สหรัฐอเมริกา
Download
1 / 66

. - PowerPoint PPT Presentation


  • 103 Views
  • Uploaded on

สหรัฐอเมริกา : เอกอภิมหาอำนาจ.

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' .' - adamdaniel


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

สหรัฐอเมริกา:เอกอภิมหาอำนาจ


  • สิ่งที่อเมริกากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือสิ่งซึ่งเล็กน้อยอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับที่เราเคยลิ้มรสมานาน…ที่ชาติของเราได้ลิ้มรสความอัปยศเยี่ยงเดียวกัน…โลกได้แยกออกเป็นสองค่ายค่ายแห่งศรัทธาและค่ายที่ไร้ศรัทธา…และบัดนี้กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดกระหน่ำ…มายังอเมริกา…ข้าฯ…ขอบอกต่อประชาชนชาวอเมริกันว่า

  • ข้าฯได้สาบานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าว่าอเมริกาจะไม่มีวันได้หลับฝันอย่างสันติและเหล่าผู้ยังมีชีวิตอยู่ในอเมริกาจะไม่มีวันลิ้มรสความมั่นคงและปลอดภัยตราบที่เรายังปราศจากความมั่นคงและปลอดภัยในดินแดนแห่งเรา….


รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริการากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา


Mission money
รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา.๑แนวความคิดที่ขัดแย้งกันระหว่างภารกิจที่ได้รับมอบหมาย(Mission) และการแสวงหาเงินตรา (Money)

  • คำถาม-จุดมุ่งหมายที่แท้จริงในการเดินทางมาว่าควรจะเป็นอะไร

  • คำตอบ-อุดมการณ์และผลประโยชน์ในขณะที่พยายามจะปลูกฝังคริสต์ศาสนาในสังคมโลกใหม่เวลาเดียวกันก็หาประโยชน์จากแผ่นดิน

  • Manifest Destiny-ชะตาลิขิต


รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา.๒การขยายตัวไปทางตะวันตก

  • คริสโตเฟอร์โคลัมบัสเป็นสัญลักษณ์ในการสร้างจุดเริ่มต้นของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาคือการขยายตัวไปทางตะวันตก


  • Cabeza de Vaca (รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาค.ศ.๑๕๓๓)...ธรรมชาติ(หรืออาจจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์) เป็นผู้นำทางชาวอเมริกันให้เดินทางติดตามดวงตะวัน... “ไปยังที่ซึ่งดวงตะวันลับขอบฟ้าแล้วเราได้พบสิ่งที่เรา”


  • George Berkeley รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

  • ...หนทางในการสร้างจักรวรรดิ์ของชาวอเมริกันคือการขยายตัวไปทางตะวันตก

  • โดยเริ่มต้นตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติคต่อจากนั้นชาวอเมริกันได้ขยายตัวไปเรื่อยๆจนจดมหาสมุทรแปซิฟิคแล้วจึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคไปยังแผ่นดินใหญ่เอเชียและกลายเป็นมหาอำนาจของโลกในปีแรกแห่งศตวรรษที่๒๐นั่นเอง...


รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา.๓แนวความคิดเรื่องความสถานการณ์ภายในประเทศถูกกำหนดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

  • ความขัดแย้งที่ผูกติดกับการติดต่อสัมพันธ์(ระหว่างประเทศ) กับชาวต่างชาติต่างภาษา

  • เผยแพร่และเปลี่ยนแปลงสังคมในโลกใหม่ให้มีอารยชนแบบชาวคริสต์ VS ใช้แรงงานคนพื้นเมือง(อินเดียน) และคนผิวดำ(ชาวต่างชาติต่างภาษา)อย่างทารุณโหดร้าย

  • นำทรัพย์สินอันมีค่าและผลประโยชน์มหาศาลกลับสู่ทวีปยุโรปมีผลให้อินเดียนและทาสจำนวนมหาศาลต้องล้มตายลง


รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา.๔อเมริกากับการปฏิวัติการค้าโลก

  • ความมั่งคั่งร่ำรวยจากอเมริกาทำให้สเปญและต่อมาคืออังกฤษกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่แทนที่นครรัฐอิตาลี

  • ขนสัตว์ยาสูบน้ำตาลสัตว์น้ำจากอเมริกาเหนือแทนที่เครื่องเทศจากเอเชียในฐานะสินค้าอันมีค่าในตลาดยุโรป


รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา.๗ความสำคัญของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในการดำเนินนโยบายทางการทูต

  • ทำให้การดำเนินการทางการทูตของอเมริกาสลับซับซ้อนและอันตราย

  • คนอเมริกันเข้าใจว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศนั้นสามารถแก้ไขได้โดยการพัฒนาและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี


รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา.นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในยุค อาณานิคม–สงครามโลกครั้งที่ ๒


City upon the hill
รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา.๑ความพยายามสร้างรัฐในอุดมคติ-นครอันสูงส่งCity upon the hill ?

  • อังกฤษเข้ามาในอเมริกาเหนือเพื่อแสวงหาทางลัดไปค้าขายกับจีน

  • เกิดสินค้าสำคัญชนิดใหม่ที่มาของรายได้ในการดำรงชีพของชาวเวอร์จิเนียคือใบยาสูบ

  • ความต้องการใบยาสูบในตลาดยุโรปมีผลให้นำทาสชาวแอฟริกาเข้ามาเป็นแรงงานและบุกเบิกที่ดินใหม่ๆทางตะวันตกอันนำไปสู่การปะทะต่อสู้แย่งชิงที่ดินกับชาวพื้นเมือง


  • John Winthrop รากฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาสัญญลักษณ์ของจุดมุ่งหมายในการสร้างประเทศใหม่ให้เป็น-City upon the hill

  • นครแห่งคุณธรรมเสรีภาพความเสมอภาพและโอกาสที่เท่าเทียมกัน

  • นครตัวอย่างชาวเมริกันถือเป็นภารกิจในการเผยแพร่แก่ชาวโลก

  • “… We must consider that we shall be as a city upon a hill, the eyes of all people are upon us…. ”

  • “…The care of the public must oversway all private respect …and we must be knitt together in this work as one man….”


  • โอกาสทางการค้าระหว่างประเทศและการขยายตัวไปทางตะวันตกโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศและการขยายตัวไปทางตะวันตกทำให้แนวความคิดของ Winthrop ถูกทำลายลง city upon a hill กลายเป็น city on an ocean

  • สนใจในการแสวงหาผลกำไรมากกว่าการสร้างสังคมแห่งคุณธรรม

  • ให้สำคัญแก่การค้าระหว่างประเทศการตั้งถิ่นฐานในดินแดนตะวันตกและความร่ำรวยของปัจเจกบุคคลนิยมมากกว่าความสมบูรณ์พูนสุขของสังคม


โอกาสทางการค้าระหว่างประเทศและการขยายตัวไปทางตะวันตก.๒แนวทางหลักของนโยบายต่างประเทศของ สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ค.ศ.๑๖๒๐-๑๘๙๐:จักรวรรดิ์อเมริกา

  • การตั้งอาณานิคมของชาวอังกฤษในดินแดนของชาวพื้นเมืองอเมริกัน(หรืออินเดียน) นำไปสู่การทำสงคราม -แนวทางหลักของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

  • การพัฒนาแนวความคิดในการเหยียดผิว-Racism ให้ความชอบธรรมในการกระทำอันผิดศิลธรรมแก่ผู้คนที่มิใช่คริสตศาสนานิกชน

  • ทำลายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติป่าเขาและสิ่งมีชีวิตต่างๆเพื่อบุกเบิกเป็นที่ทำกิน



ทำลายการดำรงชีพของชาวพื้นเมืองอเมริกัน.๓การขยายตัวของอาณานิคมของอังกฤษและ การกำจัดอิทธิพลของสเปญและฝรั่งเศส

  • สงครามที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาไม่สามารถโดดเดี่ยวตัวเองจากชาติยุโรปได้


๒.๔ทำลายการดำรงชีพของชาวพื้นเมืองอเมริกันความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างนโยบายต่างประเทศและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล

  • หลักการที่ว่ารัฐบาลลอนดอนมีสิทธิในการจัดการปกครองอาณานิคมอย่างเต็มที่เนื่องจากมีหน้าที่ปกป้องอาณานิคมจากภัยนอกประเทศ

  • ชาวอาณานิคมคิดว่ากระทำการโดยอิสระและดูแลปกป้องตนเองจึงควรจะมีความเท่าเทียมกับลอนดอนในการปกครองบริหารบ้านเมืองของตน


  • ทำลายการดำรงชีพของชาวพื้นเมืองอเมริกัน.ศ. ๑๗๖๓ลอนดอนให้อาณานิคมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำสงครามโดยการเพิ่มการเก็บภาษีสินค้าที่จำเป็นและไม่อนุญาตให้ชาวอาณานิคมเข้าไปตั้งถิ่นฐานทางตะวันตกด้านหลังเทือกเขาอัปปาเรเชียนเพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับชาวพื้นเมืองอเมริกันและกระทำตามสัญญาที่ลอนดอนทำกับชาวพื้นเมืองอเมริกันไว้

  • ชาวอาณานิคมทั้ง๑๓แห่งต่างตอบโต้การกระทำดังกล่าวของลอนดอนโดยการประท้วงไม่ซื้อสินค้าอังกฤษและเพิ่มการค้ากับฝรั่งเศสซึ่งเป็นการค้าที่ผิดกฎหมาย

  • สัญญลักษณ์ในการต่อต้านอำนาจของลอนดอนและความต้องการในการปกครองตนเองคือเหตุการณ์ Boston tea party

  • ชาวอาณานิคมตระหนักว่านโยบายต่างประเทศและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล – การค้าระหว่างประเทศและการขยายตัวเข้าไปยึดครองดินแดนทางตะวันตกไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวแต่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประชาชนทุกๆคน


What was good for america was good for the world
๒.๕ทำลายการดำรงชีพของชาวพื้นเมืองอเมริกัน What was good for America was good for the world

  • Common Sense(1776)ของ Thomas Paine ปลุกระดมคนอเมริกันตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการปกครองและปฏิเสธกฎหมายที่ไม่มีผู้แทนของตนร่วมในการพิจารณา

  • No tax without representative

  • โน้มน้าวให้ชาวอเมริกันตระหนักว่าระบอบที่ชาวอเมริกันพยายามสร้างขึ้นมานี้เป็นสิ่งปรารถนาสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล …What was good for America was good for the world…


  • วิธีการที่อเมริกาจะได้มาซึ่งอิสรภาพวิธีการที่อเมริกาจะได้มาซึ่งอิสรภาพคือการใช้การค้าในการดำเนินการทูตเขาอธิบายว่าชาวโลกจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆของอเมริกา

  • “Isolationism” ซึ่งหมายถึงเสรีภาพสูงสุดในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน

  • แนวความคิดของ Paine ได้กลายเป็นหลักการในการดำเนินงานทางการระหว่างประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและนำไปสู่การค้นหาวิธีการต่างๆเพื่อส่งเสริมการขายเช่นการโฆษณาการผ่อนส่งฯลฯและ Americanization เพื่อให้ผลผลิตของชาวอเมริกันขายได้มากที่สุด


Anticolonial war
๒.๖วิธีการที่อเมริกาจะได้มาซึ่งอิสรภาพ Anticolonial War

  • ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษสงครามต่อต้านอาณานิคมที่เกิดขึ้น

  • สำหรับชาวอเมริกันสงครามครั้งนี้แตกต่างไปจากสงครามปฏิวัติเนื่องจากไม่ใช่การที่ชนชั้นหนึ่งทำลายอีกชั้นหนึ่งแต่เป็นการขจัดอิทธิพลของเจ้าอาณานิคม

  • พัฒนาแนวความคิดสหรัฐอเมริกาคือชาติซึ่งต่อต้านจักรวรรดิ์นิยม (The anti-imperialists)และให้การสนับสนุนการปลดปล่อยอาณานิคมของชาติต่างๆโดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่๒


๒.๗ กลไกในกระบวนทางการเมือง

  • รัฐธรรมนูญ- ประธานาธิบดีทำสนธิสัญญากับต่างประเทศโดยการรับรองของรัฐสภา

  • ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งหัวหน้าคณะผู้แทนทางการการทูต

  • รัฐสภามีอำนาจในการประกาศสงคราม


Manifest destiny
๒.๘ กลไกในกระบวนทางการเมืองการสถาปนาพรมแดนปัจจุบันและManifest Destiny

  • หลังปีค.ศ.๑๗๘๙ประชากรอเมริกันเพิ่มขึ้น

  • เกิดการอพยพอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนตะวันตกสหรัฐอเมริกาได้ขยายดินแดนจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติคไปจนจดมหาสมุทรแปซิฟิค

  • การบุกเบิกการซื้อการผนวกดินแดนและการทำสงครามการขยายตัวก่อให้เกิดการเพิ่มพูนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล


  • ดินแดนที่ขยายออกไป กลไกในกระบวนทางการเมืองเดิมเป็นของฝรั่งเศสสเปนอังกฤษและเม็กซิโกที่สำคัญคือ

  • ๑๘๐๓ซื้อดินแดนหลุยเซียน่าจากฝรั่งเศส

  • ๑๘๑๙รบชนะเสปนได้ดินแดนฟลอลิดา

  • ๑๘๔๕เท็กซัสประกาศเอกราชจากเม็กซิโกและเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกา

  • ๑๘๔๘ทำสงครามกับเม็กซิโกได้ดินแดนถัดจากเท็กซัสหลุยเซียน่าไปจนจดมหาสมุทรแปซิฟิคทางตะวันตกและโอเรกอนทางเหนือ

  • ๑๘๖๗ซื้ออลาสก้าจากรัสเซีย

  • ๑๘๙๘ผนวกฮาวาย


  • แนวความคิดที่สร้างความชอบธรรมในการที่คนผิวขาวอพยพเข้าไปยึดครองดินแดนที่เป็นของชาวพื้นเมืองเดิมแนวความคิดที่สร้างความชอบธรรมในการที่คนผิวขาวอพยพเข้าไปยึดครองดินแดนที่เป็นของชาวพื้นเมืองเดิมว่าเป็นชะตาลิขิต-Manifest Destiny

  • พระผู้เป็นเจ้าสร้างอเมริกาเหนือมาเพื่อประทานให้พ่อค้าและชาวนาผิวขาวเข้าไปบุกเบิกทำกินและสถาปนาประเทศประชาธิปไตย

  • ประชาชนได้รับการส่งเสริมให้เป็นผู้มีการศึกษาเพื่อที่จะสามารถตระหนักในสิทธิและหน้าที่ของตนที่มีต่อสังคม

  • การต่อสู้ความพยายามในดำรงชีพในสังคมตะวันตกอันทุรกันดารและความต้องการเพิ่มพูนผลผลิตก่อให้การประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงใหม่ๆทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี


America for american
๒.๙แนวความคิดที่สร้างความชอบธรรมในการที่คนผิวขาวอพยพเข้าไปยึดครองดินแดนที่เป็นของชาวพื้นเมืองเดิมลัทธิมอนโร -America for American

  • John Quincy Adams รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยประธานาธิบดี James Monroe เสนอ Monroe Doctrine

  • America for American - ทวีปอเมริกันมิใช่ดินแดนก่อตั้งอาณานิคมในภายหน้าของประเทศยุโรปอีกต่อไป -การไม่สร้างอาณานิคม

  • และชาวยุโรปไม่มีสิทธิจะเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศในอเมริกันอันจะเป็นอันตรายต่ออิสรภาพของประเทศเหล่านั้น–การไม่แทรกแซง

  • มีผลให้เปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกามีเวลาพัฒนาทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศอย่างเต็มที่สหรัฐอเมริกาจะใช้นโยบายอยู่อย่างโดดเดี่ยว Isolationismเพื่อบรรลุผลประโยชน์แห่งชาติ


๒.๑๐แนวความคิดที่สร้างความชอบธรรมในการที่คนผิวขาวอพยพเข้าไปยึดครองดินแดนที่เป็นของชาวพื้นเมืองเดิมพิชิตตะวันตก:พิชิตชาวพื้นเมืองอเมริกันจีน ลาตินอเมริกา

  • พิชิตตะวันตก:พิชิตชาวพื้นเมืองอเมริกันประวัติศาสตร์การขยายตัวไปทางตะวันตกหมายถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้แย่งชิงดินแดนของชนชาติพื้นเมือง

  • ทศวรรษ๑๘๙๐เมื่อชาวพื้นเมืองอเมริกันแพ้เทคโนโลยีตะวันตกราบคาบและถูกเปลี่ยนแปลงสังคมและวิถีชีวิตให้เป็นอเมริกัน (Americanization)

  • การฝึกฝนการต่อสู้สงครามกองโจรซึ่งอเมริกันได้นำเมื่อออกไปรบนอกประเทศในคิวบาและฟิลิปปินส์ในเวลาต่อมา


  • พิชิตตะวันตกแนวความคิดที่สร้างความชอบธรรมในการที่คนผิวขาวอพยพเข้าไปยึดครองดินแดนที่เป็นของชาวพื้นเมืองเดิม:พิชิตจีนความมั่งคั่งร่ำรวยของจีนคือจุดหมายสำคัญต่อมาหลังจากที่ชาวอเมริกันบรรลุถึงชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคจนกระทั่งใน

  • ทศวรรษ๑๘๓๐สหรัฐอเมริกา“เปิดประตูชาติเอเชีย”

  • ค.ศ.๑๘๓๒ประธานาธิบดี Andrew Jackson ได้ส่ง Edmund Robert ไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับราชสำนักสยามและญี่ปุ่น

  • ยุโรปชาติต่างๆต่างแย่งชิงกันเข้าไปแสวงประโยชน์ในจีนพ่อค้าอเมริกันไม่สามารถแข่งขันกับชาติอื่นได้

  • ชาวอเมริกันไม่เข้าใจในสังคมวัฒนธรรมจีนซึ่งเป็นสังคมที่พึ่งพาตนเองได้ไม่จำเป็นต้องใช้สินค้าอเมริกันและมีขนบธรรมประเพณีที่แตกต่างจากของอเมริกันอย่างสิ้นเชิงคนอเมริกันได้ใช้ค่านิยมอเมริกันเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินในการดำเนินการค้ากับจีน


  • สหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบายสหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบายOpen Door (1889) ให้ทุกชาติมิสิทธิที่จะทำการค้าและได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันสหรัฐอเมริกาคิดว่านโยบายดังกล่าวจะสามารถปกป้องจีนจากการเป็นอาณานิคมของชาติใดชาติหนึ่ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและญี่ปุ่น) และเปิดโอกาสให้อเมริกันได้เข้าไปค้าขายนอกจากนั้นสหรัฐอเมริกายังภาคภูมิใจว่าเป็นชาติซึ่งต่อต้านจักรวรรดิ์นิยมชาติเดียวที่มีความสัมพันธ์กับจีน-มหาอำนาจกลาง


  • พิชิตตะวันตกสหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบาย:พิชิตลาตินอเมริกา

  • สหรัฐอเมริกาเข้าไปมีบทบาทในลาตินอเมริกาจนสามารถกุมเศรษฐกิจและการเมืองของลาตินอเมริกาเอาไว้

  • เกิดแนวทางควบคุมรัฐบาลที่สนับสนุนตนโดยไม่คำนึงรัฐบาลนั้นจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม


๓.สหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบายสหรัฐอเมริกากับสังคมโลกเมื่อเริ่มต้น ค.ศ.๑๙๐๐:๓.๑ปัจจัยทางเศรษฐกิจ

  • การสนับสนุนและคุ้มครองการค้าของคนอเมริกันในต่างประเทศ - คนอเมริกันไปลงทุนในต่างประเทศจำนวนเงินมหาศาลจึงเรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองผลประโยชน์

  • การสิ้นสุดของชายเขตแดน -ที่ดินตามชายเขตแดนถูกยึดครองหมดแล้วประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลขยายดินแดนเพื่อหาที่ทำกินใหม่

  • ความเดือดร้อนของกรรมกรและชาวนา - ปัญหาชีวิตอันลำเค็ญและความหมดโอกาสที่ก่อร่างสร้างตัวในดินแดนสหรัฐอเมริกาทำให้กรรมกรและชาวนาเรียกร้องให้รัฐบาลแสวงหาอาณานิคมให้ตนออกไปทำกินนอกประเทศและหาตลาดเพื่อขายผลิตผลที่ล้นตลาด


สหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบาย.๒ปัจจัยทางด้านสังคม

  • ลัทธิดาร์วินทางสังคมกล่าวว่าคนอเมริกันเป็นตัวแทนของประชาธิปไตยและคริสต์ศาสนาอันบริสุทธิ์ชาวอเมริกันจะต้องขยายสถาบันของตนไปทั่วโลก

  • การเข้าไปมีบทบาทในวงการเมืองระหว่างประเทศจะทำให้ชาติต่างๆยอมรับสหรัฐอเมริกาว่าเป็นมหาอำนาจทัดเทียมกันยังแสดงถึงเกียรติภูมิของชาติ


สหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบาย.๓ปัจจัยทางการเมือง

  • ความขัดแย้งในการแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในดินแดนที่สหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์อยู่ด้วยทำให้สหรัฐอเมริการักษานโยบายอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ยาก

  • สหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนแปลงแนวความคิดในการดำเนินการระหว่างประเทศตามแนวความคิดของนาวาเอก Alfred T. Mahan ที่กล่าวว่าการที่สหรัฐอเมริกาอยู่อย่างโดดเดี่ยวจะมีผลให้กลายเป็นประเทศล้าหลังทางด้านแสนยานุภาพและอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงดังนั้นสหรัฐอเมริกาควรเร่งสร้างแสนยานุภาพของกองทัพทางเรือเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองและการค้าระหว่างประเทศ


๓.๔สหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบายคิวบา : จุดเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา

  • คิวบาก่อการจลาจลเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจึงถูกสเปนเมืองแม่ปราบปรามอย่างทารุณ

  • ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองเศรษฐกิจและมนุษยธรรม

  • สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าสนับสนุนคิวบาเมื่อเดือนเมษายน๑๘๙๘และได้รับชัยชนะเหนือสเปญทำให้อเมริกันสามารถเข้าแทนที่อิทธิพลของสเปนในแถบทะเลเคริบเบียนได้เปอโตริโกกวมและฟิลิปปินส์


  • ตั้งแต่สหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบายค.ศ.๑๙๐๐หลังสงครามสเปนอเมริกันเริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศเป็นนโยบายเข้าเกี่ยวพัน(Interventionism)เข้าไปมีส่วนร่วมในวงการเมืองระหว่างประเทศอย่างเต็มที่โดยการดำเนินการของคนสองกลุ่มคือกลุ่มคนของพระเจ้า-มิชชันนารีและกลุ่มของพ่อค้า

  • มิชันนารีชาวอเมริกันปฏิบัติตามหลักการภารกิจของคนขาวในการพยายามสร้างชีวิตที่ดีขึ้นแก่ชาวเอเชียและเขตล้าหลังอื่นๆนับว่าเป็นผู้ที่สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวอเมริกันและชนทั่วโลกภาพพจน์ของอเมริกันนับว่าดีเยี่ยมกว่าชนผิวขาวชาติใด

  • รัฐบาลอเมริกันส่งเสริมให้ประชาชนเข้าไปลงทุนทางธุรกิจในประเทศต่างๆเพื่อเป็นการขยายอิทธิพลของอเมริกันในประเทศเหล่านั้นเรียกว่า“การทูตดอลลาร์” (Dollar Diplomacy) เป็นที่เกลียดชังของชาวโลกโดยทั่วไป


๓.๕สหรัฐอเมริกาจึงเรียกร้องให้ใช้นโยบายความสัมพันธ์กับยุโรปและการเข้าร่วม สงครามโลกครั้งที่๑-๒

  • ในสงครามโลกครั้งที่๑สหรัฐอเมริกาซึ่งวางตัวเป็นกลางเป็นเวลา๓ปีได้เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อต่อต้านเผด็จการเมื่อค.ศ.๑๙๑๗

  • ประธานาธิบดีวูดโลว์วิลสันได้อ้างหลักการที่ว่า“The world must be made safe for democracy”

  • สหรัฐอเมริกาเสนอการจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติพร้อมกับหลักการ๑๔ประการแต่ความขัดแย้งภายในทำให้สหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าร่วมองค์การโลกและกลับไปยึดนโยบายอยู่โดดเดี่ยวในเชิงทฤษฎี


  • สหรัฐอเมริกาได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่๒แม้ว่าในระยะเริ่มแรกคนอเมริกันยังลังเลและไม่เต็มใจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับ“ความขัดแย้งในต่างแดน”

  • เมื่อญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพอเมริกันที่เพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อวันที่๗ธันวาคมค.ศ.๑๙๑๔ประชาชนที่โกรธแค้นการกระทำของญี่ปุ่นสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะ

  • เมื่อสงครามโลกครั้งที่๒สิ้นสุดลงฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปชนะสงครามอย่างบอบช้ำและอ่อนแอทางเศรษฐกิจ



สหภาพโซเวียตหนึ่งในประเทศชนะสงครามเริ่มมีอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น. สหรัฐอเมริกากับสงครามเย็น(ทศวรรษ๑๙๔๐- ค.ศ.๑๙๙๐)


โลกเมื่อสิ้นสุดสงครามเย็นโลกเมื่อสิ้นสุดสงครามเย็น

  • สหรัฐอเมริกายึดครองตลาดโลก

    • กุมความลับ atomic boob

    • ควบคุมเส้นทางเดินเรือโลก


โลกเมื่อสิ้นสุดสงครามเย็น.๑การขยายอำนาจของสหภาพโซเวียตในยุโรป

  • ประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่๒ที่เยอรมันรุกรานเข้าไปในดินแดนของสหภาพโซเวียตโดยผ่านทางประเทศในยุโรปตะวันออกในค.ศ.๑๙๔๑มีผลให้เมื่อสงครามสิ้นสุดลงสหภาพโซเวียตได้แสดงนโยบายอย่างเด่นชัดในการขยายอิทธิพลของตนเข้าไปในยุโรปตะวันออกเพื่อสร้างประเทศบริวารขึ้นและเป็นกันชนไม่ให้ประเทศในยุโรปตะวันตกเข้าไปสร้างอิทธิพล


  • สหภาพโซเวียตได้เปลี่ยนแปลงประเทศในยุโรปตะวันออกสหภาพโซเวียตได้เปลี่ยนแปลงประเทศในยุโรปตะวันออกให้มีระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์

  • ประเทศในยุโรปตะวันออกจะเป็นประเทศเอกราชแต่ก็กลายเป็นบริวารของสหภาพโซเวียตไป (ยกเว้นยูโกสลาเวียที่เป็นคอมมิวนิสต์เอกเทศและออสเตรเลียกับฟินแลนด์ที่สหภาพโซเวียตยอมถอนทหารออกไป)

  • สงครามเย็นที่เกิดขึ้นในยุโรปและสถานการณ์ความตึงเครียดที่ติดตามมาเช่นการรัฐประหารของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเชคโกสโลวาเกียวิกฤตการณ์เบอร์ลินค.ศ.๑๙๔๘นำไปสู่การก่อตั้ง North Atlantic Treaty Organization (NATO) ขึ้นในเดือนเมษายนค.ศ.๑๙๔๙


สหภาพโซเวียตได้เปลี่ยนแปลงประเทศในยุโรปตะวันออก.๒สถานการณ์ในลาตินอเมริกา

  • ค.ศ.๑๙๔๘สหรัฐอเมริกาและประเทศในลาตินอเมริกา๒๑ประเทศได้ร่วมกันก่อตั้ง Organization of American States-OAS ขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้นในทวีปอเมริกาใต้ระงับกรณีพิพาทโดยสันติวิธีและเสริมสร้างการป้องกันร่วมมือกันทางทหาร

  • สหรัฐอเมริกาได้ใช้ OAS เป็นเครื่องมือในการต่อต้านคอมมิวนิสต์เนื่องจากในช่วงเวลานั้นลัทธิคอมมิวนิสต์เผยแพร่เข้ามาในลาตินอเมริกา


  • มีการตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นและส่งตัวแทนเข้าไปรับการเลือกตั้งมีการตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นและส่งตัวแทนเข้าไปรับการเลือกตั้งซึ่งหลายครั้งประสบผลสำเร็จเนื่องจากประชาชนมองว่าคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูของฝ่ายทุนนิยมที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนเป็นทางเลือกใหม่ที่อาจแก้ปัญหาในสังคมลาตินอเมริกันได้

  • สหรัฐอเมริกากระทำการอยู่เบื้องหลังและเปิดเผยในการล้มล้างรัฐบาลที่ถูกมองว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์

  • กรณีรัฐบาลคิวบาภายใต้การนำของฟิเดลคัสโตรสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ฝ่ายตรงข้ามล้มล้างรัฐบาลฟิเดลคัสโตรที่เรียกกันว่ากรณี Bay of Pigs ซึ่งกรณีนี้เกือบนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์

  • กรณีการล้มล้างรัฐบาลที่สหรัฐอเมริกาคิดว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆในลาตินอเมริกาเช่นโดมินิกันและชิลีฯลฯ


มีการตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นและส่งตัวแทนเข้าไปรับการเลือกตั้ง.๓สถานการณ์ในเอเชีย

  • ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นอุดมการณ์ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของประชาชาติเอเชียที่ส่วนใหญ่ตกเป็นอาณานิคมชองชาติตะวันตก

  • การนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นเสมือนเครื่องแสดงการต่อต้านลัทธิทุนนิยมเป็นแนวทางใหม่สำหรับประเทศที่ถูกจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกยึดครองในการแก้ปัญหาและขับไล่พวกจักรวรรดิ์นิยมออกไป Marxism-Leninism เข้ามาในเอเชียตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่๒แล้วและประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีนในค.ศ.๑๙๔๙


  • การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ก่อให้เกิดการจลาจลในประเทศต่างๆการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ก่อให้เกิดการจลาจลในประเทศต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังค.ศ.๑๙๔๘เมื่อได้รับความสนับสนุนจากองค์การ Cominform ถึงแม้ว่าการจลาจลจะล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพรรคนอกกฎหมาย

  • Cominform ได้ใช้วิธีการต่างๆในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เช่นใช้สถานทูตขบวนการสันติภาพข้อตกลงช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศปัญหาพรมแดนและชนกลุ่มน้อยสร้างความปั่นป่วนในแต่ละประเทศและเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจุดมุ่งหมายของ Cominform คืบหน้าไปมาก


การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ก่อให้เกิดการจลาจลในประเทศต่างๆ.๔สถานการณ์ในตะวันออกกลาง

  • เมื่อชาวยิวประกาศจัดตั้งประเทศอิสราเอลบนดินแดนตะวันออกกลางในวันที่๑๔เมษายน๑๙๔๘หลังจากนั้นเพียง๑๕นาทีสหรัฐอเมริกาได้ประกาศรับรองรัฐยิวดังกล่าวเพื่อเอาใจชาวอเมริกันเชื้อสายยิวผู้ร่ำรวยซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้ง

  • การรับรองยังผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาติอาหรับซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันซึ่งเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการทำสงครามเย็น


  • หนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้นหนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้นกองกำลังผสมของชาติอาหรับได้เข้าโจมตีอิสราเอลอันนำไปสู่การต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่ถึง๖เดือนจึงยุติลงเมื่อกองกำลังสหประชาติถูกส่งไปรักษาความสงบอย่างไรก็ตามการต่อสู้อีกหลายครั้งได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมา

  • การรับรองอิสราเอลของสหรัฐอเมริกานอกจากจะทำให้ชาติอาหรับกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกาแล้วยังเป็นผลักดันให้ชาติผู้ผลิตน้ำมันใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตมากยิ่งขึ้นปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวก่อให้เกิดแนวทางแก้ไขเป็น๒แนวทางคือการที่ประเทศอิสราเอลมีชนชาติยิวและอาหรับอยู่ในประเทศเดียวกัน(ซึ่งจะทำให้ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวไม่พอใจ) หรือปาเลสไตน์เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัฐอิสราเอล


Containment policy
หนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้น.๕ Containment Policy

  • ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่๒เป็นต้นมาจนถึงประมาณค.ศ.๑๙๗๐สหรัฐอเมริกามีนโยบายต่างประเทศที่รู้จักกันในนามของ

  • Containment Policy หรือนโยบายสะกัดกั้นคอมมิวนิสต์ Containment Policy มาจากแนวความคิดของ Geogre F. Kennon นักการทูตอเมริกันที่เคยประจำอยู่ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาณกรุงมอสโคว์และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดี Harry S. Truman เขาได้เขียนบทความตีพิมพ์ในวารสารForeign Affairsฉบับเดือนกันยายน๑๙๔๗ชื่อเรื่อง“ธรรมชาติของสหภาพโซเวียต”มีใจความสำคัญว่า


  • ธรรมชาติและหลักปฏิบัติของสหภาพโซเวียตเปรียบได้กับสายน้ำในลำธารที่เคลื่อนไหวอยู่ได้โดยไม่มีหยุดยั้งธรรมชาติและหลักปฏิบัติของสหภาพโซเวียตเปรียบได้กับสายน้ำในลำธารที่เคลื่อนไหวอยู่ได้โดยไม่มีหยุดยั้งจะซอกซอนไปทั่วพบก้อนหินจะหลีกเลี่ยงแต่เมื่อพบดินที่อ่อนนุ่มจะเซาะไซ้เพราะฉะนั้นการกำหนดนโยบายที่ดีที่สุดของสหรัฐอเมริกาคือจะต้องมีนโยบายระยะยาวที่จะสะกัดกั้น(contain)ไม่ปล่อยให้สหภาพโซเวียตแซกแซงทุกทิศทางที่อ่อนจะได้แข็งแกร่งสหภาพโซเวียตไม่มีโอกาสขยายอำนาจอีกต่อไปและลำธารก็จะเหือดแห้งไปในที่สุด

  • บทความนี้ได้กลายเป็นนโยบายหลักของประเทศเกิดเป็นContainment Policy ซึ่งมีใจความสำคัญคือสหรัฐอเมริกาจะเปลี่ยนนโยบายจากการตั้งรับสหภาพโซเวียตเป็นนโยบายแข็งกร้าวและรุกอย่างกรายๆซึ่งจะทำให้สหภาพโซเวียตไม่สามารถขยายตัว(และสลายไปในที่สุด) ดังนั้นในยุคนี้จึงได้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในสงครามเย็นขึ้น


  • Geogre F. Kennon ธรรมชาติและหลักปฏิบัติของสหภาพโซเวียตเปรียบได้กับสายน้ำในลำธารที่เคลื่อนไหวอยู่ได้โดยไม่มีหยุดยั้งยังได้วิเคราะห์ต่อไปว่าประเทศพัฒนาจะต้องกลายเป็นบริวารของสหภาพโซเวียตตามทฤษฎี Domino Kennon เปรียบประเทศเล็กๆโดยเฉพาะในเอเชียดุจไพ่โดมิโนที่ต้องพึ่งพิงกันถ้าไพ่ตัวหนึ่งล้มตัวอื่นๆหรือประเทศอื่นๆก็พังไปด้วยคือกลายเป็นบริวารของคอมมิวนิสต์

  • ในการแข่งขันกับสหภาพโซเวียตสหรัฐอเมริกาต้องช่วยเหลือประเทศเล็กๆอย่างเต็มที่เพื่อมิให้สหภาพโซเวียตเข้าไปครอบงำเช่นในกรณีอินโดจีนหากเวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์ลาวกัมพูชาไทยก็จะเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย


Mccarthyism
ธรรมชาติและหลักปฏิบัติของสหภาพโซเวียตเปรียบได้กับสายน้ำในลำธารที่เคลื่อนไหวอยู่ได้โดยไม่มีหยุดยั้ง.๖การตื่นกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ในสังคมอเมริกัน-McCarthyism

  • ทศวรรษที่๑๙๕๐เป็นช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันเกิดความวุ่นวายใจเป็นอย่างยิ่งเนื่องหลังจากได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่๒แล้วชาวอเมริกันเชื่อว่าชัยชนะและแสนยานุภาพจะสะสางปัญหาระหว่างประเทศได้แต่เหตุการณ์กลับมิได้เป็นเช่นนั้นเนื่องจากการเกิดสงคราเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตและวิกฤตการณ์อื่นๆที่สำคัญคือ

  • ค.ศ. ๑๙๔๕เชคโกสโลวาเกียกลายเป็นคอมมิวนิสต์

  • ค.ศ.๑๙๔๘นครเบอร์ลินถูกปิดล้อม


  • ธรรมชาติและหลักปฏิบัติของสหภาพโซเวียตเปรียบได้กับสายน้ำในลำธารที่เคลื่อนไหวอยู่ได้โดยไม่มีหยุดยั้ง.ศ.๑๙๔๙จีนคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะเหนือผืนแผ่นดินใหญ่จีน

  • ค.ศ.๑๙๕๐สงครามเกาหลี

  • ค.ศ.๑๙๕๐สงครามเวียดนาม

  • วิกฤตการณ์ต่างๆดังกล่าวก่อให้เกิดความตื่นกลัวในสังคมอเมริกันระหว่างค.ศ.๑๙๕๐-๔มีการใส่ร้ายป้ายสีกันกล่าวหาว่าประชาชนนับล้านเป็นคอมมิวนิสต์โดยมีวุฒิสมาชิก Joseph McCarthy เป็นแกนนำในการใช้ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นเครื่องมือในการเขย่าขวัญคนทั้งชาติปิดปากและความคิดของผู้ที่หวังดีต่อชาติที่ขัดแย้งกับความคิดของตนและทำลายอนาคตคู่แข่งทางการเมือง


  • ความสับสนที่เกิดขึ้นนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าความสับสนที่เกิดขึ้นนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่ามีสาเหตุมาจากการสอดแนมและการแซกแซงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในรัฐบาลอเมริกันในขบวนการเคลื่อนไหวของกรรมกรและในหมู่ปัญญาชน

  • เมื่อเป็นเช่นนั้นสหรัฐอเมริกาจึงได้เพิ่มความช่วยเหลือพันธมิตรของตนในยุโรปตามแผนการมากขึ้นและเอาใจประเทศมหาอำนาจในยุโรปมากกว่าประเทศเล็กๆเลิกสนับสนุนขบวนการกู้ชาติซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชจากชาวยุโรปเจ้าอาณานิคมสหรัฐอเมริกามีความคิดว่าหากประเทศมหาอำนาจยุโรปรักษาอาณานิคมเดิมไว้ได้จะทำให้ไม่เกิดสุญญากาศแห่งอำนาจในภูมิภาคเป็นการรักษาสถานะเดิม(Status quo) ฝ่ายคอมมิวนิสต์จะได้ไม่สามารถขยายลัทธิและอำนาจเข้ามาได้และมหาอำนาจยุโรปยังได้ใช้อาณานิคมเป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดซึ่งจำทำให้ยุโรปที่บอบช้ำมากจากสงครามโลกครั้งที่๒สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการเมืองได้โดยเร็ว


ความสับสนที่เกิดขึ้นนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า.๗นโยบายในการสนับสนุนรัฐบาลที่เข้มแข็ง

  • หลังสงครามโลกครั้งที่๒ประเทศในเอเชียอาฟริกาและอเมริกาใต้ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชหรือเพิ่งหลุดพ้นจากอิทธิพลจากจักรวรรดินิยมตะวันตกประสบการณ์ในระหว่างตกเป็นอาณานิคมของชาติทุนนิยมตะวันตกทำให้ประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเป็นกลางเป็นตัวของตัวเองและพยายามผนึกกำลังเพื่อที่จะนำประเทศของตนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของชาติทุนนิยมตะวันตกที่พร้อมจะนำลัทธิจักรวรรดินิยมกลับมาปกครองประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของตนตลอดเวลา


  • สำหรับสหรัฐอเมริกาความสับสนที่เกิดขึ้นนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าลัทธิความเป็นกลาง (Neutralism) เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทัศนะของรัฐบาลอเมริกันโลกนี้มี๒ลัทธิเท่านั้นคือลัทธิคอมมิวนิสต์และลัทธิเสรีประชาธิปไตยทุกชาติต้องเลือกว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือเป็นประชาธิปไตยลัทธิใดลัทธิหนึ่ง

  • รัฐบาลอเมริกาคิดว่ารัฐบาลที่เป็นกลางนั้นมีความทะเยอทะยานที่จะปกครองประเทศโดยอิสระชาตินิยมและมุ่งเน้นพัฒนาประเทศให้เป็นตัวของตัวเองหลีกเลี่ยงการพึ่งพาและการแซกแซงกิจการภายในของต่างชาติ

  • รัฐบาลอเมริกันสนับสนุนรัฐบาลนักอนุรักษ์นิยมไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงมีอำนาจมีกำลังทหารและมีอาวุธในมือยอมรับข้อเสนอของอเมริกาโดยไม่เกี่ยงงอนและที่สำคัญคือต้องรักษาผลประโยชน์ของอเมริกันนิยมอเมริกาและไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นสังคมนิยม


ความสับสนที่เกิดขึ้นนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า.๘การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของ สหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่๑๙๗๐

  • เมื่อถึงทศวรรษที่๑๙๗๐สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียดได้ปรับนโยบายต่างประเทศของตนใหม่โดยหันไปดำเนินนโยบายผ่อนคลายความตึงเครียด (Detent) เนื่องจากปัจจัยหลายประการได้แก่

  • ความแตกแยกภายในโลกคอมมิวนิสต์ทางด้านอุดมการณ์และผลประโยชน์

  • การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน

  • ความขัดแย้งกันเองในกลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย

  • บทบาทของประเทศโลกที่๓ที่เรียกร้องให้ชาติมหาอำนาจยุติการประจันหน้ากัน

  • ความหวั่นวิตกในภัยสงครามนิวเคลียร์


  • ในเดือนกรกฎาคมความสับสนที่เกิดขึ้นนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าค.ศ. ๑๙๖๙ประธานาธิบดีริชาร์ดนิกสันได้แถลงหลักการนิกสันมีสาระสำคัญคือสหรัฐอเมริกายังรักษาพันธกรณีในสนธิสัญญาที่ทำไว้กับประเทศต่างๆแต่การป้องกันประเทศจะต้องเป็นภาระของชนชาตินั้นเองสหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะใช้กำลังเข้าช่วยเหลือต่อเมื่อมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น

  • ค.ศ. ๑๙๗๑ผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตยและโลกคอมมิวนิสต์ต่างประนีประนอมกันทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติแทนไต้หวันจากเหตุผลที่ว่า

  • รัฐบาลอเมริกันเห็นความจำเป็นที่จะต้องกระชับความสัมพันธ์กับจีนคอมมิวนิสต์เพื่อ

  • แสวงหาความร่วมมือในการแก้ปัญหาสงครามเวียดนามอันเป็นปัญหาสำคัญของสหรัฐอเมริกาและเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า


  • ฝ่ายจีนก็พร้อมที่จะเจรจาผูกมิตรกับผู้นำโลกฝ่ายเสรีประชาธิปไตยฝ่ายจีนก็พร้อมที่จะเจรจาผูกมิตรกับผู้นำโลกฝ่ายเสรีประชาธิปไตยเพื่อคานอำนาจสหภาพโซเวียตไว้

  • ค.ศ.๑๙๗๒ประธานาธิบดีนิกสันได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและกรุงมอสโกและในปีเดียวกันนั้นเองประธานาธิบดีเรโอนิคเบรฟเนฟแห่งสหภาพโซเวียตก็ได้ไปเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นการตอบแทนเพื่อเจรจาลดอาวุธ

  • นับเป็นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่๒ที่โลกเสรีประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ได้ประนีประนอมกัน


ฝ่ายจีนก็พร้อมที่จะเจรจาผูกมิตรกับผู้นำโลกฝ่ายเสรีประชาธิปไตย.๙นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่สิ้น สุดสงครามเวียดนามจนถึงสิ้นสุดสงครามเย็น(ค.ศ.๑๙๗๕–๑๙๙๐)

  • การประนีประนอม (Detent) ก่อให้เกิดการยุติสงครามเวียดนามและหลักการนิกสันถูกใช้อย่างจริงจังซึ่งมีผลกระทบสำคัญต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลประธานาธิบดีริชาร์ดนิกสันเจอรัลด์ฟอร์ดจิมมี่คาร์เตอร์และโรนัลด์เรแกนก่อนที่สงครามเย็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสิ้นสุดลงเมื่อเกิดสันติภาพในกัมพูชาและระเบียบโลกใหม่แนวนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานี้ที่สำคัญคือ


  • สหรัฐอเมริการู้สึกเสียเกียรติภูมิเป็นอย่างยิ่งที่ไม่สามารถเอาชนะคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนได้สหรัฐอเมริการู้สึกเสียเกียรติภูมิเป็นอย่างยิ่งที่ไม่สามารถเอาชนะคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนได้ชาวอเมริกันเจ็บช้ำน้ำใจและไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับภูมิภาคนี้อีกต่อไป

  • สหรัฐอเมริกาหันไปสนใจอเมริกาใต้แทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอลซาวาดอร์นิการากัวฮอนดูรัสและเกรนาดาซึ่งในช่วงเวลานั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ได้มีการขยายตัวเป็นอย่างมากและอเมริกาใต้ก็มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับสหรัฐอเมริกา

  • สมัยประธานาธิบดีจิมมี่คาร์เตอร์มีการประกาศใช้นโยบายการทูตเพื่อมนุษยธรรม(Human Rights)ซึ่งจะไม่ทุ่มเทเงินเพื่อความเป็นผู้นำโลกเสรีแต่จะโจมตีสหภาพโซเวียตด้านศีลธรรมโดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ถูกรัฐบาลเผด็จการกดขี่

  • สหรัฐอเมริกาเปิดศักราชใหม่แห่งความสัมพันธ์กับจีนเนื่องจากสหรัฐอเมริกามองเห็นว่าจีนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในเอเชียตะวันออก


ยุคโลกาภิวัตน์สหรัฐอเมริการู้สึกเสียเกียรติภูมิเป็นอย่างยิ่งที่ไม่สามารถเอาชนะคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนได้:ยุคอเมริกา

  • สงครามเย็นสิ้นสุดลงเมื่อกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงในค.ศ.๑๙๘๙และสหภาพโซเวียตล่มสลายในปีต่อมา

  • หลังยุคสงครามเย็นสหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจเพียงชาติเดียวอย่างแท้จริงและมีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆด้านเหนือกว่าชาติอื่นเนื่องจากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจความเข้มแข็งทางทหารและความล้ำสมัยทางวิทยาการและเทคโนโลยี


  • ผลของความเจริญก้าวหน้าในทุกๆผลของความเจริญก้าวหน้าในทุกๆด้านของสหรัฐอเมริกาดังกล่าวที่มีต่อชาติอื่นๆที่สำคัญคือประเทศต่างๆจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม

  • ยุคโลกาภิวัตน์คือยุคที่ชาวอเมริกันเข้ามาจัดระเบียบในทุกด้านเพื่อให้สหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านโลก (Global village)

  • การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าเพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องยากจนกระทั่งมีผู้กล่าวว่าจะทำได้ต่อเมื่อประเทศต่างๆต้องละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนหันไปใช้วัฒนธรรมอเมริกันหรือถูก Americanized

  • ไม่มีชาติใดยอมรับได้วิธีการที่ประเทศต่างๆกระทำคือการร่วมกลุ่มกันเป็นองค์กรในภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันและสร้างพลังเพื่อต่อรองกับสหรัฐอเมริกา

  • ฤาสงครามระหว่างอารยธรรมจะเกิดขึ้น?-The Clash of Civilization ?


เข้าใจรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์ชเข้าใจรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์ชดับเบิลยู. บุช

  • เมื่อจอร์ชดับเบิลยู. บุชยึดถือนโยบายที่ชาวอเมริกันยึดมั่นมากว่า๔๐๐ปีเพื่อผลประโยชน์ทางการสร้างจักรวรรดิ์ติดตามแสงตะวันการค้าระหว่างประเทศและเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย

  • พรรค Republican สนับสนุนความสำคัญของปัจเจกบุคคลและการมีโอกาสเท่าเทียมกันของประชาชนจึงได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางส่วนพรรค Democratic ให้การสนับสนุนในการสร้างรัฐสวัสดิการจึงได้รับเสียงสนับสนุนจากชนชั้นล่าง

  • สุนทรพจน์ของบิลลาเดลหลังเหตุการณ์๑๑กันยายน๒๐๐๑อาจจะเป็นบทสรุปของบทบาทของสหรัฐอเมริกาบนเวทีโลกตลอด๔๐๐ปีได้เป็นอย่างดี


ad