ละเมิด คือ อะไร
Download
1 / 129

ละเมิด คือ อะไร - PowerPoint PPT Presentation


  • 102 Views
  • Uploaded on

ละเมิด คือ อะไร.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' ละเมิด คือ อะไร' - bradley-mullen


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript
ละเมิด คือ อะไร

  • ละเมิด คือ การกระทำใด ๆ ของบุคคลหรือการกระทำที่อยู่ใน ความรับผิดชอบของบุคคลอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น อาจเป็นการกระทำของตนเอง การกระทำของบุคคลอื่น หรือ ความเสียหายที่เกิดจากทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองดูแล ผู้ได้รับความเสียหายนั้นชอบที่จะได้รับการเยียวยา โดยการเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทน หรือเรียกร้อง ให้ผู้ละเมิดปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติ ในลักษณะอื่น ๆ แล้วแต่กรณี


หลักการกระทำละเมิด

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    มาตรา ๔๒๐ บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อ บุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”


องค์ประกอบของการกระทำที่เป็นละเมิดองค์ประกอบของการกระทำที่เป็นละเมิด

  • กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

  • กระทำโดยผิดกฎหมาย

  • การกระทำก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น

  • ความเสียหายเป็นผลมาจากการกระทำดังกล่าวนั้น

ขอบเขตความรับผิดแค่ไหน อย่างไร เท่าใด จะกล่าวต่อไป

ในเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่


ตัวอย่างการกระทำละเมิดตัวอย่างการกระทำละเมิด

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5129/2546

    จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาพลศึกษา ถือได้ว่าได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัยในชั่วโมงดังกล่าวด้วย

    การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบ เป็นการอบอุ่นร่างกายเป็นสิ่งที่เหมาะสม เมื่อนักเรียนวิ่งไม่เป็นระเบียบครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้วิ่งต่ออีก 3 รอบ เป็นวิธีการทำโทษที่เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้ว


ตัวอย่างการกระทำละเมิดตัวอย่างการกระทำละเมิด

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5129/2546

    แต่การที่นักเรียนยังวิ่งไม่เรียบร้อยอีก ก็ควรหามาตรการหรือวิธีการลงโทษ โดยวิธีอื่นการสั่งให้วิ่งต่ออีก 3 รอบและเมื่อไม่เรียบร้อย ก็สั่งให้วิ่งต่ออีก 3 รอบ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงวันอากาศร้อนและมีแสงแดดแรง

    เป็นการลงโทษที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพนักเรียนซึ่งอายุระหว่าง 11 ปี ถึง 12 ปีได้

    จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งการออกกำลังกายโดยการวิ่งย่อมทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ จำนวนรอบที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายต่อหัวใจที่ไม่ปกติจนทำให้เด็กชาย พ. ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วล้มลงในการวิ่งรอบที่ 11 และถึงแก่ความตาย ในเวลาต่อมาเพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว จึงเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้ จะไม่ทราบว่าเด็กชาย พ. เป็นโรคหัวใจก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย


แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มุ่งหวังให้นักเรียนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ยังมีความหวังดีต่อนักเรียนต้องการอบรมสั่งสอนนักเรียนให้มีความรู้ เหมือนดังวิสัยของครูทั่วไป แม้เป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย แต่จำเลยที่ 1 มิได้จงใจหรือกระทำการประมาทอย่างร้ายแรง เพียงแต่กระทำโดยประมาทเลินเล่อขาดความรอบคอบและไม่ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้มีอาชีพครูสอนพลศึกษาจะพึงปฏิบัติและสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพของเด็กชาย พ. ไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างความไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามกฎหมายไม่ได้ แต่ศาลก็สามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของการทำละเมิดได้


ตัวอย่างการกระทำละเมิดตัวอย่างการกระทำละเมิด

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5129/2546 (ต่อ)

    การที่จำเลยที่ 1 ทำการสอนวิชาพลศึกษาของโรงเรียนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษา(จำเลยที่ 2) การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อทำให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 วรรคหนึ่ง


ตัวอย่างการกระทำละเมิดตัวอย่างการกระทำละเมิด

  • จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพอันเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลภายนอกนำเงินมาให้โจทก์เพื่อช่วยเหลืองานศพหรือจัดการศพเด็กชาย พ. ก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องหมดไปหรือลดน้อยลงไปได้ กรณีจึงไม่อาจนำเงินช่วยงานศพที่โจทก์ได้รับจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ ให้แก่โจทก์ได้


  • สรุปหลักความรับผิดทางละเมิดที่ได้จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่  5129/2546

    1.การลงโทษที่ไม่เหมาะสม ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพนักเรียนเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ

    2. การสอนวิชาพลศึกษาของจำเลยที่ 1 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามและการลงโทษนักเรียน ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เมื่อเด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษา จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นมารดา

    3. รับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการ จัดงานศพอันเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย ไม่อาจนำเงินช่วยงานศพที่โจทก์ได้รับจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนได้


องค์ประกอบที่ 5129/25461 “การกระทำโดยจงใจ”

  • (1) การกระทำโดยจงใจ คือ การกระทำโดยรู้(สำนึก) การกระทำของตนว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม

  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๘๓/๒๕๕๑

    การเก็บรักษาของกลางไม่มีระเบียบและการควบคุมที่รัดกุมเพียงพอ

    การเก็บรักษารถของกลางนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องเก็บรักษาไว้ภายในบริเวณสถานที่ทำการหรือสถานที่อื่นใดตามที่ผู้กำกับการตำรวจนครบาลกำหนด โดยมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวัง ตรวจตราของกลางให้เป็นอยู่ตามสภาพเดิมเท่าที่สามารถจะรักษาได้อีกทั้งจะต้องรีบนำส่งต่อพนักงานสอบสวนเพื่อตรวจสอบให้เสร็จสิ้นภายใน ๓ เดือน ตามระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับรถของกลางพ.ศ. ๒๕๓๒

    เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในการเก็บรักษารถยนต์ของผู้ฟ้องคดี เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์ไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านของนาย ก. ซึ่งไม่มีการจัดทำเอกสารหรือหลักฐานการขอเบิกรถยนต์หรือ การขอรับกุญแจรถแต่อย่างใด จึงเป็นการเก็บรักษารถยนต์ของกลางที่ไม่มีระเบียบและการควบคุมที่รัดกุมเพียงพอ ทั้งที่เจ้าหน้าที่จะต้องใช้ความระมัดระวังดูแลรักษารถยนต์ของกลาง ให้อยู่ในสภาพเดิมเท่าที่จะสามารถกระทำได้จึงเป็น การปฏิบัติที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบข้างต้น จึงเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี


องค์ประกอบที่ 5129/25461 “การกระทำโดยจงใจ”

  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๗/๒๕๕๒

    กระทำการออกคำสั่งอนุมัติโดยฝ่าฝืนระเบียบ

  • ผู้อำนวยการโรงเรียนมีอำนาจพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ จะต้องใช้ดุลพินิจจัดให้ข้าราชการที่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านให้เข้าพักอาศัยในบ้านพักราชการที่ว่างอยู่ก่อนแต่กลับมีคำสั่งอนุมัติให้นางสาว ส. ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามีบ้านพักครูว่างอยู่และมีสภาพสมบูรณ์เหมาะที่จะให้ข้าราชการครูเข้าพักอาศัยได้ นอกจากนั้นยังรู้อยู่แล้วว่าการอนุมัติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๔๑ เป็นการอนุมัติที่ผิดระเบียบ พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการจงใจกระทำ ผิดต่อกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ ทำให้ราชการได้รับความเสียหายอันถือเป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  • เรื่องนี้ ผอ.โรงเรียนจะต้องจัดให้ครูเข้าอยู่อาศัยแทนนักการภารโรงหญิงที่พร้อมจะย้ายออกตามคำสั่ง แต่ไม่ทำและอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้าน ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน


องค์ประกอบที่ 5129/25461 “การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ”

  • 2. (1) การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ

    เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นและหากใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นเลย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๐/๒๕๕๒)

  • การพิจารณากระทำโดยประมาทเลินเล่อ จาก

  • ก. สภาพเกี่ยวกับตัวผู้กระทำ(วิสัย) เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่หรือชั้นผู้น้อย เป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดา มีวิชาชีพหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น รวมถึงระยะเวลา ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นั้นด้วย


องค์ประกอบที่ 5129/25461 “การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ”

  • การพิจารณากระทำโดยประมาทเลินเล่อ (ต่อ)

  • ข. เหตุภายนอกหรือปัจจัยแวดล้อมตัวผู้กระทำ (พฤติการณ์) ซึ่งอาจมีผลต่อระดับ ความระมัดระวังและทำให้การใช้ความระมัดระวังของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป

    เช่น สภาพของสถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ อายุหรือจำนวนของนักเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบหรือสภาพของทางเดินรถขณะเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

  • โดยการพิจารณาทางกฎหมาย สมมติบุคคล(reasonable man)ขึ้นเปรียบเทียบ บุคคลที่มีสภาพร่างกายอย่างเดียวกับผู้กระทำ สภาพทางจิตใจในระดับสภาพร่างกายอย่างเดียวกัน ทั้งจะต้องสมมติว่าอยู่ในพฤติการณ์ภายนอกเช่นเดียวกับผู้กระทำด้วย เมื่อเปรียบเทียบกัน ถ้าบุคคลที่สมมติขึ้นจะไม่กระทำโดยขาดความระมัดระวังเหมือน ผู้ที่ได้กระทำไปแล้ว ย่อมถือว่าผู้กระทำได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ

  • แต่ถ้าบุคคลที่สมมติจะกระทำเช่นเดียวกับที่ผู้กระทำได้กระทำไปแล้ว ย่อมถือไม่ได้ว่าผู้กระทำได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ


องค์ประกอบที่ 5129/25461“ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”

  • ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

    การกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดภัยหรือความเสียหาย แต่ยังขืนทำลงโดยคิดว่าสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภัยหรือความเสียหายขึ้นได้ ผู้กระทำเพียงคาดเห็นว่าผลอาจเกิดขึ้นได้โดย ไม่แน่ว่าจะเกิดและคิดว่าคงสามารถหลีกเลี่ยงผลนั้นได้ (วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ น. 375)


องค์ประกอบที่ 5129/25461“ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”

  • ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (เดิม)

    คือ ลักษณะที่บุคคลนั้นได้ทำไปโดยขาดความระมัดระวัง ที่เบี่ยงเบนจากเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก เช่น คาดเห็นได้ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นได้ หรือหากระมัดระวังสักเล็กน้อย ก็คงได้คาดเห็น การที่อาจเกิดความเสียหายเช่นนั้น

    (หนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร 0601/087 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540)


ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

  • คำพิพากษาฎีกา ที่ 1789/2518

    ควันไฟอันเกิดจากไฟไหม้เศษปอจากโรงงานของจำเลย (กระทรวงการคลัง) ถูกลมพัดลอยไปครอบคลุมผิวจราจรบนถนน เป็นเหตุให้รถโจทก์ถูกรถคันอื่นชนท้าย ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มควันไฟอันเกิดจากการเผาเศษปอของจำเลยได้เคยถูกลมพัดพาไปครอบคลุมถนนเป็นเหตุให้รถยนต์เกิดชนกันมาแล้ว 2-3 ครั้ง

    แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้จัดการวางมาตรการป้องกันแต่อย่างใดคงปล่อยปละ ละเลยให้เหตุการณ์คงเป็นอยู่เช่นเดิมจนกระทั่งได้เกิดเหตุคดีนี้ขึ้นอีก พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นเหตุสุดวิสัยดังจำเลยอ้าง เพราะจำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า ลมอาจจะพัดพาเอาควันไฟจากบ่อไปครอบคลุมผิวจราจรบนท้องถนนได้ ซึ่งจำเลยอาจจะป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวได้โดยย้ายบ่อเผาเศษปอให้ห่างไกลพอที่ลมไม่สามารถจะพัดพาควันไฟมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้ จำเลยก็หาได้กระทำเช่นว่านั้นไม่

    คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิด


ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

  • ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (2553)

  • “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” หมายถึง การกระทำ โดยมิได้เจตนา แต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ว่า อาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ และหากใช้ความระมัดระวัง แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับ มิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นเลย (แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.146/2553)


ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

  • คดีหมายเลขแดงที่ อ.146/2553

    การที่ผู้ถูกฟ้องคดี(กรม)ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี(คนขับรถ)ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้ให้เหตุผลว่า ในระหว่างเดินทาง เกิดเหตุมีเสียงดังผิดปกติ เร่งไม่ขึ้น และพบหม้อน้ำมีน้ำไหลออกมาเป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย ซึ่งถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากการกระทำของผู้ฟ้องคดีซึ่งมีตำแหน่งเป็นพนักงานขับรถยนต์และมีหน้าที่ตรวจสอบดูแลบำรุงรักษารถยนต์ของทางราชการให้อยู่ในสภาพที่ดีตามที่วิญญูชนทั่วไปพึงต้องระมัดระวัง จึงเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์เป็นเงิน 20,000 บาท นั้น


ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

  • คดีหมายเลขแดงที่ อ.146/2553

    ศาลเห็นว่า การกระทำที่จะถือว่าเป็นการกระทำการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หมายถึง การกระทำโดยมิได้เจตนา แต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ และหากใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความ เสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นเลย

    ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุละเมิดได้ต้องปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีละเลย ไม่เอาใจใส่ตรวจสอบดูแลบำรุงรักษารถยนต์ของทางราชการให้อยู่ในสภาพพร้อมออกเดินทางไปปฏิบัติราชการด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนก่อให้เกิดความเสียหาย


ในวันเกิดเหตุ ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจเช็คสภาพรถและเครื่องยนต์ก่อนออกเดินทาง ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง และในระหว่างเดินทางขณะเกิดเหตุแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้อย่างที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า เมื่อมาตรวัดระดับความร้อนแสดงค่าความร้อนสูงขึ้นที่หน้าปัดรถยนต์อันเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติของน้ำในหม้อน้ำ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอาจจะทราบแต่ไม่ได้สังเกตเห็นและยังคงขับรถต่อไปจนกระทั่งเครื่องยนต์หยุดทำงานก็ตามแต่ความประมาทเลินเล่อดังกล่าวยังไม่ถึงขนาดเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของทางราชการ หากแต่ยังมีเหตุปัจจัยอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น การเสื่อมสภาพของชิ้นส่วน อุปกรณ์ของรถยนต์จากการใช้งาน เป็นต้น ดังนั้น จึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีละเลยไม่เอาใจใส่ตรวจสอบดูแลบำรุงรักษารถยนต์ของทางราชการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด


คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๕๔/๒๕๕๕

(กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง )

นาย ส. (ผู้ฟ้องคดี) เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดมหาวิทยาลัย ตำแหน่งผู้จัดการโครงการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรี ของคณะพาณิชย์และการบัญชี สังกัดมหาวิทยาลัย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ตามใบกำหนดหน้าที่ (Jop Description)ซึ่งต้องดูแลการบริหารงานทั่วไปของโครงการและได้รับมอบหมายให้เก็บกุญแจห้องของโครงการ

นาย ส. เห็นว่า ตนมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามที่กาหนดไว้ในใบกาหนดงานเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ในการดูแลอาคาร สถานที่ และทรัพย์สิน ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่อีกหลายคนมีกุญแจที่สามารถเข้าห้องได้และไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ความเสียหายไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท มหาวิทยาลัยไม่ต้องรายงานกระทรวงการคลัง หลังจากอุทธรณ์คาสั่งและมหาวิทยาลัย ได้ยกอุทธรณ์ นาย ส. จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง


  • ประเด็นที่ อ. ๓๕๔/๒๕๕๕1แม้ผู้ฟ้องคดี มีหน้าที่ความรับผิดชอบ และใบกำหนดหน้าที่ จะไม่มีรายละเอียดให้ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินภายในห้องของโครงการก็ตาม แต่ตามใบกำหนดหน้าที่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารงานโดยทั่วไปของโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีหน้าที่โดยปริยายที่ต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของโครงการ

    การที่ผู้ฟ้องคดีมอบกุญแจให้แก่เจ้าหน้าที่โครงการทุกคนถือ และ ผู้ฟ้องคดียังแขวนกุญแจลูกครอบไว้ที่โต๊ะในโครงการซึ่งสามารถมองเห็นและสามารถหยิบได้โดยง่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนในโครงการต่างทราบว่าผู้ฟ้องคดีแขวนกุญแจลูกครอบไว้ตรงจุดใด อันเป็นช่องทางหรือโอกาสให้เกิดมีการโจรกรรมเครื่อง ได้โดยง่าย

    พฤติกรรมของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่เบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นต้องมี ตามภาวะวิสัยและพึงใช้ความระมัดระวังให้มาก แต่ผู้ฟ้องคดีหาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอไม่ จึงเป็นการกระทาโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดี จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙


  • นาย ส. ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงใด ?

    ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่งตั้ง ซึ่งปรากฏว่า มีบุคคลอื่นเข้ามาใช้ห้องเป็นคนสุดท้ายและมีพยานเห็นว่าประตูปิดล็อคเรียบร้อยตามปกติ เมื่อคำนึงถึงระดับความร้ายแรง แห่งการกระทำและความเป็นธรรมตามพฤติการณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เต็มจำนวน ความเสียหาย นอกจากนี้การที่ทรัพย์สินสูญหายส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่อง ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่มีการวางระบบป้องกันทรัพย์สินเพื่อป้องกันการโจรกรรม โดยปล่อยให้เจ้าหน้าที่และนักศึกษาจัดวางระบบดูแลทรัพย์สินกันเอง

    จึงหักส่วนแห่งความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๘ วรรคสองและ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงควรให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ ๕๐ ของความเสียหายทั้งหมด


ประเด็นที่ ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงใด ? 3 มูลค่าความเสียหายที่ไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบนั้น ได้แก่มูลค่าความเสียหายตามที่ปรากฏจากการตรวจสอบของคณะกรรมการการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด มิใช่มูลค่าความเสียหายภายหลังจากที่กระทรวงการคลังตรวจสอบและหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินแล้ว

เมื่อคณะกรรมการฯ ดังกล่าวเห็นว่า มูลค่าความเสียหายคิดเป็นเงินได้ ๖๐,๐๐๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหน้าที่รายงานกระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบ


  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.72/2550

    เมื่อผู้ฟ้องคดี(สรรพากรอำเภอเขตปทุมวัน) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ ในการบริหารงานของสำนักงานเขตควบคุมการปฏิบัติงานด้านการจัดเก็บภาษีอากรและผลประโยชน์ของรัฐให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการแต่มิได้จัดทำสมุดทะเบียนคุมเช็คตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการรับชำระภาษีอากรเป็นเช็ค พ.ศ. 2539 เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำการทุจริตได้โดยง่ายและมิได้ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ เป็นช่องทางให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอาศัยโอกาสดังกล่าวนำเช็คของบุคคลภายนอกที่มิได้ชำระภาษีอากรให้แก่ทางราชการและเบิกเงินตามเช็คไม่ได้สลับสับเปลี่ยนแทนที่เงินสดแล้วยักยอกเงินสดไปรวมทั้งสิ้น 5,874,024 บาท

    จึงถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ จึงต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดนั้น ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539


องค์ประกอบที่ อ.72/2550 2“ กระทำโดยผิดกฎหมาย”

  • กระทำโดยผิดกฎหมาย หมายความว่ากระทำโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือโดยไม่มีอำนาจหรือไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะกระทำการ นั้นได้ นอกจากนี้ โดยที่มาตรา ๔๒๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า “การใช้สิทธิซึ่งมีแต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย” ดังนั้น การกระทำโดยผิดกฎหมายอันจะเป็นการกระทำละเมิดจึงหมายความรวมไปถึงการใช้สิทธิที่ผู้กระทำมีอยู่ตามกฎหมายทำให้บุคคลอื่นเสียหายด้วย


องค์ประกอบที่ อ.72/2550 2“ กระทำโดยผิดกฎหมาย”

  • คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๒/๒๔๙๙

  • นาย ก. ขอรังวัดที่ดิน นาย ข. คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่านาย ก. นำรังวัดล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของตนและขอวัดสอบเขตก่อน แต่ก็ไม่ดำเนินการใด ๆ เมื่อนาย ก.จัดให้มีการรังวัดใหม่ นาย ข. ก็ยังคัดค้านแต่ก็ไม่ดำเนินการขอวัดสอบเขตเหมือนเช่นเดิม ดังนี้ เป็นการกระทำซึ่งมีแต่จะเสียหายแก่บุคคลอื่นตามมาตรา ๔๒๑


  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 236/2551

  • เจ้าหน้าที่ในสังกัดของกรมการปกครอง ได้ดำเนินการออกที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกให้โดยอ้าง ส.ค. 1 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ดินสำหรับที่ดินแปลงอื่นมาใช้เป็นหลักฐานในการออก ตลอดจนการบันทึกเสนอนายอำเภอโนนสะอาดเพื่อพิจารณามีคำสั่งและลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอและเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ลงนามในน.ส. 3 ก. ที่จัดทำขึ้น ทั้งที่กฎหมายบัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ลงลายมือชื่อใน น.ส. 3 ก. เนื่องจากผู้บัญญัติกฎหมายมีความไว้วางใจในตัวข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งว่าจะใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารแล้วค่อยลงนามซึ่งหากได้ตรวจสอบด้วยความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ก่อนลงนามย่อมจะพบว่า ส.ค. 1 เลขที่ 106 ที่นำมาใช้ในการออกน.ส. 3 ก. มีอาณาเขตข้างเคียงไม่ถูกต้องทำประโยชน์อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น การดำเนินการออก น.ส. 3 ก. ฉบับดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี


ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันเกิดจากผลโดยตรงของผู้กระทำด้วย

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 446 - 449/2516

  • แม้ผู้ตายจะกำลังศึกษาเล่าเรียนแต่ปรากฏว่าผู้ตายเป็นนักเรียนช่างกลปีที่ 3 แล้วซึ่งเป็นปีสุดท้ายก็อาจเรียนจบหลักสูตรและผู้ตายมีความผูกพันตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาแม้ในปัจจุบันผู้ตายยังศึกษาเล่าเรียนมิได้อุปการะบิดามารดาก็ดี บิดามารดาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อเหตุขาดไร้อุปการะได้


  • คดีหมายเลขดำที่ อ.100/2551

    ห้างหุ้นส่วนจำกัดฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ไม่ทำการตรวจสอบเอกสารต่างๆ ตามกฎหมายทำให้ไม่ทราบว่าเอกสารที่ใช้ในการยื่นสอบราคาในนามของผู้ฟ้องคดีเป็นเอกสารปลอมผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

    ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการจัดซื้อจัดจ้างงานโครงการผู้เสนอราคา ต้องยื่นมากับ ซองใบเสนอราคาพร้อมรับรองความถูกต้องของเอกสารที่ยื่นด้วย เห็นได้ว่า ในการเสนอราคาทุกครั้งของผู้ฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือมอบอำนาจให้นาย พ. มีอำนาจในการยื่นซองเสนอราคา ต่อรองราคา และแก้ไขเอกสาร ตลอดจนให้ถ้อยคำต่างๆ ในการเปิดซองสอบราคา และลงนามในสัญญารับจ้างกับผู้ถูกฟ้องคดี


  • เมื่อการยื่นซองสอบราคาดังกล่าว นาย พ. ได้ยื่นเอกสารครบถ้วนตามที่ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 ได้ประกาศไว้ และเอกสารทุกฉบับลงนามรับรองความถูกต้องโดยผู้ฟ้องคดี

  • ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 กำหนดว่า คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา(ผู้ถูกฟ้องคดี)มีหน้าที่ดังนี้ (1) เปิดซองใบเสนอราคา และอ่านแจ้งราคาพร้อมบัญชีรายการเอกสารหลักฐานต่างๆ ของผู้เสนอราคาทุกรายโดยเปิดเผยตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด และตรวจสอบรายการเอกสารตามบัญชีของผู้เสนอราคาทุกรายแล้ว ให้กรรมการทุกคนลงลายมือชื่อกำกับไว้ในใบเสนอราคาและเอกสารประกอบใบเสนอราคาทุกแผ่น (2) ตรวจสอบคุณสมบัติของ ผู้เสนอราคา ใบเสนอราคา แคตตาล็อกหรือแบบรูปและรายการละเอียด แล้วคัดเลือกผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตามเงื่อนไขในเอกสารสอบราคา (3) พิจารณาคัดเลือกพัสดุหรืองานจ้างของผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตาม (2) ที่มีคุณภาพและคุณสมบัติเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ และเสนอให้ซื้อหรือจ้างจากรายที่คัดเลือกไว้แล้วซึ่งเสนอราคา ต่ำสุด... ไม่อาจจะตรวจสอบได้ว่า เอกสารที่ใช้ในการยื่นสอบราคาเป็นเอกสารปลอมหรือไม่


  • เมื่อได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี อีกทั้ง การเบิกจ่ายเงินค่าจ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้สั่งจ่ายเป็นเช็คขีดคร่อมในนามของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผ่านทางธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ ในนามผู้ฟ้องคดีที่ 1 พร้อมหักเงินภาษี ณ ที่จ่ายจำนวนร้อยละหนึ่งของมูลค่างานจ้างนำส่งสรรพากรทุกครั้ง ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ปฏิบัติตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 แล้ว

  • จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด


4. อีกทั้ง การเบิกจ่ายเงินค่าจ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้สั่งจ่ายเป็นเช็คขีดคร่อมในนามของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผ่านทางธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ ในนามผู้ฟ้องคดีที่ 1 พร้อมหักเงินภาษี ณ ที่จ่ายจำนวนร้อยละหนึ่งของมูลค่างานจ้างนำส่งสรรพากรทุกครั้ง ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ปฏิบัติตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 แล้วความเสียหายเป็นผลมาจากการกระทำดังกล่าวนั้น

  • ตามหลักเรียกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างความผิดกับความเสียหาย ความเสียหายในส่วนที่เป็นผล สืบเนื่องมาจากการกระทำของผู้กระทำละเมิด เป็นกรณีที่เมื่อผ่านการพิจารณาว่ามีการกระทำละเมิดแล้ว ต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้กระทำละเมิดจะต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดนั้นโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป


  • ฏ. อีกทั้ง การเบิกจ่ายเงินค่าจ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้สั่งจ่ายเป็นเช็คขีดคร่อมในนามของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผ่านทางธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ ในนามผู้ฟ้องคดีที่ 1 พร้อมหักเงินภาษี ณ ที่จ่ายจำนวนร้อยละหนึ่งของมูลค่างานจ้างนำส่งสรรพากรทุกครั้ง ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ปฏิบัติตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 แล้ว3008 - 3009/2527

  •  รถของโจทก์ถูกรถของจำเลยชนโดยประมาทพังขวางอยู่กลางถนนแล้วถูกรถของบุคคลอื่นชนซ้ำโดยไม่ใช่ความประมาทของบุคคลนั้น

  • แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นก็เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทของฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อขึ้นก่อน ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดในผลอันนี้ด้วย


คำพิพากษาฎีกาที่ 598/2538 จำเลยขับรถมาด้วยความเร็วสูง โดยประมาทน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินไม่ขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัย ในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ ดังนั้นไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามที่โจทก์นำสืบ หรือตามที่จำเลยนำสืบ ก็ยังได้ชื่อว่าจำเลยมีส่วนประมาทอยู่นั่นเอง /

เมื่อเปรียบเทียบร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์ ทั้งสามคันแสดงให้เห็นว่ารถ ส. ชนท้ายรถยนต์บรรทุกห้องเย็นอย่างแรง แล้วถึงถูกรถจำเลยชนท้ายไม่รุนแรงนัก ทั้งปรากฏว่ามีรอยเบรกรถจำเลยยาวถึง 12 เมตร แสดงว่าขณะรถจำเลยชนท้ายรถ ส. น่าจะเป็นเพียงการลื่นไถล หลังจากที่จำเลยใช้ห้ามล้อยาวถึง 12 เมตรแล้ว แรงชนจากรถจำเลย จึงไม่มากนัก มีผลเพียงทำให้ ก.และ ท.ซึ่งนั่งอยู่หน้ารถจำเลยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ดังนั้นการที่ผู้ตายทั้งสองซึ่งนั่งอยู่หน้ารถ ส. อยู่ห่างไกลจากจุดชนมากกว่า ก. และ ท. กลับได้รับอันตรายถึงแก่ความตาย

เช่นนี้ แม้จำเลยจะมิได้ขับรถมาชนท้ายรถ ส. ผู้ตายทั้งสองก็ถึงแก่ความตาย เนื่องจากรถ ส. ชนท้ายรถยนต์บรรทุกห้องเย็นอยู่นั่นเอง ย่อมแสดงว่าความตายของผู้ตายทั้งสอง มิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดย ประมาทของจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย คงมีความผิดเพียงฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ ก. และ ท. ได้รับอันตรายแก่กายเท่านั้น


ลักษณะความรับผิดเพื่อละเมิดเกี่ยวกับลักษณะความรับผิดเพื่อละเมิดเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษา

1.การกระทำของผู้บริหารเอง

2.การกระทำของบุคคลอื่น

3. เกิดจากสัตว์และทรัพย์ที่อยู่

ในความครอบครองดูแล


  • คำพิพากษาฎีกาที่ 356/2511 เป็นเรื่องที่เด็กเอาพลุมายิงเล่นที่โรงเรียนแล้วทำให้เด็กนักเรียนคนอื่นตาบอด ผู้เสียหายฟ้องทั้งมารดาของเด็กและครูประจำชั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าครูได้ห้ามแล้วเอาพลุไปทำลาย ในช่วงเช้า แต่ในช่วงพักกลางวันเด็กก็แอบเอาพลุอันอื่นมาเล่นอีกนอกห้องเรียน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าครูได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแล

  • ผู้เยาว์ตามมาตรา 430 แล้ว จึงไม่ต้องรับผิด ส่วนมารดาปล่อยให้เด็กเล่นพลุจนมีความชำนาญทำกระบอกพลุได้เอง ถือ

  • ว่ามารดาไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลบุตรผู้เยาว์


  •   มาตรา 430  ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ก็ดีชั่วครั้งคราวก็ดี จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด  ซึ่งเขาได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร

  • ความรับผิดของ ครู คือ ความรับผิดตามที่นักเรียนอยู่ในความดูแลได้กระทำลงไป


  • คำพิพากษาฎีกาที่ 1488/2515 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ครูใหญ่ได้ให้ครูรองคอยควบคุมดูแลนักเรียนซึ่งรวมทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 เล่นบันไดโหนอย่างผาดโผน ครูรองเห็น ก็ห้ามปรามจำเลยที่ 1 พอขาดคำ บันไดก็ล้มทับโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดในเหตุที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้น


  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ครูใหญ่ได้ให้ครูรองคอยควบคุมดูแลนักเรียนซึ่งรวมทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 เล่นบันไดโหนอย่างผาดโผน ครูรองเห็น ก็ห้ามปรามจำเลยที่ 1 พอขาดคำ บันไดก็ล้มทับโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดในเหตุที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้น5520/2536

  • จำเลยเป็นครูประจำชั้นให้เด็กนักเรียนในชั้นรวมทั้งผู้ตายซึ่งเป็นเด็กเล็ก อายุเพียง 11 ปี ไปช่วยจับปลาจากบ่อหนึ่งไปปล่อยในบ่อน้ำใหญ่ซึ่งมีช่วงที่ลึกและเป็นอันตรายแก่เด็ก เมื่อเสร็จงานแล้วก็เพิกถอนเสียมิได้ติดตามดูแลเด็กให้รีบกลับบ้านหรือห้ามปรามมิให้ลงเล่นน้ำ และเมื่อผู้ตายกับเพื่อน ๆ ลงเล่นน้ำในบ่อใหญ่แล้ว จำเลยก็มิได้ตักเตือนให้เล่นด้วยความระมัดระวังเพื่อจะได้ไม่ถลำลงไปในช่วงที่มีน้ำลึกและเป็นอันตราย ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นจำเลยกับพวกก็นั่งดื่มสุราอยู่ที่ใต้ต้นมะพร้าวริมบ่อที่มีการจับปลานั่นเอง ผู้ตายลื่นลงไปในบ่อช่วงที่มีน้ำลึกและจมน้ำตาย ดังนี้ย่อมถือได้ว่าจำเลยให้ผู้ตายช่วยทำการงานในสถานที่ที่มีอันตรายแล้วไม่ดูแลให้ปลอดภัยตามสมควรแก่วัยของผู้ตายซึ่งเป็นเด็ก จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์


  • กรณีที่นักเรียนได้รับความเสียหายในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของครูกรณีที่นักเรียนได้รับความเสียหายในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของครู

  • การไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควร(ผู้มีวิชาชีพ)ในการทำหน้าที่ดูแลจนนักเรียนได้รับความเสียหาย เช่น การเอาใจใส่ดูแล ตักเตือน คำพิพากษาฎีกาที่ 356/2511 ที่ศาลถือเอาการที่ ครูได้รับกระบอกพลุและห้ามปรามมิให้เด็กนักเรียนเล่นไม้กระบอกพลุเป็นการใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแล ฎีกาที่ 1488/2515

  • การล่วงละเมิดทางเพศตามมาตรา 94 วรรคสาม


  • โจทก์ฟ้องว่ากรณีที่นักเรียนได้รับความเสียหายในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของครูโจทก์เป็นมารดาของเด็กหญิงวราภรณ์ขันขาวผู้ตายจำเลยเป็นครูประจำชั้นที่ผู้ตายเรียนหนังสืออยู่ เมื่อวันที่24 มิถุนายน 2531 จำเลยสั่งให้นักเรียนในชั้นเรียนที่จำเลยเป็นครูประจำชั้นไปที่บ้านจำเลยในวันที่ 25 มิถุนายน 2531 เพื่อจับปลาในสระที่บ้านจำเลยวันที่ 25 มิถุนายน 2531 ผู้ตายไปที่บ้านจำเลยและจับปลาในสระที่บ้านจำเลยไปใส่ไว้อีกสระหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงกันซึ่งมีน้ำลึกมากจึงได้จมน้ำและถึงแก่ความตาย เหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย ขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 212,850 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ



  • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 6,150 คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า เด็กหญิงวราภรณ์ถึงแก่ความตายเพราะการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่และจำเลยจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใดพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานยืนยันเหตุการณ์ที่เด็กหญิงวราภรณ์ผู้ตายกับเพื่อน ๆ ไปช่วยจำเลยซึ่งเป็นครูประจำชั้นจับปลาการค้นหาศพผู้ตายค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการปลงศพ และความเสียหายที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการตายของผู้ตายกับมีเด็กหญิงโก้ ดุสิตและเด็กหญิงเชาวรัตน์ฉัตรเมืองปักเพื่อนนักเรียนร่วมชั้นของผู้ตาย มาเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการจับปลาที่บ่อและถามว่าใครจะไปด้วยบ้าง รวมทั้งเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุที่จำเลยพาพยานกับเพื่อนๆเดินทางจากบ้านไปที่บ่อเลี้ยงปลา และให้ลงจับลูกปลาจากบ่ออนุบาลใส่ถุงพลาสติกไปปล่อยลงในบ่อใหญ่กับให้จับปลาตัวใหญ่ขึ้นมาปิ้งกินแล้วปล่อยให้เด็กนักเรียนที่ไปช่วยจับปลาซึ่งรวมทั้งผู้ตายด้วยลงเล่นน้ำในบ่อใหญ่ที่ปล่อยปลาลงไป และมีน้ำลึกจนกระทั่งผู้ตายลื่นลงไปในบ่อช่วงที่มีน้ำลึกและจมน้ำตาย โดยที่จำเลยกับพวกก็นั่งดื่มสุราอยู่ที่ใต้ต้นมะพร้าวริมบ่อที่มีการจับปลานั่นเองคำพยานโจทก์สอดคล้องต้องกัน เด็กหญิงโก้และเด็กหญิงเชาวรัตน์พยานล้วนแต่ได้ไปรู้เห็นเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุ และเป็นลูกศิษย์ของจำเลยเอง ไม่มีเหตุที่จะเบิกความเอนเอียงเข้ากับโจทก์และให้ร้ายจำเลยแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าฟังได้ตามที่นำสืบการที่จำเลยซึ่งเป็นครูประจำชั้นให้เด็กนักเรียนในชั้นซึ่งเป็นเด็กเล็กอายุเพียง 11 ปี ไปช่วยทำงานเกี่ยวข้องกับบ่อน้ำใหญ่ซึ่งมีช่วงที่ลึกและเป็นอันตรายแก่เด็ก เมื่อเสร็จงานแล้วก็เพิกเฉยเสียมิได้ติดตามดูแลให้รีบกลับบ้านหรือห้ามปรามมิให้ลงเล่นน้ำในบ่อนั้นและเมื่อผู้ตายกับเพื่อน ๆ ลงเล่นน้ำในบ่อใหญ่แล้วจำเลยก็มิได้ตักเตือนให้เล่นด้วยความระมัดระวังเพื่อจะได้ไม่ถลำลงไปในช่วงที่มีน้ำลึกและเป็นอันตรายทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นจำเลยพร้อมด้วยนายสุครีพ นายแสวงและนายสุระก็นั่งดื่มสุราอยู่ที่ใต้ต้นมะพร้าวริมบ่อที่มีการจับปลานั่นเอง ทำให้ผู้ตายลื่นลงไปในบ่อช่วงที่มีน้ำลึกและจมน้ำตายดังนี้ย่อมถือได้ว่าจำเลยให้ผู้ตายช่วยทำการงานในสถานที่ที่มีอันตรายแล้วไม่ดูแลให้ปลอดภัยตามสมควรแก่วัยของผู้ตายซึ่งเป็นเด็กจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์


  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6,150 949/2471

  • ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ค. จำเลยเปนครูใหญ่โรงเรียนประชาบาล ด. มาตรวจโรงเรียนได้รับรายงานจากครูประจำชั้นและตรวจดูบัญชีเห็นมีเด็กเกียจคร้านต่อการเรียนอยู่ ๖ คนล้วนแต่เปนเด็กดื้อดึงสั่งสอนยากครูได้ทำทัณฑ์กรรมหลายครั้งก็ไม่เข็ดหลาย ค. กับ ห. ปฤกษาพร้อมกันว่าควรจะเฆี่ยนเสียบ้างเพื่อดัดนิสัยไม่ให้เกียจคร้านต่อไปและก่อนจะเฆี่ยน ค. ได้เรียกเด็กทั้ง ๖ คนมายืนหน้าชั้นประกาศสั่งสอนถึงความผิดและตักเตือนไม่ให้ขาดโรงเรียน แล้วจึงเฆี่ยนเด็กทั้ง ๖ คนด้วยไม่เรียวคนละ ๔ ทีตามอำนาจของครูใหญ่เด็ก ส. และ บ. ถูกเฆี่ยนมีบาดเจ็บเล็กน้อยเพียงโลหิตขับส่วนเด็กอื่น ๆ ไม่มีบาดแผลแต่ปรากฏว่าจำเลยได้เฆี่ยนเด็กทั้ง ๖ คนแรงเท่า ๆ กันผู้ปกครองเด็กทั้ง ๒ ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ม. ๓๓๘ ข้อ ๒

  • ศาลเดิมพิพากษาว่าเพียงขาดเรียนเท่านั้นไม่ควรเฆี่ยนให้ถึงบาดเจ็บจำเลยมีผิดตาม ม. ๓๓๘ ข้อ ๒

  • ศาลอุทธรณ์กลับสัตย์ศาลเดิมให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำโทษพอสมควร หวังจะปราบปรามเด็กให้ประพฤติตัวเรียบร้อยแลหมั่นต่อการเรียนจำเลยไม่มีผิด

  • ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์



  • ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนโดยสถานศึกษา พ.ศ. 2543

  • ข้อ 8 กำหนดว่า “การลงโทษเด็กและเยาวชน จะต้องไม่กระทำโดยการทรมานหรือทารุณแก่ร่างกายหรือจิตใจ หรือด้วยวิธีการโหดร้ายหรือประจานหรือกระทำโดยไร้มนุษยธรรมหรือโดยวิธีการอันไม่เหมาะสม

  • หนังสือกรมสามัญศึกษา ที่ ศธ0802/385 ลงวันที่ 24 มกราคม 2545

  • ข้อบังคับกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการแข่งขันกีฬาโรงเรียน พ.ศ. 2512 โดยในข้อ 7 กำหนดให้ โรงเรียนจัดครูไปควบคุมดูแลความประพฤติของนักเรียนให้มีจำนวนเพียงพอที่จะควบคุมนักเรียนได้ทั่วถึงและต้องอยู่ในสนามแข่งขันจนกว่านักเรียนของตนได้กลับหมดแล้ว


  • ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา พ.ศ. 2529

  • 1. ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองนักเรียนก่อนโดยเฉพาะการไปค้างคืนและไปนอกราชอาณาจักร

  • 2. ให้เป็นไปด้วยความสมัครใจเพื่อทัศนศึกษาเท่านั้น

  • 3. ให้ส่งคำขออนุญาตถึงผู้มีอำนาจปกครองก่อนเดินทางไม่น้อยกว่า 15 วัน

  • 4. ให้ถือเกณฑ์นักเรียน 20 คนต่ออาจารย์ผู้ควบคุม 1 8o

  • 5. หากมีนักเรียนหญิงให้มีครู อาจารย์ผู้หญิงร่วมเดินทางไปด้วย

  • 6. เลือกพนักงานขับรถที่มีประวัติดี ชำนาญการ สุขุมและรู้เส้นทาง

  • 7. จัดให้มีแผ่นป้ายข้อความให้เห็นว่าเป็นยานพาหนะใช้บรรทุกนักเรียน

  • 8. ควรเดินทางเฉพาะกลางวันเท่านั้น


  • หน้าที่ในการใช้ความระมัดระวัง (duty of care)

  • ครูเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องกระทำการตามระดับมาตรฐานวิชาชีพ (standard of care) และไม่ทำให้นักเรียนเสี่ยงภัยโดยไม่มีเหตุอันสมควร (unreasonable risk)

  • จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ฝ่าฝืนระเบียบ (fault)

  • ตัวอย่าง คดี Donohue v. Stevenson (1932) A.C. 562


  • หน้าที่ในการใช้ความระมัดระวัง (duty of care)

  • การป้องกันโอกาสที่เกิดความเสียหาย คือ หากความเสียหายนั้น มีบุคคลที่สามารถคาดเห็นได้ว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ทั้งในอดีตเคยเกิดและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นอีก ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู จะต้องทำการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายนั้นขึ้นอีก เช่นคดี Fryer v. Salford Corporation ที่ศาลตัดสินให้โรงเรียนต้องรับผิดต่อนักเรียนที่โดนไฟลวกในวิชาคหกรรม เนื่องจากละเลยไม่จัดหาอุปกรณ์ที่จะใช้ในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเตาหุงต้ม ทั้งที่โรงเรียนสามารถคาดเห็นได้


  • คดี (Carmarthenshire v. Lewis [1943], 2 All England law Reports 629 ข้อเท็จจริงมีว่า ในขณะที่ครูกำลังนำเด็กชายกับเด็กหญิง อายุ 4 ปีเพื่อกลับไปห้องเรียนระหว่างช่วงพักกลางวัน แต่ระหว่างทาง ครูได้พบเด็กชายที่หกล้มได้รับบาดเจ็บจึงต้องนำเด็กดังกล่าวไปห้องพยาบาล แล้วให้เด็กชายกับเด็กหญิง ยืนรอครูประมาณ 10 นาที เด็กได้อาศัยช่วงจังหวะเวลาดังกล่าวหนีออกไปจากบริเวณโรงเรียนและข้ามถนนตัดหน้ารถของสามีโจทก์ ทำให้หักหลบชนเสาไฟฟ้าเสียชีวิตศาลชั้นต้นและศาลอุทธ. ตัดสินว่าเป็นการประมาทของครูไม่ดูแลนักเรียน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าครูไม่ได้ประมาท เพราะแม้เป็นพ่อแม่ก็ย่อมจำเป็นต้องดูแลเด็กที่รับบาดเจ็บ ครูได้ทำหน้าที่ดูแลเพียงพอแล้ว แต่โรงเรียนประมาทไม่จัดหายามและประตูที่เหมาะสมในการป้องกันเด็กไม่ให้ออกไปนอกบริเวณโรงเรียน


ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

  • ในการดำเนินกิจการที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่เจ้าหน้าที่ จะต้องรับผิดในการกระทำต่าง ๆ เป็นการเฉพาะตัวเสมอไปทั้งที่บางกรณีเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจหรือความผิดพลาดเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าที่

  • นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำ ของเจ้าหน้าที่ผู้อื่นด้วย(รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม) ซึ่งระบบนั้นมุ่งหมายแต่จะได้เงินครบโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมที่จะมีต่อแต่ละคน

  • ซึ่งข้อความคิดในการกำหนดความรับผิดเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด


  • กรณีจึงเป็นการก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่และยังเป็นการ บั่นทอนขวัญกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นปัญหาในการบริหารเพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจดำ เนินงานเท่าที่ควร เพราะเกรงความรับผิดชอบที่จะเกิดแก่ตน อนึ่ง เจ้าหน้าที่ยังมีวิธีการในการบริหารงานบุคคลและการดำ เนินการทางวินัยกำกับดูแลอีกส่วนหนึ่งอันเป็นหลักประกันมิให้เจ้าหน้าที่ทำ การใด ๆ โดยไม่รอบคอบอยู่แล้วดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อจงใจจงใจให้เกิดความเสียหาย

  • หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้นและให้แบ่งแยกความรับผิดชอบของแต่ละคนมิให้นำ หลักลูกหนี้ร่วม


  • มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้

    เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด

    หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย


เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในพระราชบัญญัตินี้

การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท

1. เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งได้แก่การกระทำการตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เพื่อประโยชน์ของทางราชการ เช่น การอนุมัติ การอนุญาต การเดินทางไปราชการ เป็นต้น

2.เป็นการกระทำที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่แต่เพื่อประโยชน์หรือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ส่วนตัว หากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกหรือแก่หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ผู้นั้น ก็จะต้องรับผิดชอบในการกระทำนั้นเป็นการส่วนตัว


การกระทำที่มิใช่การปฏิบัติการกระทำที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 15/2555

ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีอยู่ว่า นาย ก. รักษาการในตำแหน่งผู้ช่วย ผู้อำนวยการวิทยาลัย (ผู้ฟ้องคดี) ได้ขออนุญาต ใช้รถยนต์ของวิทยาลัย นำคณะครูและเจ้าหน้าที่ ไปศึกษาดูงานที่วิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด แต่เมื่อดูงานเสร็จ นาย ก. และคณะไม่ได้เดินทางกลับทันที แต่แวะไปงานศพมารดาของครูวิทยาลัยเดียวกัน หลังจากนั้น ระหว่างเดินทางกลับ รถยนต์เกิดอุบัติเหตุลื่นไถลชนกับเนินดิน รั้วบ้านและท่อประปาหมู่บ้านทาให้รถยนต์ได้รับ ความเสียหาย


การกระทำที่มิใช่การปฏิบัติการกระทำที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 15/2555

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ นาย ก. ได้นำคณะครูและเจ้าหน้าที่ ไปศึกษาดูงาน ที่วิทยาลัยอื่น มีบันทึกลงวันที่ 7 สิงหาคม 2544 ขออนุญาตไป ดูงาน ซึ่งเป็นเวลาที่กระชั้นชิดกับการเดินทางไปศึกษาดูงานวันที่ 10 สิงหาคม 2544

และไม่ปรากฏหลักฐานการจัดเตรียมแผนงานในการศึกษาดูงาน ประกอบกับมีบันทึกประสานไปยังสถานที่ที่จะดูงานก่อนวันเดินทางเพียงหนึ่งวัน

อีกทั้ง ไม่ปรากฏว่างานที่นาย ก. รับผิดชอบมีปัญหาอุปสรรค อันจะมีเหตุผลถึงขนาดที่ต้อง ไปศึกษาดูงานดังกล่าว และเดินทางไปถึงสถานที่ดูงานในช่วงเวลาเย็น และใช้เวลาศึกษาดูงานไม่ถึงชั่วโมง


การกระทำที่มิใช่การปฏิบัติการกระทำที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 15/2555

ประกอบกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งร่วมเดินทางไปด้วยให้การว่า การเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ มีเจตนาที่แท้จริงคือ ต้องการไปงานศพพร้อมกับได้นาเงินทาบุญพร้อมของถวายพระไปด้วย

การขออนุญาตใช้รถยนต์จึงมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือ ต้องการใช้รถยนต์เพื่อไปงานศพ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ


การกระทำที่มิใช่การปฏิบัติการกระทำที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 15/2555

เมื่อระหว่างเดินทางกลับ รถยนต์ได้เกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย นาย ก. จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นการส่วนตัว ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อรถยนต์ได้รับ ความเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 213,625.50 บาท จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามจำนวนค่าเสียหาย ที่แท้จริง


การกระทำที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่การกระทำที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่

  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๒๒/๒๕๕๐

  • การที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดินทำให้ ต้นยางที่ผู้ฟ้องคดีปลูกไว้ได้รับความเสียหาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แม้ว่าคำสั่งนั้นจะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีผลทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ ไม่ใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นการกระทำในเรื่องส่วนตัวที่ผู้กระทำต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด กรม พ. ซึ่งเป็นส่วนราชการระดับกรมและเป็นต้นสังกัดของนิคมสร้างตนเองฯ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของนิคมสร้างตนเอง ให้แก่ผู้ฟ้องคดี


หน่วยงานของรัฐการกระทำที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่

  • หน่วยงานของรัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ด้วยตนเอง ต้องกระทำโดยผ่านเจ้าหน้าที่ของรัฐดังนั้น หากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่บุคคลภายนอกหรือแก่หน่วยงานของรัฐเอง หน่วยงานของรัฐก็ชอบที่จะต้องรับภาระในความเสียหายที่เกิดขึ้น

  • แต่เมื่อหน่วยงานของรัฐรับภาระในความเสียหายนั้นไว้แล้วจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่รัฐจะคำนึงด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำละเมิดนั้นมีความบกพร่อง ในการปฏิบัติหน้าที่มากน้อยเพียงใด


  • ในการดำเนินการใด ๆ ก็ตามนั้นเป็นธรรมดาอยู่เองที่อาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว แต่หากการกระทำละเมิดนั้นเกิดขึ้นจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ “อย่างมากหรืออย่างร้ายแรง” ก็สมควรที่หน่วยงานของรัฐจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำละเมิดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่รัฐได้ชดใช้แก่ผู้เสียหายไปหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่หน่วยงานรัฐ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมิได้ใช้ความรอบคอบหรือความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่เลย


  • กรณีการละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ ต้องรับภาระชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ส่วนการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น หากการกระทำละเมิดนั้น มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องหลายคน ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละคนขึ้นอยู่กับระดับของความบกพร่อง ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป โดยหน่วยงานของรัฐ ไม่จำต้องได้รับชดใช้จนเต็มจำนวนความเสียหาย


  • คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๓๗/๒๕๕๔

  • บุคคลจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้อื่นตามความในมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้น ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ มีผลก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น

  • การที่จะให้ ผู้ที่ไม่ได้กระทำละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลอื่นโดยที่ตนเองไม่ได้มีส่วนกระทำความผิด ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักกฎหมายทั่วไปในเรื่องความรับผิดฐานละเมิด อันเป็นข้อกฎหมายอัน เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน


คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๓๗/๒๕๕๔

  • รายงานระบุว่าสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ มาจากมีวัสดุติดไฟตกไปถูกเศษกระดาษในอาคารรัฐสภา ๓ ทำให้เกิดการลุกและลามไหม้ได้รับความเสียหาย โดยเวลาที่พบเหตุเพลิงไหม้นั้นห่างจากช่วงเวลาที่ผู้ฟ้องคดีออกจากเวรรักษาการณ์แล้วประมาณ ๔๕ นาที โดยทางสอบสวนไม่มีพยานหลักฐานระบุ ได้ว่าเพลิงไหม้เกิดจากการกระทำของผู้ใดและเริ่มเกิดเหตุเมื่อเวลาใด แม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารในช่วงเวลาดังกล่าว แต่เนื่องจากเพลิงไหม้อาจเกิดได้จากสาเหตุหลายประการและเหตุที่เกิดขึ้น ก็ยังไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าเกิดจากการกระทำของบุคคลใด


  • นอกจากนั้นอุปกรณ์ในการดับเพลิงติดตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อก่อสร้างอาคารรัฐสภา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวมีอายุการใช้งาน ๒๕ ปี อุปกรณ์ดับเพลิงของอาคารจึงไม่ทันสมัย มีเพียงการติดตั้งระบบควันไว้เท่านั้น และขณะเกิดเหตุระบบชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้แล้ว ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นกรณีการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบด้วย

  • เมื่อได้พิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี แม้จะออกเวรโดยเดินไปปลุกนายธนิต ซึ่งนอนพักเพื่อรอเข้าเวรอยู่ และนำสมุดบันทึกเวลาไปวางบนโต๊ะผู้ช่วยหัวหน้าเวรพร้อมกุญแจแขวนในตู้เก็บกุญแจตามนายธนิตบอกซึ่งปฏิบัติกันเป็นประจำ อันไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่พึงปฏิบัติการที่เกิดเหตุเพลิงไหม้หลังจากผู้ฟ้องคดีได้ออกเวรไปแล้ว ๔๕ นาที โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อีกทั้งไม่มีเหตุการณ์หรือ สิ่งผิดปกติที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้แล้วไม่ป้องกันแก้ไข ก็ยังฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้เกิดความเสียหาย


เกณฑ์การพิจารณาความ รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

  • กรณีการกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก (เนื้อหา)

    ๒.๑ เบื้องต้นต้องพิจารณาก่อนว่าการกระทำละเมิดนั้น เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือมิได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่

    ๒.๒ กรณีการละเมิดอันมิได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดนั้น เป็นการส่วนตัวตามบทบัญญัติว่าด้วยละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


  • คำวินิจฉัยคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง สำนวนเลขที่ ๑๖/๖๗/๒๕๕๐

  • เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ นาย อ. ตำแหน่งครู ทำหน้าที่ครูเวร และนาย บ. ตำแหน่งนักการภารโรง โรงเรียน ก. บุคคลทั้งสองได้มาปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ช่วงเวลา ๑๘.๐๐ น.- ๐๖.๐๐ น.โดยได้ตรวจดูความเรียบร้อยภายในบริเวณโรงเรียน เหตุการณ์ปกติจึงได้กลับที่พักก่อนเวลาเลิกเวร ต่อมาเวลาประมาณ ๐๕.๔๕ น.- ๐๖.๐๐ น.ได้เกิดเพลิงไหม้อาคารเรียน เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของทางราชการได้รับ ความเสียหายคิดเป็นเงิน ๑๘๓,๙๔๐ บาท แต่เมื่อพิจารณาสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ตามความเห็นของวิทยาการและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร น่าเชื่อว่าสาเหตุในการเกิดเพลิงไหม้เกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้งานแล้วเกิดการอาร์คหรือสปาร์ค จนทำให้เกิดการสะสมความร้อนจนถึงขั้นลุกติดไฟและ ลุกไหม้ขึ้น จนทำให้เกิดความเสียหาย ไม่ปรากฏว่าเหตุแห่งความเสียหายเกิดจากการกระทำด้วย ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ จึงไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ทางราชการ


มาตรา ๕ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิด ที่เจ้าหน้าที่ของตนกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้

ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมิได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง


  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 42/2550 โรงเรียนสะพือวิทยาคารเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 แต่มิได้เป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539



องค์ประกอบของความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่องค์ประกอบของความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

  • องค์ประกอบของความรับผิดเพื่อละเมิดของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๕ มีอยู่ ๓ ประการ

  • ประการที่หนึ่ง ต้องมีการกระทำละเมิดเกิดขึ้น

  • ประการที่สอง การกระทำละเมิดดังกล่าวนั้นกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ

  • ประการที่สาม การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่


การกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกรณีที่ “กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง และการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่นั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือแก่รัฐขึ้นโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ”

เช่น ขณะที่เจ้าหน้าที่สรรพสามิตเข้าไปจับกุมผู้ต้มเหล้าเถื่อนบริเวณชายป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน ผู้กระทำความผิดวิ่งหนีเข้าไปหลบอยู่ในบ้านของผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากเจ้าหน้าที่สรรพสามิตตามเข้าไปในบ้านดังกล่าวเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิด แต่ไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่อยู่ในบ้านเหล่านั้น ก็เท่ากับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกรมสรรพสามิตก็ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำขึ้น


  • ประการที่หนึ่ง เป็นกรณีที่ การกระทำละเมิดในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือในระหว่างเวลาราชการ มิใช่สิ่งบ่งชี้ว่าการกระทำละเมิดดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่

  • เช่น กรณีนายอำเภอขับรถยนต์ของทางราชการเพื่อไปตรวจราชการในพื้นที่ ระหว่างเดินทางกลับจากการตรวจราชการเกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์ของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย แม้เหตุละเมิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ก็ถือได้ว่าการกระทำละเมิดดังกล่าวเกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากการไปตรวจราชการเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอและเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของทางราชการ อีกทั้งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้นลง


กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจผู้กระทำผิดกฎจราจกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจผู้กระทำผิดกฎจราจร ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเกิดบันดาลโทสะ ทำร้ายร่างกายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎจราจร

ดังนี้ แม้การกระทำละเมิดจะเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ หากแต่เป็นไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่มีหน้าที่ในการทำร้ายร่างกายประชาชน จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำละเมิดดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่


  • ประการที่สองกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจผู้กระทำผิดกฎจราจ กรณีเจ้าหน้าที่ทุจริตยักยอกเงินของทางราชการไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เคยให้ความเห็นไว้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยส่วนตัวตามกฎหมายอาญาฐานยักยอกทรัพย์สิน มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจึงต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะต้องรับผิดทางละเมิดตามกฎหมายนี้หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาพฤติการณ์ของผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทุจริตยักยอกเงินของทางราชการนั้นด้วยว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้เกิดมีการทุจริตยักยอกเงินนั้นหรือไม่ แต่ถ้าร่วมกับเจ้าหน้าที่กระทำทุจริตก็เป็นการกระทำโดยส่วนตัวตามกฎหมายอาญา มิใช่การกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่


  • คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๓/๒๕๓๐ ศึกษาธิการจังหวัดและผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดตามลำดับ ได้ลงชื่อในใบถอนเงินฝากของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ฝากประจำไว้กับธนาคาร ศึกษาธิการจังหวัดมอบฉันทะให้ข้าราชการครูช่วยปฏิบัติงาน เป็นผู้รับเงินแทนแต่ใบถอนเงินดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นการถอนเงินเพื่อโอนไปฝากในบัญชีกระแสรายวัน จึงเป็นใบถอนเงินเพื่อรับเงินสดไปจากธนาคาร แม้จะได้ทำหนังสือแจ้งธนาคารไปก็ตาม แต่ครูช่วยฯมิได้ยื่นหนังสือดังกล่าวต่อธนาคาร เมื่อได้รับเงินแล้ว ก็หลบหนีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะเป็นช่องทางให้ ครูช่วยฯทุจริตเอาเงินที่ถอนไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวได้โดยง่าย เนื่องจาก การมอบฉันทะเป็นเงินจำนวนมากถึงหกแสนบาทเศษ ให้ครูช่วยฯ เป็นผู้รับเงินแต่ผู้เดียว จึงเป็นความประมาทเลินเล่อแม้ตามระเบียบอำนาจลงนาม ผู้ถอนเงิน และอาจมอบฉันทะให้ผู้อื่นทำการแทนได้ แต่จะต้องควบคุมดูแลและใช้วิธีการที่รัดกุม รอบคอบเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง


  • มาตรา ๕ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้

  • ดังนั้น หากผู้เสียหายต้องการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายก็จะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ให้เป็นผู้รับผิดในความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น แต่จะฟ้องตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดไม่ได้ เช่น เจ้าหน้าที่ขับรถไปราชการในท้องที่ ระหว่างเดินทางได้ขับรถชน นาย ข. ได้รับบาดเจ็บสาหัส หาก นาย ข.ต้องการค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้น นาย ข. จะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้นั้นโดยตรงมิได้


  • หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้มาตรา ๖ ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้”

  • ตัวอย่าง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อเหตุวิวาทกับผู้เสียหายและทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีหน้าที่ทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายประชาชน จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หากแต่เป็นการกระทำส่วนตัว เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดในมูลละเมิดนั้นเป็นการส่วนตัว ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำร้ายร่างกายตนโดยตรง จะฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้


  • หน้าที่เกิดจาก หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้“ระเบียบข้อบังคับและคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย” การกระทำหรือละเว้นการกระทำในหน้าที่ดังกล่าวหากก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือแก่รัฐก็เป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน เช่น กรณีหัวหน้าส่วนราชการ มีคำสั่งให้ข้าราชการหรือลูกจ้างต้องมาปฏิบัติหน้าที่อยู่เวรเพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของหน่วยงานในเวลากลางคืน นาย ก. ซึ่งได้รับมอบหมายให้อยู่เวรด้วยไม่มาเข้าเวร หรือมาลงชื่อรับเวรแล้ว แต่ออกไปเที่ยวเตร่ไม่ได้อยู่รักษาเวร ก็ต้องถือว่า นาย ก. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้ว เป็นต้น


ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

  • ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

  • ข้อ ๙ ถ้าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐอีกแห่งหนึ่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายแจ้งต่อบังคับบัญชาและให้มีการรายงานตามลำดับชั้นจนถึงหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัด


  • เว้นแต่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

  •           (๑) ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นรัฐมนตรี ให้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรี           (๒) ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้แจ้งต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น          (๓) ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นผู้ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้แจ้งต่อกระทรวงการคลัง

    (๔) ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นผู้ซึ่งไม่มีผู้บังคับบัญชาและมิใช่ผู้ปฏิบัติงานในราชการส่วนท้องถิ่นให้แจ้งต่อผู้มีอำนาจกำกับดูแล ผู้แต่งตั้งตนหรือผู้ซึ่งสั่งให้ตนปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ


  • นาย ก.ลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ โรงเรียนประถมศึกษา ขับรถยนต์ของทางราชการด้วยความประมาท เฉี่ยวชนรถยนต์ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับความเสียหาย แต่รถยนต์ของโรงเรียนประถมศึกษาไม่ได้รับความเสียหาย

  • นาย ก.จึงมีหน้าที่ต้องรายงานการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ต่อผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษาที่ตนสังกัด เพื่อผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษาจะได้รายงานต่อไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานของรัฐต่อไป


  • มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาลไม่มีฐานะหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้

  • อธิการบดีอาจนำหลักเกณฑ์และขั้นตอนการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด ไปปรับใช้ได้โดยอนุโลม ส่วนความรับผิดของผู้กระทำละเมิด เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องแล้วเสร็จที่ ๑๖๙/๒๕๔๔)


คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต้องระบุข้อเท็จจริงแห่งการกระทำในการออกคำสั่งหรือไม่

  • คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต้องระบุข้อเท็จจริงแห่งการกระทำให้เกิดความเสียหาย เช่น วันเวลา สถานที่เกิดพฤติการณ์แห่งการกระทำ สภาพการณ์หรือพฤติการณ์ซึ่งเป็นเหตุให้มีการออกคำสั่งโดยสรุปพอสังเขป (บันทึกข้อความ ตอบข้อหารือตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค ๐๔๑๐.๒/๐๔๖๒๗ ลงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๒)


การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ควรดำเนินการเมื่อใด

  • หนังสือกระทรวงการคลังที่ กค ๐๔๐๖.๒ / ว.๗๕ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๐ กำหนดว่า เมื่อเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐแห่งใด และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่ง โดยไม่ชักช้าอย่างช้าไม่ควรเกิน ๑๕ วัน นับแต่วันรู้หรือทราบความเสียหาย ฉะนั้น (เหตุอันควรเชื่อ ต้องพิจารณาจากมาตรฐานวิญญูชนผู้เป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเป็นเกณฑ์ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป)


กรณีไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ จะไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ตามข้อ ๘ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้หรือไม่

  • ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่า ความเสียหายเกิดจากการกระทำ ของเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด แต่ต้องรายงานผลการพิจารณาให้ ปลัดกระทรวง หรือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาหรือกำกับดูแลหรือซึ่งควบคุมการปฏิบัติงานของบุคคลดังกล่าวทราบ เพื่อจะได้พิจารณาว่าสมควรดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามข้อ ๑๒ แห่งระเบียบฯ ต่อไปหรือไม่ แต่ทั้งนี้ควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยละเอียดก่อนที่จะพิจารณาสั่งการตามข้อ ๘ วรรคหนึ่ง


กรณีเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐหากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย โดยหน่วยงานดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการ ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด แยกพิจารณาได้เป็น ๒ กรณีคือ (บันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ ๔๙๐/๒๕๔๓)

๑.กรณีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดหรือได้แต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว แต่การสอบสวนยัง ไม่เสร็จสิ้น หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ต่อไป


๒. กรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเสร็จสิ้นแล้ว และมีคำวินิจฉัยสั่งการว่ามีผู้ใดต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเท่าใด และผู้นั้นได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะชดใช้เป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นก็ตามกระทรวงการคลังก็ยังมีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายงานผลการสอบสวนต่อไป ว่าจำนวนค่าสินไหมทดแทนเหมาะสมหรือไม่ และทรัพย์สินที่ชดใช้แทนนั้นมีสภาพ คุณภาพ ปริมาณ และมีลักษณะเดียวกันกับทรัพย์สินที่สูญหายหรือเสียหาย และจะใช้แทนได้เช่นเดียวกันกับทรัพย์สินดังกล่าวถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙หรือไม่


หน่วยงานของรัฐมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยควบคู่กัน หน่วยงานของรัฐจะรอผลการพิจารณาทางวินัยให้สิ้นสุดก่อนการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดได้หรือไม่

  • การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ และมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ ส่วนการสอบสวนวินัย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการผู้นั้นมีการกระทำอันเป็นความรับผิดทางวินัยหรือไม่ และจะต้องได้รับการลงโทษอย่างไร ทั้งสองกรณีจึงเป็นเรื่องที่มีวัตถุประสงค์คนละอย่าง และมีกระบวนการพิจารณาที่แตกต่างกันและแยกจากกัน ดังนั้น เมื่อหน่วยงานของรัฐได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้วจึงสามารถดำเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดควบคู่ไปกับการดำเนินการสอบสวนทางวินัยได้โดยไม่ต้องรอผลการดำเนินการพิจารณาทางวินัยก่อน แต่อย่างใด (บันทึกข้อความตอบข้อหารือตามหนังสือหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๑๐.๒/๐๐๐๑๕ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๒)


  • ในกรณี หน่วยงานของรัฐจะรอผลการพิจารณาทางวินัยให้สิ้นสุดก่อนการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดได้หรือไม่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กรณีที่คณะกรรมการทั้งสองชุดดังกล่าวเป็นบุคคลคนเดียวกัน

กรณีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 791/2555 เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้าราชการครูได้ถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีทุจริตในการเบิกเงินค่าเช่าบ้านเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย อธิบดีกรมสามัญศึกษาในขณะนั้นจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดในขณะนั้นซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมสามัญศึกษา ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกรณีดังกล่าวเช่นกัน



  • การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

    มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบว่ามีการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐและมีผู้ที่ต้องรับผิด ชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด หากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจะนำพยานหลักฐานและ ผลการสอบสวนทางวินัยบางส่วนมาใช้ประกอบการพิจารณาก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการสอบสวนเพื่อหาผู้รับผิดทางละเมิดด้วย


  • คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดไม่เคยแจ้งให้ ผู้ฟ้องคดีทราบมาก่อนว่าจะนำข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีเคยให้ถ้อยคำไว้ ในการที่ถูกสอบสวนทางวินัย มาใช้ในการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดด้วย จึงฟังได้ว่าคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิดไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบถึงการสอบสวนหาผู้รับผิดทางละเมิด ทำให้ผู้ฟ้องคดี ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรมตามข้อ 15 ของระเบียบ สานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539


จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดได้หรือไม่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดได้หรือไม่

  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ร.๕๙/๒๕๕๓

    ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต ๒ ได้รับรายงานว่าเงินทดรองราชการในความรับผิดชอบของนาง น. ขาดบัญชีจึงออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต ๒ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว เพื่อที่จะได้พิจารณาดำเนินการต่อไปเท่านั้น ยังไม่มีผลเป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้ฟ้องคดี จึงยังมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะมี สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


หน่วยงานของรัฐถูกฟ้องคดีแพ่งและแพ้คดีจะต้องมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดหรือไม่หน่วยงานของรัฐถูกฟ้องคดีแพ่งและแพ้คดีจะต้องมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดหรือไม่ (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ ๗๕๗/๒๕๕๒)

  • กรณีหน่วยงานของรัฐได้ทำสัญญากับบุคคลภายนอก ต่อมาบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคู่สัญญามีหนังสือถึงหน่วยงานของรัฐหรือฟ้องคดีต่อศาลให้หน่วยงานของรัฐรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อการไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามสัญญานั้น เมื่อหน่วยงานของรัฐจ่ายค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นคู่สัญญาจึงเป็นการจ่ายค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลสัญญา หน่วยงานของรัฐ มิได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแต่มูลละเมิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้กระทำต่อบุคคลภายนอก


จะถือว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไปในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ มีเหตุอันควรเชื่อว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐแล้ว หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

เพื่อทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงให้ทราบว่ามีการกระทำละเมิดหรือไม่ การกระทำละเมิดได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เจ้าหน้าที่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ผู้ใดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเท่าใด


การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดร่วมกันการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดร่วมกัน

  • การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ให้มีจำนวนไม่เกิน ๕ คน โดยแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นหรือหน่วยงานของรัฐอื่นตามที่เห็นสมควร

    จะเห็นได้ว่า ระเบียบข้อ ๘ ข้อ ๑๑ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาคัดเลือก บุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งไม่เกิน ๕ คน เป็นกรรมการ มิได้กำหนดให้กรรมการต้องมาจากทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง


คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาเท่าใดคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาเท่าใด

กระทรวงการคลังมีหนังสือ กค ๐๔๐๖.๒/ว.๗๕ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๐ กำหนดให้ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อย่างช้าไม่ควรเกิน ๖๐ วัน นับแต่วันที่แต่งตั้ง หากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดดำเนินการสอบสวนไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวผู้แต่งตั้ง อาจอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้อีกครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน โดยคำนึงถึงเหตุผลและความจำเป็น

กระทรวงการคลังมีหนังสือ กค ๐๔๐๖.๒/ว ๒๑๗ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ข้อ ๓ กำหนดว่าหากมีความจำเป็นต้องขยายเวลาแล้วเสร็จออกไป ให้ขยายได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กรณีบุคคลภายนอกฟ้องหน่วยงานของรัฐเป็นคดีต่อศาลจะต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อนหรือไม่(บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ ๗๕๗/๒๕๕๒)

  • ข้อ ๓๕ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดว่า เมื่อบุคคลภายนอกฟ้องหน่วยงานของรัฐเป็นคดีต่อศาลว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโดยไม่ชักช้า


  • กรณี กรณีบุคคลภายนอกฟ้องหน่วยงานของรัฐเป็นคดีต่อศาลจะต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อนหรือไม่เจ้าหน้าที่มิได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่

    ให้ดำเนินการตามข้อ ๓๖ แห่งระเบียบดังกล่าว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเข้ามาเป็นคู่ความในคดี

  • กรณีเจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ดำเนินการตามข้อ ๓๗บุคคลภายนอกฟ้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิดชดใช้เงินในฐานละเมิดแล้ว ผู้มีอำนาจจะต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามข้อ ๓๕ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ โดยไม่จำต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อนว่าหน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอกหรือไม่ ตามแนวความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ในเรื่องเสร็จที่ ๖๔๖/๒๕๕๑


คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมีหน้าที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมีหน้าที่

  • หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ข้อ๑๔ กำหนดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำละเมิด โดย

    ๑. ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิด

    ๒. รวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงที่เกี่ยวข้อง

  • รับฟังพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ

  • ตรวจสอบเอกสาร วัตถุหรือสถานที่

    ๕. รายละเอียดในการดำเนินการสอบข้อเท็จจริงตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

    ๖. คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ

    (ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ๑๕)


  • กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ให้แก่หน่วยงานของรัฐ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติเป็นการทั่วไปได้ ได้มีหนังสือที่ กค๐๔๐๖.๒/ว.๕๖ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐ แจ้งเรื่องแนวทางการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามประเภทสำนวนการสอบสวน กรณีเกิดความเสียหายแก่ทางราชการโดยกำหนดแนวทางการสอบสวนแยกตามประเภทสำนวนการสอบสวนออกเป็น ๕ ประเภท คือ

    ๑.ทุจริตทางการเงินหรือทรัพย์สิน (ส.๑)

    ๒.ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ (ส.๒)

    ๓.คนร้ายกระทำโจรกรรมหรือทรัพย์สินสูญหาย (ส.๓)

    ๔.อาคารสถานที่ถูกเพลิงไหม้ (ส.๔)

    ๕.อุบัติเหตุ (ส.๕)


การใช้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่การใช้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทําละเมิด

  • พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

  • มาตรา ๑๐ ประกอบ มาตรา ๘


มาตรา ๑๐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทํ าละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทําในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้ นำบทบัญญัติมาตรา ๘มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทําในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกําหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึง การละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น มีกําหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคําสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง


มาตรา ๘ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการผลละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้จ้าหน้าที่ ผู้กระทำการละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใด ให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรง และความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ โดยมิต้องใช้ให้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้

ถ้าการผลละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย

ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น


สิทธิเรียกร้องของหน่วยงานของรัฐสิทธิเรียกร้องของหน่วยงานของรัฐ

  • ลักษณะที่หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทําละเมิด ได้สองกรณี

    ๑. การใช้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทําละเมิด ต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่

    ๒. การใช้สิทธิไล่เบี้ยของหน่วยงานของรัฐกรณีเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทําละเมิดต่อบุคคลภายนอกและหน่วยงานของรัฐรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้ เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนได้อายุความการใช้สิทธิเรียกร้องจากเจ้าหน้าที่ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ให้มีกำหนดอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น แก่ผู้เสียหายตามมาตรา ๙ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙


การพิจารณาใช้สิทธิเรียกร้องของหน่วยงานของรัฐการพิจารณาใช้สิทธิเรียกร้องของหน่วยงานของรัฐ

1.เจ้าหน้าที่ผู้ทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานของรัฐ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมให้แก่ผู้เสียหายไปแล้ว หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้ เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิดไปด้วยความจงใจหรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

2. ให้คำถึงถึงระดับ ความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้

3. ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่อง ของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานโดยส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย


4. การพิจารณาใช้สิทธิเรียกร้องของหน่วยงานของรัฐในกรณีการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น

5. ต้องคิดค่าเสื่อมราคาหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค ๐๕๐๗.๒ /ว ๘๑ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๕ เรื่องหลักเกณฑ์การคำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่ต้องเรียกชดใช้ตามความรับผิดทางละเมิด

6. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหาย ให้หน่วยงานของรัฐ ที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงิน ภายในระยะเวลาที่กำหนด


4.การพิจารณาใช้สิทธิเรียกร้องของหน่วยงานของรัฐในกรณีการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น

5.ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐ ได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหาย ให้หน่วยงานของรัฐ ที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงิน ภายในระยะเวลาที่กำหนด


คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ ๑๔๗/๒๕๕๐

การที่นักการภารโรง อยู่เวรเฝ้าอาคารโดยไม่ใช้ความระมัดระวังในการดูแลทรัพย์สินของทางราชการดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำจนเป็นเหตุให้คนร้ายลักเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปจำนวน ๒๙ ตัว

เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่โดยที่นักการ ภารโรงมิได้มีหน้าที่โดยตรงในการรักษาความปลอดภัย และหน่วยงานของรัฐก็มิได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่โดยตรงในการรักษาความปลอดภัยทั้งที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง แต่ได้ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติราชการตามปกติมาอยู่เวรโดยไม่มีผู้ตรวจเวร และไม่มีระเบียบ ข้อบังคับหรือข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาเวรยาม ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในกรณีนี้ รวมทั้งความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐแล้ว การให้นักการภารโรงรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ ๒๐ ของความเสียหายหลังจากหักเสื่อมราคาแล้ว จึงเป็นการเหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว


คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๓๘ -๓๓๙/๒๕๔๙

นาย ก. ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เวรรักษาการณ์ประตูเรือนจำ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่อาจละทิ้งหน้าที่ไปปฏิบัติหน้าที่อย่างอื่นได้ และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับสินค้าอีกหน้าที่หนึ่งไปพร้อมกัน

แม้ว่านาย ก.จะไม่ได้ทักท้วงขอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาทบทวนคำสั่งที่ให้ทำหน้าที่ตรวจรับสินค้าก็ตาม แต่การที่นาย ก. ลงชื่อตรวจรับสินค้าโดยไม่ได้ตรวจสินค้าจริงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ความเสียหายส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากความบกพร่องของระบบงานราชการด้วย จึงให้หักส่วนความรับผิดอันเกิดจากระบบงานดังกล่าวออกร้อยละ ๕๐ ของความเสียหาย


คำสั่งเรียกให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิดคำสั่งเรียกให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิด

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ข้อ ๑๗ กำหนดว่าเมื่อผู้แต่งตั้งได้รับผลการพิจารณาของคณะกรรมการแล้วให้วินิจฉัยสั่งการว่ามีผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด แต่ยังมิต้องแจ้งการสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ผู้แต่งตั้งส่งสำนวนภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบเว้นแต่เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดว่าไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยไม่ชักช้า และให้มีอำนาจตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในกรณีที่เห็นสมควรจะให้บุคคลใดส่งพยานหลักฐานหรือมาให้ถ้อยคำเพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมอีกก็ได้


ตารางแสดงขั้นตอนดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ตารางแสดงขั้นตอนดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. ๒๕๓๙ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. ๒๕๓๙

รายงาน

หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ(แต่งตั้งคณะ

กรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น)

เกิดความเสียหาย

กรณีเห็นว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ก็ให้ตั้ง

คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่

รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ปฏิบัติหน้าที่

ประมาทเลินเล่อ

ไม่ต้องรับผิด

มีผู้รับผิดหรือไม่

ผู้แต่งตั้งวินิจฉัยสั่งการ

ส่งสำนวนการสอบสวนให้กระทรวงการคลังภายใน๗วันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ

จำนวนเท่าใด

ส่วนราชการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนอายุความ๒ปีสิ้นสุดลงไม่น้อยกว่า๖เดือน

กระทรวงการคลัง

คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง

ส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนอายุความ๒ปีสิ้นสุดลงไม่น้อยกว่า๑ปี

หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง

หน่วยงานของรัฐประเภทราชการส่วนท้องถิ่นรัฐวิสาหกิจมีคำสั่งตามที่เห็นว่าถูกต้อง

กรณีปฏิบัติหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครอง

หน่วยงานของรัฐ

ผู้ต้องรับผิด

ผู้ต้องรับผิดไม่พอใจคำสั่ง

ให้ฟ้องศาลปกครอง

กรณีไม่ใช่ปฏิบัติหน้าที่ฟ้องคดีต่อศาล

ภายในอายุความ๒ปี


บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ ๓๕๓ – ๓๕๔/๒๕๔๗

เมื่อเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีได้รับแจ้งรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และผู้ว่าราชการจังหวัดได้ส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบตามข้อ ๑๗ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อกระทรวงการคลังพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ผู้แต่งตั้งมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลังตามข้อ ๑๘ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว หากกระทรวงการคลังยังไม่ได้แจ้งผลการตรวจสอบให้ทราบภายในกำหนดเวลา จึงยังไม่ถึงขั้นตอนที่นายกเทศมนตรีเมืองสุราษฎร์ธานีจะออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงินตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯและไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ แต่ถ้าเกรงว่าจะขาดอายุความในการฟ้องคดี ก็ให้เทศบาล

เมืองสุราษฎร์ธานีดำเนินการฟ้องคดีภายในอายุความสองปี ดังนั้น การที่เทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เทศบาล จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง


สำนวนความเสียหายประเภทใดบ้างที่ต้องส่งให้กระทรวงการคลังตรวจสอบสำนวนความเสียหายประเภทใดบ้างที่ต้องส่งให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ

  • สำนวนความเสียหายที่ต้องส่งให้กระทรวงการคลังตรวจสอบมี

    ๕ ประเภท ได้แก่

    ๑. ทุจริตทางการเงินหรือทรัพย์สิน

    ๒. ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ

    ๓. คนร้ายกระทำโจรกรรมหรือทรัพย์สินสูญหาย

    ๔. อาคารสถานที่ถูกเพลิงไหม้ และ

    ๕. อุบัติเหตุ ตามที่หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค ๐๔๐๖.๗/ว ๕๖ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐ เรื่อง แนวทางการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามประเภทสำนวนกำหนด


การแจ้งมีผลเพียงให้หน่วยงานทางปกครองมีสิทธิออกคำสั่งการแจ้งมีผลเพียงให้หน่วยงานทางปกครองมีสิทธิออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินต่อไปเท่านั้น

  • คำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำสั่งทางปกครอง

  • ๑. วัน เดือน ปีที่ทำคำสั่งทางปกครอง

  • ๒. ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น

  • ๓. คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผล ประกอบด้วย

  • (๑.) ข้อเท็จจริงเป็นสาระสำคัญ

  • (๒.)ข้อกฎหมายที่อ้างอิง

  • (๓.)ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้

  • ๔. คำสั่งทางปกครองที่ไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว

  • ๕. แจ้งสิทธิอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง


คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๐๓/๒๕๕๓

  • นาย ว. ปลัดสุขาภิบาลและผู้ฟ้องคดี สมุห์บัญชีสุขาภิบาลได้ร่วมกันลงลายมือชื่อในใบถอนเงินฝากของธนาคารจากบัญชีเงินฝากของสุขาภิบาลแล้วมอบหมายให้นาย พ. เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ๒ ไปเบิกเงินแทน แต่ปรากฏว่านาย พ. ได้แก้ไขตัวเลขในใบถอนเงินแล้วเบียดบังเอาเงินส่วนที่เกินหลบหนีไป

  • ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกคำสั่งลงวันที่ ๑๕กรกฎาคม ๒๕๔๒ ให้ผู้ฟ้องคดีกับพวกรวม ๓ คน มาทำสัญญารับสภาพหนี้ และได้มีหนังสือเรียกให้ผู้ฟ้องคดีมาทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามหนังสือลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่หัวหน้าฝ่ายบริหารของราชการส่วนท้องถิ่นมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร แม้ในตอนท้ายจะระบุว่าให้บุคคลผู้ต้องรับผิดมาทำสัญญารับสภาพหนี้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาในคำสั่งดังกล่าวโดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และเป็นคำสั่งทางปกครอง


  • ส่วนการให้ผู้ฟ้องคดีมาทำสัญญารับสภาพหนี้นั้น เป็นเพียงกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผ่อนผันให้ผู้ฟ้องคดีผ่อนชำระเงิน โดยผู้ฟ้องคดีต้องทำสัญญารับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจออกคำสั่งเทศบาลลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ และได้ออกคำสั่งดังกล่าวภายในระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่ประธานกรรมการสุขาภิบาลได้วินิจฉัยสั่งการให้ผู้ฟ้องคดีร่วมรับผิดตามหนังสือลงวันที่ ๒๖พฤษภาคม ๒๕๔๑ อันถือได้ว่าเป็นวันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

    จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งเทศบาลลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จึงเป็นคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย


  • พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

  • มาตรา ๑๐ วรรคสอง

  • ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐ รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐ เห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่า ต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่ วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง


  • ประเด็น ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙เหตุเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๗ แต่ผู้ถูกฟ้องคดี เพิ่งมีหนังสือแจ้งให้รับผิดเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ซึ่งล่วงเลยอายุความเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว

  • นาง อ. ยอมรับตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า เป็นผู้ทำการแก้ไขใบสำคัญแต่เพียงผู้เดียว และใบสำคัญในปีงบประมาณ ๒๕๓๖ ไม่ตรงตามเช็คที่สั่งจ่ายไปแล้ว และหาไม่พบ เป็นเหตุให้เงินขาดบัญชี


ประเด็นแรก ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้อำนวยการโรงเรียน กระทำละเมิดต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลการทำบัญชีรวมถึงกำกับดูแลและตรวจสอบความถูกต้องของการทำ งบเดือนและผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ. ๒๕๒๐ ข้อ ๖๘ ในการส่งงบเดือนเป็นประจาทุกเดือน แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการส่งงบเดือนเป็นเวลาหนึ่งปีเศษจนกระทั่งสานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้โทรศัพท์มาทวงถาม ถือว่าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชาอย่างเพียงพอทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองทำละเมิดในวันเดียวกับนาง อ. ซึ่งเกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๖


  • ประเด็นที่สอง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในอายุความเท่าใด ?

    ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ อย่างช้าที่สุดภายในปี พ.ศ. ๒๕๔๖

    การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๙ แม้จะเป็นการออกคำสั่งภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐออกคาสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลังตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่ก็พ้นเวลาสิบปีนับแต่วันที่มี เหตุแห่งการฟ้องคดีหรือนับแต่วันละเมิด

    จึงถือว่าสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลงแล้วและ เป็นการออกคาสั่งโดยปราศจากอำนาจ เนื่องจากขาดอายุความตามมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ ๓๕๓ – ๓๕๔/๒๕๔๗

  • ถือวันที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลรู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นวันเริ่มนับอายุความ ซึ่งหัวหน้าหน่วยงานของรัฐอาจรู้ได้สองทาง คือ

  • ๑.รู้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และ

  • ๒.รู้จากรายงานของคณะกรรมการการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ทั้งนี้ ตามนัยความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะพิเศษ) ซึ่งได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในเรื่องเสร็จที่ ๔๓๔/๒๕๔๔ และเรื่องเสร็จที่ ๔๒๖/๒๕๔๖


  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๕๗/๒๕๔๖

  • แม้ผู้กระทำละเมิดจะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ เพราะเกษียณอายุราชการไปแล้ว หน่วยงานของรัฐยังคงมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙


มาตรการทางปกครองกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดทางละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมาตรการทางปกครองกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดทางละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ร.๑๕๗/๒๕๔๖

  • ในกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐมีอำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายภายในเวลาที่กำหนดได้ ซึ่งมาตรา ๑๒ ดังกล่าวเป็นกรณีที่ “กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น” เข้าข้อยกเว้นของมาตรา ๕๕ แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ชำระเงินตามคำสั่งดังกล่าว หน่วยงานของรัฐจึงมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนให้ครบถ้วนได้ตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. เดียวกัน


หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้ของเจ้าหน้าที่หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้ของเจ้าหน้าที่

  • มาตรา ๑๓ “ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีระเบียบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดตามมาตรา ๘ และมาตรา ๑๐ สามารถผ่อนชำระเงินที่จะต้องรับผิดนั้นได้โดยคำนึงถึงรายได้ ฐานะ ครอบครัวและความรับผิดชอบ และพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบด้วย”


บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่๖๑๘/๒๕๔๓

  • การผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทนจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ หน่วยงานของรัฐที่เสียหายแจ้งคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลังให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดทราบแล้ว ตามข้อ ๑๘ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ แล้ว การขอผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทน ไม่อาจกระทำได้ก่อนที่หน่วยงานของรัฐที่เสียหายจะแจ้งคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลังให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดทราบ


คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๔๙-๕๐/๒๕๕๕

  • ปี ๒๕๓๖ ผู้ถูกฟ้องคดี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) มีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลังให้ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน (ผู้ฟ้องคดีที่ ๑) และผู้อำนวยการโรงเรียน (ผู้ฟ้องคดีที่ ๒) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อปี ๒๕๔๙ กรณีที่ปล่อยปละละเลยมิได้ควบคุมกำกับดูแลให้นาง อ. เจ้าหน้าที่การเงินปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ ทั้งมิได้ตรวจสอบ การปฏิบัติงานของนาง อ. อย่างใกล้ชิดเป็นเหตุให้นาง อ. กระทำการทุจริต โดยแก้ไขใบสำคัญงบเดือน ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๔ และ พ.ศ. ๒๕๓๕ นำมาใช้เป็นหลักฐานการจ่ายเงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๖ เพราะใบสำคัญในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๖ ไม่ครบตามเช็คที่สั่งจ่ายไปแล้ว เป็นเหตุให้ เงินขาดบัญชีจานวน ๔๖๘,๕๑๗.๖๔ บาท พฤติการณ์ถือได้ว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ทางราชการอย่างลูกหนี้ร่วมกับนาง อ.