Download
1 / 77

C Programming - PowerPoint PPT Presentation


  • 83 Views
  • Uploaded on

C Programming. Visual C++. Week 1. Preprocessor Directive. Commen t. Variable. cout cin. Week 2. Operators (ตัวดำเนินการคณิตศาสตร์). ตัวดำเนินการเพิ่ม/ลด ตัวแปร. ข้อมูลชนิด Character. การใช้คำสั่ง \t และ \n. Week 3. การวน Loop โดยใช้คำสั่ง For. Week 4.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' C Programming' - bin


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

C Programming

Visual C++


Week 1

  • Preprocessor Directive

  • Comment

  • Variable

  • cout cin


Week 2

  • Operators(ตัวดำเนินการคณิตศาสตร์)

  • ตัวดำเนินการเพิ่ม/ลด ตัวแปร

  • ข้อมูลชนิด Character

  • การใช้คำสั่ง \t และ \n


Week 3

  • การวน Loop โดยใช้คำสั่ง For

Week 4

  • การวน Loop โดยใช้ While

  • do…while


Week 5

  • ทดสอบย่อยครั้งที่ 1

Week 6

  • if…..else

  • if….else if …else

  • switch case


Week 7

  • ข้อมูลชนิด Character

  • การใช้คำสั่ง \t และ \n

  • Array

Week 8

  • Function


Week 9

  • สอบกลางภาค

Week 10

  • Visual C++ 6

  • ภาษา C และแนวคิดแบบ OOP

  • Class & Object

  • สภาพแวดล้อมในVisual C++ 6


Week 11

  • การสร้างControl Static

  • การเปลี่ยนตัวอักษรโดยใช้คลาส CFont

  • สร้างปุ่มกดโดยใช้คลาส CButton

  • Message Map


Week 12

  • Class CScrollBar

  • CEdit (กรอบรับข้อความ)

  • CListBox

  • CComboBox


Week 13

  • Resource Script

  • การสร้าง Icon

  • การสร้างและติดตั้ง Menu

  • การสร้าง Dialog (CDialog)

  • การสร้าง Hotkey


Week 14

  • ทดสอบย่อย ครั้งที่ 2

Week 15

  • Appwizard

  • Dialog - Bassed

  • Classwizard

  • Textbox


Week 16

Week 17

  • Check Box

  • ListBox

  • Radio Box

  • Combo Box

Week 18

  • สอบปลายภาค


เกณฑ์การประเมินผล

  • คะแนนกลางภาค 60 คะแนน

  • - สอบกลางภาค 20

  • - ทดสอบย่อย 20

  • - รายงาน 10

  • - พฤติกรรม 10

  • คะแนนปลายภาค 40 คะแนน

  • - สอบปลายภาค 20

  • - รายงาน 10

  • - พฤติกรรม 10

  • รวม 100 คะแนน


รู้จักกับภาษา C

ภาษา C เป็นภาษาที่เก่าแก่ ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อให้เป็นภาษาสำหรับ

การสร้างระบบปฏิบัติการ UNIX เพระของเดิมนั้นเขียนด้วยภาษา Assembly

ซึ่งเป็นภาษาที่ยึดติดกับ H/W จึงทำให้ย้ายระบบปฏิบัติการไปทำงานกับเครื่องอื่นๆเป็นเเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ดังนั้น ภาษา C จึงเป็นภาษาที่ไม่ยึดติดกับ H/W และในปัจจุบัน

ยังไม่ยึดติดกับการสร้างระบบปฏิบัติการเท่านั้น แต่ยังนำไปสร้างโปรแกรม

เพื่องานทุกประเภทได้


ประวัติความเป็นมาของภาษาซีประวัติความเป็นมาของภาษาซี

ปี ค.ศ. 1972 Dennis Ritchie เป็นผู้คิดค้นสร้างภาษาซีขึ้นเป็นครั้งแรกโดยพัฒนามาจากภาษา B และภาษา BCPL แต่ขณะนั้นยังไม่มีการใช้งานภาษาซีอย่างกว้างขวางนัก จนกระทั่งต่อมาในปี ค.ศ. 1978 Brain Kernighan

ได้ร่วมกับ Dennis Ritchie พัฒนามาตรฐานของภาษาซีขึ้นเรียกว่า “K&R”

(Kernighan & Ritchie) และเขียนหนังสือชื่อ “The C Programming Language” ออกมาเป็นเล่มแรก

ทำให้มีผู้สนใจภาษาซีเพิ่มมากขึ้น และด้วยความยืดหยุ่นของภาษาซีที่สามารถปรับใช้งานกับคอมพิวเตอร์ชนิดต่าง ๆ ได้ ทำให้ภาษาซีได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนแพร่หลายไปทั่วโลก จนมีบริษัทต่าง ๆ สร้างและผลิต

ภาษาซี ออกมาเป็นจำนวนมาก เกิดเป็นภาษาซีในหลากหลายรูปแบบ


ประวัติความเป็นมาของภาษาซี (ต่อ)

ในปี ค.ศ. 1988 Kernighan & Ritchie จึงได้ร่วมกับ ANSI(American National Institute) สร้างมาตรฐานของภาษาซีขึ้น เรียกว่า ANSI C เพื่อใช้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานในการสร้างภาษาซีรุ่นต่อ ๆ ไป

ปัจจุบันภาษาซียังคงได้รับความนิยมและใช้งานอย่างกว้างขวางเนื่องจากเป็นภาษาระดับกลาง (middle-level-language) ที่เหมาะกับการเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้าง (Structured Programming) และเป็นภาษาที่มีความยืดหยุ่นมาก คือใช้งานกับเครื่องต่าง ๆ ได้ และที่สำคัญ ในปัจจุบัน ภาษาโปรแกรมรุ่นใหม่ เช่น C++, Perl , Java , C# ฯลฯ ยังใช้หลักการของภาษาซีเป็นพื้นฐานด้วย กล่าวคือ หากมีพื้นฐานของภาษาซีมาก่อน ก็จะสามารถศึกษาภาษารุ่นใหม่เหล่านี้ง่ายขึ้น


จุดเด่นของภาษา C (ต่อ)

  • เป็นภาษาที่มีการกำหนดมาตรฐานสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกรุ่น

  • เป็นภาษาที่ระบบปฏิบัติการทุกตัวยอมรับ

  • เป็นภาษาที่มีโครงสร้างที่ดี และความชัดเจนของเครื่องหมายสำหรับดำเนินการ

  • สามารถเขียนคำสั่งภาษา C เพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ H/W บางส่วนได้

  • มี Function สำเร็จรูป สำหรับงานประเภทต่าง ๆ ให้เลือกใช้มากมาย


การสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาโปรแกรมการสั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาโปรแกรม

MUL R1, D

STO R1, TEMP1

LOD R1 ,B

ADD R1,TEMP1

11001010 10011001

00100110 11001011

01001101 10001101

01101100 11000101

ตัวกลางสำหรับแปลภาษา

ไปเป็นภาษาเครื่อง


การแบ่งระดับตามลักษณะ และการทำงาน

1. ภาษาระดับต่ำ(LOW LEVEL Language) เป็นภาษที่ใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมากที่สุดสามารถเขียนคำสั่งเพื่อติดต่อสั่งงานกับอุปกรณ์ H/W ได้โดยตรงซึ่งได้แก่ภาษา Assembly

ตัวอย่างของ Assembly

MUL R1, D

STO R1, TEMP1

LOD R1 ,B

ADD R1,TEMP1


การแบ่งระดับตามลักษณะ และการทำงาน (ต่อ)

2. ภาษาระดับสูง (High Level Language) เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษา

มนุษย์มากที่สุดคำสั่งต่าง ๆ จึงมักเป็นภาษาอังกฤษทำให้จดจำและเขียนได้ง่ายเช่น

ภาษา Pascal, Cobol, Fortran หรือ Basic เป็นต้น

ตัวอย่างของภาษา Pascal

program Test1;

var Name : String;

begin

writeln(‘Input your Name’) Readln(name);

Writeln(‘Hello ’,Name);

End.


การแบ่งระดับตามลักษณะ และการทำงาน (ต่อ)

3. ภาษาระดับกลาง (Middle Level language) ภาษา C ถูกพัฒนาขึ้น

โดยเอาข้อดีและข้อเสียของ 2 ระดับมาใช้คือคำสั่งของภาษา C เป็นคำสั่งที่มีความ

หมายใกล้เคียงกับภาษามนุษย์และยังสามารถติดต่อกับ H/W ได้รวดเร็วดังนั้นภาษา

C จึงถูกจัดให้เป็นภาษาระดับกลาง

ตัวอย่างของภาษา C

#include (iostream.h)

main()

{

……..

return 0

}


Hello Link และการทำงาน (ต่อ)

หลักในการแปลภาษา

แบ่งได้ 2 วิธี คือ

1. แปลทีละคำสั่ง

ตัวแปลลักษณะนี้จะเรียกว่า Interpreter โดยจะทำงานแบบ เป็นคำสั่งต่อคำสั่ง นั่นคือจะอ่านคำสั่งจากโปรแกรมมา 1 คำสั่ง และทำงานตามคำสั่งนั้นทันที

Print “Hello Link \n ”;

print “How are you?”;

Interpreter


หลักในการแปลภาษา (ต่อ) และการทำงาน (ต่อ)

2. แปลทีเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ

ตัวแปลลักษณะนี้จะเรียกว่า Compiler หลักการทำงานเริ่มจาก คอมไพล์เลอร์จะทำการตรวจสอบคำสั่งทั้งหมดของโปรแกรม เพื่อดูว่ามีส่วนใดผิดจากหลักการของภาษานั้นหรือไม่ ถ้าไม่พบข้อผิดพลาดคอมไพเลอร์จะทำการแปลคำสั่งทั้งหมดในโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่องแล้วจึงทำงาน

Hello Link

How are You

Print “Hello Link \n ”;

print “How are you?”;

Compiler


ฟังก์ชั่นจากไลบรารี และการทำงาน (ต่อ)

ในภาษา C

ไฟล์ชื่อ Test.c

#include (iostream.h)

main()

{

cout<<Hello World\n;

}

Binary File

.exe

test.exe

Object File

.obj

test.obj

Linker

C Compiler

คอมไพล์

ลิงค์

ขั้นตอนการทำงานของ ภาษา C


การนำภาษา C ไปใช้งาน และการทำงาน (ต่อ)

  • สร้างระบบปฏิบัติการ

  • งานทางด้านการควบคุมอุปกรณ์ H/W

  • สร้างโปรแกรมสำหรับจัดพิมพ์เอกสาร

  • สร้างตัวแปรภาษาอื่น ๆ

  • สร้างโปรแกรมเพื่อใช้สำหรับงานทั่ว ๆ ไป

  • เป็นรากฐานที่สำคัญของภาษาใหม่จำนวนมาก


โครงสร้างของภาษา C และการทำงาน (ต่อ)

จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

ส่วนหัวของโปรแกรมซึ่งเป็นส่วนของ

การกำหนดค่าเริ่มต้น และประกาศตัวแปร

1

ส่วนของตัวโปรแกรมซึ่งเริ่มจาก

Main() ซึ่งอาจจะมีการเรียกใช้

Function อื่น ๆ ก็ได้

2


ตัวอย่าง การเขียนโปรแกรมภาษา C

#include (iostream.h)

main()

{

cout<<“C++”;

return 0

}

Head

Body


ส่วนหัวของโปรแกรม การเขียนโปรแกรมภาษา C

ส่วนหัวของโปรแกรมจะเริ่มต้นตั้งแต่บรรทัดแรกของโปรแกรมจนมา

สิ้นสุดที่บรรทัดก่อน Main() จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

1. คำสั่งพิเศษ (Preprocessor Directive)

2. การประกาศตัวแปร (Declaration)

1

#include (stdio.h)

int x =4;

main()

{

cout<<“C++”;

return

}

2

main เป็นส่วนของฟังฟ์ชั่นหลัก ซึ่งโปรแกรมภาษาซีทุกโปรแกรมจะต้องมีฟังฟ์ชั่นนี้อยู่ในโปรแกรมเสมอ โดยขอบเขตของฟังก์ชั่นจะถูกกำหนดด้วยเครื่องหมาย { }


Preprocessor directive
Preprocessor directive การเขียนโปรแกรมภาษา C

เป็นคำสั่งรูปแบบหนึ่งของภาษา C ที่มีความพิเศษ โดยในขั้นตอนการแปลความหมายของโปรแกรม ถ้าตัวแปลภาษา C ตรวจพบว่ามีการใช้

Preprocessor ภายในโปรแกรม ก็จะถูกแปลความหมายเป็นลำดับแรกก่อนคำสั่งอื่น ๆ

รูปแบบของการเขียน Preprocessor จะต้องขึ้นต้นเครื่องหมาย # แต่ไม่ต้องลงท้ายด้วยเครื่อง ; เหมืนคำสั่งอื่น ๆ ทั่วไป


Preprocessor directive1

#Include #Define #Error #if #Endfi การเขียนโปรแกรมภาษา C

#Elid #Else #ifdef #ifndef #undef

#Line #Pragma

Preprocessor directive (ต่อ)

คำสั่งที่จัดอยู่ในกลุ่มของ Preprocessor Directive


รูปแบบการเขียนคำสั่งภาษา C

  • คำสั่งในภาษา C จะต้องเขียนด้วยตัวอักษรพิมพ์เล็ก

  • ทุกคำสั่งต้องลงท้ายด้วย ;

  • สามารถเขียนคำสั่งได้อย่างอิสระ


ชนิดของข้อมูลในภาษา C C

  • ข้อมูลเลขจำนวนเต็ม (Integer)

  • ข้อมูลเลขทศนิยม (Float)

  • ข้อมูลชนิดเลขฐานแปด (Octal)

  • ข้อมูลชนิดเลขฐานสิบหก (Hexadecimal)

  • ข้อมูลชนิดตัวอักขระ (Character)

  • ข้อมูลชนิดข้อความ (String)


ตัวแปรและหน้าที่ของตัวแปรตัวแปรและหน้าที่ของตัวแปร

ตัวแปร (Variable) คือการจองที่เก็บข้อมูลในหน่วยความจำหลัก (RAM)

ของเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมกับกำหนดชื่อเรียกแทนหน่วยความจำในตำแหน่งนั้น

อย่างเช่นถ้าเราสร้างตัวแปรขึ้นมา 1 ตัวโดยใช้ชื่อ num สำหรับเก็บค่าของ

ตัวเลข 16 เมื่อต้องการนำค่า 16 มาใช้เราก็เพียงแต่เรียกชื่อ num ซึ่งภาษา C จะแปล

ความหมายได้ถูกต้องว่ามีค่าเท่ากับ 16

การกำหนดค่าให้กับตัวแปร

ตัวแปร = นิพจน์ เช่น

x = 10;

m = x+y;

a = ‘A’;


การประกาศตัวแปรตัวแปรและหน้าที่ของตัวแปร

#include <Stdio.h>

int a= 5;

int b= 10;

int c;

main()

{

c= a+b;

printf (“sum = %d\n”, c);

}

ตัวแปรจำนวนเต็ม

หาผลบวก

แสดงผลบวก


ชนิดของตัวแปรในภาษา Cตัวแปรและหน้าที่ของตัวแปร

สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. ตัวแปรแบบพื้นฐาน (Scalar) ซึ่งหมายถึงที่เก็บข้อมูลได้เพียงค่าเดียว

เช่น


รูปแบบการประกาศตัวแปรรูปแบบการประกาศตัวแปร

Type variable;

type : ชนิดของตัวแปรที่จะสร้างขึ้น

variable : ชื่อของตัวแปรที่ต้องการจะใช้

int num;

float y;

char c;

double salary;

ตัวอย่าง


รูปแบบการประกาศตัวแปร (ต่อ)

Type variable = value;

long million = 1000000;

int oct = 0234;

int hex = 0x45;

float temp = 15.236;

double stat = 1.25e-02;

char ch =‘#’;

ตัวอย่าง


รูปแบบการประกาศตัวแปร (ต่อ)

Type variable-1, variable-2,... variable-n;

type : ชนิดของตัวแปรที่จะสร้างขึ้น

variable-1... Variable-n : ชื่อของตัวแปรที่ต้องการจะใช้

int num1,num2,num3;

float point1, point2,point3 = 12.00;

char a,b = ‘B’, c,d =‘D’;

ตัวอย่าง


หลักการตั้งชื่อตัวแปรหลักการตั้งชื่อตัวแปร

  • ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A-Z หรือ a-z หรือเครื่องหมาย _ เท่านั้น

  • ภายในชื่อตัวแปรให้ใช้ตัวอักษร A-Z หรือ a-z หรือ 0-9 หรือ _

  • ห้ามเว้นช่องว่างภายในตัวแปรหรือใช้สัญลักษณ์นอกเหนือจากข้อ 2

  • การใช้ตัวอักษรตัวใหญ่และตัวเล็กมีความแตกต่างกัน

  • ห้ามตั้งชื่อตัวแปรซ้ำกับคำสงวน (Reserved Word)

  • ตั้งชื่อตัวแปรยาวเท่าไรก็ได้ แต่เครื่องรู่จักแค่ 32 ตัวเท่านั้น


Reserved word
คำสงวน (Reserved Word)หลักการตั้งชื่อตัวแปร

auto break case char const

continue default do double else

if int long register return

short signed sizeof static struct

switch typedef union unsigned void

volatile while


ตัวอย่างการตั้งชื่อตัวแปรตัวอย่างการตั้งชื่อตัวแปร

class_room

hi-tech

9number

_hello123

age#

right!

last name

ถูกต้อง

ไม่ถูกต้อง

ไม่ถูกต้อง

ถูกต้อง

ไม่ถูกต้อง

ไม่ถูกต้อง

ไม่ถูกต้อง


ตัวแปรสำหรับข้อมูลชนิดข้อความตัวแปรสำหรับข้อมูลชนิดข้อความ

char[n] variable;

n : คือจำนวนของตัวแปรชนิดอักขระ (Char) ที่จะสร้างขึ้น โดยถ้าข้อความมีอักขระทั้งหมด 10 ตัว จะต้องใส่จำนวนเป็น 11 เนื่องจากภาษา C มีข้อกำหนดว่าจะเก็บข้อมูลชนิดข้อความ ตัวสุดท้ายต้องเป็นอักขระว่าง ซึ่งจะเขียนแทนด้วย \0 เพื่อบอกให้รู้ว่าเป็นข้อความ

Variable : ชื่อของตัวแปร โดยต้องตั้งชื่อให้ถูกต้องตามหลักการตั้งชื่อ

char[10] name; char[ ] color;


คำสั่งในการแสดงผลข้อมูลคำสั่งในการแสดงผลข้อมูล

cout ทำหน้าเหมือนสายนำส่งข้อมูลจากโปรแกรมไปปรากฏที่

จอภาพทีละตัวอักษรตามลำดับ โดยมีตัวดำเนินการส่งออก (<<)

อยู่ระหว่าง cout กับข้อมูล

cout << ข้อมูล;

เช่น cout<<“What’s Your Name?”<<endl;

cout<<“Your Age is: ”<<age<<endl;

คำสั่ง endl (end line)

เป็นคำสั่งขึ้นบรรทัดใหม่เช่นเดียวกับคำสั่ง \n


การใช้ คำสั่งในการแสดงผลข้อมูลComment

  • Comment คือ ส่วนที่เป็นหมายเหตุของโปรแกรมมีไว้เพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมใส่ข้อความอธิบายกำกับลงใน Source code ซึ่ง compiler จะข้ามการแปลผลในส่วนที่เป็น comment

  • การ Comment ในภาษาซี มี 2 แบบ

  • Comment บรรทัดเดียวใช้ เครื่องหมาย //

  • Comment หลายบรรทัดใช้ เครื่องหมาย /* และ */

  • ตัวอย่างเช่น

  • // Writen program by A.Prayoon


ตัวอย่างโปรแกรมที่ 1คำสั่งในการแสดงผลข้อมูล

#include <iostream.h>

main()

{ int n;

n = 66;

cout << n << endl;

return 0;

}

ตัวอย่างโปรแกรมที่ 2

#include <iostream.h>

// Test cout Command

main()

{

cout<<“Sriwattana Institute of International”<<endl;

return 0;

}


ตัวอย่างโปรแกรมที่ 3คำสั่งในการแสดงผลข้อมูล

#include <iostream.h>

// Test cout Command

main()

{ int m,n,sum;

m = 10;

n = 20;

sum = 0;

cout<<“Amount of M = ”<<m<<endl;

cout<<“Amount of N = ”<<n<<endl;

sum = m + n;

cout<<“Sum of M + N = ”<<sum<<endl;

return 0;

}


ตัวอย่างโปรแกรมที่ คำสั่งในการแสดงผลข้อมูล4(โปรแกรมฝึกการใช้ cout เพื่อแสดงผลหน้าจอ)

#include <iostream.h>

main()

{

cout<<“******************************”<<endl;

cout<<“ Number Name Surname ”<<endl;

cout<<“471-1564 Urai Srimeed ”<<endl;

cout<<“471-1662 Chanont Jitmun ”<<endl;

cout<<“”<<endl;

cout<<“”<<endl;

cout<<“”<<endl;

cout<<“******************************”<<endl;

return 0;

}


โปรแกรมที่ คำสั่งในการแสดงผลข้อมูล5(การใช้ cout, cinในการรับ-ส่งข้อมูล)

#include <iostream.h>

// Test cout, cin Command

main()

{ int x;

cout<<“Enter Number : ”<<endl;

cin>> x;

cout<<“Number is : ”<< x <<endl;

return 0;

}

ตัวดำเนินการคณิตศาสตร์( Operators)

ตัวดำเนินการคณิตศาสตร์ คือ สัญลักษณ์ที่ใช้ทำหน้าที่คำนวณ

นิพจน์คณิตศาตร์ เพื่อให้ได้ค่าผลลัพธ์ แล้วนำไปเก็บไว้ที่ตัวแปร

ได้แก่


ตัวดำเนินการคำสั่งในการแสดงผลข้อมูลหน้าที่ตัวอย่าง

+ บวก m+n

- ลบ m-n

- นิเสธ -n (ค่าติดลบ)

*คูณ m*n

/ หาร m/n

% แสดงเศษของการหาร m%n

โปรแกรมที่ 6 การใช้ตัวดำเนินการคณิตศาสตร์

#include <iostream.h>

// Test Arithmetic Operators;

main()

{ int m=38, n=5;

cout<<m<<“+”<<n<<“=”<<(m+n)<<endl;

cout<<m<<“-”<<n<<“=”<<(m-n)<<endl;

cout<<“ ”<<“ - ” <<“ = ”<<(-n)<<endl;

cout<<m<<“*”<<n<<“=”<<(m*n)<<endl;

cout<<m<<“/”<<n<<“=”<<(m/n)<<endl;

cout<<m<<“%”<<n<<“=”<<(m%n)<<endl;

return 0;

}


ตัวดำเนินการเพิ่ม และลดตัวแปร

เพื่อให้การเขียนโปรแกรมมีความกะทัดรัดขึ้น ภาษาซีจึงได้มี

การกำหนดรูปแบบในการเขียนนิพจน์ สำหรับการเพิ่ม / ลด

ค่าตัวแปร คือ

++ ตัวดำเนินการเพิ่มค่าตัวแปร

-- ตัวดำเนินการลดค่าตัวแปร

++m หรือ m++

การเพิ่มค่า

m = m+1

--m หรือ m--

การลดค่า

m = m-1


ตัวอย่างโปรแกรมที่ และลดตัวแปร7

#include <iostream.h>

// Test the increment and decrement operators

main()

{ int m=44, n=66;

cout<<“m = ”<<m<<“, n = ”<<n<<endl;

++m;

--n;

cout<<“m = ”<<m<<“, n = ”<<n<<endl;

m++;

n--;

cout<<“m = ”<<m<<“, n = ”<<n<<endl;

return 0;

}


ตัวดำเนินการเพิ่ม / ลด ++m หรือ m++ และ –m หรือ m—

ถ้านำไปใช้ในนิพจน์ย่อยจะมีความหมายแตกต่างกันคือ

++m จะดำเนินการเพิ่มค่าก่อน

m++ จะดำเนินการเพิ่มค่าหลัง

--m จะดำเนินการลดค่าก่อน

m-- จะดำเนินการลดค่าหลัง


ตัวอย่างโปรแกรมที่ 8 ++

#include <iostream.h>

// Test the increment and decrement operators

main()

{ int m=66,n;

n = ++m;

cout<<“m = ”<<m<<“, n = ”<<n<<endl;

n = m++;

cout<<“m = ”<<m<<“, n = ”<<n<<endl;

cout<<“m = ”<<m++<<endl;

cout<<“m = ”<<m<<endl;

cout<<“ m = ”<<++m<<endl;

return 0;

}


ข้อมูลชนิด ++(Character)

ข้อมูลชนิด Character ภาษาซี ถือเป็นข้อมูลจำนวนเต็ม

ชนิดหนึ่ง โดยจะทำการแปลเป็นตัวอักขระ โดยใช้ภาษา ASCII

(American Standard Code for Information Interchange)

Monitor

ASCII

CPU

ตัวอักขระ

ตัวเลข


ตัวอย่างโปรแกรมที่ ++9

#include <iostream.h>

// Test output of type char;

main()

{ char c = ‘A’;

n = ++m;

cout<<c++ << “ ” << int(c) << endl;

cout<<c++ << “ ” << int(c) <<endl;

cout<<c++ << “ ” << int(c) <<endl;

return 0;

}

หมายเหตุ

ฟังก์ชั่น int(c) มีหน้าที่แปลงข้อมูลตัวอักขระเป็นข้อมูลจำนวนเต็มตามรหัสของ ASCII


การใช้คำสั่ง ++\t และ \n

\t เท่ากับ tab ใช้ในการสั่งให้พิมพ์ข้อความย่อหน้า

\n เท่ากับ endl ใช้ในการขึ้นบรรทัดใหม่

โปรแกรมที่ 10

#include <iostream.h>

main()

{ cout<<“\tFourscore andseven years ago our fathers \n”

<<“brought forth upon this continent a new nation: \n”

<<“concieved in liberty, and dedicated to the \n”

<<“proposition that all men are created equal. \n”;

return 0;

}


โปรแกรมที่ 1 ++1(การรับข้อมูลตัวอักขระเข้าสู่โปรแกรม)

#include <iostream.h>

main()

{char first, last;

cout<<“Enter your initials: \n”;

cout<<“ \tFirst name initial: ”;

cin>>first;

cout<<“\tLast name initial: ”;

cin>>last;

cout<<“Hello; ”<<first<< “ . ”<<last<<“.! \n”;

return 0;

}


แบบฝึกหัด ++

1. เจงเขียนโปรแกรมเพื่อแสดงค่าหล่านี้ออกทางจอภาพ

ค่าที่ต้องการให้แสดงออก 200, 10.33745, A, Thailand

2. ในการกรอกข้อมูลเพื่อสมัครเข้าเรียนของสถานกวดวิชาแห่งหนึ่ง ข้อมูลที่ต้อง

การให้ผู้สมัครกรอกประกอบด้วย

ชื่อและนามสกุล

อายุ

เพศ

ที่อยู่

เบอร์โทรศัพท์

ให้นักศึกษาเขียนโปรแกรมพื่อให้ผู้สมัครกรอกข้อมูลเหล่านี้ และแสดงผลที่จอภาพ


ลักษณะการทำงาน ++ ( การวนรอบ )

count++

True

Count<=n;

count=1

Cout<<“Hello.”;

False

โปรแกรมที่ 13 การวนรอบโดยใช้คำสั่ง for

#include <iostream.h>

main()

{ int i;

for (i=1; i< 3; i++)

cout<<“Computer Program”<<endl;

return 0;

}


โปรแกรมที่ 1 ++4(การวนรอบโดยผู้ใช้กำหนดค่าจำนวนครั้งที่วน)

#include <iostream.h>

main()

{ int i, n;

cout<<“Enter Number of Loop”<<endl;

cin>>n;

for(i=1; i<=n; i++)

cout<<“Good morning every body”<<endl;

return 0;

}


โปรแกรมที่ 1 ++6(โปรแกรมแสดงการรับค่าและหาผลรวม)

#include <iostream.h>

main()

{ int i, sum, n;

sum = 0;

cout<<“Enter Number to Sum: ”; cin>>n;

for (i=1; i<=n; i++)

sum=sum+ i ;

return 0;

}


  • โปรแกรมที่ 17 ++(โปรแกรมแสดงการใช้ loop for 2 ชั้น)

  • #include <iostream.h>

  • main()

  • { int i, j;

  • for (i=1; i<=3; i++)

  • for (j=1; j<=3; j++)

  • cout<<“Hi! How are you?” <<endl;

  • return 0;

  • }

  • หมายเหตุ

  • จะทำการวน for แรก 1 ครั้ง แล้วทำการวน for ที่สอง 3 ครั้งจึงกลับมาวน for แรกอีก จนครบ 3 ครั้ง

  • ถ้าต้องการกำหนดค่าการวน for 1 และ for 2 ทำได้โดย

    • กำหนดตัวแปร m และ n

    • for (i=1; i<= m; i++) และ for (j=1; i<=n; j++)


โปรแกรมที่ 1 ++8-1(ความแตกต่างในการใช้คำสั่ง for)

#include <iostream.h>

main()

{ int i, j;

for (i=1; i<=3; i++)

for (j=1; j<= i; j++)

cout<<“Hi! How are you?” <<endl;

return 0;

}

โปรแกรมที่ 18-2(ความแตกต่างในการใช้คำสั่ง for)

#include <iostream.h>

main()

{ int i, j;

for (i=1; i<=3; i++)

for (j= i; j<= 3; j++)

cout<<“Hi! How are you?” <<endl;

return 0;

}


การทำงานวนรอบโดยใช้คำสั่ง while

while จะตรวจสอบเงื่อนไขก่อนทำงาน ถ้าไม่เป็นจริงจะข้ามไปทำ

คำสั่งอื่น

True

Count++ << limit

while

Cout<<“Very Good”;

False

คำสั่งต่อไป


โปรแกรมที่ 20(โปรแกรมการหาผลรวมของรากที่ 2)

#include <iostream.h>

main()

{ inti, n, sum;

i= 1; sum= 0;

cout<<“Enter a Positive Integer: ”;

cin>>n;

while (i<=n)

{ sum = sum + i * i;

i++;

}

cout<<“The Sum of the First ”<<n<<endl;

cout<<“Squares is: ”<<sum<<endl;

return 0;

}


โปรแกรมที่ 21(โปรแกรมการหาผลรวมตัวเลข)

#include <iostream.h>

main()

{ intn, sum;

sum= 0;

cout<<“Enter Number End by-999”<<endl;

cin>>n;

while (n! = -999)

{sum = sum+n;

cin>>n;

}

cout<<“Sum is ”<<sum<<endl;

return 0;

}


โปรแกรมที่ 22(โปรแกรมการยอดรวมและค่าเฉลี่ย)

#include <iostream.h>

main()

{float count, ave; int n, sum;

sum = 0; count = 0;

cout<<“Enter Number(End by -999) : ”<<endl;

cin>>n;

while (n! = -999)

{count = count + 1;

sum = sum + n;

cin>>n;

}

ave = sum / count;

cout<<“Sum is ”<<sum<<endl;

cout<<“Average is ”<<ave<<endl;

return 0;

}


โปรแกรมที่ 23(โปรแกรมแสดงค่าตัวแปรโดยใช้คำสั่ง do..while)

#include <iostream.h>

main()

{ int n;

cout<<“Enter Number (Can’t over 10) : ”;

cin>>n;

do

{ cout<<“Value of n = ”<<n<<endl;

}


คำสั่ง if

เป็นคำสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบเงื่อนไข หากในการเขียนโปรแกรมต้องการมีเงื่อนไข 2 ทางเลือกจะต้องใช้คำสั่ง if….else เพื่อให้โปรแกรมสามารถประมวลผลได้ตามต้องการ

รูปแบบคำสั่ง if….else

if (เงื่อนไข)

{ คำสั่ง;

คำสั่ง;

}

else

{ คำสั่ง;

คำสั่ง;

}


โปรแกรมที่ 25(โปรแกรมตรวจสอบคะแนน)

#include <iostream.h>

main()

{ int score;

cout<<“Please Input Your Score : ”; cin>>score;

if (score>50)

cout<<“You pass the Examination ”<<endl;

return 0;

}

โปรแกรมที่ 26(โปรแกรมหาค่าสูงสุดจากเลข 3 จำนวน)

#include <iostream.h>

main()

{ int n1,n2,n3,max;

cout<<“Enter three intrgers: ”;

cin>>n1>>n2>>m3;

max=n1;

if (n2>max) max=n2;

if (n3>max) max=n3;

cout<<“The maximum is ”<<max<<endl;

return 0;

}


โปรแกรมที่ 27(โปรแกรมตรวจสอบคะแนน)

#include <iostream.h>

main()

{ int score;

cout<<“Please Input Your Score: ”;cin>>score;

if (score>50)

cout<<“You pass the Examination ”<<endl;

else

cout<<“Try Again ! ”<<endl;

return 0;

}

โปรแกรมที่ 28(โปรแกรมหาค่าสูงสุดโดยใช้ if…else)

#include <iostream.h>

main()

{ int n1,n2,max;

cout<<“Enter two integers: ”;cin>>n1>>n2;

if (n1>n2) max=n1;

else max=n2;

cout<<“Maximum is: ”<<max<<endl;

return 0;

}


หากต้องการเขียนโปรแกรมที่มีทางเลือกมากกว่า 2 ทางเลือกขึ้นไป จะต้องใช้คำสั่ง if….else if….else

รูปแบบคำสั่ง if….else if ….else

if (เงื่อนไข)

คำสั่ง;

else if (เงื่อนไข)

คำสั่ง;

else

คำสั่ง;


โปรแกรมที่ 2 ทางเลือกขึ้นไป จะต้องใช้คำสั่ง 31(โปรแกรมหายอดรวม ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด และต่ำสุด))

#include <iostream.h>

main()

{ float count, ave; int n, sum, max, min;

sum=0;

cout<<“Enter Number(End by-999): ”<<endl;

cin>> n;

while(n!=-999)

{sum=sum+n; count=count+1; max=n, min=n;

if (n>max) max=n;

ekse if (n<min) min=n; cin>>n;

}

ave = sum/count;

cout<<“-------------------------------------” <<endl;

cout<<“ Sum is : ” <<sum<< endl;

cout<<“ Average is : ”<<ave<<endl;

cout<<“ Maximum is : ”<<max<<endl;

cout<<“ Minimum is : ”<<min<<endl;

cout<<“------------------------------------”<<endl;

return 0;

}


คำสั่งในการทำงานแบบมีเงื่อนไข switch

รูปแบบ switch(ตัวแปร)

{ case value1 :

คำสั่ง;

break;

case value2 :

คำสั่ง;

break;

default:

คำสั่ง;

}

นิพจน์ที่ตามหลังคำสั่ง switch จะถูกคำนวณและนำไปเปรียบเทียบกับเงื่อนไขที่อยู่หลังชุดคำสั่ง case ตรงกับ case ไหน จะทำตามคำสั่งที่อยู่ใน case นั้น กรณีที่ไม่ตรงกับ case ใดเลย จะทำตามคำสั่งที่อยู่หลัง default

คำสั่ง break จะควบคุมให้โปรแกรมกระโดดออกจากชุดคำสั่ง switch และทำงานตาม คำสั่ง ถัดจากชุดคำสั่ง switch


โปรแกรมที่ 32(โปรแกรมการใช้ switch….case)

#include <iostream.h>

main()

{ int n;

cout<<“Enter Number : ”; cin>>n;

switch(n)

{ case 1:

cout<<“One”<<endl;

break;

case 2:

cout<<“Two”<<endl;

break;

case 3:

cout<<“Three”<<endl;

break;

default:

cout<<“No Value”<<endl;

}

return 0;

}


โปรแกรมที่ 33(โปรแกรมการใช้ switch….case ต่อ)

#include <iostream.h>

main()

{ char n;

cout<<“Enter the First Character of Program P/C/B : ”; cin>>n;

switch(n)

{ case ‘P’:

cout<<“Turbo Pascal”<<endl; break;

case ‘C’:

cout<<“Visual C++”<<endl; break;

case ‘B’:

cout<<“Visual Basic”<<endl; break;

default:

cout<<“You don’t Select Program”<<endl;

}

return 0;

}


ad