รายงาน
Download
1 / 20

เสียง ( Sound) - PowerPoint PPT Presentation


  • 123 Views
  • Uploaded on

รายงาน เรื่องเสียงหรือออดิโอ เสนอ ครู ธัญญาชล ปองสา จัดทำโดย ด.ช. สุรชัย สุกิจจานุรักษ์ เลขที่ 16 ด.ช.ณัฐพงษ์ ไชยถา เลขที่ 2 ด.ช.นิติพงษ์ ปิยะลังกา เลขที่ 6 ด.ช.พงศ์ศิริ บุญสิทธิ์ เลขที่7. เสียง ( Sound)

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' เสียง ( Sound)' - hua


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

รายงานเรื่องเสียงหรือออดิโอเสนอครู ธัญญาชล ปองสาจัดทำโดย ด.ช. สุรชัย สุกิจจานุรักษ์ เลขที่ 16ด.ช.ณัฐพงษ์ ไชยถา เลขที่ 2 ด.ช.นิติพงษ์ ปิยะลังกา เลขที่ 6 ด.ช.พงศ์ศิริ บุญสิทธิ์ เลขที่7


  • เสียง (Sound)

  • เสียงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่นิยมนำมาใช้งานด้านมัลติมีเดีย ซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์ไปยังผู้ชมได้ เช่น การใช้เสียงระทึกใจเพื่อทำให้เกิดความตื่นเต้น หรือเสียงนกร้องเพื่อสร้างบรรยากาศตามธรรมชาติ ดังนั้น การเลือกใช้เสียงกับมัลติมีเดียอย่างเหมาะสมย่อมสร้างความรู้สึกที่ดีและน่าประทับใจให้กับผู้ชมงานนำเสนอได้ โดยเนื้อหาบทนี้จะกล่าวถึงความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับออดิโอ เช่น อุปกรณ์สำหรับออดิโอ รูปแบบไฟล์ออดิโอ และซอฟต์แวร์สำหรับออดิโอ เป็นต้น


  • ทำความรู้จักกับเสียง (Sound)

  • เสียง (Sound)อยู่ในรูปแบบของพลังงาน (Energy) เหมือนกับพลังงานความร้อน (Heat) และพลังงานแสง (Light) ที่สามารถถ่ายทอดจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งผ่านตัวกลางที่เกิดจากการสั่น (Vibrating) ของวัตถุ และแปลงพลังงานที่อยู่ในรูปแบบคลื่นที่ประกอบด้วยแอมพลิจูด (Amplitude) และความถี่ (Frequency) ของคลื่นเสียง ตัวอย่างเช่น เมื่อสั่นกระดิ่งจะเกิดเป็นพลังงานเดินทางผ่านตัวกลางที่เป็นอากาศเพื่อถ่ายทอดพลังงานดังกล่าว และสะท้อนมายังหูของมนุษย์ เป็นต้น โดยปกติมนุษย์สามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่อยู่ระหว่าง 20 ถึง 20,000 เฮิรซต์ ในปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตเสียงได้เข้ามีบทบาทในการใช้ชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก ทำให้เกิดวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่เรียกว่า “อะคูสติกเอ็นจิเนียร์ริ่ง (Acoustic Engineering)”ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้าง (Generation) การถ่ายทอด (Transmission) และการรับ (Reception) คลื่นเสียง


  • องค์ประกอบของระบบเสียงองค์ประกอบของระบบเสียง

  • การนำเสียงจากธรรมชาติมาใช้งานบนคอมพิวเตอร์ต้องผ่านกระบวนการบันทึก (Record) จัด (Manipulate) และเล่นเสียง (Playback) แต่ก่อนที่จะผ่านกระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องรับและแปลงเสียงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม โดยใช้เครื่องมือสำหรับประมวลผลและแปลงเสียงต้นฉบับให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า ได้แก่ ไมโครโฟน (Microphone) เครื่องขยายเสียง (Amplifier) ลำโพง (Speaker) และอุปกรณ์ปรับแต่งเสียง (Audio Mixer)


  • อุปกรณ์ผสมสัญญาณเสียง (Audio Mixer)

  • อุปกรณ์ผสมสัญญาณเสียง (Audio Mixer) เป็นเครื่องมือสำหรับบันทึก และแก้ไขเสียงในแต่ละแทร็กได้อย่างอิสระ เช่น สามารถควบคุมระดับของเสียง (Volumn) จังหวะ (Tempo) และระงับเสียง (Mute) ซึ่งการแก้ไขและจัดการแทร็กเสียงต่างๆ จะไม่ส่งผลกระทบต่อแทร็กอื่นๆ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเอฟเฟ็กต์เสียงแบบพิเศษ เช่น เสียงคอรัส เสียงเอคโค หรือเสียงจากอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ จากนั้นแทร็กเหล่านี้จะถูกผสมผสานในช่องสัญญาณ หากเป็นระบบเสียงสเตอริโอจะใช้ 2 ช่องสัญญาณ แต่ถ้าเป็นระบบเสียงเซอราวด์จะใช้มากกว่า 2 ช่องสัญญาณขึ้นไป


  • ประเภทของเสียง

  • ประเภทของเสียงสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เสียงแบบมิดี้ และเสียงแบบดิจิตอล โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • มิดี้ (MIDI: Musical Instrument Digital Interface)

  • มิดี้ (MIDI) คือเสียงที่แทนเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ซึ่งได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 สำหรับใช้กับเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เช่น สร้างเสียงตามเครื่องเล่นเปียโน เป็นต้น โดยในมุมของนักดนตรี มิดี้ หมายถึง โน้ตเพลงที่มีรูปแบบเป็นสัญลักษณ์หรือตัวเลขที่บอกให้รู้ว่าต้องเล่นตัวโน๊ตใดด้วยระยะเวลาเท่าไหร่ เพื่อให้เกิดเป็นเสียงดนตรี ดนตรีแบบมิดี้จะไม่เหมือนเสียงจากเครื่องดนตรีจริงๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างและปรับเสียงมิดี้ให้มีความไพเราะมากยิ่งขึ้น โดยไมโครซอฟต์ได้กำหนดมาตรฐานของเสียงแบบมิดี้ขึ้นมา เรียกว่า GM (General MIDI Standard) ซึ่งใช้กำหนดรูปแบบของการสร้างข้อมูลเสียงแบบ MIDI เพื่อให้การเล่นเสียง (Playback) บนอุปกรณ์ต่างๆเป็นมาตรฐานเดียวกัน

  • ข้อดีของมิดี้ คือ ไฟล์ข้อมูลมีขนาดเล็ก การสร้างข้อมูลมิดี้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีจริงๆ ใช้หน่วยความจำน้องทำให้ประหยัดพื้นที่บนฮาริดดิสก์ เหมาะสำหรับใช้งานบนระบบเครือข่าย และง่ายต่อการแก้ไขและปรับปรุง ส่วนข้อเสียคือการแสดงผลได้เฉพาดนตรีบรรเลงและเสียงที่เกิดจากโน้ตดนตรีเท่านั้น


  • ดนตรีแบบดิจิตอล (Digital Audio)

  • ดนตรีแบบดิจิตอล (Digital Audio) คือสัญญาณเสียงที่ส่งมากจากไมโครโฟนหรือเล่นเทป หรือจากแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติ และที่สร้างขึ้นเอง และนำข้อมูลที่ได้มาแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอล ข้อมูลจะถูกสุ่มให้อยู่ในรูปแบบของบิตข้อมูล โดยเรียกอัตราการสุ่มข้อมูลที่ได้มาว่า “Sampling Rate” และจำนวนของข้อมูลที่ได้เรียกว่า “Sampling Size” ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของเสียงดิจิตอล เสียงแบบดิจิตอลจะมีขนาดข้อมูลใหญ่ ทำให้ต้องใช้หน่วยความจำและทรัพยากรในการประมวลผลมากกว่ามิดี้ แต่จะแสดงได้หลากหลายและเป็นธรรมชาติมากกว่า

  • อัตราการสุ่มเสียง (Sampling Rate)

  • อัตตราการสุ่มเสียงมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของเสียง ใช้อัตราการสุ่ม 8 กิโลเฮิรตซ์ หมายถึงสุ่มค่าแอมพลิจูดของคลื่นเสียงจำนวน 8,000 ครั้งต่อวินาที

  • บิตเรต (Bit Rate) และขนาดไฟล์ (File Size)

  • การเพิ่มอัตราการสุ่มและความละเอียดในการสุ่ม จะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่ขึ้นและต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น รวมถึงต้องการหน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงด้วย ตัวอย่างเช่น ไฟล์เพลงที่มีอัตราสุ่ม 22.05 กิโลเฮิรตซ์ และมีความละเอียดอยู่ที่ 16 บิตในโหมดสเตอริโอ ถ้าสียงมีความยาว 30 วินาที สามารถคำนวนพื้นที่จัดเก็บได้ดังนี้

  • (22,050 samples/sec)*(30 sec)*(16 bit/sample)*(2 channels)

  • ผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับ 21,168,000 บิต ถ้าแปลงเป็นไบต์จะได้ (21,168,000/8) = 2,646,000 ไบต์ ซึ่งเท่ากับ (2,646,000/1,024) = 2,584 กิโลไบต์


  • อุปกรณ์สำหรับความคุมและบันทึกเสียงอุปกรณ์สำหรับความคุมและบันทึกเสียง

  • อุปกรณ์ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการควบคุมและบันทึกไฟล์เสียง ได้แก่ การ์ดเสียง (Sound Card) อุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณเสียง (Audio Transmission) และอุปกรณ์บันทึกเสียง (Audio Recording Device)

  • การ์ดเสียง (Sound Card)

  • การ์ดเสียง (Sound Card) เป็นอุปกรณ์ควบคุมเสียงที่สามารถเพิ่มลงในสล็อต PCI หรือ PCI Express บนเมนบอร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะเชื่อมต่อละทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ บนคอมพิวเตอร์ เช่น ซีพียู และลำโพง แต่ในปัจจุบันได้มีการผลิตการ์ดเสียงที่ใช้เชื่อมต่อจากภายนอกผ่านพอร์ตต่างๆได้ เช่น พอร์ต USB หรือ PCMCIA เป็นต้น


  • องค์ประกอบสำคัญของการ์ดเสียงมี ดังนี้

  • องค์ประกอบพื้นฐานที่อยู่ภายในการ์ดเสียง ได้แก่

  • หน่วยความจำ (Memory Bank) เป็นหน่วยความจำหรือบัพเฟอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลของการ์เสียงในระหว่างกระบวนการแปลงข้อมูลเสียงให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอล

  • ตัวประมวลผลสัญญาณดิจิตอล (DSP Digital Signal Processor) การ์ดเสียงจะมีตัวประมวลผลสัญญาณดิจิตอล หรือ DSP ทำหน้าที่ควบคุมสัญญาณเสียงดิจิตอลด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานเฉพาะด้าน

  • ตัวแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อก (DAC : Digital to Analog Converter) และตัวแปลงสัญญาณจากอนาล็อกเป็นดิจิตอล (ADC : Analog to Digital Converter) เป็นกระบวนการแปลงสัญญาณอนาล็อกในอยู่ในรูปดิจิตอล และแปลงไฟล์ดิจิตอลกลับเป็นสัญญาณอนาล็อก

  • เวฟเทเบิล (Wave Table) เป็นตารางรวมคลื่นเสียงที่บันทึกมาจากเสียงจริง โดยจะนำข้อมูลของเสียงจริงที่บันทึกไว้มาใช้แสดงเสียงแบบ

  • พอร์ตอินพุต และพอร์ตเอาท์พุตของเสียง (Input and Output Port)


  • การประมวลผลไฟล์เสียง (Processing Audio File)

  • การประมวลผลไฟล์เสียงมีอยู่ 2 ชนิด ดังนี้

  • Wave File เป็นไฟล์ของคลื่นเสียงในรูปแบบอนาล็อก โดยการ์ดเสียงจะได้รับเสียงในรูปแบบสัญญาณอนาล็อกจากไมโครโฟน หรือเครื่องเล่นซีดี และส่งไปยังตัวแปลงสัญญาณแบบ ADC เพื่อแปลงสัญญาณอนาล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอล และส่งข้อมูลในรูปแบบไบนารี่ไปเก็บที่บัพเฟอร์ จากนั้นจะส่งไปยังตัวประมวลผลสัญญาณดิจิตอล และบีบอัดไฟล์ข้อมูลให้มีขนาดเล็กลง เพื่อส่งข้อมูลไปยังหน่วยประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่ต้องการเล่นไฟล์เสียง ซีพียุจะดึงไฟล์ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ แล้วส่งไปยังตัวประมวลผลสัญญาณดิจิตอลเพื่อเล่นไฟล์เสียง โดยจะขยายข้อมูลเสียง และส่งไปที่ DAC ซึ่งจะแปลงข้อมูลดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก ผ่านเครื่องขยายเสียงไปยังลำโพง

  • MIDI File เป็นไฟล์ที่ต้องการชิปสำหรับสังเคราะห์เสียงแบบมิดี้ หรือ Synthesize Chip โดยจะเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับไฟล์ MIDI ไว้บนฮาร์ดดิสก์ในรูปแบบแท็กซ์ไฟล์ ซึ่งจะแสดงข้อมูลว่าใช้เครื่องดนตรีอะไรในการเล่นและ เล่นอย่างไร โดยข้อมูลของไฟล์เสียงจะถูกส่งจากซีพียูไปยังตัวประมวลผลสัญญาณดิจิตอล แล้วชิปสำหรับสังเคราะห์เสียงจะถูกสุ่มสัญญาณเสียง และเลือกข้อมูลการสุ่มที่เหมาะสม เพื่อกำหนดความดังและระดับเสียง เสียงที่ถูกสังเคราะห์จะถูกส่งไปที่ DAC เพื่อแปลงให้อยู่ในรูปแบบสัญญาณอนาล็อก และส่งผ่านพอร์ตเอาท์พุตไปยังลำโพง


  • อุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณเสียง (Audio Transmission)

  • การถ่ายทอดข้อมูลเสียงระหว่างอุปกรณ์ที่ต่างกัน ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายทอดสัญญาณเสียงระหว่างผู้รับและผู้ส่ง ซึ่งมีรูปแบบเดียวกัน โดยอุปกรณ์สำหรับถ่ายทอดสัญญาณเสียงที่สำคัญมีดังนี้

  • Phone Audio Jack

  • เป็นคอนเน็คเตอร์สำหรับการเชื่อมต่อที่ใช้ทั่วไป มีทั้งขนาด 2.5 มิลลิเมตร 3.5 มิลลิเมตร และ 6.5 มิลลิเมตร ในอดีตจะใช้ตัวเชื่อมต่อขนาด 6.5 มิลลิเมตร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเสียงทางโทรศัพท์ ส่วนตัวเชื่อมต่อขนาด 3.5 มิลลิเมตรและ 2.5 มิลลิเมตร เป็นตัวเชื่อมต่อขนาดเล็กซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ถ่ายทอกเอาท์พุตของสัญญาณเสียงจากวิทยุแบบทรานซอสเตอร์ ทั้ง 3 ขนาดสามารถทำงานได้ทั้งในระบบเสียงแบบโมโน และระบบเสียงสเตริโอ

  • RCA Jack

  • ตัวเชื่อมต่อแบบ RCA เป็นตัวเชื่อมต่อสำหรับถ่ายทอดสัญญาณเสียงและวีดีโอจากอุปกรณ์ที่ใช้ภายในบ้าน พัฒนาโดย Radio Corporation of America (RAC) หัวเชื่อมต่อหรือปลั๊กตัวผู้ (Plug) ประกอบด้วยวงแหวนที่เป็นโลหะอยู่ส่วนกลางของปลั๊กมีพลาสติกขนาดเล็ก

  • XLR Audio Connector

  • ตัวเชื่อมต่อแบบ XLR ได้รับการพัฒนาโดย Cannon มีหลายรูปแบบ โดยรุ่น XLR3 ประกอบด้วย 3 ขา ใช้สำหรับไมครโฟนที่มีคุณภาพสูง ซึ่งขาที่ 1 จะเป็น Ground ส่วนขาที่ 2 และ 3 จะเป็นขั้วไฟฟ้า

  • อุปกรณ์บันทึกเสียง (Audio Recording Device)


  • การประมวลผลไฟล์เสียง (Processing Sound)

  • การประมวลผลไฟล์เสียง (processing Sound) คือ กระบวนการต่างๆตั้งแต่นำไฟล์เสียงเข้าสู่โปรแกรมสำหรับสร้าหรือแก้ไขเสียงโดยเฉพาะ เช่น โปรแกรม MidiNotateเป็นต้น จากนั้นจะปรับแต่ง แก้ไข หรือเพิ่มเติมตัวโน้ตต่างๆเข้าไปตามความต้องการ แล้วทำการทดสอบเสียงที่ได้ และนำไฟล์เสียงไปใช้งานต่อไป ปัจจุบันโปรแกรมเกี่ยวกับการบันทึกเสียงและโปรแกรมที่ช่วยในการทำงานกับเสียงจะมีขีดความสามารถในการทำงานสูงมากขึ้น ในขณะที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับใช้ในการสนับสนุนในการทำงานเกี่ยวกับเสียงนั้น ยังมีความสามารถไม่เพียงพอที่จะรองรับการทำงานเหล่านี้ได้ หรืออาจมีราคาสูงเกินไปทำให้เกิดข้อจำกัดการสร้างไฟล์เสียงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การประมวลผลไฟล์เสียงมีขั้นตอน ดังนี้

  • การบันทึกหรือการนำเข้าข้อมูลเสียง

  • การบันทึกเสียง เป็นการนำเสียงที่ได้จากการพูด การเล่นเครื่องดนตรีหรือเสียงจากแหล่งต่างๆ เช่นเสียงน้ำตก ฟ้าร้อง หรือเสียงสัตว์ มาทำการจัดเก็บลงในหน่วยความจำ เพื่อนำไปใช้งานตามต้องการ ตัวอย่างเช่น การบันทึกเสียงบรรยายของนักพากย์ เพื่อใช้ในการเพิ่มเสียงลงในภาพยนตร์การ์ตูน เป็นต้น โดยคุณภาพเสียงที่บันทึกจะขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์และซอร์ฟแวร์มที่ใช้ในการบันทึก ซึ่งเสี่ยงที่ได้จากการบันทึกสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ Synthesize Sound เป็นเสียงที่เกิดจากตัววอเคราะห์เสียง ที่เรียกว่ามิดี้ โดยข้อมูลของตัวโน้ตจะถูกส่งไปยัง SynthesizeChip เพื่อทำการแยกเสียงว่าเป็นเสียงดนตรีชนิดใด ส่วนเสียงอีกรูปแบบคือ Sound Data เป็นเสียงที่ได้จากการแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอล ซึ่งมีขนาดของไฟล์ใหญ่กว่าเสียงชนิดแรก


  • การแก้ไขและการเพิ่มเทคนิคพิเศษการแก้ไขและการเพิ่มเทคนิคพิเศษ

  • การแก้ไขไฟล์เสียง (Sound Editing) คือ การตัดต่อ และการปรับแต่งเสียง โดยสิ่งสำคัญในการแก้ไขเสียง คือ การจัดสรรเวลาของการแสดงผลให้สัมพันธ์กับองค์ประกอบต่างๆ ที่ใช้งานร่วมกับเสียง เช่น การตัดต่อเสียงสำหรับนำมาใช้ในการนำเสนอไฟล์วีดีโอ ผู้ตัดต่อจะต้องแสดงภาพของวีดีโอให้สัมพันธ์กับเสียง เป็นต้น ในปัจจุบันมีซอร์ฟแวร์สำหรับแก้ไข ปรับแต่ง หรือเพิ่มเทคนิคพิเศษให้มัลติมีเดีย (เสียง ภาพ และวีดีโอ เป็นต้น) มีความสมบูรณ์ และน่าสนใจมากยิ่งขึ้นเป็นจำนวนมาก

  • รูปแบบไฟล์เสียง

  • การจัดเก็บไฟล์เสียงสามารถทำได้หลายรูปแบบ โดยรูปแบบของการบีบอัดไฟล์เสียงจะมี 2 วิธี คือ “Lossless Compression” เป็นไฟล์เสียงที่รักษาข้อมูลไว้อย่างครบถ้วน ไม่มีการสูญหายของข้อมูล ไฟล์ชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ แต่คุณภาพเสียงดี ส่วนอีกวิธี คือ Lossy Compression วิธีนี้จะตัดข้อมูลเสียงบางส่วนออกไป ทำให้รายละเอียดของเสียงหายไป แต่ไฟล์จะมีขนาดเล็ก โดยไฟล์เสียงแต่ละชนิดจะมีรายละเอียด รูปแบบการบีบอัดข้อมูล และลักษณะการนำไปใช้งานที่ต่างกัน ดังนี้


  • WAV (Waveform Audio)การแก้ไขและการเพิ่มเทคนิคพิเศษ

  • บริษัท Microsoft และ IBM ได้ร่วมกันพัฒนาไฟล์เสียง WAV ที่สนับสนุนการใช้งานบนแพล็ตฟอร์มของ Windows และ Mac OS รวมทั้งสามารถนำไปใช้งานบนเวิลด์ไวด์เว็บ (WWW) ได้ด้วย โดยไฟล์ WAV จะไม่มีการบีบอัดข้อมูล (Lossless Compression) ทำให้เสียงมีคุณภาพสูง แต่ไฟล์จะมีขนาดใหญ่ นิยมนำมาแปลงเป็นไฟล์ MP3 เพื่อทำให้มีขนาดเล็กลง

  • AIFF (Audio Interchange File Format)

  • Audio Interchange File Format (AIFF) เป็นรูปแบบไฟล์มาตรฐานที่ใช้จัดเก็บข้อมูลเสียงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของ Apple Macintosh ไฟล์ AIFF จะไม่มีการบีบอัดข้อมูล (Lossless Compression) ทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่ แต่คุณภาพเสียงดี โดยสามารถบันทึกเสียงได้ที่ความละเอียดตั้งแต่ 8 bit/22 เฮิรตซ์ ถึง 24 bit/96 กิโลเฮิรตซ์ ทั้งแบบโมโนและสเตอริโอ

  • MIDI (MIDI)

  • ไฟล์มิดี้เป็นไฟล์เสียงที่ถูกสร้างจากชิปสังเคราะห์เสียงดิจิตอล (Synthesizer Chip) โดยเสียงที่ได้จะเหมือนกับเสียงจากเครื่องดนตรี ไฟล์เสียงมิดี้จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับใช้งานบนเว็บแอพลิเคชันและใช้งานได้ทั้งแพล้ตฟอร์มของ Mac OS และ Windows ไฟล์ข้อมูลแบบมิดี้จะมีนามสกุล .MID (MusicalInstrumentDigitalInterface)

  • AU (Audio)

  • ไฟล์เสียง AU (Audio) พัฒนาโดย Sun และ Microsoft ประกอบด้วย (Header) ในระบบยูนิกซ์ ได้มีการใช้งานไฟล์ข้อมูลเสียงแบบ .au โดยเป็นเสียงที่เลียนแบบเสียงโทรศัพท์ (International Telephone Format) ใช้ในการส่งข้อความผ่านระบบเครือข่าย

  • MP3 (MPEG Layer III)

  • ไฟล์ MP3 เป็นไฟล์เสียงที่พัฒนามากจากมาตรฐานของ MPEG (Motion Picture Expert Group) สำหรับใช้งานกับเครื่องเล่นที่สามารถรองรับไฟล์ MP3 ได้รวมถึงนำมาใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไฟล์ประเภทนี้มีการบีบอัดข้อมูล 3 ระดับ แต่ไฟล์มีคุณภาพเสียงที่ดีแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก เนื่องจากใช้วิธีบีบอัดข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไฟล์เสียงมีคุณภาพสูงเทียบเท่ากับคุณภาพเสียงบนซีดี

  • VOC (Voice)

  • ไฟล์ VOC (Voice) ใช้กับการ์ดเสียงแบบ Sound Blaster ในระบบสเตอริโอขนาด 16 บิต ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบคลิปเสียง เสียงเอฟเฟ็กต์ต่างๆ หรือเสียงเครื่องดนตรี โดยสามารถเล่นไฟล์ VOC กับโปรแกรมต่างๆ ได้ เช่น Winamp, Voc2wav Converter และ dBpoweramp decoder


  • WMA (Window Media Audio)การแก้ไขและการเพิ่มเทคนิคพิเศษ

  • ไฟล์ WMA เป็นไฟล์เสียงที่พัฒนาโดยไมโครซอฟต์ มีลักษณะคล้ายกับไฟล์ MP3 แต่จะมีขนาดเล็กกว่า โดยไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น “.wma” สามารถเปิดกับโปรแกรม Windows Media Player หรือ Winampได้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาให้สามารถใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Linux ได้อีกด้วย

  • RA (Real Audio)

  • เป็นไฟล์ที่พัฒนาโดย Real Network ให้สามารถส่งข้อมูลเสียงในรูปแบบสตรีมมิ่งได้ การให้บริการของสถานีวิทยุบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะใช้ Real Audio ในการส่งสัญญาณแบบ Real Time ข้อมูลเสียงจะถูกเล่นทันทีโดยไม่ต้องรอให้โหลดข้อมูลทั้งหมดเสร็จก่อน

  • AAC (Advance Audio Coding)

  • ใช้วิธีบีบอัดข้อมูลแบบ Lossy Compression ซึ่งคล้ายกับไฟล์ MP3 ได้รับการพัฒนาโดย ISO และ IEC โดยใช้พื้นฐานจาก MPEG-2 และ MPEG-4 ไฟล์ ACC สามารถใช้ได้กับอุปกรณืบางชนิดได้แก่ Apple’s iPhone, iPod และ iTunes รวมทั้ง Sony Playstation 3 และ NitendoWii

  • TTA (True Audio)

  • เป็นไฟล์ที่บีบอัดข้อมูลแบบ Lossless Compression และส่งข้อมูลในรูป Real Time โดยใช้อัลกอริทึมที่สามารถเข้ารหัสและถอดรหัสได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำไปคอมไพล์และเอ็กซิคิวต์บนแพล็ตฟอร์มที่แตกต่างกันได้ โดยทั่วไปสามารถบีบอัดเพื่อลดขนาดไฟล์ได้ 30-70% โดยไฟล์ TTA มีคุณสมบัติเด่นมากมาย เช่น เป็นไฟล์ที่เรียบง่าย ใช้งานฟรี และมี Plug-in จำนวนมาก


  • ซอร์ฟแวร์สำหรับเล่นไฟล์ออดิโอซอร์ฟแวร์สำหรับเล่นไฟล์ออดิโอ

  • ในปัจจุบันซอร์ฟแวร์ที่ใช้เล่นไฟล์เสียงมีอยู่มากมาย ซึ่งบางซอร์ฟแวร์ก็สามารถแสดงได้ทั้งภาพและเสียง โดยหัวข้อนี้จะกล่าวถึงซอร์ฟแวร์ต่างๆที่สำคัญ

  • วัตถุประสงค์หลักในการนำเสียงเข้ามาประยุกต์ใช้กับงานด้านมัลติมิเดีย คือ เพื่อให้เข้าใจถึงเนื้อหาที่ต้องการนำสนอและลดการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบที่ซ้ำซ้อน (Redundancy) รวมถึงเพิ่มโอกาสการสื่อสารข้อมูลผ่านช่องทางที่หลากหลายยิ่งขึ้นก่อนจะนำเสียงมาใช้ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับเสียงประเภทต่างๆดังนี้

  • ประเภทของเสียงที่นำมาใช้กับงานด้านมัลติมิเดีย

  • เสียงที่นำมาใช้กับงานด้านมัลติมิเดียมีหลายประเภท ได้แก่ เสียงพูด (Speech) เสียงเพลง (Music) เสียงเอฟเฟ็กต์ (Sound Effect) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • เสียงพูด(Speech)

  • เสียงพูด(Speech) เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการสื่อสารข้อมูลของมนุษย์ และเป็นสื่อกลางสำหรับถ่ายทอดข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้สื่อความหมายแทนตัวอักษรจำนวนมากได้ เสียงพูดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่ เสียงพูดแบบ ดิจิตอล (Digitized) และเสียงพูดแบบสังเคราะห์ (Synthesized)

  • เสียงพูดแบบ ดิจิตอล(Digitized )เป็นเสียงพูดที่บันทึกมาจากมนุษย์ จัดเป็นเสียงที่มีคุณภาพสูง และต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลมาก

  • เสียงพูดแบบสังเคราะห์ (Synthesized) เป็นเสียงที่เกิดจากการสังเคราะห์ ซึ่งไม่สามารถแทนเสียงพูดของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์


  • เสียงเพลง ซอร์ฟแวร์สำหรับเล่นไฟล์ออดิโอ(Music)

  • เสียงเพลง (Music) นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสารของมนุษย์เช่นเดียวกับเสียงพูด สามารถใช้เสียงเพลงเพื่อสื่อถึงอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ต้องการนำเสนอได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้ฟังได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาผสมผสานกับเสียงพูด เพื่ออธิบายข้อมูลบนหน้าจอได้ดีกว่าการใช้ตัวอักษรเพียงอย่างเดียว

  • เสียงเอฟเฟ็กต์(Sound Effect)

  • เสียงเอฟเฟ็กต์(Sound Effect) ถูกใช้สำหรับเพิ่ม หรืปรับปรุงเสียงให้มีความแปลกใหม่ รวมทั้งใช้เพิ่มลูกเล่นให้กับข้อมูล หรือคำสั่งได้ด้วย สามารภแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เสียงเอฟเฟ็กต์ธรรมชาติ (Natural) และเสียงเอฟเฟ็กต์สังเคราะห์ (Synthetic)

  • เสียงเอฟเฟ็กต์ธรรมชาติ (Natural)เป็นเสียงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดที่มีอยู่ตามธรรมชาติรอบๆ ตัวมนุษย์ เช่น เสียงนก น้ำตก หรือคลื่นในทะเล เป็นต้น

  • เสียงเอฟเฟ็กต์สังเคราะห์ (Synthetic)เป็นเสียงที่เกิดจากการสังเคราะห์ด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือสังเคราะห์จากมนุษย์ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ เสียงเอฟเฟ็กต์ที่อยู่รอบๆ(Ambient Sound) และเสียงเอฟเฟ็กต์พิเศษ (Special Sound)

  • เสียงเอฟเฟ็กต์ที่อยู่รอบๆ (Ambient Sound) เป็นเสียงแบ็คกราวด์ที่ใช้สำหรับสื่อสารข้อความ หรือ สภาพแวดล้อมของฉากนั้นๆไปยังผู้ฟัง


  • ขั้นตอนการนำเสียงมาใช้งาน

  • ไม่ว่าจะใช้มัลติมีเดียบนระบบ Macintosh หรือ Windowsต้องมั่นใจว่าเมื่อนำเสียงไปใช้กับงานมัลติมีเดียแล้ว จะทำให้งานมีคุณภาพมากขึ้น โดยจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการนำมาใช้งานตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • ตัดสินใจว่าจะใช้เสียงชนิดใดกับงานที่ออกแบบไว้ เช่น เพลง เสียงพิเศษประกอบการนำเสนอ หรือเสียงพูด

  • เป็นต้น ซึ่งต้องกำหนดตำแหน่งหรือเวลาในการแสดงเสียงให้เหมาะสมด้วย

  • ตัดสินใจว่าจะใช้เสียงแบบมิดี้ หรือใช้เสียงแบบดิจิตอลที่ไหนและเมื่อไหร่

  • พิจารณาว่าจะสร้างข้อมูลเสียงขึ้นมาเองหรือซื้อสำเร็จรูปมาใช้งานจึงจะเหมาะสม

  • นำไฟล์เสียงมาทำการปรับแต่งให้เหมาะสมกับมัลติมิเดียที่ออกแบบ แล้วนำมารวมเข้ากับงานมัลติมิเดียที่ทำการผลิต

  • ทดสอบการทำงานของเสียงให้มั่นใจว่า เสียงที่นำเสนอมีความสัมพันธ์กับภาพในงานมัลติมเดียที่ผลิตขึ้น หากไม่สัมพันธ์กันต้องทำตามขั้นตอนที่ 1 ถึง 4 ซ้ำแล้วให้ทดสอบใหม่จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

  • ในการรวมข้อมูลเสียงเข้ากับงานด้านมัลติมิเดียจะต้องคำนึงถึงซอรฟแวร์ที่ใช้งานทั่วไปด้วย หากว่าผู้ใช้นำมัลติมีเดียที่ผลิตไปใช้งานแล้วเกิดความผิดพลาด เช่น การแสดงเสียงไม่สัมพันธ์กับภาพหรือแสดงลไม่ได้ แสดงว่างานที่ผลิตไม่มีคุณภาพ ดังนั้น ผลลัพธ์ของงานที่ทำการผลิตจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานตามที่ได้กำหนดเอาไว้ด้วย


  • สรุป

  • เสียง(Audio) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่นิยมนำมาใช้กับงานด้านมัลติมีเดีย ซึ่งสามารถถ่ายทอดบรรยากาศและอารมณ์ต่างๆไปยังผู้ชมได้ ดังนั้น การเลือกใช้เสียงกับงานมัลติมีเดียอย่างเหมาะสมย่อมสร้างความรู้สึกที่ดีและน่าประทับใจแก่ผุ้ชมงานนำเสนอได้

  • เสียง(Audio) อยู่ในรู)ของแบบพลังงาน(Energy) เหมือนพลังงานความร้อน (Hert)และพลังงานแสง (Light) ที่สามรรถถ่ายทอดจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งผ่านตัวกลางที่เกิดจากการสั่น (Vibrating) ของวัตถุ และแปลงให้อยู่ในรูปแบบคลื่นเสียงประกอบด้วยแอมพลิจูด (Amplitude) และความถี่(Frequency) โดนปกติกมนุษย์ สามมารถได้ยินเสียงที่มีความถี่อยู่ระหว่าง 20ถึง20,000 เฮริต์

  • คลื่นเสียงประกอบด้วยคุณสมบัติทางฟิสิกส์ ได้แก่ แอมพลิจูด (Amplitude)ความถี่(Frequency) รูปแบบคลื่น(Waveform)และความเร็ว (Speed) ที่ใช้สำหรับถ่านทอดเสียง

  • เสียงจากธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้บนคอมพิวเตอร์ ด้วยกระบวนการบันทึก (Record) จัดการ (Manipulate) และเล่นเสียง (Playback) แต่ก่อนที่จะผ่านกระบวนการเหล่านี้ จำเป็นต้องแปลงเสียงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมโดยใช้เครื่องมือสำหรับแปลงคลื่นเสียงกับสัญญาณทางไฟฟ้า ได้แก่ ไมโครโฟน (Microphone) ลำโพง (Speaker) เครื่องขยายเสียง (Amplifier) และอุปกรณ์ปรับแต่งเสียง (Audio Mixer)

  • อุปกรณ์สำคัญที่ควบคุมสำหรับการทำงานและเล่นไฟล์เสียง ได้แก่ การ์ดเสียง (Sound Card) อุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณเสียง (Audio Transmission) และอุปกรณ์บันทึกเสียง (Audio Mixer)

  • การจัดเก็บไฟล์เสียงในมัลติมีเดีย สามารถจัดเก็บได้หลากหลายรูปแบบได้แก่ WAV,MID(MIDI), AU(Audio),MP3(MPEG Layer III) เป็นต้น

  • ซอฟต์แวร์ใช้งานเกี่ยวกับภาพและเสียงมีอยู่มากมายได้แก่ Window Media Player,Winamp, XmultidiaSystem(XMMS),Real player, Musicmatch, Jukebox, JetAudio, Tunes เป็นต้น

  • การนำเสียงมาประยุกต์ใช้งานกับมัลติมีเดีย มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ทำให้สามารถเข้าใจถึงเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอได้ดีขึ้น และลดการสื่อสารในรูปแบบที่ซ้ำซ้อน (Redundancy) รวมทั้งเพิ่มโอกาสการสื่อสารข้อมูลผ่านช่องทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น เสียงที่นำมาใช้กับงานมัลติมีเดียมีหลายประเภท ได้แก่ เสียงพูด (Speech) เสียงเพลง (Music)และเสียงเอฟเฟ็กต์ (Sound Efffet)



ad