การกระจายอำนาจให้แก่
Download
1 / 91

การกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - PowerPoint PPT Presentation


  • 145 Views
  • Uploaded on

การกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. นายภิญโญ พัวศรีพันธุ์ เจ้าพนักงานปกครอง ๖ ว หัวหน้างานถ่ายโอนกิจกรรมบริการสาธารณะ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549. มาตรา 5

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' การกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น' - jonas-suarez


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายภิญโญ พัวศรีพันธุ์

เจ้าพนักงานปกครอง ๖ ว

หัวหน้างานถ่ายโอนกิจกรรมบริการสาธารณะ

สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่



มาตรา 5

- สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 250 คน

- อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี

- ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

- กรณีที่มีกฎหมายห้ามมิให้บุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่การได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ


มาตรา 8

- สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้ใดกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสีย สมาชิกไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิเข้าสื่อร้องขอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพ

- มติให้พ้นจากสมาชิกภาพ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในวันลงคะแนน


มาตรา 9

- การประชุมต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดจึงจะถือเป็นองค์ประชุม


มาตรา 10

- พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชบัญญัติโดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

- ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่น้อยกว่า 25 คน หรือคณะรัฐมนตรี แต่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน จะเสนอได้ก็แต่โดยคณะรัฐมนตรี


มาตรา 11

- สมาชิกทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี แต่รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบเมื่อเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน

- สมาชิก 100 คน สามารถขออภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากรัฐมนตรีได้ แต่ลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจไม่ได้


มาตรา 12

- กรณีมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะรับฟังความคิดเห็น ให้แจ้งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไป แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้


มาตรา 13

- การกล่าวถ้อยคำใด ๆ ในการประชุมสภานิติบัญญัติ ถือเป็นเอกสิทธิโดยเด็ดขาด จะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวผู้นั้นในทางใดมิได้ แต่ไม่คุ้มครองผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ถ้าหากถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

- กรณีที่สมาชิกฯ ถูกควบคุมหรือขัง ให้สั่งปล่อยต่อเมื่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอ หรือกรณีถูกฟ้องในคดีอาญาให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปได้ เว้นแต่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอให้งดการพิจารณาคดี


มาตรา 14

- พระมหากษัตริย์แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน

- พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติถวายคำแนะนำ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ


มาตรา 19

- สภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสมาชิก 100 คน

- ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานสภา และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

- สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็น หรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง ภายในเวลา 2 ปี ก่อนวันได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน


มาตรา 20

- สมัชชาแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกที่มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ไม่เกิน 2,000 คน

- ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง


มาตรา 22

- ให้สมัชชาแห่งชาติมีหน้าที่คัดเลือกสมาชิกด้วยกันเอง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 200 คน และเมื่อได้คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หรือเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว ยังไม่อาจคัดเลือกได้ครบถ้วน ให้สมัชชาแห่งชาติเป็นอันสิ้นสุด

- การคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง สมาชิกสมัชชาแห่งชาติมีสิทธิเลือกได้คนละไม่เกิน 3 รายชื่อ และให้ผู้ได้คะแนนเสียงสูงสุดเรียงไปตามลำดับจนครบ 200 คน เป็นผู้ได้รับเลือก


มาตรา 23

- ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้เหลือ 100 คน และแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

- ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ


มาตรา 24

- ในระหว่างที่สภาร่างรัฐธรรมนูญยังปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ไม่แล้วเสร็จ หากมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อตามมาตรา 22 ที่เหลืออยู่ หรือจากบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ แล้วแต่กรณี แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีตำแหน่งว่าง


มาตรา 26

- เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้จัดทำคำชี้แจงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่นั้นมีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ในเรื่องใด พร้อมด้วยเหตุผลในการแก้ไข ไปยังสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ องค์กร และบุคคลดังต่อไปนี้


มาตรา 26 (ต่อ) 1.คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ 2.สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 3.คณะรัฐมนตรี 4.ศาลฎีกา 5.ศาลปกครองสูงสุด 6.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 7.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 8.ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน 9.ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 11.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 12.สถาบันอุดมศึกษา


มาตรา 26 (ต่อ)

- ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารชี้แจงตามวรรค 1 ให้ประชาชนทั่วไปทราบ ตลอดจนส่งเสริมและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย


มาตรา 27

- เมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้รับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารตามมาตรา 26 แล้ว หากประสงค์จะแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำได้เมื่อมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญลงชื่อรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่

- สมาชิกที่ยื่นคำขอแปรญัตติ หรือที่ให้คำรับรองคำแปรญัตติของสมาชิกอื่นแล้วจะยื่นคำขอแปรญัตติ หรือรับรองคำแปรญัตติของสมาชิกอื่นใดอีกไม่ได้


มาตรา 28

- เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ส่งเอกสารตามมาตรา 26 ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาความเห็นที่ได้รับมาตามมาตรา 26 และคำแปรญัตติตามมาตรา 27 พร้อมทั้งจัดทำรายงานการแก้ไขเพิ่มเติม หรือไม่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งเหตุผล เผยแพร่ให้ทราบเป็นการทั่วไป แล้วนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา การพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรค 1 เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเฉพาะมาตราที่สมาชิกยื่นคำขอแปรญัตติตามมาตรา 27 หรือที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 มิได้ เว้นแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเห็นชอบด้วย หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น


มาตรา 29

- ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก - ให้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องจัดทำไม่เร็วกว่า 15 วัน และไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว - การออกเสียงประชามติต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร


มาตรา 30

- เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับจากวันที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติดำเนินการต่อไป ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ - ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ


มาตรา 32

- ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงและให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป - การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ


มาตรา 34

- เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ให้มีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วย บุคคลตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 29 กันยายน พุทธศักราช 2549


มาตรา 35

- บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเมื่อมีปัญหาว่า กฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธาน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 5 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด โดยวิธีลงคะแนนลับจำนวน 2 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ


มาตรา 36

- บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองที่ได้ประกาศ หรือสั่งไว้ ในระหว่างสันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป และให้ถือว่า ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น จะกระทำก่อน หรือหลัง วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ


มาตรา 37

- บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึด และควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ของหัวหน้าและคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง


มาตรา 38

- ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540(ยกเลิกแล้ว)

หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

มาตรา 78รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั้งประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดมีความพร้อมให้เป็น อปท. ขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น

มาตรา 88บทบัญญัติในหมวดนี้มีไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตรากฎหมายและดำเนินการนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน


กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ

หมวด 9การปกครองท้องถิ่น

มาตรา 282การปกครองท้องถิ่นต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น

มาตรา 283การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ และเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม


กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ

หมวด 9การปกครองท้องถิ่น

มาตรา 284องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ

ให้มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ

หมวด 9การปกครองท้องถิ่น

มาตรา 284 (ต่อ)ให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ ที่ต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งอำนาจและหน้าที่ และการจัดสรร สัดส่วนภาษีอากรระหว่างรัฐกับท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง

ให้มีคณะกรรมการขึ้นทำหน้าที่ในการแบ่งอำนาจและหน้าที่ และการจัดสรรสัดส่วนภาษีอากรดังกล่าวข้างต้น


กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ

หมวด 9การปกครองท้องถิ่น

มาตรา 285องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสภาท้องถิ่น และคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

มาตรา 286ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง มีสิทธิลงคะแนนเสียงให้สมาชิกสภาหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งได้


กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ

หมวด 9การปกครองท้องถิ่น

มาตรา 287ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่นให้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้

มาตรา 288การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ต้องเป็นตาม

ความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน ตามที่กฎหมายบัญญัติ


กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ

หมวด 9การปกครองท้องถิ่น

มาตรา 289องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาศิลปะ วัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ และจัดการศึกษาอบรมและ

การฝึกอาชีพ ตามความต้องการของท้องถิ่น

มาตรา 290องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการจัดการ บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในเขตของตน และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อท้องถิ่นของตน


หลักการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นหลักการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

ประกอบด้วย 2 มิติ คือ

ด้านการเมือง ได้แก่ การให้ประชาชนมีอิสระ(automy)

ในการปกครองตนเองภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

ด้านการบริหาร ได้แก่ ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีขนาด

ที่เหมาะสม คุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพประสิทธิผล

และสามารถบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลได้


แนวทางการกระจายอำนาจหลักการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

  • กระจายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบให้ อปท. (ไม่ใช่กระจายงาน/เงิน)จะทำให้ อปท. เกิดความรับผิดชอบต่อภารกิจที่ราชการเคยทำ แต่ต่อไปจะไม่ทำ เพราะให้ อปท.ทำ

  • ปรับบทบาทของส่วนราชการจากผู้ปฏิบัติการ เป็น ผู้กำกับดูแล และ ส่งเสริมให้ อปท. เป็นผู้ดำเนินการ โดยสนับสนุนด้านบุคลากร วิชาการ และเตรียมความพร้อมให้ อปท. ปรับปรุงกฎหมายและพัฒนากลไกการกระจายอำนาจ รวมถึงการสร้างระบบติดตาม ตรวจสอบ และ ประเมินผล


เป้าหมายของแผนการกระจายอำนาจเป้าหมายของแผนการกระจายอำนาจ

  • ต้องให้มีการถ่ายโอนให้ อปท.ที่มีความพร้อมให้สามารถดำเนินการได้ภายใน ๔ ปี เว้นแต่กรณีที่ต้องการการสนับสนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ อปท. ก่อน อาจมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอีก ๖ ปี

  • ต้องกำหนดแนวทางการจัดสรรรายได้ให้ อปท. สอดคล้องภารกิจที่ถ่ายโอน ตามเป้าหมาย ร้อยละ ๓๕ ในปี ๒๕๔๙

  • ต้องกำหนดแนวทาง วิธีการในการโอนถ่ายบุคลากร และเสร้างระบบบริหารงานบุคคลท้องถิ่นเพื่อรองรับการถ่ายโอน

  • เร่งรัด ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง


หลักการทั่วไปในการถ่ายโอนภารกิจจากรัฐสู่ อปท.

  • หลักการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างอำนาจหน้าที่ของรัฐกับ อปท. และระหว่าง อปท.

  • ภาระที่รัฐบาลส่วนกลางยังคงรับผิดชอบ คือ ภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ (งานความมั่นคง การต่างประเทศ การเงินการคลังของประเทศ การพิพากษาคดี)

  • อปท. มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในภารกิจที่เกี่ยวข้องงานด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต การจัดบริหารสาธารณะที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน

  • ภารกิจมอบให้ อปท. ดูผลที่เกิดว่าผู้ได้รับประโยชน์อยู่ในพื้นที่ใด


  • หลักความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลักความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  • ดูความพร้อมของ อปท.

  • แต่มิได้เป็นเงื่อนไขของการมอบ – ไม่มอบ เป็นเงื่อนไขในการกำหนดเงื่อนเวลาและการเพิ่มขีดความสามารถให้กับท้องถิ่น

  • ถ้า อปท.ยังไม่พร้อม ส่วนราชการต้องมีแผนพัฒนาความพร้อมให้ อปท.เพื่อรองรับการจัดให้ให้บริการสาธารณะได้

  • ขีดความสามารถจึงไม่ใช่มูลเหตุและเงื่อนไขของการกำหนดว่าภารกิจใดจะสามารถหรือไม่สามารถถ่ายโอนให้ อปท.ได้


  • หลักการจัดโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลักการจัดโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  • จัดโครงสร้างเพื่อรองรับภารกิจการบริหารงานในอนาคต

  • โครงสร้างเพิ่มเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้โครงสร้างใหญ่เกินไป จนก่อปัญหาการบริหารงานซ้ำซ้อน สร้างภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร

  • อปท. ใดมีความต้องการจัดบริการสาธารณะในเรื่องที่เป็นงานเฉพาะ ก็สามารถดำเนินการจัดโครงสร้างของตนเองได้

  • โครงสร้างไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งประเทศ

  • ให้คำนึงถึงความต้องการหรือความจำเป็นของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก


  • หลักประกันของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดบริการหลักประกันของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดบริการ

  • การประหยัด

  • ขนาดการลงทุน คำนึงต้นทุนการให้บริการ

  • หากต้นทุนสูง ควรจัดทำร่วมกัน เพื่อให้ขนาดการลงทุนถูกลง

  • การสร้างหลักประกันในการจัดบริการสาธารณะ

  • มีคุณภาพมาตรฐานสูงกว่า หรือไม่น้อยกว่าหน่วยงานของส่วนกลาง หรือส่วนภูมิภาคทำ

  • ต้องยึดถือมาตรฐานของส่วนราชการ หรือมาตรฐานทางวิชาการในการดำเนินกิจการบริการสาธารณะที่รับถ่ายโอน


ภารกิจที่ถ่ายโอนหลักประกันของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดบริการ

  • ภารกิจที่ซ้ำซ้อน : คือภารกิจใดที่รัฐทำอยู่ และท้องถิ่นก็ทำอยู่

  • ภารกิจที่รัฐไปทำในเขตท้องถิ่น และเป็นอำนาจหน้าที่ของ อปท.ต้องทำ

  • ภารกิจที่รัฐไปทำในเขตท้องถิ่นแล้วกระทบหลายท้องถิ่น เช่นทางหลวงชนบทที่ผ่านหลายตำบล แต่อยู่ในเขตจังหวัด


รูปแบบการมอบหมายภารกิจ/ทำบริการสาธารณะรูปแบบการมอบหมายภารกิจ/ทำบริการสาธารณะ

  • ภารกิจที่ อปท. ดำเนินการเอง

  • ภารกิจที่รัฐหยุดดำเนินการ และมอบให้ อปท.ดำเนินการแทน(โดยต่างทำเอง / ร่วมกันทำในโครงการขนาดใหญ่) หรือ ซื้อบริการ หรือ ให้เอกชนทำ

  • บทบาท อปท.จะรับผิดชอบงาน/ภารกิจทั้งหมด

  • ส่วนราชการเป็นผู้กำกับดูแล สนับสนุนวิชาการ เตรียมความพร้อม

  • บุคลาการอาจมีบางส่วนถ่ายโอนให้ อปท.โดยตรง หรือ โอนไปรวมที่ท้องถิ่นขนาดใหญ่ ท้องถิ่นขนาดเล็กมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้


  • ภารกิจที่ อปท.ดำเนินการร่วมกับรัฐ

  • ส่วนราชการยังดำเนินการ แต่มอบงานบางส่วนให้ อปท.ทำ โดยแบ่งความรับผิดชอบกันชัดเจน

  • บทบาท อปท.จะดำเนินงานบางส่วน และ ส่วนราชการกำกับบางส่วนรวมทั้งดำเนินการเองบางส่วน เช่น การดูแลแหล่งน้ำในเขตจังหวัด ให้ อปท.ดูแลอำนาจอนุญาตสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ดูแลรักษาตลิ่ง น้ำเสีย ท่าเทียบเรือขนาดเล็ก ส่วนราชการมีอำนาจหน้าที่ขุดลอกแม่น้ำขนาดใหญ่

  • มีบุคลากรบางส่วนถ่ายโอนไป อปท. บางส่วน อปท.อาจกำหนดโครงสร้าง กับ อัตราบุคลากรเอง


  • ภารกิจที่รัฐยังดำเนินการ และ อปท. ก็ดำเนินการได้

  • ภารกิจที่แผนปฏิบัติการฯไม่ได้กำหนดให้มีการถ่ายโอน เช่นงานของรัฐวิสาหกิจ หรือ องค์การมหาชน เช่น ประปา ไฟฟ้า

  • งานเหล่านี้ ถ้า อปท. ต้องการทำก็สามารถทำเรื่องขอรับโอนได้ ถ้าเรื่องนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของ อปท. ตามที่กฎหมายบัญญัติ


ประเภทกิจกรรม และ อปท. ก็ดำเนินการได้

กิจกรรมที่จะถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับโอนจะระบุกิจกรรมเป็น 2 ประเภท คือ

* ประเภทที่ 1 “เลือกทำโดยอิสระ”

* ประเภทที่ 2 “หน้าที่ที่ต้องทำ”


ภารกิจที่ถ่ายโอนจะแบ่งเป็น 2 ประเภท

ประการที่ 1กรณี“เลือกทำโดยอิสระ”หมายถึงอปท. มีอิสระในการที่จะเลือกทำกิจกรรมใด ตามที่ อปท. เห็นว่าจำเป็น และการถ่ายโอนหลายเรื่องไม่ควรบังคับให้ อปท. ทำกิจกรรมตามแผนงาน งบประมาณ ที่ส่วนราชการตั้งไว้เดิม


ประเภทที่ 2 2 ประเภทกรณี“หน้าที่ที่ต้องทำ”หมายถึง อปท. ต้องทำในงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประจำวันของประชาชนหรือความจำเป็น ขั้นพื้นฐานและงานที่เป็นเรื่องของการมอบอำนาจและการใช้อำนาจ


เป้าหมายของแผนปฏิบัติการเป้าหมายของแผนปฏิบัติการ

1. ถ่ายโอนภารกิจของส่วนราชการ จำนวน 6 ด้านรวม 245 ภารกิจให้แก่ อปท. จำนวน 7,950 แห่ง

2. ให้ อปท. มีรายได้เพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาล ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ใน พ.ศ. 2544 และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2549 คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละ 35


3. แก้ไขหรือจัดให้มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งเพื่อรองรับอำนาจและหน้าที่ตามภารกิจที่ถ่ายโอน จำนวน 64 ฉบับ

4. ถ่ายโอนบุคลากรให้กับ อปท. ตามภารกิจและงบประมาณของ อปท.


แผนปฏิบัติการ แก้ไขหรือจัดให้มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งเพื่อรองรับอำนาจและหน้าที่ตามภารกิจที่ถ่ายโอน จำนวน 64 ฉบับกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.

  • กำหนดให้ส่วนราชการ 57 กรม 15 กระทรวง ต้องถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 245 ภารกิจ ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2553 โดยประกอบด้วยภารกิจ 6 ด้าน


การถ่ายโอนภารกิจให้แก่ท้องถิ่น 6 กลุ่ม

  • ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

  • ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต

  • ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และการรักษาความสงบ เรียบร้อย

  • ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชยกรรมและ

  • การท่องเที่ยว

  • ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

  • ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น


การถ่ายโอนภารกิจให้แก่ท้องถิ่น 6 กลุ่ม

  • 1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

  • * 87 เรื่อง

  • * ส่วนราชการที่ถ่ายโอน 17 กรม ใน 7 กระทรวง

  • 2. ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต

  • * 103 เรื่อง

  • * ส่วนราชการที่ถ่ายโอน 26 กรม ใน 7 กระทรวง


3. ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และการรักษาความสงบเรียบร้อย

* 17 เรื่อง

* ส่วนราชการที่ถ่ายโอน 9 กรม ใน 6 กระทรวง

4. ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว

* 19 เรื่อง

* ส่วนราชการที่ถ่ายโอน 6 กรม ใน 5 กระทรวง


5. ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

* 17 เรื่อง

* ส่วนราชการที่ถ่ายโอน 9 กรม ใน 4 กระทรวง

6. ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น

* 2 เรื่อง

* ส่วนราชการที่ถ่ายโอน 1 กรม


1 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (1)

1.1 การคมนาคมและการขนส่ง

1.1.1 ทางบก

1.1.1.1 การก่อสร้างและบำรุงรักษาถนนและสะพาน

- ทางหลวงชนบท

- ทางหลวงแผ่นดิน

- ทางอื่น ๆ


1 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (2)

1.1.1.2 สถานีขนส่ง

1.1.1.3 ระบบขนส่งสาธารณะ

1.1.1.4 วิศวกรรมการจราจรทางบก (การจราจร)

1.1.2 ทางน้ำ

1.1.2.1 การดูแลบำรุงรักษาทางน้ำ

1.1.2.2 การก่อสร้างและดูแลสถานีขนส่งทางน้ำ (ท่าเทียบเรือ)


1 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (3)

1.2 สาธารณูปโภค

1.2.1 แหล่งน้ำ และระบบประปาชนบท

- แหล่งน้ำขนาดเล็ก

- อ่างเก็บน้ำ

- การดูแลชลประทานขนาดเล็ก


1 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (4)

1.3 สาธารณูปการ

1.3.1 การจัดให้มีตลาด

1.3.2 การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง

1.4 การผังเมือง

1.5 การควบคุมอาคาร


2 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต (1)

2.1 การส่งเสริมอาชีพ

2.2 งานสวัสดิการสังคม

2.2.1 การสังคมสงเคราะห์พัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรี คนชรา ผู้ด้อยโอกาส

2.3 นันทนาการ

2.3.1 การส่งเสริมกีฬา

2.3.2 การจัดให้มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ


2 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต (2)

2.4 การศึกษา

2.4.1 การศึกษาขั้นพื้นฐาน

- ส่งเสริมให้ท้องถิ่นจัดการศึกษาเอง

- ถ่ายโอนสถานศึกษา เมื่อท้องถิ่นผ่าน เกณฑ์ประเมินความพร้อม

คณะกรรมการระดับจังหวัด


2 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต (3)

2.5 การสาธารณสุข

2.5.1 การสาธารณสุข และการรักษาพยาบาล

- สาธารณสุขมูลฐาน (การป้องกัน & การรักษา)

- โรงพยาบาลชุมชน

- โรงพยาบาลทั่วไป &

โรงพยาบาลศูนย์

2.5.2 การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ


3 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และ การรักษาความสงบเรียบร้อย (1)

3.1 การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน

3.1.1 การส่งเสริมประชาธิปไตยและความเสมอภาค

3.1.2 การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

3.2 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพัฒนาท้องถิ่น

3.3 การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย


3 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคมฯ (2)

3.4 การรักษาความสงบเรียบร้อย และ ความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน

@ อำนาจการเปรียบเทียบปรับ

@ การจัดทำทะเบียนสัตว์พาหนะ

@ การจดทะเบียนพาณิชย์

@ การอนุญาตให้เก็บและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง

@ อนุญาตให้ขายสุรา ยาสูบ

@ การรับจดทะเบียนรถยนต์ รถ ล้อเลื่อน


4 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุนพาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว (1)

4.1 การวางแผนพัฒนาจังหวัด

4.2 การพัฒนาเทคโนโลยี

แผนพัฒนาอื่น ๆ

แผนการถ่ายโอน

แผนพัฒนาท้องถิ่น


4 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุนฯ (2)

4.3 การส่งเสริมการลงทุน

- มอบอำนาจการให้การส่งเสริมการลงทุน

- ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจังหวัด

4.4 การพาณิชยกรรม

4.5 การพัฒนาอุตสาหกรรม

4.6 การท่องเที่ยว


5 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านการบริหารจัดการ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

5.1 การคุ้มครองและดูแลรักษาป่า

5.2 การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ

5.3 การดูแลรักษาที่สาธารณะ


6 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น

6.1 โบราณสถาน

6.2 โบราณวัตถุ

6.3 พิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ


ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการนำแผนไปปฏิบัติ (1)

  • หลักการแบ่งอำนาจหน้าที่ระหว่าง อปท.

    • อบจ : ประโยชน์ของภาพรวมจังหวัด หรือ มากกว่า

      หนึ่งเขตท้องถิ่น

    • อบต. / เทศบาล : เฉพาะเขตพื้นที่


ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการนำแผนไปปฏิบัติ (2)

  • หลักความคุ้มค่าขนาดการลงทุน

    • การใช้ทรัพยากรร่วมกัน

      • บุคลากร

      • อุปกรณ์ เครื่องจักร

      • งบประมาณ

    • การดำเนินการร่วมกัน และถือเป็นหน้าที่

    • ให้การสนับสนุนระหว่าง อปท.


ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการนำแผนไปปฏิบัติ (3)

  • หลักการประสานประโยชน์ระหว่าง อปท.

    • การรับผลประโยชน์ร่วมกัน

    • การรับภาระด้านค่าใช้จ่ายร่วมกัน

  • หลักประสิทธิภาพการบริหารของ อปท.

    • การสร้างความพร้อมให้ อปท.

    • การจัดปรับโครงสร้าง อปท. เพื่อรองรับการถ่ายโอน

    • การเพิ่มขีดความสามารถบุคลากร และการถ่ายโอน

      บุคลากร

    • การเพิ่มขีดความสามารถทางการคลังท้องถิ่น


ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการนำแผนไปปฏิบัติ (4)

  • การปรับกลไกการบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

  • ระบบแผนพัฒนาท้องถิ่น

  • ระบบงบประมาณ / บัญชี

  • ระบบการบริหารงานบุคคล

  • ระบบการคลังท้องถิ่น

  • การปรับปรุงกฎหมายระเบียบข้อบังคับ


ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการนำแผนไปปฏิบัติ (5)

  • หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน

    • เพิ่มกลไกการตรวจสอบโดยประชาชน

    • ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมกับ อปท.

  • หลักประกันคุณภาพการให้บริการสาธารณะ

    • มาตรฐานการให้บริการไม่ต่ำกว่าเดิม

    • ประสิทธิภาพการให้บริการตรงตามความต้องการ

      และรวดเร็ว


  • ภารกิจปรับปรุงรายได้ที่ อปท.จัดเก็บเอง

  • การเสริมสร้างรายได้ : การขยายฐานภาษี , การกำหนดอัตราภาษี , การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ, ให้ อปท.แสวงหาแนวทางเพิ่มรายได้

  • การปรับโครงสร้างภาษี : ภาษีโรงเรือนและที่ดิน , ภาษีบำรุงท้องที่ , ภาษีป้าย ,อากรฆ่าสัตว์ , อากรรังนกอีแอ่น , ภาษีบำรุง กทม./อบจ.สำหรับยาสูบ-น้ำมัน-โรงแรม,ค่าธรรมเนียม


  • ภารกิจปรับปรุงภาษีอากรที่รัฐจัดแบ่งภารกิจปรับปรุงภาษีอากรที่รัฐจัดแบ่ง

  • ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน

  • ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิ-นิติกรรมอสังหาริมทรัพย์

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ

  • ภาษีสรรพสามิต

  • ภาษีสุรา

  • ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราและยาสูบ

  • ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเล่นการพนัน

  • รายได้จากภาษี ค่าธรรมเนียม รายได้ประเภทใหม่


  • ภารกิจการจัดสรรเงินอุดหนุนภารกิจการจัดสรรเงินอุดหนุน

  • เงินอุดหนุนเพื่อลดช่องว่างทางการคลังระหว่างท้องถิ่น

  • เงินอุดหนุนเพื่อกระตุ้นให้อปท.เพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางการคลังในระยะยาว

  • เงินอุดหนุนเพื่อสนับสนุนการให้บริการสาธารณะตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด

  • เงินอุดหนุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐหรือการแก้ไขปัญหาเกินขีดความสามารถของ อปท.


แนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ประการแรก เพื่อสนับสนุนให้ อปท. สามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีมาตรฐานที่รัฐกำหนดอย่างทั่วถึงกัน

ประการที่สอง เพื่อลดช่องว่างระหว่าง อปท. ที่มีฐานะทางการคลังที่แตกต่างกัน


ประการที่สามแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อให้ อปท. บางแห่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐหรือสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาในท้องถิ่น ซึ่งเกินขีดความสามารถทางการคลังของ อปท. นั้น

ประการที่สี่เพื่อกระตุ้นให้ อปท. เพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางการคลังบนพื้นฐานรายได้ของตนเองในระยะยาว


ผลของการกระจายอำนาจ

1. กระจายภารกิจจากรัฐสู่ อปท. จำนวน 174 ภารกิจ จาก 245 ภารกิจ คิดเป็น 70%

2. กระจายบุคลากรจากรัฐสู่ อปท. จำนวน 4,108 คน จาก 4,111 คน คิดเป็น 99.85%

3. กระจายเงินจากรัฐสู่ อปท.

- ปี 2543 อปท. มีรายได้ 99,802 ล้านบาท คิดเป็น 13.31%

- ปี 2547 อปท. มีรายได้ 241,947 ล้านบาท คิดเป็น 22.75%

- ปี 2548 อปท. มีรายได้ 282,000 ล้านบาท คิดเป็น 23.50%


ตัวอย่างภารกิจที่ถ่ายโอนตัวอย่างภารกิจที่ถ่ายโอน

1 อาหารเสริม (นม)

2 อาหารกลางวัน

3 ศูนย์เด็กเล็ก (ผู้ดูแลเด็ก)

4 เบี้ยยังชีพคนชรา

5 เบี้ยยังชีพคนพิการ

6 เบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์

7 สถานสงเคราะห์คนชรา


8 ตัวอย่างภารกิจที่ถ่ายโอนศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร

9 การจัดการไฟป่า

10 สถานีสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้า

11 ทางหลวง

12 อุปกรณ์กีฬา

13 ระบบประปาหมู่บ้าน

14 ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน

15 การประเมินอปท.ที่มีการจัดการที่ดี


ปัญหาและอุปสรรคตัวอย่างภารกิจที่ถ่ายโอน

ของการกระจายอำนาจ


  • ปัญหารูปแบบของรัฐเดี่ยว และ รัฐขนาดไม่ใหญ่ ที่เน้นบทบาทของรัฐบาลในการทำบริการสาธารณะ

  • ปัญหานโยบายของรัฐ : การเพิ่มบทบาทการบริหารราชการของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค

  • ปัญหาส่วนราชการ และ ข้าราชการของรัฐ ยังยึดติดต่ออำนาจในการบริหารราชการแบบเดิม

  • ปัญหานักการเมืองระดับชาติที่ต้องการรักษาบทบาทและฐานอำนาจทางการเมือง ซึ่งถูกท้าทายจากนักการเมืองท้องถิ่น


  • ปัญหาความเข้าใจ และ ความตระหนักต่อภารกิจของผู้บริหารท้องถิ่น และ สมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง

  • ปัญหาการพัฒนาองค์กร การบริหารจัดการ และ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลของท้องถิ่นให้รองรับภารกิจ

  • ปัญหาความเข้าใจของประชาชนต่อบทบาทภารกิจของท้องถิ่น

  • ปัญหาการมีส่วนร่วม และ ความร่วมมือของประชาชน


  • ปัญหาในทัศนะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปัญหาในทัศนะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  • ส่วนกลาง ภูมิภาค ไม่มีความพร้อมกระจายอำนาจ

  • ความสับสน “การกำกับดูแล” “การควบคุมสั่งการ”

  • ความไม่พร้อมในการร่วมปกครองตนเองของประชาชน

  • ระบบการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นบั่นทอนขวัญกำลังใจ

  • ข้าราชการที่ถ่ายโอนขาดความเชื่อมั่นในโอกาสความก้าวหน้า

  • การจัดคนลงท้องถิ่นไม่ตรงกับงานที่ปฏิบัติ

  • นโยบายของส่วนกลางเองยังไม่ชัดเจน ไม่มีความพร้อม


  • การยกระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นมา ส่วนกลางขาดการศึกษา ขาดความรับผิดชอบ ภาพเหมือนการกระจายอำนาจแต่ทางปฏิบัติมีปัญหามาก ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้

  • การกำหนดนโยบายการกระจายอำนาจยังเป็นการกำหนดจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง

  • รัฐขาดการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเรื่องการกระจายอำนาจ

  • ท้องถิ่นมีความพร้อมแตกต่างกัน ศักยภาพไม่เท่ากัน ควรเน้นการยุบรวมท้องถิ่นที่ไม่พร้อม


  • มีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจอยู่มาก แต่ส่วนกลางยังไม่มีการแก้ไข

  • การอุดหนุนงบประมาณ ส่วนกลางควรให้ความสำคัญต่อท้องถิ่นที่เล็กและยากจนก่อน

  • ก่อนการโอนภารกิจตามแผนฯ ควรมีการศึกษาปัญหาอุปสรรค และศักยภาพของท้องถิ่นก่อน

  • ควรมีการพิจารณาบทบาทหน้าที่ของพนักงานส่วนตำบล(อบต.)ก่อนว่าเดิมมีภารกิจอะไร เมื่อโอนงานมาแล้วดูแลเรื่องสวัสดิการบ้างหรือไม่


  • โอนงาน แต่ไม่โอนคน ไม่โอนเงิน มาพร้อมกัน จะให้ท้องถิ่นปฏิบัติภารกิจได้อย่างไร

  • หน่วยงานที่ถ่ายโอนไม่มีการถ่ายทอดความรู้ เทคนิคให้ท้องถิ่น

  • ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หน่วยงานที่ถ่ายโอน ไม่เป็นพี่เลี้ยงที่ดีแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับถ่ายโอนภารกิจ

  • ยังมีปัญหาการประสานงานการทำภารกิจระหว่างส่วนราชการที่ถ่ายโอนกับท้องถิ่นด้านการของบประมาณ ทำให้มีโครงการซ้ำซ้อนกัน

  • งบที่ให้ยังไม่เพียงพอต่อภารกิจที่ต้องทำ


  • ประชาชนไม่เข้าใจการกระจายอำนาจ มีส่วนร่วมต่ำ

  • การถ่ายโอนภารกิจล่าช้าเกินระยะเวลาที่แผนฯกำหนด ภารกิจที่ถ่ายโอนไปข้าราชการท้องถิ่นไม่มีความรู้ความเข้าใจในภารกิจนั้น ข้าราชการท้องถิ่นที่มีอยู่ไม่เพียงพอ

  • ประชาชนยังสับสนว่า ส่วนกลาง ภูมิภาค หรือท้องถิ่น ใครเป็นผู้ทำภารกิจ ไม่สามารถแยกแยะได้

  • การถ่ายโอนบางอย่างไม่ชัดเจน โครงการอาหารกลางวันเป็นเพียงการผ่านงบประมาณในบัญชี อบต. ให้เบิกเงินให้โรงเรียนบริหาร เป็นการกระจายแบบแฝง



ad