ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
Download
1 / 117

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ - PowerPoint PPT Presentation


  • 205 Views
  • Uploaded on

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์. สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราช ภัฏ นครราชสีมา.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์' - cayla


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์( Computer Network ) หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ เพื่อให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกันได้


ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ระบบเครือข่ายประโยชน์ที่ได้จากการใช้ระบบเครือข่าย

  • การแบ่งกันใช้ข้อมูล

  • เพื่อให้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ใช้

  • เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบประมวลผล มีการสำรองข้อมูลตลอดเวลา

  • เพื่อให้สามารถประมวลผลแบบกระจาย

  • เพื่อให้สามารถควบคุมและจัดสรรทรัพยากร

  • เพื่อใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้


1. LAN (Local Area Network)ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ระบบเครือข่าย2. MAN (Metropolitan Area Network)3.WAN (Wide Area Network)

ประเภทของระบบเครือข่าย


LAN (Local Area Network)ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ระบบเครือข่าย

การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในพื้นที่ใกล้กัน เช่น การเชื่อมต่อในตึกเดียวกัน หรือห้องเดียวกัน การเชื่อมต่อในมหาวิทยาลัย การเชื่อมต่อในหน่วยงานต่างๆ โดยส่วนมากจะใช้สายเคเบิ้ลในการติดต่อสื่อสารกัน โดยคอมพิวเตอร์ที่ต่อกันอยู่นั้นสามารถที่จะแบ่งกันใช้ข้อมูล สามารถโอนย้ายข้อมูลระหว่างเครื่องได้ รวมทั้งยังสามารถใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกันได้


MAN ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ระบบเครือข่าย(Metropolitan Area Network)

เป็นการนำระบบ LAN หลายๆ LAN ที่มีพื้นที่อยู่ใกล้เคียงกันอาจตั้งอยู่ห่างไกลกันในช่วง 5 ถึง 50 กิโลเมตร มาเชื่อมต่อกัน มักจะเป็นบริษัทหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ที่จำเป็นจะต้องติดต่อสื่อสารข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ด้วยความเร็วสูงมาก โดยที่การสื่อสารนั้นจำกัดอยู่ภายในบริเวณเมือง หรือในจังหวัด เป็นต้น


WAN (Wide Area Networkประโยชน์ที่ได้จากการใช้ระบบเครือข่าย)

เป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันแบบกว้างขวาง อาจจะเป็นภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ เป็นการใช้หลายๆ LAN หรือหลายๆ MAN ซึ่งอยู่คนละพื้นที่เชื่อมต่อเข้าหากัน เช่น สำนักงานที่ New York เชื่อมต่อกับที่ Tokyo โดยการเชื่อมต่อสามารถทำได้โดยการใช้ ATM, DSL, ISDN หรือ อื่นๆ แต่การเชื่อมต่อจะมีความเร็วในการเชื่อมต่อต่ำกว่าการเชื่อมต่อแบบ LAN


  • อาจจะมีอีกประเภทหนึ่ง คือ SAN (Small Area Network)เป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในพื้นที่ขนาดเล็กมาก อาจจะเป็นในบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็กที่มีจำนวนของคอมพิวเตอร์ไม่ควรจะเกิน 10 เครื่อง


ลักษณะการทำงาน การทำหน้าที่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องของระบบเน็ตเวิร์คเป็นสำคัญ อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. Peer to Peer Networkเป็นลักษณะของกลุ่มคอมพิวเตอร์

ที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีสิทธิ์เท่าเทียม

กันหมด (Peer) ไม่มีเครื่องไหนทำหน้าที่

เป็นศูนย์กลางของเน็ตเวิร์คเครื่องทุกเครื่องเป็นทั้งผู้ใช้ และผู้ถูกใช้ สามารถเป็นได้ทั้ง Client และ Server ไม่มีเครื่องไหนมีหน้าที่ดูแลจัดการระบบทั้งหมด เป็นต้นว่าการแชร์ทรัพยากรจะทำอย่างไร ใครเป็นผู้ดูแล ผู้ใช้งานแต่ละเครื่องจะเป็นผู้ดูแลข้อมูลและทรัพยากรของตัวเอง


2. Client-Server การทำหน้าที่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องของระบบเน็ตเวิร์คเป็นสำคัญ อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือในกรณีที่องค์กรของเรามีผู้ใช้เครื่อง มากกว่า 15-20 เครื่อง ระบบเน็ตเวิร์คแบบ peer to peer จะไม่เหมาะสม เราควรเลือกใช้ระบบ client-server จะเหมาสมกว่าเพราะมีความสามารถในการดูแลควบคุมการใช้งานของระบบเน็ตเวิร์คที่มีผู้ใช้จำนวนมากได้ดีกว่า ระบบเน็ตเวิร์คแบบนี้จะเป็นระบบที่มีศูนย์กลาง มีคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบ อำนวยความสะดวก จัดเก็บข้อมูล รักษาความปลอดภัยให้กับคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ มีหน้าที่คล้ายๆเป็นหัวหน้ากลุ่ม เราจะเรียกคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่นี้ ว่า server ส่วนเครื่องที่เหลือในระบบที่ไม่ได้ทำหน้าที่นี้เราเรียกว่าclient หรือ workstation เป็นกลุ่มคอมพิวเตอร์ในระบบ ที่ทำหน้าที่รับบริการจากเครื่อง server ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานทุกอย่างของเน็ตเวิร์ค เช่นของมูลเครื่องพิมพ์จะถูกดูแล และ แชร์โดยเครื่อง server อุปกรณ์ทุกอย่างจะถูกเชื่อมต่อโดยตรง เครื่อง client ทุกเครื่องจะใช้งานทรัพยากรต่างๆ ผ่านทาง server


การเชื่อมต่อเครือข่ายแบ่งตามสื่อได้ 2 ประเภทคือ

  • Ethernet / Fast Ethernet / Gigabit Ethernet LAN

  • Wireless LAN


Ethernet / Fast Ethernet / Gigabit Ethernet LAN

การเชื่อมต่อที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบ LAN ในปัจจุบัน โดยมีอัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 10 Gbpsโดยเชื่อมต่อผ่านสาย UTP หรือ สาย Fiber optic

  • ระยะทางและความเร็วในการเชื่อมต่อแบบ Ethernet


Ethernet Card

Fiber Optic

UTP


Wireless LAN

รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายผ่านคลื่นวิทยุ โดยใช้คลื่นความถี่ที่จัดไว้

  • มาตรฐานการใช้งาน Wireless ในประเทศไทย

    • IEEE 802.11 ความถี่ 2.4~2.5GHz ความเร็วโดยรวม 2Mbps

    • IEEE 802.11b ความถี่ 2.4~2.5GHz ความเร็วโดยรวม 11Mbps / 22Mbps

    • IEEE 802.11a ความถี่ 5.15~5.35GHz, 5.47~5.725GHz ความเร็วโดยรวม มากที่สุด 54Mbps

    • IEEE 802.11g ความถี่ 2.4~2.5GHz ความเร็วโดยรวม 54Mbps

    • IEEE 802.11nความถี่ 2.4GHz / 5GHz ความเร็วโดยรวม 300Mbps


วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายแบ่งได้ดังนี้

  • การเชื่อมต่อแบบแอดฮอค(Ad-Hoc) คือ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สองตัวขึ้นไปโดยไม่จำเป็นต้องใช้ Access Point


  • การเชื่อมต่อแบบเป็นโครงสร้าง คือ การติดต่อสื่อสารโดยมีสถานีฐาน (Access Point) เป็นศูนย์กลาง โดยแต่ละเครื่องสามารถเชื่อมต่อสู่เครือข่ายภายนอกได้ผ่านทาง Access Point


หมายถึงรูปแบบในการจัดวางตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ สายเคเบิ้ล และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อที่จะให้ข้อมูลได้ทำงานตามทิศทางที่เราได้กำหนดไว้ โครงสร้างเน็ตเวิร์คที่ต่างกันมีความต้องการด้านอุปกรณ์ต่างๆ เช่นฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แตกต่างกันไปด้วย โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

รูปแบบของระบบเครือข่าย


รูปแบบของระบบเครือข่ายรูปแบบของระบบเครือข่าย

  • Mesh

  • Bus

  • Star

  • Tree

  • Ring


ระบบเครือข่ายรูปแบบรูปแบบของระบบเครือข่าย Mesh

(Full Mesh)


ระบบเครือข่ายรูปแบบ รูปแบบของระบบเครือข่ายMesh

  • ข้อดี

    • ในกรณีสายเคเบิ้ลบางสายชำรุด เครือข่ายทั้งหมดยังสามารถใช้ได้ ทำให้ระบบมีเสถียรภาพสูง นิยมใช้กับเครือข่ายที่ต้องการเสถียรภาพสูง และเครือข่ายที่มีความสำคัญ

  • ข้อเสีย

    • สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และสายเคเบิ้ลมากกว่าการต่อแบบอื่นๆ

    • ยากต่อการติดตั้ง เดินสาย เคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยน และบำรุงรักษาระบบเครือข่าย


ระบบเครือข่ายรูปแบบรูปแบบของระบบเครือข่าย Bus


ระบบเครือข่ายรูปแบบ รูปแบบของระบบเครือข่ายBus

  • เป็นเน็ตเวิร์คที่ง่ายที่สุด และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องด้วยการใช้สายเคเบิ้ลเป็นสายหลัก เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องโดยมีเน็ตเวิร์คการ์ดเป็นตัวเชื่อมระหว่างสายเคเบิ้ลกับคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจะถูกส่งออกไปตามสาย ไปยังคอมพิวเตอร์ทุกๆเครื่อง ไม่สนใจว่าเครื่องไหนคือผู้รับ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะตรวจสอบเอง ว่าข้อมูลที่ส่งออกมานั้นเป็นของเครื่องตนเองหรือไม่ ถ้าไม่ จะปล่อยข้อมูลผ่านไป แต่ถ้าใช่ ก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ ในระบบนี้คอมพิวเตอร์ไม่สามารถส่งข้อมูลได้พร้อมกันหลายเครื่องในเวลาเดียวกันเป็นสาเหตุให้ประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์คจะน้อยลงเมื่อมีจำนวนคอมพิวเตอร์มากขึ้น สายเคเบิ้ลที่เป็นสายกลางที่ต้องใช้รับและส่งข้อมูล เรียกว่า backbone สายที่ใช้ส่วนมากจะเป็นสาย coaxial มีลักษณะคล้ายๆกับสายเคเบิ้ลทีวี การใช้จะต้องมีอุปกรณ์ที่ปิดหัวและท้ายของสายเคเบิ้ลด้วย เรียกว่า terminatorคอยรับสัญญาณไม่ให้สะท้อนกลับไป ซึ่งอาจจะเป็นการรบกวนสัญญาณได้ บัส เป็นวิธีที่ง่าย และสะดวกที่สุดในการติดตั้งเน็ตเวิร์ค ไม่ต้องมีฮาร์ดแวร์มากมาย มีเพียงแค่สายเคเบิ้ล เน็ตเวิร์ค-การ์ด และเทอร์มิเนเตอร์ ก็พอแล้ว มักใช้กับเน็ตเวิร์คขนาดเล็กที่มีจำนวนเครื่องไม่มากนัก


ระบบเครือข่ายรูปแบบ รูปแบบของระบบเครือข่ายBus

  • ข้อดี

    • ประหยัด สะดวก ง่ายต่อการนำอุปกรณ์เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่าย

    • ใช้สายเคเบิลน้อยกว่าการต่อแบบ Star

  • ข้อเสีย

    • ระบบเครือข่ายทั้งหมดจะไม่สามารถใช้การได้ ถ้าสายหลักชำรุด

    • จำเป็นต้องมี Terminator ที่ปลายทั้ง 2 ข้างของสายหลัก เพื่อป้องกันสัญญาณสะท้อนกลับไปมาภายในสาย

    • ค้นหาจุดที่เกิดปัญหาได้ยาก ถ้าระบบเครือข่ายทั้งหมดไม่สามารถใช้การได้

    • จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ มีผลกับประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์ค

    • มีการชนกันของข้อมูลที่ส่งออกไปมากจนทำให้เกิดปัญหา


ระบบเครือข่ายรูปแบบรูปแบบของระบบเครือข่าย Star


ระบบเครือข่ายรูปแบบ รูปแบบของระบบเครือข่ายStar

เป็นลักษณะการเชื่อมต่อโดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้าสู่อุปกรณ์ส่วนกลางที่เรียกว่า ฮับ (HUB) ข้อมูลหรือสัญญาณจะเดินทางจากเครื่องส่งไปสู่ผู้รับโดยผ่านฮับ

  • ข้อดี

    • ง่ายต่อการต่ออุปกรณ์และการเดินสาย

    • สามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ หรือถอดอุปกรณ์ออกได้ง่าย และไม่รบกวนส่วนอื่น

    • ง่ายต่อการตรวจสอบจุดที่เกิดปัญหา และการแยกอุปกรณ์บางส่วนออกจากระบบ

  • ข้อเสีย

    • เปลืองสายเคเบิ้ลมากกว่าการต่อแบบ Bus

    • ถ้า hub หรือ switch ที่เชื่อมอยู่ตรงกลางมีปัญหา จะทำให้ระบบเครือข่ายทั้งหมดมีปัญหาไปด้วย

    • ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการต่อแบบ Bus เนื่องจากจำเป็นต้องมี Hub หรือ Switch เชื่อมตรงกลาง


ระบบเครือข่ายรูปแบบรูปแบบของระบบเครือข่าย Tree


ระบบเครือข่ายรูปแบบ รูปแบบของระบบเครือข่ายTree

  • เป็นการผสมผสานกันระหว่างการต่อแบบ Bus และ Star หรือเป็นการต่อStar ซ้อนกันหลายชั้น

  • ข้อดี

    • ในแต่ละส่วนย่อยๆ จะต่อถึงกันแบบ Star ทำได้รับข้อดีของการต่อแบบ Star มาด้วย

  • ข้อเสีย

    • ระยะทางในแต่ละส่วนย่อยๆ จะถูกจำกัดโดยชนิดของสาย

    • ถ้าสายหลักหรือ Hub ตัวกลางหลักเสีย ระบบเครือข่ายทั้งหมดจะไม่สามารถใช้การได้

    • ยากต่อการติดตั้งและเดินสาย


ระบบเครือข่ายรูปแบบรูปแบบของระบบเครือข่าย Ring


ระบบเครือข่ายรูปแบบ รูปแบบของระบบเครือข่ายRing

เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ในลักษณะของรูปวงแหวนโดยใช้สายเคเบิ้ล การต่อลักษณะนี้จะไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสุดท้าย การส่งข้อมูลจะวิ่งผ่านคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเป็นรูปวงแหวนในทิศทางเดียวกัน เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งต้องการส่งข้อมูล มันจะทำการใส่ข้อมูลตำแหน่งของเครื่องที่มันต้องการจะส่งไปให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะนำสัญญาณมาเช็คว่าเป็นของตนเองหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ก็จะส่งไปให้เครื่องต่อไป สัญญาณจะวิ่งไปจนกระทั่งเจอคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น และรับข้อมูลนำไปใช้เนื่องจากสัญญาณจะวิ่งไปเรื่อยๆ เป็นวงกลม จึงไม่ต้องการอุปกรณ์ปิดหัวท้าย มักจะใช้กับเน็ตเวิร์คที่มีคอมพิวเตอร์อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ใช้โทเค็นเป็นสือในการส่งสัญญาณ โทเค็นจะถูกวิ่งผ่านไปทุกเครื่องเรื่อยๆ จนกว่าเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลจะดึงโทเค็นไปใช้และส่งสัญญาณออกมา เครื่องที่มีโทเค็นเท่านั้นที่จะส่งข้อมูลได้


ระบบเครือข่ายรูปแบบ รูปแบบของระบบเครือข่ายRing

  • ข้อดีของระบบเครือข่ายรูปแบบ Ring

    • การเพิ่มเติมขนาดของระบบเครือข่าย ส่งผลต่อประสิทธิภาพไม่มาก

    • ลดจำนวนตัวรับและส่งสัญญาณลงครึ่งหนึ่ง (ในกรณี Ring ทางเดียว)

    • ทุกๆ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อจะช่วยขยายสัญญาณ ทำให้สามารถต่อเป็นวงใหญ่ได้

  • ข้อเสียของระบบเครือข่ายรูปแบบ Ring

    • ประสิทธิภาพต่ำกว่าแบบอื่น เนื่องจากต้องผ่านอุปกรณ์หลายตัว

    • ถ้าอุปกรณ์บางตัวหรือสายเคเบิ้ลชำรุด จะทำให้เครือข่ายทั้งหมดไม่สามารถใช้การได้ (ในกรณี Ring ทางเดียว)


Hybrid network
ระบบเครือข่ายรูปแบบผสม (Hybrid Network)

  • เป็นการผสมความสามารถของเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลาย ๆ แบบโดย พิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด


ประสิทธิภาพของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่ประสิทธิภาพของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังนี้

  • จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่าย

  • สื่อนำข้อมูล (Transmission Media)

  • เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (Hardware)

  • โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล(Software)


Protocol
โปรโตคอล ประสิทธิภาพของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่(Protocol)

โปรโตคอล (Protocol) คือ มาตรฐานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่าย ซึ่งครอบคลุมถึงวิธีการและรูปแบบการส่งข้อมูล จังหวะเวลาในการส่งข้อมูล ลำดับการรับส่งข้อมูล และวิธีจัดการป้องกันความผิดพลาดต่าง ๆ โปรโตคอลเปรียบเสมือนภาษาที่ใช้สื่อสารในระบบเครือข่าย ดังนั้นถ้าใช้โปรโตคอลที่ต่างกันก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง

นายพูดอะไร ไม่รู้เรื่อง

๑ภ฿ @& g)


Netbeui network basic end use interface
NetBEUI ประสิทธิภาพของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่(Network Basic End Use Interface)

เป็น Protocol ที่เหมาะสมสำหรับเครือข่ายขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับเครือข่ายขนาดใหญ่ เนื่องจาก Protocol นี้ไม่สามารถค้นหาเส้นทางการส่งข้อมูล (Routable) ที่เหมาะสมได้ ข้อดีของ Protocol นี้คือใช้งานง่ายไม่ต้องปรับแต่งอะไรมาก

TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)

เป็นที่นิยมใช้กับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ เช่น ถูกใช้ในอินเทอร์เน็ต เพราะสามารถค้นหาเส้นทางการส่งข้อมูล และสามารถใช้กับระบบปฏิบัติการได้อย่างกว้างขวาง แต่การติดตั้งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร


คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่าย

- Bit (บิต) หน่วยทางไฟฟ้า มีค่าเท่ากับ 0 หรือ 1

- Bandwidth (แบนด์วิทช์) คือ ความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย มีหน่วยเป็น bps (บิตต่อวินาที)

อุปกรณ์เครือข่าย


  • Routerคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่าย

  • ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อภายในแตกต่างกัน หรือเชื่อมระหว่าง LAN และ WAN


  • ใช้คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน หรือต่างกันก็ได้

  • Bandwidth 10/100/1000 Mbps

  • แต่ละพอร์ตไม่มีการใช้งานร่วมกัน

  • Switch


  • Hubคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่าย

  • ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นระบบเครือข่ายเดียวกัน

  • Bandwidth 10/100/1000 Mbps

  • แต่ละพอร์ตใช้งานร่วมกัน(เชื่อมกันหมด)


  • ความแตกต่างระหว่าง คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายHub และ Switch

    • Hub จะส่งข้อมูลที่เข้ามาไปยังทุกๆ พอร์ตของ Hub ยกเว้นพอร์ตที่ข้อมูลดังกล่าวเข้ามายัง Hub ในขณะที่ Switch จะทำการเรียนรู้อุปกรณ์ที่ต่อกับพอร์ตต่างๆ ทำให้ Switch ส่งข้อมูลไปยังพอร์ตที่มีเครื่องปลายทางอยู่เท่านั้น ไม่ส่งไปทุกๆ พอร์ตเหมือนกับ Hub ซึ่งส่งผลให้ปริมาณข้อมูลภายในระบบเครือข่ายไม่มากเกินความจำเป็น

    • Hub เป็นเพียงตัวขยายสัญญาณข้อมูล (Repeater) เท่านั้น ในขณะที่ Switch จะมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่า, มีการเรียนรู้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ, การตัดสินใจส่งข้อมูลออกไปพอร์ตใด


  • Ethernet Cardคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่าย

  • ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายผ่านทาง Switch หรือ Hub

  • Bandwidth 10/100/1000 Mbps


  • ไฟสถานะของคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายEthernet Card


  • ไฟสถานะของคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายEthernet Card

    • LINK ถ้าสว่างแสดงว่า มีการเสียบสายแลนเข้ากับการ์ด และสามารถใช้งานได้

  • 10 ถ้าสว่างแสดงว่า อุปกรณ์นี้เชื่อมต่อด้วยความเร็ว 10 MB/s เช่นเดียวกับไฟ 100 ถ้าสว่างแสดงว่าเชื่อมด้วยความเร็ว 100 MB/s

  • ACT (Activity) ถ้ากระพริบแสดงว่ามีการส่งข้อมูลเข้า-ออกการ์ด (เนื่องมาจากกิจกรรมการใช้เครือข่ายต่างๆ เช่น การใช้อินเตอร์เน็ต, การแชร์ไฟล์ ฯลฯ ถ้ามีการส่งข้อมูลจำนวนมากจะเปลี่ยนจากกระพริบมาเป็นสว่างค้างตลอดเวลา


  • Modem

Internal Modem

External Modem


  • Access Point


  • Wireless Cardใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์

  • ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายแบบไร้สาย

  • Bandwidth 11/54 Mbps

PCMCIA

USB

PCI for PC


  • สาย ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์UTP (Unshielded Twisted Pair)

  • ใช้ในการเชื่อมระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และ Ethernet Switch หรือ Hub

  • Bandwidth 10/100/1000 Mbps

  • ความเร็วในการเชื่อมต่อขึ้นอยู่กับการเข้าหัวสาย และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ

  • ระยะทางในการเชื่อมต่อ < 100m


  • สาย ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์UTP และหัว RJ-45

    • สาย UTP ที่ใช้ใน Ethernet Lanจะเข้าหัวแบบ RJ-45

    • ภายในสาย UTP จะมีสายทองแดงย่อยอีก 8 เส้น โดยถูกจัดกลุ่มเป็นคู่ๆ ทั้งหมด 4 คู่

RJ-45

UTP


  • การเข้าหัวใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ RJ-45 มีได้ 2 แบบ คือ

    • แบบ A (Standard 568A) มีการเรียงสายจากซ้ายไปขวา ดังนี้

      • ขาว/เขียว

      • เขียว

      • ขาว/ส้ม

      • น้ำเงิน

      • ขาว/น้ำเงิน

      • ส้ม

      • ขาว/น้ำตาล

      • น้ำตาล


  • แบบ ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์B (Standard 568B) เป็นแบบที่นิยมใช้กันมาก มีการเรียงสายจากซ้ายไปขวา ดังนี้

    • ขาว/ส้ม

    • ส้ม

    • ขาวเขียว

    • น้ำเงิน

    • ขาว/น้ำเงิน

    • เขียว

    • ขาว/น้ำตาล

    • น้ำตาล


  • สาย ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์UTP มี 2 แบบ ตามการเข้าหัว RJ-45 ดังนี้

    • สายตรง (UTP Straight Cable) เป็นสายที่ใช้ทั่วไป และพบมาก โดยใช้ในการเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับอุปกรณ์เครือข่ายจำพวก Hub และ Switch โดยการเข้าหัวทั้ง 2 ปลายจะเป็นแบบเดียวกัน (A หรือ B ก็ได้)

    • สายครอส(UTP Cross-over Cable) ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องโดยตรง ไม่ผ่านอุปกรณ์ประเภท Hub และ Switch นอกจากนี้ยังใช้เชื่อมระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และ Router (ซึ่งถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์อีกรูปแบบหนึ่ง) โดยการเข้าหัวที่ปลายทั้ง 2 จะไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ปลายข้างหนึ่งเข้าหัวแบบ A อีกปลายจะเข้าหัวแบบ B


  • สายตรง (ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์UTP Straight Cable)


  • สายครอสใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์(UTP Cross-over Cable)


  • คล้ายกับสาย ใช้ในการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์UTP แต่มีชนวน และตัวนำหุ้ม จึงป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดี นิยมใช้แทนสาย UTP ในที่ๆ มีสัญญาณรบกวนมาก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ

  • มีราคาแพงกว่าสาย UTP

  • สาย STP (Shielded Twisted Pair)


  • สาย Fiber Optic


  • รูปแบบการส่งข้อมูลภายในเครือข่าย

    Duplex หมายความถึง ความสามารถรับและส่งข้อมูลด้วยอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ

    • Half Duplex จะรับและส่งข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ กล่าวคือ ถ้าฝ่ายหนึ่งส่งข้อมูล อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นฝ่ายรับ ไม่สามารถส่งได้จนกว่าอีกฝ่ายจะเลิกส่งข้อมูล และเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับ เหมือนการใช้วิทยุสื่อสาร ได้แก่ Ethernet ประเภท 10BaseT(10Mbps) เป็นต้น

    • Full Duplex สามารถรับและส่งข้อมูลไปพร้อมๆ กันได้ เหมือนกันการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ ได้แก่ Fast Ethernet (100Mbps) หรือ Gigabit Ethernet (1000Mbps) เป็นต้น


ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สายระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สาย


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารไร้สายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารไร้สาย

  • การสื่อสารข้อมูลในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีในการรับส่งที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น

  • ข้อมูลทุกชนิดถูกปรับเปลี่ยนและดัดแปลงให้อยู่ในรูป digital

  • สามารถสื่อสารและส่งถ่ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วยความถูกต้องและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง

  • ผ่านตัวกลางหลายชนิด โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

    • การสื่อสารข้อมูลทางสาย

    • การสื่อสารข้อมูลไร้สาย


การสื่อสารข้อมูลไร้สายการสื่อสารข้อมูลไร้สาย

  • ตัวกลางที่ถูกนำมาทดแทนสายสัญญาณที่นิยมใช้กันชนิดแรกก็คือ แสงอินฟราเรด

  • การส่งผ่านข้อมูลผ่านแสงอินฟราเรดถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วค่อนข้างสูง มีความสะดวกในการใช้งาน เช่น รีโมทคอนโทรล

  • ข้อด้อยของการใช้งานอินฟาเรด คือ ความจำกัดด้านระยะทาง และตำแหน่งระหว่างอุปกรณ์ทั้งสองต้องเป็นเส้นตรงอยู่ในแนวเดียวกัน และจะต้องไม่มีอะไรมาตัดขวางลำแสง

  • จากข้อด้อยทำให้เกิดความคิดที่จะนำคลื่นวิทยุมาใช้ส่งข้อมูลแทน เพราะสามารถรับส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูง สามารถทะลุวัสดุต่างๆ ได้ และไม่จำเป็นต้องให้ตัวส่งและตัวรับอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน


การสื่อสารข้อมูลไร้สายการสื่อสารข้อมูลไร้สาย

  • ปัจจุบันการนำคลื่นวิทยุมาใช้รับส่งข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ระยะใกล้ มี 3 ระบบ คือ

    - โฮมอาร์เอฟ(HomeRF)

    - บลูทูธ(Bluetooth)

    - ไวไฟ (Wireless Fidelity : wi-fi)


Homerf
โฮมอาร์เอฟการสื่อสารข้อมูลไร้สาย(HomeRF)

  • HomeRF = Home Radio Frequency

  • คือ เทคโนโลยีที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อใช้ควบคุม สั่งการ และเชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ทุกชนิดที่อยู่ภายในบ้าน

  • ใช้คลื่นความถี่ที่ 2.4 GHz ในการรับส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็ว 1.6 Mbps ระยะทำการ 150 เมตร

  • เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน ระบบตรวจสอบและแจ้งการซ่อมแซมบ้านโดยอัตโนมัติ ระบบสุขอนามัย ฯลฯ

  • สามารถใช้คอมฯ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์ ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องเสียง เครื่องปรับอากาศ เตาไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า ชุดสุขภัณฑ์อัจฉริยะ โทรทัศน์วงจรปิด ฯลฯ ภายในบ้านเพื่อควบคุม สั่งการและใช้ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องเดินสายสัญญาณ


Bluetooth
บลูทูธการสื่อสารข้อมูลไร้สาย(Bluetooth)

  • เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อทดแทนการใช้สายเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ในระยะใกล้

  • ใช้คลื่นความถี่ในย่าน ISM(Industrail, Scientific, Medical) 2.4 กิกะเฮิรตซ์ พื้นที่การใช้งานไม่เกิน 10 เมตร

  • บลูทูธสามารถจัดการให้อุปกรณ์หลายชนิดสามารถติดต่อสื่อสารได้พร้อมกัน

  • ใช้พลังงานต่ำ เชื่อมต่อสะดวก

  • เช่น เชื่อมต่อ Notebook เข้าอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ, แบ่งข้อมูลกันระหว่างมือถือกับ Notebook, Headset

  • ปัญหา : อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีบลูทูธมีราคาสูงกว่าแบบใช้สาย


แนวคิดที่นำไปใช้งานการสื่อสารข้อมูลไร้สาย

- คอมพิวเตอร์ไร้สาย

- คอมพิวเตอร์สวมใส่ (BWC : Body Wearable Computer) คือเป็นคอมฯ ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ทำงานด้วยแบตเตอร์รี่ สามารถประกบหรือสวมใส่ติดร่างกาย

- ชุดหูฟัง

- เมาส์ คีย์บอร์ด

- อินเตอร์เน็ตบริดจ์


Wireless fidelity wi fi
ไวไฟ การสื่อสารข้อมูลไร้สาย(Wireless Fidelity : wi-fi)

  • เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมคอมฯ เข้ากับเครือข่ายแลน (LAN : Local Area Network) มักถูกเรียกว่า Wireless LAN

  • ครอบคลุมพื้นที่ทำการ 50-100 เมตร


Wireless lan
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สาย (Wireless LAN)

  • ปัจจุบันการใช้งานคอมพิวเตอร์เปลี่ยนรูปมาเป็นงานที่ต้องเชื่อมโดยกับเครือข่าย ทั้งเครือข่ายภายในองค์กร ระหว่างองค์กร และอินเตอร์เน็ต

  • ระบบแลนไร้สาย (Wireless LAN หรือ WLAN) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์หลายเครื่องมาเชื่อมเข้าด้วยกัน ให้รับส่งข้อมูลถึงกันได้โดยไม่ต้องใช้สาย


จุดเด่นของแลนไร้สาย

  • ความยืดหยุ่นในการใช้งาน

  • การนำติดตัว (Mobility)

  • การขยายเครือข่ายได้ง่าย

  • ให้ผลคุ้มค่า

  • การมีมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วไป


พัฒนาการของแลนไร้สาย

  • ความต้องการใช้ระบบแลนไร้สายมีลักษณะเช่นเดียวกับระบบเซลลูลาร์โฟน หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่

  • ค.ศ. 1997 สถาบัน IEEE ได้กำหนดมาตรฐานแลนไร้สาย โดยให้ชื่อว่า IEEE 802.11 รับส่งสัญญาณด้วยขนาดความเร็ว 2 เมกะบิต/วินาที

  • ค.ศ. 1999 IEEE ได้พัฒนามาตรฐานใหม่ ให้ชื่อว่า IEEE 802.11b ความเร็วในการรับส่ง 11 เมกะบิต/วินาที บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายขนาดใหญ่ให้ความสนใจและเร่งการพัฒนาเป็นอย่างมาก

  • การพัฒนาแลนไร้สายมิได้หยุดอยู่เฉพาะการทำให้เชื่อมต่อถึงกันได้ ยังมีระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยของสัญญาณข้อมูลที่แพร่กระจายในอากาศด้วย


อุปกรณ์ของเครือข่ายแลนไร้สายอุปกรณ์ของเครือข่ายแลนไร้สาย

  • เครื่องคอมพิวเตอร์ : เครื่อง PC หรือ Notebook หรือ Pocket PC และมีสล็อตPCMCIA

  • ไวร์เลสการ์ด: มาตรฐาน 802.11 ซึ่งมีผู้ผลิต ได้แก่ Cisco, Orinoco, Toshiba, 3Com, Linksys เป็นต้น

  • แอกเซสพอยต์(Access Point) : เป็นอุปกรณ์รับส่งไร้สาย สำหรับระบบ LAN ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางของระบบเครือข่ายไร้สาย หรือเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายไร้สายและเครือข่ายมีสาย

  • ไดรฟ์เวอร์: ซอฟต์แวร์สำหรับความคุมการทำงาน


การเชื่อมต่อเครือข่ายแลนไร้สายการเชื่อมต่อเครือข่ายแลนไร้สาย

  • แบ่งเป็น 2 ประเภท

  • การรวมตัวแบบแอดฮอค(Ad-Hoc) คือ การติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีเคลื่อนที่ (โน๊ตบุ๊ค พีดีเอ) ตั้งแต่ 2 สถานีขึ้นไป โดยไม่ต้องใช้สถานีฐาน (Access point)

  • การรวมตัวแบบเป็นโครงสร้าง (Infrastructure) คือ การติดต่อสื่อสารโดยมีสถานีฐาน (Access point) เป็นศูนย์กลาง ทุกสถานีต้องอยู่ภายในรัศมีการใช้งานของแอกเซสพอยต์


ประเภทของเครือข่ายแลนไร้สายประเภทของเครือข่ายแลนไร้สาย

  • WPAN (Wireless Personal Area Network)เป็นระบบเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล ปัจจุบันมีอยู่ 2 ระบบ คือ IR (Infra-Red) และ Bluetooth การทำงานจะครอบคลุมบริเวณการสื่อสารที่ค่อนข้างจำกัด เช่น อินฟาเรด ระยะประมาณไม่เกิน 3 เมตร และบลูทูธ ระยะประมาณไม่เกิน 10 เมตร

  • WLAN (Wireless Local Area Network) เป็นระบบเครือข่ายท้องถิ่นที่ใช้งานในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในระยะใกล้ ภายในหน่วยงานหรืออาคารเดียวกัน เช่น สำนักงาน สถานที่จัดนิทรรศการ

  • WMAN (Wireless Metropolitan Area Network) เป็นระบบเครือข่ายสำหรับเมืองใหญ่ๆ เชื่อมติดต่อกันระหว่างอาคารต่างๆ ภายในเมือง

  • WWAN (Wireless Wide Area Network) เป็นระบบเครือข่ายไร้สายขนาดใหญ่สำหรับเมืองหรือประเทศซึ่งมักมีการใช้งานผ่านดาวเทียมข้ามประเทศ


ความปลอดภัยของเครือข่ายแลนไร้สายความปลอดภัยของเครือข่ายแลนไร้สาย

  • การใช้กำแพงไฟ (FireWall)ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับป้องกันผู้อื่นรุกล้ำเข้ามาในระบบ นิยมใช้ในบริษัท ธนาคาร หน่วยงานต่างๆ เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง

  • การแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ ควรจำกัดการแชร์ไว้เฉพาะข้อมูลที่ต้องการใช้ร่วมกันเท่านั้น

  • การกำหนดบัญชีสมาชิกและรหัสผ่าน (User Name and Password) นิยมใช้ป้องกันบุคคลภายนอกเข้ามาในระบบ ผู้ใช้ต้องป้อนชื่อที่ได้รับอนุญาตและรหัสผ่านที่ถูกต้องจึงจะสามารถเข้าสู่ระบบได้

  • การใช้โพรโทคอลWEP (wired equivalency privacy key)เป็นการเข้ารหัสข้อมูลที่มีความปลอดภัยระดับกลางและระดับสูง

  • Wi-Fi Protected Access (WPA)เป็นโพรโทคอลรักษาความปลอดภัยสูงกว่า WEP โดยอุปกรณ์ต่างๆ สามารถตรวจจับ Network Adapter เถื่อน และปรับเปลี่ยนกุญแจเพื่อเข้ารหัสข้อมูลแก่ทุกอุปกรณ์เป็นระยะๆ โดยอัตโนมัติ


การตรวจสอบการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายการตรวจสอบการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย

การตรวจสอบระบบเครือข่ายเบื้องต้น

มีการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย

ไม่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย


  • การตรวจสอบ การตรวจสอบการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายIP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์

    ดับเบิลคลิ๊กที่ จะเกิดหน้าต่างดังรูป


  • การตรวจสอบ การตรวจสอบการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายIP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์

    คลิ๊กที่ “Support”



  • การตรวจสอบระบบเครือข่ายด้วยคำสั่งการตรวจสอบระบบเครือข่ายด้วยคำสั่งต่างๆ

  • ipconfig ->ใช้ตรวจสอบหมายเลขไอพีแอรดเดรสของเครื่อง

  • Ping -> ใช้ในการตรวจสอบการเชื่อมต่อระหว่างโฮสต์

  • Nslookup-> ใช้ในการตรวจสอบชื่อโดเมน

  • Traceroute-> ใช้ในการตรวจสอบเส้นทางในการเชื่อมต่อ





  • Pingขั้นตอนในการใช้คำสั่ง

    • Ping IP address ที่ต้องการทดสอบ Ex ping 158.108.1.1


  • Tracerouteขั้นตอนในการใช้คำสั่ง

    • Tracert IP Address ที่ต้องการ Ex tracert 158.108.50.5


  • Nslookupขั้นตอนในการใช้คำสั่ง

    • Nslookupชื่อที่ต้องการตรวจสอบ Ex nslookup www.google.com


Bandwidth internet
การตรวจสอบ ขั้นตอนในการใช้คำสั่งBandwidth ของเครือข่าย Internet

  • การตรวจสอบ Bandwidth จาก Website

    • http://speedtest.adslthailand.com/

  • การตรวจสอบจากเครื่องโปรแกรม


การตั้งค่าไอพีแอดเดรสการตั้งค่าไอพีแอดเดรส

การแชร์ปรินส์เตอร์

และการแชร์ไฟล์

ระหว่าง

Windows 7 กับเครื่องอื่นๆ


Ip address
การตั้งค่า การตั้งค่าไอพีแอดเดรสip address

  • IP Address คือ หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด  เช่น 192.168.100.1 หรือ 172.16.10.1  เป็นต้น มาตรฐานของ IP Address ปัจจุบันเป็นมาตรฐาน version 4 หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า IPv4  วึ่งกำหนดให้ ip address มีทั้งหมด 32 bit  หรือ 4 byte  แต่ล่ะ  byte จะถูกคั่นด้วยจุด (.) 


Ip address1
ขั้นตอนวิธีการตั้งค่า IP Address

  • ไปที่ Control panel แล้วคลิกลิ้งView network status and tasks หรือจะคลิก Open Network and Sharing Center ที่การ์ดแลนมุมขวาล่าง




  • หากเลือก Obtain an IP address automatically แสดงว่ารับจาก DHCP 

  • แต่ถ้าเลือก Use the following IP address ตัวอย่างเช่น 192.168.1.22 เป็นการตั้งค่า IP แบบ Static 

  • หรือ เป็นการตั้งค่าแบบกำหนดเอง


ขั้นตอนใน การแชร์ไฟล์

1. Windows 7 Start > Control Panel >

เลือกChoose homegroup and sharing options


2. ให้เลือก Change advaced sharing setting


ให้เลือก  Public (Current profile)


หัวข้อ  File and Printer sharing ให้เป็น Turn on


และในส่วนของ  Password protected sharing ก็ให้ปรับเป็น Turn Off และทำการกด Save ในการปิดนี้เป็นการปิด Password ในการแชร์ ซึ่งตัว Defualtของ Windows 7 จะมี Security เพื่อป้องกันการเข้ามา Access ในไฟล์หรือ Folder นั้น


  • ให้คลิกขวา ที่ Folder Share windows7 แล้วเลือก Properties

  • ให้เลือก Tab Sharing 

  • เลือก Advanced Setting

  • ให้เลือก (√) Share this folder จากนั้นให้ใส่ Share name ขอใส่ share windows7

  • กด Permissions เพื่อกำหนดสิทธิ์

  • ให้สิทธิ์ Everyone เป็น Full Control


ให้ไปที่ Drive ที่เราต้องการ Share file จากนั้นให้คลิกขวาที่ Drive เช่น Drive D จากนั้นเลือก Propreties


สังเกตุว่าตรง Share กดไม่ได้ แต่ให้มากด Advanced Sharing แทน


จากนั้น ให้เราเลือกถูก Share this folder จากนั้นใส่ชื่อ Share name

ใส่ชื่อที่ต้องการลงไป


เมื่อตั้ง ชื่อ Drive ที่จะแชร์เสร็จแล้วให้เลือกคลิกที่ Permission 

และกำหนดสิทธิ์ของ คนๆนั้นที่สามารถเข้ามาใน Folder นี้ได้

ในที่นี้ใส่เป็น Everyone และสามารถทำได้ทุกอย่างให้ เลือก Full Control


หลังจากนั้นจะมี Network Path ขึ้นมาแล้ว

มันจะปรากฎตามนี้ครับ \\ชื่อคอมของคุณ\ชื่อDrive ที่แชร์


หลังจากเรากด Share ก็ให้ให้เราพิมพ์

Everyone ลงไปแล้วกด Add


จากนั้นให้เลือกตรงลูกศรสีฟ้าครับ ว่าจะปรับให้ได้แค่ อ่านได้อย่างเดียว

หรือ ทั้งอ่านและเขียน ลงได้ด้วย เมื่อปรับแล้วให้กด Share


จากนั้นมาที่เครื่อง ว่าจะปรับให้ได้แค่ อ่านได้อย่างเดียว Windows Xp My Computer ขึ้นมา

พิมพ์ Ip address : \\192.168.100.1


Remote desktop computer propertise
remote desktop ว่าจะปรับให้ได้แค่ อ่านได้อย่างเดียว ทำการคลิกขวาที่ Computer จากนั้นเลือก Propertise


Remote setting
ให้เราเลือกเมนู ว่าจะปรับให้ได้แค่ อ่านได้อย่างเดียว Remote Setting


ในหน้า ว่าจะปรับให้ได้แค่ อ่านได้อย่างเดียว System Propertiseให้เราเลือกแทบ Remote ในส่วนของ Remote Desktop ให้เราเลือก Allow connections for computers running any version of remote desktop และให้เราเลือก Select User


User remote desktop
จากนั้นให้เราเลือก ว่าจะปรับให้ได้แค่ อ่านได้อย่างเดียว User ที่สามารถเข้ามา remote desktop ในเครื่องของเราได้


Start menu all programs accessories remote desktop connection
คลิกที่ ว่าจะปรับให้ได้แค่ อ่านได้อย่างเดียว Start Menu > All Programs > Accessories > Remote Desktop Connection


Teamviewer remote desktop
การติดตั้ง และใช้งานโปรแกรม TeamviewerRemote Desktop

www.nrru.ac.th/dl/tw.exe


Install teamviewer uninstall old version
- เลือก และใช้งานโปรแกรม Installหากมี TeamViewerรุ่นเก่าอยู่แล้วก็ให้คลิกเลือก Uninstall old version


Personal non commercial use
- personal / non-commercial use และใช้งานโปรแกรม ตามภาพด้านล่าง


- คลิกเลือก และใช้งานโปรแกรม I accept the terms in the License Agreement- คลิกเลือก I agree that I will only use TeamViewer for non-commercial and private useจากนั้นคลิกปุ่ม Next


No default
- เลือก และใช้งานโปรแกรม No (default)


Proxy settings
จากนั้นโปรแกรมจะทำการจากนั้นโปรแกรมจะทำการเรียกโปรแกรมขึ้นมาอัตโนมัติถ้าปรากฎหน้าจอ Proxy Settings ดังภาพ


เปิดโปรแกรมขึ้นมาจากนั้นโปรแกรมจะทำการ


- จากนั้นโปรแกรมจะทำการการเข้าใช้งานของฝั่งผู้ควบคุม ต้องมี user id กับ password ของเครื่องที่เราต้องการคุมด้วย- กำหนดรหัสผ่านเข้าไปที่ Extras > options > security จะเป็นการตั้ง password ไว้เพื่อไม่ให้ password เปลี่ยนไปทุกครั้งที่เข้าใช้งาน เหมาะสำหรับเข้าใช้งานเครื่องตัวเองจากที่บ้านมาที่ทำงาน


ad