บทที่ 10
Sponsored Links
This presentation is the property of its rightful owner.
1 / 26

ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญและแนวทางแก้ไข PowerPoint PPT Presentation


  • 55 Views
  • Uploaded on
  • Presentation posted in: General

บทที่ 10. ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญและแนวทางแก้ไข. ภาวะเงินเฟ้อ ( Inflation ). หมายถึงภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการ โดยเฉลี่ยทั่วไปสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง. วัดจาก. Consumer Price Index : CPI (ดัชนีราคาขายปลีกหรือดัชนีราคาผู้บริโภค). 2. Wholesale Price Index : WPI (ดัชนีราคาขายส่ง).

Download Presentation

ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญและแนวทางแก้ไข

An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Presentation Transcript


บทที่ 10

ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญและแนวทางแก้ไข


ภาวะเงินเฟ้อ ( Inflation )

หมายถึงภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการ

โดยเฉลี่ยทั่วไปสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง

วัดจาก

  • Consumer Price Index : CPI

  • (ดัชนีราคาขายปลีกหรือดัชนีราคาผู้บริโภค)

2. Wholesale Price Index : WPI

(ดัชนีราคาขายส่ง)

3.GDP deflator


สูตรคำนวณ

อัตราเงินเฟ้อ = ระดับราคาปีนี้ – ระดับราคาปีก่อน

ระดับราคาปีก่อน

X 100

เช่นถ้าปี 2552 มีอัตราเงินเฟ้อ 3 %

แสดงว่าปี 2552 มีดัชนีราคาผู้บริโภคสูงกว่าปี 2551 อยู่ 3%


ขนาด ( ระดับ ) ของภาวะเงินเฟ้อ

1. เงินเฟ้ออย่างอ่อน

* ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างช้าๆ

* จูงใจให้ผู้ผลิตขยายการผลิต

* โดยทั่วไปถือว่าเป็นสถานการณ์ปกติ เป็นบรรยากาศที่ดี

2. เงินเฟ้ออย่างรุนแรง

*ระดับราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

*ประชาชนเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

*เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ


ชนิดของเงินเฟ้อ(แยกตามสาเหตุ)

  • เงินเฟ้อที่เกิดจากด้านอุปสงค์

    เรียกอุปสงค์ฉุด

    (Demand Pull Inflation)

  • เงินเฟ้อที่เกิดจากด้านอุปทาน

    เรียกต้นทุนผลัก

    (Cost push Inflation)


1. เงินเฟ้อจากอุปสงค์ฉุด

สาเหตุ

อุปสงค์มวลรวม(AD)เพิ่มขึ้น

แต่อุปทานมวลรวม(AS)คงที่

คือเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน

เพราะ

  • การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน

  • การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายรัฐบาล

  • การเพิ่มขึ้นของการส่งออก


ส่งผลโดยตรง

M  คนมีอำนาจซื้อ,ใช้จ่าย  AD   P 

ส่งผลทางอ้อม

M  r   I   AD   P 

AD = C + I + G + ( X-M)

    


1. เงินเฟ้อที่เกิดจากด้านอุปสงค์

ก.เงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์ฉุด

P

AS

เงินเฟ้อรุนแรง

P4

3

AD4

P3

AD3

2

P2

1

เงินเฟ้อ

แบบอ่อนๆ

AD2

P1

AD1

AD0

Y

0

Yf


1. เงินเฟ้อจากอุปสงค์ฉุด

ผลจากรูป

  • ราคาสินค้าสูงขึ้น จนเกิดภาวะเงินเฟ้อ 2 ช่วงคือ

  • ถ้าการผลิตอยู่ต่ำกว่าระดับการจ้างงานเต็มที่ จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มไม่มากนักเพราะปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย

  • เรียกเงินเฟ้อแบบอ่อนๆ

  • ถ้าอยู่ภาวะระดับการจ้างงานเต็มที่ จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มมากเพราะมีการใช้ปัจจัยการผลิตเต็มที่แล้ว การผลิตสินค้าจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้สินค้าขาดแคลนเรียกเงินเฟ้อที่แท้จริงหรือเงินเฟ้อรุนแรง


2. เงินเฟ้อจากต้นทุนผลัก

อุปทานมวลรวม(AS)ลดลง

แต่อุปสงค์มวลรวม(AD)คงที่

คือเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน

สาเหตุ

หลักการ

ผู้ผลิตมีต้นทุนลดการผลิตAS Pเงินเฟ้อ


สาเหตุที่ต้นทุนสูงขึ้น

  • เงินเฟ้อเพราะค่าจ้างที่เป็นตัวเงินสูงขึ้น

  • หรือราคาปัจจัยการผลิตสูงขึ้น

การที่ค่าครองชีพ แรงงานขอขึ้นค่าจ้างต้นทุน

ข. เงินเฟ้อเพราะผู้ผลิตต้องการกำไรมากขึ้น

ผู้ผลิตต้องการกำไร  ตั้งราคาไว้สูงขึ้น


2. เงินเฟ้อจากต้นทุนเพิ่ม

AS

ราคา

E3

P3

AS3

E2

P2

E1

P1

AD

AS2

AS1

ผลผลิต

0

Qf

Q3

Q2


ผลกระทบของเงินเฟ้อ

ไม่เป็นธรรม

1. ผลกระทบต่อการกระจายรายได้

ผู้ได้รับประโยชน์ - พ่อค้านักธุรกิจ

- ลูกหนี้

- นักเก็งกำไร

ผู้เสียประโยชน์

- ผู้มีรายได้ประจำเช่นข้าราชการ

- ผู้มีค่าจ้างรายวัน

- เจ้าหนี้


ผลกระทบของเงินเฟ้อ

2. ผลทางด้านดุลการชำระเงิน

การที่ราคาในประเทศสูงราคาส่งออกสูงแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้

สนใจซื้อสินค้านำเข้าที่มีราคาถูกกว่ามากขึ้น

ผลคือ -การส่งออกน้อยลง

-การนำเข้าสูงขึ้น

-ดุลการค้ามีแนวโน้มขาดดุล

-ดุลการชำระเงินอาจขาดดุล

-ค่าเงินในประเทศอ่อนตัวลง


ผลกระทบของเงินเฟ้อ

3. ผลกระทบต่อการผลิตและการลงทุน

เงินเฟ้ออย่างอ่อน(ภาวะต่ำกว่าการจ้างงานเต็มที่)

ถือว่าดีเพราะผู้ผลิตจะเกิดแรงจูงใจในการขยายการผลิต

เงินเฟ้อรุนแรง(ภาวะการจ้างงานเต็มที่)

-ค่าเงินลดลง(รายได้ที่แท้จริงหรืออำนาจซื้อลดลง)

-เงินไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

และอาจเข้าสู่ระบบใช้ของแลกของ

-ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการถือเงินสด

สะสมสินทรัพย์อื่น

-เงินออมของประเทศลดลง

-การลงทุนจะลดลง ,การจ้างงานลดลง

ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ


ผลกระทบของเงินเฟ้อ

4. ผลกระทบต่อรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล

  • การเก็บภาษีมีแนวโน้มเก็บได้มากขึ้น

  • (รายได้ประชาชนสูงขึ้นจากการขยายการผลิตและจ้างงาน) (กรณีเงินเฟ้ออย่างอ่อน)

  • -รัฐมีรายจ่ายน้อยลง

  • ได้ประโยชน์ในฐานะที่รัฐบาลเป็นลูกหนี้


ต้องทำให้AD 

การแก้ไขภาวะเงินเฟ้อ

1. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด

(Restrictive Monetary Policy)

* เพื่อลดปริมาณเงิน

* โดย : ขายพันธบัตร, เพิ่มอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย

เพิ่มอัตราดอกเบี้ย , เพิ่มอัตราซื้อลด

2. นโยบายการคลังแบบเกินดุลหรือหดตัว

(contractionary fiscal policy)

2.1 ลดการใช้จ่ายของรัฐ

2.2 เพิ่มภาษี


ภาวะเงินฝืด ( Deflation)

หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไป

ลดลงเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุ

- การขาดกำลังซื้อที่เพียงพอ

- การผลิตสินค้าและบริการที่มากเกินความต้องการ

เกิดอุปทานส่วนเกิน คือ AD < AS

AD ต่ำ ผู้ผลิตลดราคาลดการผลิตเกิดการว่างงาน

ภาวะการค้าและธุรกิจฝืดเคือง จนต้องเลิกกิจการ


ต้องทำให้AD

การแก้ไขภาวะเงินฝืด

เพิ่มปริมาณเงิน

1.ใช้นโยบายการเงิน

แบบขยายตัว

(expansionary monetary policy ) เช่น

-ซื้อพันธบัตร

-ลดอัตราเงินสดสำรอง

-ลดอัตราดอกเบี้ย

-ลดอัตราซื้อลด

-ธ.พ.ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

2. ใช้นโยบายการ

คลังแบบขาดดุล

( deficit budget )

เช่นเพิ่มการใช้จ่ายของ

รัฐและลดเก็บภาษี

( ตรงข้ามกับกรณีภาวะเงินเฟ้อ)

ผลกระทบ


ปัญหาการว่างงาน ( Unemployment )

การว่างงาน หมายถึง ภาวะที่บุคคลที่อยู่ในวัยแรงงาน

( อายุ13 ปีขึ้นไป ) มีความสามารถและมีความเต็มใจทำงาน

แต่กลับไม่สามารถที่จะหางานทำได้ เราเรียกการว่างงานในกรณี

นี้ว่า การว่างงานโดยไม่สมัครใจ(Involuntary unemployment)

ส่วนการว่างงานในกรณีที่สมัครใจไม่ทำงาน หรือรองานที่

ต้องการ ปฏิเสธการทำงานที่ต่ำกว่าความรู้ความสามารถ

เรียกว่า การว่างงานโดยสมัครใจ(Voluntary unemployment)


ประเภทของการว่างงาน

การว่างงานโดยเปิดเผย(open unemployment)

การว่างงานแอบแฝง( Disguised unemployment)


ประเภทของการว่างงาน

การว่างงานโดยเปิดเผย(open employment)

1. การว่างงานชั่วคราวด้วยเหตุต่างๆ

(Frictional unemployment)

เช่น รอบรรจุงาน ,รอเปลี่ยนงาน , โยกย้ายภูมิลำเนา

รวมถึงการขาดข้อมูลข่าวสาร

2.การว่างงานตามฤดูกาล ( Seasonal unemployment)

เช่น เกษตรกร , คนงานก่อสร้าง

3. การว่างงานเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

( Structural unemployment)

เช่น เปลี่ยนกรรมวิธีการผลิต , เปลี่ยนรสนิยม


ประเภทของการว่างงาน

4. การว่างงานเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

( Technological unemployment)

เช่น ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มีการนำเครื่องจักรมาใช้แทนคน

5. การว่างงานเนื่องจากวัฏจักรเศรษฐกิจ

( Cyclical unemployment)

เช่นภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตกต่ำ(การลงทุนลด,ว่างงานมาก)


การว่างงานแอบแฝง

หมายถึงภาวะที่บุคคลนั้นทำงานอยู่

แต่ทำงานต่ำกว่าระดับความรู้ความสามารถ

หรือมีชั่วโมงการทำงานน้อยเกินไป


ผลกระทบของการว่างงาน

  • รายได้ประชาชาติ การออม การบริโภคและ การลงทุน

  •    

2. การกระจายรายได้ ไม่ทั่วถึง,มีหนี้สินมาก,เหลื่อมล้ำของรายได้

3. งบประมาณของรัฐ รายได้จากการเก็บภาษี

รัฐช่วยเหลือคนว่างงาน

T G ขาดดุลงบประมาณมากขึ้น

4. สังคมและการเมือง เกิดปัญหาสังคม,การเมืองผันผวน


การแก้ไขปัญหาการว่างงาน

1. ลดการว่างงานชั่วคราว

โดย :ให้ข้อมูลข่าวสาร จัดนัดพบแรงงาน

2. ลดการว่างงานตามฤดูกาล

โดย :จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้สามารถประกอบ

อาชีพได้ตลอดปี ส่งเสริมอาชีพ

3. ลดการว่างงานที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

โดย: อบรม พัฒนาทักษะแรงงานให้สามารถรองรับ

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้

4. ลดการว่างงานที่เกิดจากอุปสงค์รวมน้อยเกินไป

เช่นช่วงเศรษฐกิจซบเซา

โดย:ใช้นโยบายเงินและคลังขยายตัว กระตุ้นเศรษฐกิจ


  • Login