผู้ฟ้องคดีไม่ได้ เพราะเป็นการตอบข้อหารือเฉพาะราย เป็นการเลือกปฏิบัติ เมื่อข้อเท็จจริงเหมือนกันก็ต้องถือปฏิบัติให้เหมือนกัน ได้รับสิทธิเหมือนกัน การที่หน่วยงานฯระงับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีตามการตอบข้อหารือของ กค. จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  • พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งระงับการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้าน และให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตั้งแต่วันที่ร้องขอเป็นต้นไป


โอนไปเป็นข้าราชการ การตอบข้อหารือนำมาใช้กรณีผู้ฟ้องคดีไม่ได้ เพราะเป็นการตอบข้อหารือเฉพาะราย เป็นการเลือกปฏิบัติ เมื่อข้อเท็จจริงเหมือนกันก็ต้องถือปฏิบัติให้เหมือนกัน ได้รับสิทธิเหมือนกัน การที่หน่วยงานฯระงับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีตามการตอบข้อหารือของ กค. จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย๘ ประเภท

พนักงาน/ข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ท้องที่เริ่มรับราชการครั้งแรก

เมื่อโอนไปเป็นข้าราชการ ๘ ประเภท ถือเป็นท้องที่เริ่มรับราชการครั้งแรกในฐานะข้าราชการ ๘ ประเภท จึงยังเบิกค่าเช่าบ้านไม่ได้ จนกว่าจะได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการต่างท้องที่

12


การเบิกค่าเช่าบ้านกรณีย้ายตามคำขอการเบิกค่าเช่าบ้านกรณีย้ายตามคำขอ(นางสาวไฉไล ฤาชา)

  • เป็นกรณีช่วงต่อเนื่องการแก้ไข พรฎ. กรณีย้ายตามคำขอ ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน

  • เดิม (ว.๘๑) ให้ดูที่วันอนุมัติให้เบิกเป็นหลัก (ต้องก่อน ๒๖ มิ.ย. ๔๑)

  • ต่อมา (ว.๓๕) ให้ดูวันที่เช่าบ้านจริง หรือวันรายงานตัวกรณีเช่าบ้านก่อน (ต้องก่อน ๒๖ มิ.ย. ๔๑)

  • ผู้ฟ้องคดี

๒๖ มิ.ย. ๔๑

ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าซื้อ

ย้ายตามคำขอ และอยู่กับบิดา

บ้านเสร็จ

คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 507/2544


  • คำพิพากษาการเบิกค่าเช่าบ้านกรณีย้ายตามคำขอ

    • หนังสือเวียนของ กค. เป็นการตีความกฎหมายให้ชัดเจน และศาลเห็นด้วยจึงเป็นการดำเนินการโดยชอบ

    • คำสั่งไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้าน ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ขอ ศาลจึงไปพิจารณาไม่ได้

    • แต่จากเอกสารที่ผู้ฟ้องคดีเสนอศาล เป็นกรณีข้อเท็จจริงเดียวกับผู้ฟ้องคดี และกรมบัญชีกลางให้ความเห็นว่าเบิกได้

    • ดังนั้น ตามหลักเสมอภาค ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเช่นเดียวกัน

    • พิพากษาให้ เพิกถอนคำสั่งที่มีผลให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านในลักษณะผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านตามสิทธิของผู้ฟ้องคดี


การอุทธรณ์การเบิกค่าเช่าบ้านกรณีย้ายตามคำขอ(การอุทธรณ์คำสั่งเรื่องเดียวกัน ๒ คำสั่ง และอายุความสะดุดหยุดอยู่)

  • การที่ ผอ. ไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้าน และผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านครั้งที่ ๑ (แต่ยังไม่มีการวินิจฉัยอุทธรณ์)

  • ผอ. ไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้าน ครั้งที่ ๒ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อ ศป.

  • การที่อุทธรณ์มาครั้งหนึ่งในเรื่องเดียวกัน แต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องอุทธรณ์คำสั่งที่ ๒ อีก เพราะหากวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อใดก็จะมีผลผูกพันคำสั่งทั้ง ๒ ครั้ง จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งฯไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านแล้ว

  • เมื่อยื่นอุทธรณ์ครั้งที่ ๑ แล้ว อายุความจึงสะดุดหยุดอยู่ตั้งแต่วันดังกล่าว [ไม่นับระหว่างนั้นจนกว่าการพิจารณาจะถึงที่สุดหรือเสร็จไปโดยประการอื่น (มาตรา ๖๗)] คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๓/๒๕๔๔


ย้ายตามคำขอก่อน ๒๖ มิ.ย. ๔๑ แต่พักกับสามี

  • ผู้ฟ้องคดีย้ายตามคำขอของตนก่อน ๒๖ มิ.ย. ๔๑ และได้พักอาศัยอยู่กับสามี โดยสามีใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน

  • ปี ๔๒ สามีย้ายไปดำรงตำแหน่งท้องที่อื่น ผู้ฟ้องคดีจึงใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน

  • หน่วยงานไม่อนุมัติ โดยเห็นว่าผู้ฟ้องคดีย้ายตามคำขอและไม่ได้ใช้สิทธิเบิกก่อนวันที่ ๒๖ มิ.ย. ๔๑

  • ศาลวินิจฉัยว่า พรฎ. กำหนดว่า สามี-ภรรยารับราชการอยู่ในท้องที่เดี่ยวกัน ให้สามีเป็นผู้ใช้สิทธิเบิก ถือได้ว่าภรรยาได้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านร่วมกับสามีแล้ว

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.๑๔/๒๕๔๗


นำบ้านนอกท้องที่มาเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระค่าบ้านนำบ้านนอกท้องที่มาเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระค่าบ้าน: กรณีไม่อาจความเชื่อโดยสุจริต

  • การที่ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ตั้งอยู่ในท้องที่นอกท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่มาเบิกค่าเช่าบ้าน จึงเป็นการเบิกโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 16 และมาตรา 4 แห่ง พรฎ. ค่าเช่าบ้านฯ

  • ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการระดับสูงและเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้มีการจ่ายเงินค่าเช่าบ้านได้ ย่อมควรจะทราบถึง พรฎ. ที่ใช้บังคับอยู่ การยื่นของเบิกค่าเช่าซื้อฯ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 51 วรรคสาม (3) จึงไม่อาจอ้างความเชื่อของตนว่าเป็นไปโดยสุจริตได้ ผู้บังคับบัญชาจึงมีอำนาจเพิกถอนการอนุมัติได้ตามมาตรา 49 มาตรา 50 และมาตรา 51 ฯ

  • คำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีนำเงินส่งคืนคลังจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.137/2547


เบิกค่าเช่าซื้ออยู่ ต่อมาทางราชการจัดที่พักให้: คำสั่งไม่อนุมัติให้เบิกไม่ชอบ

  • มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามมาตรา ๑๖ อยู่ก่อนสร้างที่พักของทางราชการ

  • การที่ไม่เข้าพักในที่พักที่ทางราชการจัดให้ และถือเป็นเหตุเพิกถอนคำสั่งอนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของทางราชการ เพราะทางราชการต้องการที่จะช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยอันเนื่องมาจากทางราชการเป็นเหตุ

  • เมื่อได้กู้ยืมเงินเพื่อผ่อนชำระเงินกู้ฯ และได้รับอนุญาตโดยชอบแล้วกลับมาเพิกถอนคำสั่งเพียงแต่เหตุที่ได้สร้างที่พักราชการขึ้นมาในภายหลัง เป็นการทำให้ข้าราชการต้องเดือดร้อนเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่น่าที่จะเป็นความประสงค์ของทางราชการ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.84,99,/2549


  • ยิ่งกว่านั้น พรฎ. มีเจตนารมณ์สนับสนุนให้ข้าราชการได้มีบ้านอยู่อาศัยของตนเอง โดยการอนุญาตให้ข้าราชการซึ่งได้รับการอนุญาตให้เบิกค่าเช่าบ้านโดยวิธีการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระเมื่อถูกย้ายไปประจำสำนักงานใหม่ ซึ่งมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน ยังคงสามารถนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านในท้องที่ใหม่ได้

  • ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่า สิทธิของผู้ฟ้องคดีในการที่จะได้รับค่าเช่าบ้านยังคงมีอยู่ต่อไปถึงแม้ทางราชการจะได้สร้างที่พักของทางราชการขึ้นมาในภายหลังก็ตาม ดังนั้น การที่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่เคยอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านโดยวิธีการเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


มีสิทธิเบิก แต่พักกับสามี ต่อมาสามีย้าย จึงเบิก: คำสั่งไม่อนุมัติให้เบิกไม่ชอบ

  • ในปี 41 ทางราชการจัดที่พักให้สามี และผู้ฟ้องคดีได้เข้าอยู่อาศัยร่วมกับสามี และไม่ได้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน จึงไม่ใช่กรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน แต่เป็นกรณีที่ทางราชการจัดที่พักให้สามีและผู้ฟ้องคดีได้อยู่อาศัยร่วมกับสามี

  • เมื่อต่อมาในปี 42 สามีย้ายไปดำรงตำแหน่งท้องที่อื่น ผู้ฟ้องคดีจึงได้ไปเช่าบ้าน และใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน จึงไม่อาจตีความว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านอยู่ก่อน ๒๖ มิ.ย. ๔๑ แม้จะอ้างความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าเบิกไม่ได้ ศาลก็ไม่เห็นพ้องด้วย

  • ศาลวินิจฉัยว่า คำสั่งไม่อนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอน

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.242,/2549


ขยายความ แต่พักกับสามี ต่อมาสามีย้าย จึงเบิก

  • กรณีจึงไม่อาจตีความได้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านอยู่ก่อนวันที่ 26 มิถุนายน 2541ซึ่งมิอาจใช้บังคับหรือตัดสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านได้ และไม่มีผลทำให้สิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านต้องเสียไป

  • เมื่อต่อมาผู้ฟ้องคดีได้เช่าบ้านอาศัยอยู่จริง ไม่ว่าจะก่อนหรือหลัง พรฎ. (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2541 ใช้บังคับ ก็ย่อมเป็นผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้

  • ดังนั้น คำสั่งที่ให้ระงับการเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างหนังสือของ กค. ว.86 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 ว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


เบิกค่าเช่าซื้ออยู่ แล้วไปสมรสกับคนมีบ้าน: ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน

  • ผู้ฟ้องคดีได้รับอนุมัติให้เบิกค่าเช่าซื้อบ้านตั้งแต่ปี 2527

  • ปี 2537 จดทะเบียนสมรส ซึ่งคู่สมรสมีบ้านอยู่แล้ว จึงอยู่ที่บ้านตัวเอง 4 วันเพื่อดูแลบุตร และไปอยู่กับภรรยา 3 วัน เนื่องจากภรรยาเข้ากับบุตรไม่ได้

  • หน่วยงานเพิกถอนคำสั่งอนุมัติให้เบิกค่าเช่าซื้อบ้าน ตั้งแต่ปี 2537 และเรียกเงินคืน เนื่องจากเห็นว่า มีเคหะสถานของคู่สมรสที่พออยู่อาศัยร่วมกันได้

  • ศาลเห็นว่า เมื่อมีบ้านของคู่สมรสที่พออยู่อาศัยร่วมกันได้ จึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน และไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าซื้อบ้าน

  • คำสั่งเพิกถอน และเรียกเงินคืน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ ๑๒๓๒/๒๕๔๖


เบิกค่าเช่าซื้ออยู่ แล้วย้ายไปท้องที่ใหม่

  • ผู้ฟ้องคดีได้รับอนุมัติให้เบิกค่าเช่าซื้ออยู่

  • ต่อมาย้ายไปรับราชการท้องที่อื่น และได้ขออาศัยบ้านพักของทางราชการของเพื่อนร่วมงาน หน่วยงานจึงเพิกถอนคำสั่งอนุมัติให้เบิกค่าเช่าซื้อ และเรียกเงินคืน

  • ศาลเห็นว่า ๑. การเบิกค่าเช่าซื้อบ้าน ไม่จำเป็นต้องพักอาศัยในบ้านหลังนั้น การเบิกจ่ายดูเพียงว่ามีสิทธิเบิกตามมาตรา ๗ หรือไม่เท่านั้น ๒. การขออาศัยบ้านพักราชการของเพื่อนร่วมงาน ไม่ถือเป็นกรณีทางราชการจัดที่พักให้ จึงไม่เข้าลักษณะต้องห้าม

  • คำสั่งเพิกถอน และเรียกเงินคืน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลปกครองระยองที่ ๒๐/๒๕๔๖


1474 1
สามีเบิกค่าเช่าบ้านชำระเงินกู้ค่าบ้านที่มีชื่อภรรยาสามีเบิกค่าเช่าบ้านชำระเงินกู้ค่าบ้านที่มีชื่อภรรยา: มาตรา 1474 ปพพ. สินสมรส ได้แก่ ทรัพย์สิน (1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

  • มาตรา 16 ไม่ห้ามข้าราชการซึ่งไม่มีชื่อในโฉนดร่วมกับคู่สมรส แต่ได้ผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านนำหลักฐานมาเบิกค่าเช่าบ้าน

  • เมื่อผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ทำสัญญากู้ ธอส. เพื่อชำระราคาบ้านเพื่อใช้อยู่อาศัยและอาศัยอยู่จริง นำหลักฐานฯ มาขอใช้สิทธิเบิกฯ ผู้ฟ้องคดีย่อมมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านฯ และมิใช่กรณีนำหลักฐานการผ่อนชำระของคู่สมรสมาเบิกฯ

  • การตอบข้อหารือของ กค. ว่า ข้าราชการจะนำหลักฐานการผ่อนชำระฯ มาเบิกฯ ต้องมีชื่อในโฉนด มีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดแก่ข้าราชการที่ใช้สิทธิเบิกฯ เกินสมควร เมื่อไม่อนุมัติให้เบิกตามความเห็น กค. เพราะไม่มีชื่อในโฉนด ถือว่าไม่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในบ้านนั้น และยังไม่มีหลักเกณฑ์รองรับให้ข้าราชการนำหลักฐานฯ ที่มีชื่อคู่สมรสเท่านั้นมาเบิกฯได้ จึงเป็นการระงับสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบฯ และเป็นการทำละเมิด

คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1918/2549



143 2551
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.143/2551เพิกถอนคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน

  • ผู้ฟ้องคดีถูกลงโทษทางวินัยหนักกว่าโทษภาคทัณฑ์ จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน การที่เทศบาลออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  • การที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดทำคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนเสนอเทศบาลลงนาม การที่เทศบาลออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นการออกคำสั่งที่เกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ดังนั้น จึงชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนผู้ฟ้องคดีในเวลาใดก็ได้ แม้จะล่วงเลย 90 วันนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุฯ

  • ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้


  • เทศบาลมีอำนาจออกคำสั่งเพิกถอนฯ ได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด คำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายกฟ้อง

  • ข้อสังเกต

    • คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นคำสั่งที่ให้ประโยชน์ที่เป็นเงิน

    • เป็นผู้เสนอเพื่อออกคำสั่งเอง เป็นกรณีปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง


เพิกถอนคำสั่งจ่ายเงินเบี้ยหวัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพิกถอนคำสั่งจ่ายเงินเบี้ยหวัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย: ลาออกจากราชการทหาร มาเป็นปลัด อบต.

มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยหวัด

ต้องงดเบี้ยหวัดเป็นต้นไป

คำสั่งเรียกเงินเบี้ยหวัดคืน

1 ธค 39

16 ธค 39

30 กย 43

1 ตค 43

16 พย 43

12 มค 44

ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่เข้ารับราชการ

ลาออกจากราชการทหาร

รับราชการ อบต.

ได้รับเบี้ยหวัดเดือนสุดท้าย

งดจ่ายเงินเบี้ยหวัด

พรบ. บำเหน็จบำบาญฯ ใช้บังคับ

แจ้งงดจ่ายเบี้ยหวัด และเรียกเงินคืน

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.481/2551


  • ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยหวัดตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2539 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ที่ พรบ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นฯ มีผลใช้บังคับ และให้ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ

  • ผู้ฟ้องคดีต้องงดเบี้ยหวัดตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป

  • ที่หน่วยงานฯ มีคำสั่งให้ระงับการเบิกจ่ายเบี้ยหวัดให้แก่ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 และให้คืนเงินเบี้ยหวัดที่ได้รับไประหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2539 – 30 กันยายน 2543 เพื่อคืนคลังจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  • พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของหน่วยงานฯ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินเบี้ยหวัดที่ได้รับไประหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2539 – 30 กันยายน 2543


คดีพิพาทเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินคดีพิพาทเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน


การเรียกเงินบำนาญ และเงินอื่นคืน: กรณีปลดออก ต่อมาเปลี่ยนเป็นไล่ออก

  • อธิบดีฯ ลงโทษปลดผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2542 จึงยังคงมีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญ ต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงฯ มีมติเพิ่มโทษจากปลดออกเป็นโทษไล่ออกร อธิบดีฯ จึงมีคำสั่งไล่ออกจากราชการนับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2542

  • คำสั่งฯ เป็นคำสั่งทางปกครอง มีผลบังคับนับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่ง และทำให้ไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญย้อนไปถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2542 แม้จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ออกต่อ ก.พ. ก็ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาคำสั่งตามนัยมาตรา 44 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 699/2550


  • ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเรียกร้องให้คืนเงินบำนาญและผลประโยชน์อื่นที่รับไประหว่างที่มีคำสั่งปลดออกฯ และสามารถฟ้องบังคับตามสิทธินั้นได้นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีทราบคำสั่งเพิ่มโทษให้ไล่ออก

  • ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินบำนาญและเงินอื่นๆ ที่ได้รับไปในช่วงหลังจากวันที่คำสั่งไล่ออกมีผลบังคับ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)

  • กรณีต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 51

  • เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีลงชื่อทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องคดีคือวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๐ พ้นระยะเวลา 1 ปี เป็นการยื่นคำฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

  • ข้อสังเกต : กรณีนี้อาจเป็นกรณีที่เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ และเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ อาจเป็นมูลละเมิด


เบิกค่ารักษาพยาบาล และสามารถฟ้องบังคับตามสิทธินั้นได้: พนักงาน กทม. เบิกค่ารักษาพยาบาลแทนที่จะเบิกจากกองทุนเงินทดแทน

  • (ระเบียบ กทม. ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลฯ พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๘) ในกรณีผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามระเบียบนี้ มีสิทธิหรือได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นแล้ว ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินฯ ตามระเบียบนี้ เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิจะได้รับตามระเบียบนี้ ก็ให้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่

  • ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานของ สธ. เข้ารับการรักษาพยาบาลโดยการผ่าตัดลิ้นหัวใจที่ รพ.จุฬาฯ ได้รับอนุมัติให้เบิกเงินและได้เบิกจ่ายเงินให้แก่ รพ. ต่อมา ผอ. มีหนังสือเรียกคืน เนื่องจากได้รับการทักท้วงจาก สตง ว่า การเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไม่ถูกต้องตามข้อ ๘ เพราะ สธ. ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม จึงมีสิทธิได้รับการสงเคราะห์และสิทธิประโยชน์ทดแทนแล้ว จึงต้องห้ามใช้สิทธิเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลตามระเบียบฯ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.534/2551


  • เห็นว่า และสามารถฟ้องบังคับตามสิทธินั้นได้ ตามข้อ ๘ มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลซ้ำซ้อนจากหน่วยงานอื่นอีกจากการรักษาพยาบาลครั้งเดียวกัน มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะตัดสิทธิของผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวอย่างเด็ดขาดในกรณีที่ได้รับสวัสดิการดังกล่าวจากหน่วยงานอื่นแล้ว เพราะในระเบียบได้ยกเว้นไว้ว่าหากมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลต่ำกว่าที่จะได้รับตามระเบียบนี้ ก็ให้มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลได้เฉพาะส่วนที่ขาดอยู่ แสดงให้เห็นว่าระเบียบยังเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิสามารถได้รับสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นได้ และเมื่อผู้ฟ้องคดีได้เข้าเป็นผู้ประกันตนโดยเป็นการปฏิบัติตามบันทึกสั่งการของ กทม . และได้ส่งเงินประกันโดยถูกต้องแล้ว ก็มีสิทธิได้รับสวัสดิการด้านต่างๆ จาก สปส. ด้วยเช่นกัน ซึ่งตามข้อ ๘ ก็มิได้กำหนดให้ต้องไปใช้สิทธิประกันสังคมก่อนแต่อย่างใด ระเบียบกำหนดขึ้นเพื่อไม่ให้มีการเบิกค่ารักษาพยาบาลซ้ำซ้อนกันเท่านั้น จึงสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจาก สธ. กทม. ได้ตามระเบียบ


  • อีกทั้งการพิจารณาของ สตง. ก็มิได้นำข้อยกเว้นของระเบียบมาพิจารณาแต่อย่างใด คงพิจารณาแต่เพียงว่าหากมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากที่อื่นแล้ว ก็ไม่มีสิทธิเบิกตามระเบียบได้อีก เมื่อ กทม.ไม่เคยชี้แจงแนวทางปฏิบัติให้แก่พนักงานและลูกจ้างฯ เข้าใจว่าจะต้องใช้สิทธิตาม พรบ. ประกันสังคมฯ ก่อน และไม่สามารถขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลตามระเบียบ กทม.ฯ ได้อีก เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าสิทธิตามระเบียบให้ขอรับในส่วนที่ขาดจากสิทธิได้ จึงเป็นเหตุให้เข้าใจโดยสุจริตว่าตนสามารถเลือกใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลตาม พรบ. ประกันสังคมฯ หรือตามระเบียบ กทม.ฯ ก็ได้ และ กทม. ก็มิได้ทักท้วงหรือไม่อนุมัติให้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลแต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่าได้ใช้สิทธิโดยสุจริตและถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบที่ ผอ. มีคำสั่งอนุมัติให้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้


  • ถ้าหากศาลให้คืนเงินค่ารักษาพยาบาลจะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดแก่ผู้ฟ้องคดีเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่ง พรบ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ประกอบกับผู้ฟ้องคดีไม่สามารถกลับไปใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนตาม พรบ. ประกันสังคมฯ ได้อีก ตามที่กองนิติการ สปส. ตอบข้อหารือว่า สธ. กทม. มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ พนักงานและลูกจ้างชั่วคราวจึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง พรบ. ประกันสังคมฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม

  • การเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นไปโดยชอบแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่บุคคลที่มีสิทธิหรือได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นอีกต่อไป การที่มีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่ารักษาพยาบาล จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งฯ


คดีพิพาทเกี่ยวกับการทุจริตคดีพิพาทเกี่ยวกับการทุจริต


หัวหน้าส่วนการคลัง อบต. ชะแมบ ทุจริต: นายกฯ และปลัดฯ รับผิดด้วย

  • ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็น ส.อบต. เป็น กรรมการเก็บรักษาเงิน มีอำนาจ

    • เก็บรักษากุญแจตู้นิรภัย

    • ตรวจสอบรายงานเงินคงเหลือเป็นประจำทุกวัน

    • ตรวจสอบตัวเงินและหลักฐานแทนตัวเงิน

    • นำเงินเข้าเก็บรักษาในตู้นิรภัย

    • นำเงินออกจ่ายร่วมกับปลัดฯ และ หน.ส่วนการคลัง

  • ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นประธานฯ อบต. เป็น กรรมการถอนเงินฝาก มีอำนาจ

    • อนุมัติฎีกา

    • ลงลายมือชื่อในใบถอนเงินตามแบบของธนาคารในฐานะกรรมการถอนเงินฝากร่วมกับปลัดฯ และ หน.ส่วนการคลัง

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.366-267/2549


  • ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ เป็นปลัด อบต. เป็น กรรมการเก็บรักษาเงิน/รับส่งเงิน/ผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินที่บันทึกไว้ในบัญชีเงินสดตามระเบียบ

    • มีอำนาจหน้าที่ในฐานะกรรมการเก็บรักษาเงินเช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดีที่ ๑

    • มีหน้าที่นำเงินรายรับของ อบต. ที่เกินอำนาจเก็บรักษาไปฝากคลังจังหวัด คลังอำเภอ หรือธนาคาร แล้วแต่กรณี ในฐานะกรรมการรับส่งเงิน ร่วมกับ หน.ส่วนการคลัง

    • ตรวจสอบการรับจ่ายเงินที่บันทึกไว้ในบัญชีเงินสด

  • น.ส. ณัฐ เป็นหัวหน้าส่วนการคลัง (หน.สค.) ผู้ทุจริต

  • นอ. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบความรับผิดทางละเมิดตามคำร้องขอของประธานฯ


  • น.ส. ณัฐ เป็นหัวหน้าส่วนการคลัง (หน.สค.) ทุจริต ๔ วิธี (๔.๕ ล้าน)

    • เพิ่มเติมตัวเลขข้างหน้าจำนวนเงินในใบถอนเงินให้สูงขึ้นเกินจริง

    • แก้ไขตัวเลขจำนวนเงิน

    • เขียนใบถอนเงินของ ธกส. สูงเกินจริง

    • วางฎีกาเบิกเงินเพื่อใช้ในกิจการของ อบต. เมื่อเบิกเงินแล้วทำลายฎีกา

  • คณะกรรมการสอบความรับผิดทางละเมิด แบ่งส่วนความรับผิดเป็น ๙ ส่วน คือ

    • น.ส. ณัฐ ผู้ทุจริต รับผิดเต็มจำนวน (๔.๕ ล้านบาท)

    • ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รับผิด ๑ ส่วน (๐.๕ ล้านบาท)

    • ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ รับผิด ๓ ส่วน (๑.๕ ล้านบาท)

    • ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ รับผิด ๕ ส่วน (๒.๕ ล้านบาท)

  • นอ. เห็นชอบผลการสอบสวน และส่งเรื่องให้ กค.


  • กรมบัญชีกลางมีหนังสือถึง นอ. ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา ๘ ข้อ ดังนี้

    • ให้ตรวจสอบและยืนยันยอดความเสียหายที่ถูกต้อง และจำนวนเงินที่แต่ละคนต้องรับผิด

    • เมื่อมีการลงนามในใบถอนเงินแล้ว (ประธานฯ-หน.สค) มีวิธีปฏิบัติในการแจ้งปลัดฯ ในฐานะกรรมการรับส่งเงินทราบ มีวิธีปฏิบัติอย่างไร ใครมีหน้าที่แจ้ง

    • การถอนเงิน ปลัดทราบหรือไม่ว่ามีการถอนเงินวันใด หากทราบ เหตุใดจึงให้ หน.สค. ไปเบิกเงินจากธนาคารคนเดียว

    • ใครมีหน้าที่ลงบัญชีรายรับ-จ่ายประจำวัน จัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวัน และได้มีการจัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันให้คณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่

    • อบต.แต่งตั้งปลัดเป็นผู้ตรวจสอบการรับจ่ายเงินที่บันทึกไว้ในบัญชีเงินสดนั้น ข้อเท็จจริงปลัดได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหรือไม่

    • ก่อนที่ประธานฯ จะลงนามในใบถอนเงินร่วมกับ หน.สค. ได้มีการตรวจสอบจำนวนเงินที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ อย่างไร ขอให้ส่งตัวอย่างใบถอนเงินประกอบด้วย

    • การเสนอใบถอนเงินหรือเช็ค ให้ประธานฯ ลงนาม ตามระเบียบหรือวิธีปฏิบัติกำหนดให้ หน.สค. ต้องแนบหลักฐานใดประกอบบ้าง และการลงนามแต่ละครั้ง ประธานฯ ได้ตรวจสอบจำนวนเงินตามเอกสารว่าถูกต้องตรงกับใบถอนเงินหรือไม่ อย่างไร

    • ขอให้จัดส่งระเบียบ การรับจ่ายเงินฯ ประกอบการพิจารณาด้วย


  • นอ. ไม่ได้ดำเนินการตามคำขอของกรมบัญชีกลาง แต่มีหนังสือให้ อบต. ออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามชดใช้เงินภายใน ๔๕ วัน

  • อบต. ออกคำสั่งและแจ้งคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามทราบ

  • ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งต่อ อบต.

  • อบต.มีคำสั่งยืนยันให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แจ้งผู้ฟ้องคดีทั้งสามทราบ

  • ผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้องทุกข์ต่อ ครท.

  • อบต. ฟ้องเรียกเงินจากน.ส.ณัฐ และผู้ฟ้องคดีทั้งสามต่อศาลยุติธรรม


  • กรมบัญชีกลางมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาต่อ นอ. ว่า

    • น.ส. ณัฐ รับผิดเต็มจำนวน

    • ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ (ส.อบต.) ไม่ต้องรับผิด

    • ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ (ประธานฯ) และผู้ฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเป็นการกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ รับผิด ๓.๔ ล้านบาท และผู้ฟ้องคดีที่ ๓ รับผิด ๑.๑ ล้านบาท

    • นอ. เห็นชอบตามความเห็นกรมบัญชีกลาง

  • นายก อบต. มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งแรก และออกคำสั่งที่สองตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง

  • ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ อุทธรณ์คำสั่งใหม่ต่อ ผวจ. ให้เพิกถอนคำสั่งที่สอง และให้ใช้บังคับตามคำสั่งที่หนึ่ง


  • ผวจ. มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่สอง และให้คำสั่งที่หนึ่งใช้บังคับต่อไป

  • นายกฯ จึงมีคำสั่งตามความเห็นของ ผวจ.

  • อบต. มีหนังสือถอนฟ้องผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จากศาลยุติธรรม ศาลอนุญาต และให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัย

  • ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า มีประเด็นพิจารณาว่า คำสั่งที่หนึ่งของ อบต. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

  • ก่อนที่หน่วยงานฯ จะทำคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระค่าสินไหมฯ ตามมาตรา ๑๒ จะต้องส่งสำนวนการสอบสวนให้ กค. เพื่อตรวจสอบ และรอให้ กค. แจ้งความเห็นให้ทราบก่อนที่จะมีคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงิน เพื่อให้การใช้ดุลพินิจในการทำคำสั่งเป็นไปด้วยความถูกต้องและเป็นธรรม


  • กค. มีอำนาจตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และจะให้บุคคลใดส่งพยานหลักฐานหรือมาให้ถ้อยคำเพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมได้

  • ดังนั้น การส่งสำนวนการสอบสวนให้ กค. ตรวจสอบความถูกต้อง และการรับฟังความเห็นจาก กค. จึงเป็นขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่ระเบียบฯ กำหนดไว้ให้ต้องดำเนินการ ก่อนที่จะมีคำสั่งทางปกครองเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ฯ ตามมาตรา ๑๒

  • ข้อ ๑๗ วรรคห้า กำหนดให้ในการพิจารณาของ กค. กรณี อปท. รสก. กค. พิจารณาไม่แล้วเสร็จก่อนอายุความสิ้นสุดไม่น้อยกว่า ๑ ปี และไม่แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ผู้แต่งตั้งมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรและแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ

  • อบต. ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามข้อ ๘ ไม่ดำเนินการแต่งตั้งฯ แต่ได้ขอร้องให้ นอ. ดำเนินการทางวินัย ความรับผิดทางละเมิด แก่ หน.สค.


  • นอ. อาศัยอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงาน อบต. ตามมาตรา ๙๐ พรบ. อบต.ฯ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

  • นอ. ได้รับรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมฯ นอ. ส่งสำนวนให้ กค. ตรวจสอบตามข้อ ๑๗ วรรคสอง

  • กรมบัญชีกลางมีหนังสือถึง นอ. ขอทราบรายละเอียดและพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณารวม ๘ ข้อ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแล้วว่า เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ เป็นการใช้อำนาจตามข้อ ๑๗ วรรคสาม

  • นอ.ในฐานะผู้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ มีหน้าที่ต้องดำเนินการส่งรายละเอียดและพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ฯ


  • เมื่อ นอ. ไม่ดำเนินการจนล่วงเลยเวลาที่ กค. ต้องพิจารณาสำนวนให้แล้วเสร็จ และแจ้งความเห็นให้ นอ. ทราบก่อนอายุความสิ้นสุดไม่น้อยกว่า ๑ ปี ตามข้อ ๑๗ วรรคห้า

  • นอ. มีหนังสือแจ้งให้ อบต. ออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามชดใช้เงินฯตามจำนวนที่ นอ. เห็นชอบ

  • อบต. อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๒ ในฐานะหน่วยงานที่เสียหายออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามนำเงินมาชำระภายใน ๔๕ วัน

  • เห็นว่า การออกคำสั่งโดยไม่ดำเนินการชี้แจงและส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ กค. เพื่อประกอบการพิจารณาให้ความเห็น ทั้งที่มีระยะเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการ แต่กลับรอให้ระยะเวลาล่วงเลยไป แล้วอาศัยอำนาจตามข้อ ๑๗ วรรคห้า ออกคำสั่งตามคำวินิจฉัยของ นอ. ในฐานะผู้กำกับดูแล จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการฟังความเห็นของ กค. ตามข้อ ๑๗ และข้อ ๑๘ ทำให้คำสั่งที่หนึ่งของ อบต. ที่ออกตามคำวินิจฉัยสั่งการของ นอ. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการนั้น


  • การที่ อบต. อุทธรณ์ว่า กค. ไม่อาจดำเนินการแล้วเสร็จและไม่แจ้งผลการตรวจสอบให้อำเภอทราบภายในเวลาก่อนอายุความ ๒ ปี สิ้นสุดไม่น้อยกว่า ๑ ปี อำเภอจึงชอบที่จะมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร และแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ นั้น เป็นคำอุทธรณ์ที่ไม่อาจรับฟังได้


เบิกจ่ายเงินค่าจ้างล่าช้าเป็นละเมิดเบิกจ่ายเงินค่าจ้างล่าช้าเป็นละเมิด: ไม่วางฎีกาเบิกจ่ายเงินภายใน 7 วัน ทำให้จ่ายเงินค่าจ้างล่าช้า

  • ทม. มีหน้าที่ต้องวางฎีกาเบิกจ่ายเงินอย่างช้าไม่เกิน 7 วันนับจากวันที่ได้ตรวจรับงานถูกต้องแล้วตามข้อ 48 ของระเบียบเบิกจ่ายฯ คณะกรรมการตรวจการจ้างประชุมเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2540 และมีมติตรวจรับงานย้อนหลังไปในวันที่ 10 เม.ย. 2540 แต่ ทม. มีหนังสือขออนุมัติเบิกเงินเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2540 อันเป็นการล่าช้า ถือได้ว่า ทม. ซึ่งเป็นลูกหนี้ในเงินค่าก่อสร้างผิดนัดชำระหนี้ และ หจก. เรียกให้ชำระหนี้นั้นแล้ว ทม. จึงต้องรับผิดในความเสียหายจะอ้าง จว. และ สถ. ที่เป็นหน่วยงานอื่นซึ่งไม่ใช่คู่สัญญา ให้ร่วมรับผิดเพื่อตนไม่ต้องชำระหนี้ทั้งหมดต่อ หจก. หาได้ไม่ ข้ออ้างของ ทม. ไม่อาจรับฟังได้


  • ทม. จะเบิกจ่ายเงินให้แก่ หจก. ผู้รับจ้าง ทม. ต้องจัดทำเอกสารตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงินจาก จว. โดยต้องส่งเอกสารการเบิกจ่ายเงินในส่วนของเงินกู้ให้ สถ. เพื่อนำเสนอกรมบัญชีกลางสั่งจ่ายเงินกู้ OECF ทม. ไม่ส่งหลักฐานเพื่อขอเบิกจ่ายค่าจ้าง ทำให้ จว. และ สถ. ไม่อาจส่งเรื่องขอเบิกเงินได้ จนทำให้เงินงบประมาณสมทบโครงการได้ตกพับไป เพราะกรมบัญชีกลางไม่อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายเงิน จึงไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้ได้

  • จว. และ สถ. อุทธรณ์ไปยังกรมบัญชีกลาง และได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายฯ จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2541 เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2541 ดังนั้น ในวันที่ 19 ก.พ. 2541 จว. จึงวางฎีกา และมีการอนุมัติฎีกาในวันที่ 20 ก.พ. 2541 จึงเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ จว. และ สถ. มิได้ล่าช้า สาเหตุที่ทำให้เงินงบประมาณสมทบฯ ต้องตกพับไป เนื่องจาก ทม. มิได้ปฏิบัติตามระเบียบฯ


  • เมื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างประชุมตรวจรับเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2540 และมีมติให้ตรวจรับงานย้อนหลังไปในวันที่ 10 เม.ย. 2540 นั้น เห็นว่า ในวันที่ 10 เม.ย. 2540 ไม่อาจจ่ายเงินค่าจ้างได้จริง เนื่องจากยังไม่ได้ตรวจรับงาน จึงต้องถือเอาวันที่ 16 ก.ค. 2540 เป็นวันตรวจรับงานจริง เมื่อพิจารณาตามข้อ ๔๘ ของระเบียบเบิกจ่ายฯ กรณีนี้กำหนดเวลาที่ควรจะต้องมีการวางฎีกาเบิกเงิน คือ ภายในวันที่ 23 ก.ค. 2540 อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายเงินจริงมิใช่จะเบิกจ่ายได้ตั้งแต่วันที่อาจตั้งฎีกาคือวันที่ 23 ก.ค. 2540 เพราะเงินที่จะนำมาใช้จ่ายเป็นค่าจ้างเป็นเงินที่มีที่มาคนละประเภท ซึ่งเมื่อรวมระยะเวลาเวลาตามระเบียบที่เกี่ยวข้องจะเบิกจ่ายได้จริง 30 วันนับแต่วันที่อาจมีการตั้งฎีกาเบิกจ่ายของ ทม.


  • จึงเห็นว่า วันที่อาจจ่ายเงินได้แก่วันที่ 22 ส.ค. 2540 และให้ถือเอาเวลานับจากนี้เป็นความล่าช้าในการเบิกจ่ายเงินไปจนถึงวันที่มีการจ่ายเงินในวันที่ 26 ก.พ. 2541

  • กรณีจึงฟังได้ว่า ทม. จ่ายเงินค่าจ้างล่าช้า โดยผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 2540 จนถึงวันที่ 26 ก.พ. 2541 หจก.ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้ ตามมาตรา 215 ปพพ. และเห็นสมควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ปพพ. 7% ต่อปี จากจำนวนเงินค่าจ้าง ๔,๗๖๑,๐๐๐ บาท


สรุปย่อข้อเท็จจริง วันที่อาจจ่ายเงินได้แก่วันที่ 22 ส.ค. 2540 และให้ถือเอาเวลานับจากนี้เป็นความล่าช้าในการเบิกจ่ายเงินไปจนถึงวันที่มีการจ่ายเงินในวันที่ 26 ก.พ. 2541 : ต้องวางฎีกาเบิกจ่ายเงินอย่างช้าไม่เกิน 7 วันนับจากวันตรวจรับงานถูกต้อง

  • 10 เม.ย. 40

  • ส่งมอบงาน

  • ครบ 7 วัน23 ก.พ. 40

  • อาจเบิกจ่ายได้ตามระเบียบฯ 22 ส.ค. 40

ช่วงเบิกจ่ายเงินล่าช้าเกินสมควร

30 วัน

7 วัน

  • 8 ก.ย. 40

  • วางฎีกาเบิกจ่าย

  • 16 ก.ค. 40

  • คณะกรรมการฯ ประชุมตรวจรับ ย้อนหลังไปถึงวันที่ 10 เมษายน 2540

  • 26 ก.พ. 41

  • จ่ายเงินค่าจ้าง


การเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ: คำสั่งให้ไปช่วยราชการไม่มีกำหนดเวลา

  • พรฎ. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการฯ

  • มาตรา ๑๓ (๔) การเดินทางไปราชการชั่วคราวได้แก่ การไปช่วยราชการไปรักษาการในตำแหน่ง หรือไปรักษาราชการแทน

  • มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ กำหนดให้ผู้เดินทางไปราชการดังกล่าวย่อมมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยง เดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายในการเดินทางไปราชการได้ ตามหลักเกณฑ์ฯ

  • มาตรา ๓๒ การเดินทางไปราชการประจำ ได้แก่ การเดินทางไปประจำต่างสำนักงานไปรักษาการในตำแหน่ง หรือรักษาราชการแทน เพื่อดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใหม่

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.86/2548


  • อส. มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการและปฏิบัติราชการ จ.ขอนแก่น อ้างว่า เนื่องจากคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีรับราชการอยู่ที่ จ.อุทัยธานีมานานรู้จักคุ้นเคยคนมาก เป็นเหตุให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้มาติดต่อ คำสั่งฯ ก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนราชการ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบและโดยสุจริต โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ มิได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ คำสั่งจึงชอบแล้ว

  • คำสั่งให้ไปช่วยราชการฯ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าจะเสร็จสิ้น และเหตุที่ออกคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่ จ.ขอนแก่นไม่ได้เนื่องจากไม่มีตำแหน่งว่างจึงต้องมีคำสั่งให้ช่วยราชการ


  • หนังสือ กค. ตอบข้อหารือว่า การเดินทางไปช่วยราชการฯ จะต้องเป็นการเดินทางไปช่วยราชการในลักษณะชั่วคราว มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนภายในระยะเวลาสั้น ๆ โดยจะต้องไม่เป็นงานที่ต้องทำในลักษณะต่อเนื่อง และมติ ครม. กำหนดแนวทางที่จะออกคำสั่งให้ข้าราชการที่เดินทางไปช่วยราชการโดยมีระยะเวลานาน ๆ พิจารณาออกคำสั่งให้ปฏิบัติราชการในลักษณะประจำ แม้จะมิได้โอนอัตราเงินเดือนตามตัวไปก็ตาม โดยพิจารณาถึงลักษณะของงานที่ปฏิบัติและการประหยัดงบประมาณ

  • จึงเห็นได้ว่า แม้ อส. จะมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการ แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงเจตนารมณ์และเหตุผลในการออกคำสั่งและลักษณะงานแล้ว ฟังได้ว่า อส. มีเจตนาให้ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการเป็นการประจำตลอดไปอันสืบเนื่องจากกรณีถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ผู้ฟ้องคดีไปช่วยราชการ ตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. 41 ถึงวันที่ 25 ธ.ค. 41 เป็นระยะเวลานาน กรณีจึงถือเป็นการไปช่วยราชการลักษณะประจำ มิได้ปฏิบัติราชการภายในระยะเวลาชั่วคราว ดังนั้น จึงไม่มีสิทธิขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในลักษณะชั่วคราวตามมาตรา ๑๓ (๔) และมาตรา ๑๔

  • พิพากษายกฟ้อง


คดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้รถราชการคดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้รถราชการ


ข้อกฎหมายคดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้รถราชการ: ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523

  • ข้อ 16 วรรคหนึ่ง การเก็บรักษารถประจำตำแหน่งให้อยู่ในความควบคุมและความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่ง วรรคสอง การเก็บรักษารถส่วนกลาง รถรับรอง และรถรับรองประจำจังหวัด ให้อยู่ในความควบคุมและรับผิดชอบของส่วนราชการโดยเก็บรักษาในสถานที่เก็บหรือบริเวณของส่วนราชการ วรรคสามสำหรับรถส่วนกลาง หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าส่วนราชการจะพิจารณาอนุญาตให้นำรถไปเก็บรักษาที่อื่นเป็นการชั่วคราวหรือเป็นครั้งคราวได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ คือ (1) ส่วนราชการไม่มีสถานที่เก็บรักษาปลอดภัยเพียงพอ หรือ(2) มีราชการจำเป็นและเร่งด่วนหรือการปฏิบัติราชการลับ

  • ข้อ 16 ตรี ในกรณีที่เกิดการสูญหายหรือเสียหายขึ้นกับรถส่วนกลางในระหว่างการเก็บรักษาที่อื่นเป็นการชั่วคราวตามข้อ 16 ทวิ ผู้เก็บรักษาต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังดูแลรักษาเยี่ยงวิญญูชนจะพึงสงวนรักษาทรัพย์ของตนแล้ว และการสูญหายหรือเสียหายนั้นมิได้เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เก็บรักษา แต่หากการสูญหายหรือเสียหายนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการนำไปใช้ในการอื่น ให้ผู้อื่นใช้ หรือนำไปเก็บไว้ ณ ที่ที่มิได้รับอนุญาต ผู้เก็บรักษาต้องรับผิดชอบทุกกรณี แม้ว่าจะเกิดด้วยเหตุสุดวิสัยเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ถึงอย่างไรความสูญหายหรือเสียหายก็จะเกิดแก่รถส่วนกลางคันนั้น


กรณีศึกษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้รถราชการ

  • คำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ 1347/2545 (นายมนูญ อำไพพร กับ กระทรวงการคลัง ที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ที่ 2 : ประชาสงเคราะห์อำเภอวังน้ำเย็น)

  • คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อ.231/2548 (นายนรินทร์ จงประเสริฐ กับ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1 กระทรวงการคลัง ที่ 2)

  • คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อ.549/2549 (นายเอื้อ จานทอง กับ กรมบัญชีกลาง ที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 2)

  • คำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ 1927/2550 (นายสุทิน อุ้ยตระกูล กับ กรมบัญชีกลาง ที่ 1 กระทรวงการคลัง ที่ 2 สำนักงานศาลยุติธรรมที่ 3) (มีอุทธรณ์)

  • คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อ.362/2549 (นายนิติ ภูมิศิริไพบูลย์ กับ กรมประชาสัมพันธ์ที่ 1 กระทรวงการคลัง ที่ 2)

  • คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ อ.462/2550 (นายสมพงษ์ เกลี้ยงสะอาด กับ เทศบาลนครนครสวรรค์)


นำรถส่วนกลางไปจอดที่บ้าน และสูญหาย: ประชาสงเคราะห์อำเภอวังน้ำเย็น

  • การนำรถส่วนกลางไปจอดที่บ้านโดยไม่ถูกต้องระเบียบฯ

  • ความรับผิดของเจ้าหน้าที่เป็นไปตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ การที่ระเบียบฯ กำหนดความรับไว้แตกต่างจากกฎหมาย จึงนำมาใช้บังคับไม่ได้

  • การกระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบฯ เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงต้องรับผิดในความเสียหาย

  • การหักค่าเสื่อมราคา

  • รองผู้ว่าฯ อนุญาตโดยไม่อำนาจ มีส่วนร่วมในการฝ่าฝืนระเบียบโดยแจ้งชัด ต้องรับผิดด้วย

คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1347/2545


นำรถส่วนกลางไปจอดที่บ้าน และสูญหาย: กลับจากไปประชุมสั่งให้ พขร. ไปจอดเก็บที่บ้าน

  • พาคณะเจ้าหน้าที่กลับจากราชการโดยเดินทางถึงศูนย์ฝึกฯ แล้ว ถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ การที่นัดแนะให้ไปร่วมกันรับประทานอาหารโดยสั่งให้นาย ส. ขับรถยนต์ของราชการไปที่ร้านอาหาร ขับไปส่งครูสตรีที่ไม่มีพาหนะกลับบ้าน และนำรถยนต์ไปจอดเก็บไว้ที่บ้านพัก และรถหายจึงไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่

  • เมื่อขณะที่รถสูญหายไม่ได้เกิดในระหว่างที่ผู้ฟ้องคดีและนาย ส. กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีและนาย ส. ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยต้องบังคับตาม ปพพ. ตามมาตรา ๑๐ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ

  • คำสั่งเฉพาะส่วนที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าเสียหายร่วมกับนาย ส. อย่างลูกหนี้ร่วมจึงชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.231/2549


พขร. นำรถไปใช้นอกเวลา จนเกิดอุบัติเหตุ: ได้รับอนุญาตให้นำรถไปจอดที่บ้าน แต่ไม่ควบคุมให้ พขร นำมาจอดเก็บที่บ้าน

  • ผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ไปราชการ และให้ใช้รถยนต์ตู้ส่วนกลางระหว่างวันที่ 13-15 โดยมี พขร. และผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ควบคุมรถ และเนื่องจากต้องออกเดินทางเช้ามืดจึงขออนุญาตนำรถไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านของผู้ฟ้องคดี

  • เมื่อหมดเวลาราชการ พขร. ไม่ได้นำรถมาเก็บไว้ที่บ้านพัก กลับนำไปใช้จนเกิดอุบัติเหตุ

  • แม้ไม่ได้ใช้หรืออนุญาตให้ พขร ขับรถไปใช้ส่วนตัว การเกิดอุบัติเหตุและความเสียหายของรถยนต์คันดังกล่าวจะเกิดจาก พขร. โดยตรง

  • เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขออนุญาตใช้รถและขอนำมาเก็บรักษาไว้ที่บ้านของตน จึงต้องรับผิดชอบควบคุมดูแลการเก็บรักษารถให้เป็นไปตามระเบียบฯ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.549/2551


  • เมื่อทราบว่า พขร. ไม่นำรถมาเก็บที่บ้านพักฯ ในเวลาอันสมควร ก็มิได้ติดตามรถตามสมควร แม้จะอ้างว่าได้ใช้ความพยายามโดยการฝากข้อความไปยังเพจเจอร์ของ พขร. แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ ผู้ฟ้องคดีก็จะต้องใช้ความพยายามขวนขวายติดตามโดยสอบถามจากบุคคลที่ใกล้ชิดหรือบุคคลที่ พขร. อาศัยอยู่ด้วย และแม้ในระหว่างเวลานั้นมีฝนตกหนักและน้ำท่วมไม่สามารถนำรถออกไปได้ ผู้ฟ้องคดีก็สามารถใช้โทรศัพท์ในการแจ้งเหตุต่อผู้ที่เกี่ยวข้องให้ทราบได้

  • แต่กลับอ้างว่าตนมีอาการอ่อนเพลียและรับประทานยาทำให้เกิดอาการง่วงนอนและเข้านอนพักผ่อนโดยมิได้เอาใจใส่ในการติดตามรถกลับคืนมาให้เพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์ที่ผู้ควบคุมดูแลรถจะพึงกระทำ และมิได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จนเป็นเหตุให้ พขร. นำรถไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวจนประสบอุบัติเหตุ

  • ถือว่าความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดีในการควบคุมดูแลรถ จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการด้วย ดังนั้น คำสั่งที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการในอัตราร้อยละห้าสิบของจำนวนค่าเสียหาย จึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง


ad