การส่งเสริมพัฒนาการ
Download
1 / 34

การส่งเสริมพัฒนาการ - PowerPoint PPT Presentation


  • 256 Views
  • Uploaded on

การส่งเสริมพัฒนาการ. การเป็นครูที่ดี มีลักษณะอย่างไร. ประการแรก ครูจะต้องรักเด็กและเข้าใจเด็ก ประการที่สอง ครูควรทราบวิธีการส่งเสริมให้เด็กได้ รับการพัฒนาทุกๆด้าน ( ด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา สังคม คุณธรรม และ จริยธรรม).

loader
I am the owner, or an agent authorized to act on behalf of the owner, of the copyrighted work described.
capcha
Download Presentation

PowerPoint Slideshow about ' การส่งเสริมพัฒนาการ' - Audrey


An Image/Link below is provided (as is) to download presentation

Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author.While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server.


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - E N D - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Presentation Transcript

การเป็นครูที่ดี มีลักษณะอย่างไร

  • ประการแรก ครูจะต้องรักเด็กและเข้าใจเด็ก

  • ประการที่สอง ครูควรทราบวิธีการส่งเสริมให้เด็กได้

    รับการพัฒนาทุกๆด้าน

    (ด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา สังคม คุณธรรม และ

    จริยธรรม)


สำหรับครู จิตวิทยามีความสำคัญอย่างไร

  • 1. จิตวิทยา คือ ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งสามารถสังเกตได้ วัดได้ และทดสอบได้

  • 2. การที่ครูรู้จักและเข้าใจความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของเด็ก ทำให้ครูสามารถจัดกิจกรรม เนื้อหาและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็กได้ ตลอดจนสร้างระเบียบวินัยที่ดีแก่เด็ก

  • 3. เนื้อหาที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา คือ การศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล พัฒนาการของเด็ก การเอาใจใส่ การลงโทษ การเสริมแรง การสร้างความรู้สึกนึกคิดที่ดีต่อตนเอง การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน การสร้างวินัย การพูดและการฟังของครู


คำถามที่ต้องการคำตอบ จิตวิทยามีความสำคัญอย่างไร

  • - ทำอย่างไรเด็กจะรักโรงเรียน

  • - ทำอย่างไรเด็กจะรักครู

  • - ทำอย่างไรเด็กจะประพฤติปฏิบัติตัวดี

  • - ทำอย่างไรเด็กถึงจะเรียนเก่ง

  • - ทำอย่างไรจะช่วยให้เด็กแต่ละคนพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่

  • - ทำอย่างไรเด็กถึงจะเป็นคนดีที่โรงเรียนและสังคมต้องการ


ความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครูความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครู

  • 1. ช่วยให้ครูรู้จักลักษณะนิสัย (Characteristics) ของ

    นักเรียนที่ครูต้องสอน

  • 2. ช่วยให้ครูมีความเข้าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของ

    นักเรียน (ช่วยให้นักเรียนมีอัตมโนทัศน์ที่ดีและถูกต้อง)

  • 3. ช่วยครูให้มีความเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล

  • 4. ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อของห้องเรียนให้เหมาะสมแก่วัยและขั้น

    พัฒนาการของนักเรียน

  • 5. ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน


ความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครูความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครู

  • 6.ช่วยครูในการเตรียมการสอน วางแผนการเรียน

  • 7. ช่วยครูให้ทราบหลักการและทฤษฎีของการเรียนรู้

  • 8. ช่วยครูให้ทราบถึงหลักการสอนและวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพ

  • 9. ช่วยครูให้ทราบว่านักเรียนที่มีผลการเรียนดีไม่ได้เป็นเพราะ

    ระดับเชาวน์ปัญญาเพียงอย่างเดียว

  • 10. ช่วยครูในการปกครองชั้นและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียน


ครู ความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครู: เป็นแม่พิมพ์ และเป็นเบ้าหลอมให้เด็กเป็นคนดีหรือคนเลวได้

  • เด็กบางคนเปรียบเสมือนน้ำร้อนที่เดือดปุดๆ

  • ความเอื้ออาทร การเอาใจใส่ และความสงบเยือกเย็นของครู

  • ที่จะทำให้น้ำร้อนนั้นเย็นลง

  • เด็กบางคนเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง

  • ความอบอุ่นของครูเท่านั้น ที่จะละลายเขาได้

  • จงทำให้เขาละลายลง………..


การสำรวจนักเรียนรายบุคคลการสำรวจนักเรียนรายบุคคล

  • เป็นการรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างละเอียด ข้อมูลที่เก็บบันทึกไว้ ได้แก่ ประวัติส่วนตัว ครอบครัว ภูมิหลังจากโรงเรียนเดิม ประวัติการเรียน พฤติกรรม นิสัย บุคลิกภาพ สติปัญญา สุขภาพ ความสัมฤทธิ์ผลทางการเรียน เจตคติ ประวัติการถูกลงโทษ การได้รับรางวัล การบำเพ็ญประโยชน์ ความสนใจ ความสามารถพิเศษ ฯลฯ

  • ทั้งนี้เพื่อจะได้รู้จักนักเรียน เข้าใจนักเรียนอย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยเหลือหรือพัฒนานักเรียนได้อย่างถูกต้อง


ข้อควรคำนึงในการสำรวจข้อควรคำนึงในการสำรวจ

  • 1. ข้อมูลที่รวบรวมต้องถูกต้องเป็นจริง เชื่อถือได้ และเพียงพอที่จะ

  • ทำให้ทราบสาเหตุของปัญหา

  • 2. ควรศึกษาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และต้องจดบันทึกทุกครั้ง

  • 3. ใช้ภาษาเข้าใจง่ายในการบันทึก ระบุวันเวลา สถานที่ ผู้บันทึกชัดเจน

  • 4. ข้อมูลควรได้มาจากหลายฝ่ายและหลายสถานการณ์

  • 5. ข้อมูลที่นักเรียนไม่ต้องการให้เปิดเผย ครูต้องรักษาไว้เป็นความลับ

  • 6. ผู้รวบรวมข้อมูลต้องมีใจเป็นกลาง ไม่มีอคติหรือความลำเอียงใดๆ

  • 7. ครูไม่ควรด่วนสรุปหรือเชื่อข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเพียงวิธีใดวิธี

    หนึ่งเท่านั้น ควรหาจากหลายๆวิธีเพื่อความถูกต้องเพียงพอ


เทคนิคการสำรวจเป็นรายบุคคลเทคนิคการสำรวจเป็นรายบุคคล

  • เทคนิคต่างๆที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลนักเรียน ที่จำเป็นมีดังนี้

  • 1. การสังเกต

  • 2. การสัมภาษณ์

  • 3. แบบสอบถาม

  • 4. การเยี่ยมบ้าน

  • 5. การทำอัตชีวประวัติ

  • 6. แบบทดสอบ



  • “น้ำขาดปลา ฟ้าขาดฝน คนขาดใจ

  • ชีวิตคงจะห่อเหี่ยว แห้งแล้งและโรยราแน่”

    “ ธรรมชาติของมนุษย์ ต้องการที่จะได้รับความรัก ความเอาใจใส่

    ความสนใจ และการยอมรับจากเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ”


พฤติกรรมที่เรียกร้องความสนใจพฤติกรรมที่เรียกร้องความสนใจ

  • - ชอบส่งเสียงดังในชั้นเรียน

  • - ฝ่าฝืนกฎระเบียบของโรงเรียน

  • - ลุกเดินจากที่นั่งบ่อยๆ


การเอาใจใส่นักเรียน จำแนกได้ 2 ประการ

  • 1. การเอาใจใส่ทางบวก เป็นการสื่อสารด้วยคำพูดที่ทำให้ผู้รับรู้สึกว่าตนมีคุณค่า

  • 1.1 การเอาใจใส่ทางบวกโดยไม่มีเงื่อนไข

    “ ครูรักเธอ ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร มาจากไหน เรียนเก่งหรืออ่อน

    จนหรือรวยก็ตาม ”

  • 1.2 การเอาใจใส่ทางบวกโดยมีเงื่อนไข

    “ ถ้านักเรียนคนไหนสอบได้ที่ 1 ครูมีรางวัลให้ ”


การเอาใจใส่นักเรียน จำแนกได้ 2 ประการ

  • 2. การเอาใจใส่ทางลบ คือการสื่อสารด้วยคำพูดหรือภาษากาย

    จากผู้ส่งออกไปยังผู้รับแล้ว ผู้รับไม่พอใจ

  • 2.1 การเอาใจใส่ทางลบโดยไม่มีเงื่อนไข

    เป็นการไม่ยอมรับในความเป็นคนของเขา เช่น

    “ครูเกลียดนักเรียนที่เป็นคนใต้”

  • 2.2 การเอาใจใส่ทางลบโดยมีเงื่อนไข

    การไม่ยอมรับตามการกระทำที่กำหนด เช่น

    “ ครูจะลงโทษนักเรียนที่ไม่ส่งการบ้าน ”


แนวทางการนำการเอาใจใส่ไปใช้ในโรงเรียนแนวทางการนำการเอาใจใส่ไปใช้ในโรงเรียน

  • 1. ครูควรเอาใจใส่นักเรียนด้วยคำพูดและภาษากาย

  • 2. จำชื่อนักเรียนที่ครูสอนได้ถูกต้อง

  • 3. ให้เวลาแก่นักเรียนทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน

  • 4. ครูควรมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกับนักเรียน

  • 5. เตรียมรางวัลหรือของขวัญเล็กๆน้อยๆให้นักเรียนบ้าง

  • 6. สำรวจ ดูแล เอาใจใส่ต่อความสะอาดของร่างกาย และการแต่ง

    กายของนักเรียน

  • 7. ครูควรจะให้การเอาใจใส่ทางบวก โดยไม่มีเงื่อนไขอย่าง

    สม่ำเสมอ


แนวทางการนำการเอาใจใส่ไปใช้ในโรงเรียนIf you touch me soft and gentle

If you look at me and smile at me

If you listen to me and talk sometimes

before you talk

I will grow , really grow ”

“ถ้าเพียงแต่คุณแตะต้องฉันอย่างนุ่มนวล และละมุนละม่อม

ถ้าเพียงแต่คุณมองดูและยิ้มให้ฉัน

ถ้าเพียงแต่คุณฟังฉันพูดบ้างเป็นบางครั้ง ก่อนที่คุณจะพูดเสียเอง

ฉันก็จะเจริญเติบโต …….เจริญงอกงามได้อย่างแท้จริง ”


การลงโทษแนวทางการนำการเอาใจใส่ไปใช้ในโรงเรียน

  • “ไม้เรียวสร้างคนให้เป็นรัฐมนตรีหลายคน”

  • อดีต : ลงโทษด้วยวิธีการตี

  • ปัจจุบัน : นิยมใช้การเสริมแรง ( Reinforcement)

  • การลงโทษที่ไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดปัญหา ยิ่งวิธีการลงโทษที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสมมากเท่าใด ยิ่งจะสร้างบาดแผลทางกายและทางใจกับนักเรียนไปตลอดชีวิตได้มากขึ้นเท่านั้น


ประเภทการลงโทษ จำแนกได้ 2 ประเภท

  • 1. การลงโทษทางบวก (Positive punishment )

    เช่น นายศักดิ์พูดคำหยาบ ครูลงโทษโดยการดุหรือด่า

  • 2. การลงโทษทางลบ (negative punishment )

    เช่นนางสาวสมศรีไม่ทำเวร ครูจึงลงโทษโดยตัดคะแนนความประพฤติของนางสาวสมศรีออกไป 5 คะแนน


ข้อคิด เกี่ยวกับการลงโทษ

  • ดวงเดือน พันธุมนาวิน กล่าวว่า

    “ เด็กเล็กควรลงโทษโดยตีให้เจ็บกาย แต่ต้องตีด้วยความรัก มิใช่ความเกลียดและความโมโหโทโส อาจตีได้ในเด็ก 0 – 7 ขวบ

    และเริ่มลดการตีลงจาก 7 ขวบ เพิ่มการให้รางวัลเป็นวัตถุสิ่งของและเลิกตีเมื่อเด็กอายุ 10 ขวบไปแล้ว”

  • Hurlock ทดลองพบว่า

    “ เด็กโตชอบการชมเชยมากกว่าการตำหนิ แต่เด็กเรียนเก่ง เมื่อถูกตำหนิ

    จะพยายามการะทำสิ่งต่างๆให้ดีมากขึ้นกว่าถูกชม

  • Morgan อธิบายว่า

  • “ การให้รางวัลนั้น มีผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าการลงโทษ และการเรียนรู้ที่เกิดจากการลงโทษจะไม่คงทนถาวรเท่าการให้รางวัล


การเสริมแรง เกี่ยวกับการลงโทษ

  • ความหมาย : การให้สิ่งเร้าแล้ว ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจหรือไม่

    พึงพอใจ

  • เป้าหมาย : ให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์มากขึ้น

  • ประเภทการเสริมแรง : มี 2 ประเภท

  • 1. การเสริมแรงทางบวก

  • 2. การเสริมแรงทางลบ


การเสริมแรง เกี่ยวกับการลงโทษ

  • เทคนิคการเสริมแรง :

  • 1. การเสริมแรงด้วยวาจา

  • 2. การเสริมแรงด้วยการให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตน

  • 3.การเสริมแรงด้วยท่าทาง

  • 4.การเสริมแรงด้วยการให้รางวัลและสัญลักษณ์ต่างๆ


การเสริมแรง / การเรียนการสอน

  • การเสริมแรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเรียนการสอน

  • เป็นเสมือนหยดน้ำอมฤตช่วยชุบชีวิตชโลมใจให้นักเรียนมีชีวิตชีวา เกิดความรู้สึกดีๆ ขยันหมั่นเพียรในการเรียนเพิ่มมากขึ้น

  • ช่วยให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ถูกต้อง

  • ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมที่ครู โรงเรียน และสังคมต้องการ


Self concept
ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเอง self - concept

  • “ ความรักต้องเริ่มจากรักตัวเองก่อน

  • (เอื้ออาทร ห่วงใย เข้าใจ ยอมรับ )

  • ถ้าเราไม่มีความรักในตัวเอง เราก็ไม่สามารถแบ่งความรัก

    ให้ใครได้ ”


Self concept1
ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเอง หรือ อัตมโนทัศน์ self - concept

  • ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเอง เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่แสดงออกของบุคคล

  • คนแต่ละคนจะแสดงพฤติกรรมเช่นไรนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขามีความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเองว่าเป็นอย่างไร

  • ครูจะต้องเข้าใจนักเรียน เข้าใจในพฤติกรรมของเขา

    มองสิ่งต่างๆให้เห็นอย่างที่เขาเห็นไม่ใช่มองสิ่งต่างๆอย่างที่ครูเห็น และควรเข้าใจเหตุผลในการกระทำของเขา


ประเภทความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเอง มี 2 ประเภท

  • 1.ตัวตนที่เป็นจริง (Real self – concept )

  • 2. ตัวตนที่ต้องการเป็น (Idea self – concept )

  • บทบาทของครู : ครูควรที่จะพยายามช่วยให้ตัวตนที่เป็นจริงกับตัวตนที่ต้องการเป็นของเด็ก ให้มีความแตกต่างกันน้อยที่สุด


วิธีการพัฒนาความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเองวิธีการพัฒนาความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเอง

  • พรรณี ช.เจนจิต : เสนอการสร้างบรรยากาศเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอัตมโนทัศน์ในทางบวก 6 ประการ คือ

  • 1.บรรยากาศที่ท้าทาย 2.บรรยากาศที่มีอิสระ

  • 3. บรรยากาศที่มีความอบอุ่น

  • 4.บรรยากาศที่มีการยอมรับนับถือ

  • 5.บรรยากาศแห่งการควบคุม

  • 6.บรรยากาศแห่งความสำเร็จ


การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน

  • จุดมุ่งหมาย : ให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ

  • เกิดทักษะ ความชำนาญ และมีเจตคติที่ดี

  • (Knowledge Understand Skill Attitude )

  • : นักเรียนมีความสุข – สนุก ในการเรียน

  • : การสอนของครูบรรลุเป้าหมาย


องค์ประกอบการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนองค์ประกอบการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน

  • 1.บุคลิกภาพของครู : การแต่งกาย อารมณ์ขัน ท่าทาง

    น้ำเสียง การใช้คำพูด

  • 2.พฤติกรรมการสอนของครู : แบบประชาธิปไตย

    เปิดโอกาสให้ซักถาม ช่วยเหลือกัน

  • 3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน : ทำกิจกรรมร่วมกัน

  • 4.ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับนักเรียน : มีโอกาสทำงาน

    ร่วมกันและช่วยเหลือกัน


บรรยากาศที่ควรหลีกเลี่ยงบรรยากาศที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อย่าทำตัวเป็นครูระเบียบ ต้องทำอย่างโน้น อย่างนี้

  • อย่าทำตัวเป็นครูสำราญ คาดหวังอะไรไม่ได้

  • อย่าทำตัวเป็นครูวันลาหรือลาวัน ไม่ยอมมาโรงเรียน

  • อย่าทำตัวเป็นครูอำนาจ บังคับ ขู่เข็ญ

  • (ดุ ด่า ตำหนิติเตียน บังคับ ข่มขู่ เยาะเย้ย ถากถาง เฉยๆ โกหก)


การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน

  • ใส่ความยิ้มแย้มแจ่มใส แทนที่ความบูดบึ้งบนใบหน้า

  • ใส่ความเป็นปิยวาจา แทนที่การกราดเกรี้ยวและดูหมิ่น

  • ใส่ความรู้สึกกระตือรือร้น แทนที่ความเชื่องช้าและเฉยเมย

  • ใส่อารมณ์ขัน แทนที่อารมณ์เครียด

  • ใส่น้ำเสียงนุ่มนวล แทนที่น้ำเสียงดุดัน

  • ใส่ความเอาใจใส่ดูแล แทนที่การปล่อยปละละเลย

  • ใส่ความยกย่องชมเชย แทนที่การตำหนิติเคียน


การสร้างวินัยในชั้นเรียนการสร้างวินัยในชั้นเรียน

  • ครูต้องยอมรับว่า

  • - พฤติกรรมทุกอย่างย่อมมีสาเหตุ ถ้าครูรู้สาเหตุของ

    ปัญหา ย่อมสามารถแก้ปัญหานั้นได้

  • - สาเหตุเดียวทำให้เกิดพฤติกรรมหลายอย่าง และ

    พฤติกรรมอย่างเดียวกันอาจมาจากหลายสาเหตุก็ได้


นางสาว สมศรี ชั้น การสร้างวินัยในชั้นเรียนปวช. 3อกหัก (สาเหตุ) ส่งผลให้เกิดพฤติกรรม ดื่มสุรา หาหนังสือธรรมะอ่าน เข้าวัด ร้องไห้ ปรึกษาเพื่อน หาผู้ชายคนใหม่ชดเชย

นางสาว สมศรี ชั้นปวช. 3สอบตกชั้นปวช. 3 (สาเหตุ)

อาจเกิดจาก อกหัก ขาดเรียนบ่อย

ไม่ส่งการบ้าน ทำข้อสอบไม่ได้

เข้าสอบช้า ไม่ดูหนังสือ